หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002

วิวัฒน์ชัย อัตถากร  Wiwatchai Atthakorn

วิวัฒน์ชัย อัตถากร  Wiwatchai Atthakorn

ปัจจุบัน

  • อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร

Link

Field of Interest

  • เศรษฐศาสตร์การเงินและการเงินระหว่างประเทศ

  • การค้าระหว่างประเทศ

Education

ปริญญาเอก ปริญญาเอก สาขาการคลังและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ) จาก Indiana University ประเทศสหรัฐอเมริกา 2525
ปริญญาโท ปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ (ด้านเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ ) จาก Western Michigan University ประเทศสหรัฐอเมริกา 2514
ปริญญาตรี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาพาณิชยศาสตร์ (ด้านการเงินระหว่างประเทศ) จาก Hitotsubashi University ประเทศญี่ปุ่น 2510
อื่นๆ
  • โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
  • Cert. in Applied Adm. Management, American University, 2514

Experience

ผลงานด้านการบริหาร
  • ผู้บริหารของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
  • รองอธิการบดีฝ่ายโครงการพิเศษ คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
  • ผู้อำนวยการสำนักวิจัย
  • ผลงานทางการพัฒนาการบริหารการศึกษา
  • บทความและการอภิปรายทางการศึกษา เพื่อการพัฒนาแบบยั่งยืน เช่น
    • สถาบันอุดมศึกษา กับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : ปัญหาและข้อจำกัด 
    • ทางเลือกใหม่ของการศึกษาไทยในสายตานักเศรษฐศาสตร์
    • ยุทธศาสตร์การพัฒนากับการศึกษาเพื่อการพึ่งตนเอง
    • ทิศทาง และแนวทางการบริหารจัดการราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น
  • กรรมการระดับชาติด้านการศึกษาและผลงานการบริหารด้านอื่น ๆ เช่น
    • กรรมการที่ปรึกษาโครงการวางแผนอุดมศึกษาระยะยาวของทบวงมหาวิทยาลัย
    • กรรมการประเมินผลแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 5 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
    • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคัดเลือกผู้รับทุนสำนักงานคณะกพ. ศึกษาต่างประเทศ
    • ที่ปรึกษารองประธานวุฒิสภา
ผลงานด้านวิชาการ
  • สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) 2510-2548

    • ตำแหน่งนักวิจัย ประธานโครงการปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม 

    • ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำสำนักวิจัย 

    • ผู้อำนวยการสำนักวิจัย รองอธิการบดีฝ่ายโครงการพิเศษ(ฝ่ายวางแผน)

    • คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

    • รองศาสตราจารย์ คณะพัฒนาเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

  • Visiting Professor, Institute for International Studies and Training, MITI, Japan

  • Visiting Research Fellow, Sophia University, Japan

  • Training Program Director, "Training Workshop on Industrial Planning", United National Industrial Development Organization (UNIDO)

  • Economist of the World Bank Project, Lao PDR

  • ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา มูลนิธิ 14 ตุลา ให้เป็นองค์ปาฐกคนแรก
  • เป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการคัดเลือกไปสอนในระดับบัณฑิตศึกษาที่สถาบัน IIST ( Institute for International Studies and Training ) ของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะาสตราจารย์รับเชิญ
  • ผลงานวิจัยเกี่ยวกับบทบาทการลงทุน ความช่วยเหลือ หนี้สินระหว่างประเทศ อาทิ บทบาทของการลงทุนของญี่ปุ่นในประเทศไทย บทความเรื่อง การค้า เสรี.....ที่ไม่เป็นธรรม การวิจัยเรื่อง แปลงหนี้เปิดป่า เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือการวิจัย เรื่อง การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นผู้เสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศให้เป็นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนพึ่งตนเอง
  • ผลงานทางด้านงานเขียนและการบรรยายทางวิชาการที่น่าสนใจมากมาย อาทิ เรื่อง ความมั่นคงกับการพัฒนา วิกฤตองค์ความรู้เศรษฐศาสตร์ไทย ฯลฯ และการบรรยาย เรื่อง ประเมินสถานภาพสังคมไทย และทิศทางการวิจัย จัดโดยเครือข่ายมหาวิทยาลัยและสภาวิจัยแห่งชาติ การปาฐกถา เรื่อง ระบบเศรษฐกิจทักษิณมิกส์กับวิถีเกษตรรายย่อย ฯลฯ
Political Experience
  • Advisor to the Senate’s Military Committee, Thailand
  • Advisor to the Parliament Vice President, The Thai National Parliament
  • National Committee Member of the Public Enterprise Labor Relations, Ministry of Labor and Social Welfare
  • Member of the National Committee on the Field of Economics (Appointed by the Prime Minister), The Office of the National Research Council of Thailand.

วิวัฒน์ชัย อัตถากร... บนวิถีเศรษฐศาสตร์บูรณาการ

"ถ้าเราปล่อยให้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ถูกใช้ลอยๆ มันก็แก้ปัญหาระดับโครงสร้างไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเทคนิคหรือเครื่องมือมีประโยชน์ แต่สำคัญคือมันจะถูกใช้ไปเพื่อบริบทใดต่างหาก..."

"...ทำไมเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นเราไปตั้งคำถามกับแค่ปี 2540 โทษว่าจอร์จ โซรอส ทำให้เศรษฐกิจล่ม ผมว่าแค่นี้มันไม่เพียงพอ เราต้องถามใหม่ว่า แล้วเมื่อ 10-20 ปีก่อน เราทำอะไรไว้บ้าง เราจึงจะสามารถเจาะลึกไปถึงรากเหง้าต้นตออย่างสว่างไสวได้ นอกจากปฏิฐานนิยม เรายังต้องอาศัยศาสตร์ความรู้เชิงบรรทัดฐานนิยม วิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ศึกษาเชิงวิภาษวิธีตามหลักศาสนธรรม ...สรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงขัดแย้งตลอดเวลา ความรู้เหล่านี้ต้องนำเข้ามาจับด้วย"

วาระครบรอบปี 14 ตุลาคมประจำปีนี้ นอกเหนือจากจะมีการเคลื่อนศูนย์กลางกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาสู่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลาแล้ว มูลนิธิ 14 ตุลาและองค์กรประชาธิปไตย ยังได้ริเริ่มโครงการ ปาฐกถา 14 ตุลา ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยมีแผนกำหนดให้เป็นกิจกรรมประเพณีประจำปีอย่างต่อเนื่อง

วัตถุประสงค์ของปาฐกถา 14 ตุลา ตั้งใจจะให้องค์ปาฐกได้แสดงความเห็นเชิงวิชาการ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาสำคัญเร่งด่วนของสังคมซึ่งถูกละเลยมองข้าม และเพื่อระดมพลังทางความคิดชี้ทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย

นักวิชาการคนแรกที่คณะกรรมการสรรหาองค์ปาฐก 14 ตุลา คัดสรรให้เป็นองค์ปาฐกในวันจันทร์ที่ 14 ตุลาคมนี้ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.วิวัฒน์ชัย อัตถากร

ในความรับรู้ของสาธารณชน ชื่อของรศ.ดร.วิวัฒน์ชัย อาจจะไม่ได้เกาะติดพ่วงมากับคลื่นขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนยุค 14 ตุลาคม เพราะตามประวัตินั้น รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย เป็นนักเรียนซึ่งมีผลการเรียนดีเด่นจากต่างจังหวัด และศึกษาระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอกที่ต่างประเทศทั้งสิ้น นับจากปริญญาตรีด้านการเงินระหว่างประเทศ จากญี่ปุ่น ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์พัฒนาการ จาก Western Michigan University และปริญญาเอกด้านการคลังและเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จาก Indiana  University

ปัจจุบัน รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย เป็นอาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ซึ่งนอกเหนือจากประสบการณ์ด้านการบริหารและวิชาการ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติแล้ว ผลงานทางวิชาการที่ทำมาตลอด 30 กว่าปี ก็คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นทัศนคติและจุดยืนทางความคิดของนักวิชาการท่านนี้ ซึ่งเป็นอีกเสียงหนึ่งที่วิเคราะห์ ท้วงติง และวิพากษ์วิจารณ์ กระบวนการพัฒนาตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาโดยตลอด

บทสนทนาและความรู้ที่รศ.ดร.วิวัฒน์ชัย พูดคุยกับ จุดประกาย-เสาร์สวัสดี น่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนว่า...ทำไมองค์กรภาคประชาชนจึงเลือกนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ เป็นองค์ปาฐกคนแรกของปาฐกถา 14 ตุลา

# ในฐานะที่อาจารย์ได้รับเกียรติให้เป็นองค์ปาฐกคนแรกของโครงการปาฐกถา 14 ตุลา โดยส่วนตัวอาจารย์พอจะทราบที่มาหรือเหตุผลของการคัดสรรนี้ไหมครับ

เรียนตามตรง ผมเองก็ไม่ทราบเหตุผลมาก่อนเหมือนกันครับ อยู่ๆ ทางมูลนิธิ 14 ตุลาก็มีแฟกซ์ส่งมาถึงผม แจ้งว่าคณะกรรมการสรรหาองค์ปาฐกมีมติคัดเลือกผมจากนักวิชาการทั่วประเทศ จากนั้นก็มีการพูดคุยรายละเอียดกันทางโทรศัพท์...ก็คุยกันเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อปาฐกถา

ส่วนตัวผมก็ยินดีครับ เพราะเป็นมูลนิธิ 14 ตุลา ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องของประโยชน์สาธารณะ ผมเองในฐานะนักวิชาการก็ยินดีอยู่แล้ว...ผมรู้แค่นี้จริงๆ

# คือโดยความรับรู้ของคนทั่วไป ที่ผ่านๆ มาการพูดคุยในวาระเดือนตุลาก็มักจะเน้นไปที่ตัวนักวิชาการหรือผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งนั้นเสียเป็นส่วนมาก ?

ฮะ (หัวเราะ)

# มันเป็นเพราะโดยหัวข้อด้วยหรือเปล่าครับ ที่บอกว่า 'ยุทธศาสตร์ใหม่ของชาติกับเศรษฐกิจการเมืองภาคประชาชนในยุคทุนนิยมโลกาภิวัตน์' ซึ่งคำว่า "เศรษฐกิจการเมืองภาคประชาชน" น่าจะเป็นคำใหม่พอสมควร เพราะที่ผ่านมาเรามักจะเคยได้ยินแต่คำว่า "การเมืองภาคประชาชน"

ความจริง จะเรียกว่าใหม่นักก็คงไม่ได้ แต่ผมคิดว่าเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องปากท้อง ขณะที่คำว่าการเมืองก็ค่อนข้างคลุมอยู่แล้ว ผมเพียงแต่อยากจะสื่อสารไปถึงผู้ฟังให้ชัดขึ้นก็เลยเติมคำว่าเศรษฐกิจเข้าไป คุยกันให้ครบทั้งประเด็นเชิงอำนาจและประเด็นเชิงปากท้อง แต่ส่วนมากมันก็อย่างที่คุณว่าน่ะครับ คนส่วนใหญ่จะใช้กันอย่างกะทัดรัดว่าการเมืองภาคประชาชน ซึ่งโดยนัยมันก็อาจจะคลุมแล้ว แต่ส่วนตัวผมไม่อยากให้ตกหล่นคำว่าเศรษฐกิจไป

# เป็นเพราะว่าพื้นฐานอาจารย์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้วยหรือเปล่าครับ

ผมคิดว่าพื้นฐานตรงนั้นเป็นเรื่องรองครับ แต่ปัญหาประเด็นหลักของประเทศชาติตอนนี้อยู่ที่ปัญหาปากท้องจริงๆ แล้วปากท้องมันก็ปฏิสัมพันธ์กับการเมือง ปฏิสัมพันธ์กับอำนาจ แยกไม่ออกหรอกครับ แล้วโดยความหมายมันก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักคำว่าการเมืองลดลง ตรงกันข้ามอาจจะทำให้หนักแน่นขึ้นด้วยซ้ำไป

# ถ้าอ่านจากประวัติและผลงานของอาจารย์ มีคนเขียนไว้ชัดเจนมากว่าอาจารย์ไม่ปรารถนาถูกจองจำด้วยกระบวนทัศน์เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก...คำอธิบายตรงนี้คืออะไรครับ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่ว่านี้มันมีข้อบกพร่องอย่างไร

ที่จริงผมถูกฝึกถูกเรียนมาภายใต้กรอบความคิดของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนะครับ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็คือเศรษฐศาสตร์สำนักนีโอ คลาสสิก (Neo Classic) หรือพูดภาษาชาวบ้านก็คือเศรษฐศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ในระบบทุนนิยม ซึ่งผมเรียนมาอย่างนี้เปี๊ยบเลย ผมจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจพาณิชยศาสตร์ ซึ่งก็เป็นเรื่องบัญชีเรื่องการเงิน (หัวเราะ) เสร็จแล้วผมก็มาต่อปริญญาโทปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ ที่อเมริกา

แต่เนื่องจากผมทำวิจัยมาตลอด ผมทำงานวิชาการที่นิด้าสอนหนังสือด้วย ลงพื้นที่ทำงานวิจัยด้วย มันก็เริ่มมองเห็นว่าสิ่งที่เราเรียนและเก็บเกี่ยวมา มันไม่พอที่จะตอบคำถามสังคมในบางเรื่อง ทั้งในแง่วิธีการศึกษา วิธีวิทยา และในแง่ทฤษฎี จากจุดนั้นผมเลยเริ่มแสวงหาแนวทางที่หลากหลายออกไป

คือตามปกติเศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะยึดตัวเลขเป็นหลักในการวิเคราะห์ใช่มั้ยครับ...เป็นอย่างนั้นอย่างนี้กี่เปอร์เซ็นต์ มีสูตรทดสอบความเป็นจริงทางคณิตศาสตร์... ซึ่งจุดอ่อนของมันคือกรอบความคิดแบบนี้ อาจจะอธิบายบริบทของประเทศที่พัฒนาแล้วได้ดี...ระดับหนึ่งนะครับ แต่ของเราไม่ใช่แบบนั้น เรายังไม่ใช่ประเทศทุนนิยมที่ก้าวหน้า มิหนำซ้ำเรายังเป็นประเทศที่มี 2 วัฒนธรรมด้วยซ้ำไป (หัวเราะ)

# คือมีทั้งวัฒนธรรมเมืองกับวัฒนธรรมชนบท ?

ครับ...ซึ่งถ้าเราจะเอาความรู้กระแสหลักจับใส่เข้าไปเฉยๆ ผมก็ต้องตั้งคำถามแล้วล่ะ...คือโดยความเป็นนักวิชาการ ผมจะไปปฏิเสธบริบทความเป็นจริงไม่ได้ เมื่อเรารู้สึกว่ามันขัดกับเงื่อนไขข้อเท็จจริง ผมก็จำเป็นต้องแสวงหาวิธีการศึกษา ใช้ความรู้และทฤษฎีที่หลากหลายขึ้น นำแนวคิดหลายๆ อย่างมาประมวลเข้าด้วยกัน เพื่อวิเคราะห์และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้ชัดขึ้น

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่มีประโยชน์นะครับ แต่มันไม่น่าจะเพียงพอ (เน้นเสียง) ในการอธิบายวิกฤติการณ์หลายต่อหลายครั้ง ที่สำคัญคือเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ยิ่งไม่น่าจะเพียงพอในการแก้ปัญหาประเทศ

# มีตัวอย่างไหมครับว่า เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักตัวไหนบ้างที่อาจารย์มองว่าไม่เพียงพอ

ตัวอย่างที่เราพูดกันเยอะมากก็คือ ประเทศเรายากจน มีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนสูงมาก มีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ ถ้าเราจะตอบคำถามเหล่านี้ด้วยเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ มันอธิบายสาเหตุของความยากจน สาเหตุของความเหลื่อมล้ำไม่ได้ 

คนที่คิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เวลาเจอปัญหาแบบนี้เขาก็จะใช้เทคนิคบางประการเข้าไปแก้ปัญหา เช่น หมู่บ้านนี้ยากจนใช่มั้ย ก็อัดฉีดเงินลงไปแล้วก็เชื่อว่ามันจะแก้ปัญหาความยากจนได้ ซึ่งผมคิดว่าแค่นี้ไม่พอ มันต้องถามต่อไปด้วยว่าหมู่บ้านนั้นมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมแบบไหน มีความซับซ้อนหลากหลายอย่างไร

อย่างกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท บางหมู่บ้านอาจจะขาดน้ำ บางแห่งอาจจะมีปัญหาโครงสร้างอำนาจไม่เหมือนกับที่อื่น บางแห่งอาจจะมีปัญหาเรื่องระบบตลาด เราก็ต้องลงไปศึกษาโครงสร้างตลาดว่ามันมีการแข่งขันเสรีจริงมั้ย หรือว่ามันมีการเอารัดเอาเปรียบแบบผูกขาด เราเข้าไปในหมู่บ้านต้องเริ่มต้นจากตรงนี้ครับ จากการศึกษากระบวนการความสัมพันธ์ ซึ่งเรื่องแบบนี้เศรษฐศาสตร์ตอบไม่ได้นะครับ

หรือถ้าถามกันให้ลึกให้ไกลกว่านั้นเราก็จะพบว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยที่ผ่านมาซึ่งเน้นเศรษฐกิจมาก แต่แทนที่มันจะทำให้ยากจนน้อยลง บางครั้งมันน้อยลงชั่วคราวผ่อนคลายชั่วคราว แต่สักพักมันก็กลับมาอีก เพราะเราไปมองความยากจนว่าเป็นเรื่องจนเงิน คิดแบบนักเศรษฐศาสตร์นักการเงิน ถ้าขาดเงินก็เอาเงินใส่เข้าไปสิ เติมเงินเข้าไปให้เต็มทุกอย่างจบ...ใช่มั้ยครับ

แต่มันไม่จริงไงครับ เพราะถ้าเงินเข้าไปแล้วรั่วไหลแก้ปัญหาไม่ได้ นั่นก็แสดงว่ามีเรื่องผิดปกติในโครงสร้างอำนาจของชุมชนนั้น

# ซึ่งก็เป็นประเด็นทางรัฐศาสตร์อีก ?

แน่นอนครับ เป็นทั้งเรื่องการเมือง ทั้งวัฒนธรรม หรือผมยกตัวอย่างง่ายๆ ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อยอย่างกรณีบัตรเครดิต ตอนนี้คนรุ่นลูกรุ่นหลานผมจบปริญญาตรีใหม่ๆ ก็มีบัตรเครดิตกันแล้ว ประเด็นแบบนี้ถ้าคิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ก็อาจจะมองแค่ว่าเมื่อมีบัตรเครดิต ก็จะอำนวยความสะดวก กระตุ้นการใช้ มีเงินลงทุนในระบบเพิ่ม แล้วเศรษฐกิจจะฟื้น...ซึ่งผมว่ามองแบบนี้มันง่ายไป

ทำไมเราไม่ถามว่าพฤติกรรมค่านิยมของคนไทยไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม มันเป็นอย่างนั้นจริงเหรอ...เพราะในความเป็นจริง เขาไม่ได้ใช้บัตรเพื่อความมั่นคงหรือเพื่ออำนวยความสะดวกสิ่งจำเป็นในชีวิต แต่เขาเอาไปใช้ในทางอื่นเพื่อประดับตัวเองด้วยค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย... 

# เห็นข่าวว่าตัวเลขหนี้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 5-6 เท่าใช่มั้ยครับ

ฮะ ซึ่งมันน่ากลัวมาก บัตรเครดิตมันก็เหมือนเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ครับ คือมันมีประโยชน์ไม่ใช่ไม่มี แต่ต้องถูกใช้อย่างเหมาะสมไม่ใช่เกินกำลัง เช่น เอาไว้ใช้ยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน รถเสีย หรือธุระจำเป็นเวลาไปต่างประเทศ แต่ไม่ใช่เรามีเงิน 7,500 บาท แต่ไปรูดซะ 15,000 บาท ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ ผู้ใหญ่บางคนของเราก็เป็น

เครื่องมือเหล่านี้ล่ะครับที่เราต้องใช้ร่วมกับบริบทตัวอื่นๆ เพื่อติดเบรกไปด้วย เราถึงจะเติบโตได้อย่างมั่นคง มีการลงทุนมีการจ้างงานอย่างสม่ำเสมอมากกว่าจะโยนทิ้งน้ำ

# อันนี้เรียนถามเป็นความรู้นะครับว่า ในทางเศรษฐศาสตร์เขาพูดกันอย่างนั้นเลยเหรอครับว่า ถ้าเอาเงินฉีดเข้าไปในระบบแล้วมันจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้น

ก็เศรษฐศาสตร์เก่าเขาจะมีทฤษฎีในทำนองว่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง เชื่อว่าการลงทุนและรายได้จะนำมาซึ่งการจ้างงาน แล้วเวลาวัดความยากจนเขาวัดที่ตัวรายได้เลยไง อย่างสภาพัฒน์วัดเมื่อปี 2544 บอกว่าต้องมีรายได้ 999 บาทต่อเดือนต่อคน เสร็จแล้วก็ขีดเส้นปุ๊บ ใครต่ำกว่า 990 บาทต่อเดือนต่อคนถือว่าจน ใครมีรายได้ 1,000 บาทต่อเดือนถือว่าไม่จน (หัวเราะ) ผมถามคุณเงิน 1,000 บาท คุณซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อข้าวกินได้สักกี่มื้อครับ

เพราะฉะนั้นลำพังเครื่องมือการวัดเหล่านี้ยังคลาดเคลื่อน เบี่ยงเบน มีข้อจำกัด ที่สำคัญคือมันไม่ได้สืบสานไปถึงต้นตอปัญหาความยากจน ซึ่งโดยเนื้อแท้ของความยากจนมันคือการขาดโอกาส ขาดสิทธิในทางการเมืองต่างหาก นี่คือรวมไปถึงขาดโอกาสทางการศึกษา สาธารณสุข โอกาสในการทำมาหากิน การจะทำมาหากินได้ก็ต้องมีที่ดินทำกินอย่างเพียงพอ แต่ในเมื่อเรายังไม่กล้าเก็บภาษีที่ดิน ไม่ปฏิรูประบบการจัดเก็บภาษีอย่างจริงจัง เพราะนักเศรษฐศาสตร์ไม่ค่อยสนใจ

นี่แหละครับที่ทำให้ผมอยากนำองค์ความรู้อื่นๆ มาเติมให้มันเต็ม เพื่อจะเป็นกรอบในการมองความเป็นจริงอย่างเคลื่อนไหวเป็นพลวัต (Dynamic) อันจะนำไปสู่การอธิบายอย่างแจ่มชัดและลุ่มลึก นำไปสู่การกำหนดมาตรการโดยไม่ละเลยข้อเท็จจริงเหล่านั้น ซึ่งยุทธศาสตร์ของเรื่องนี้ก็อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบ

# แต่ถึงเราจะวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐศาสตร์เชิงเทคนิคอย่างไรก็ตาม ในแง่หนึ่งเราจะปฏิเสธได้อย่างสิ้นเชิงเหรอครับว่า ความรู้ทางเทคนิคเหล่านี้มันไม่มีประโยชน์

โอเค ความรู้เชิงเทคนิค แน่นอนมันมีประโยชน์นะครับ แต่ความที่ผมถูกฝึกฝนด้านเทคนิคมาตั้งแต่ต้น การใช้สูตรคณิตศาสตร์ ใช้เครื่องมือทางการเงินการคลัง การใช้อัตราดอกเบี้ยการจัดเก็บภาษี แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ แล้วเราจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ภายใต้กรอบความคิดอะไร...ตรงนี้สำคัญ

ถ้าเราจะใช้ความรู้ทางเทคนิคเหล่านี้ไปใช้แก้ปัญหาความยากจน แก้ปัญหาการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น เราก็ต้องเซตกรอบขึ้นมา ถ้าบอกว่าเป็นกรอบของการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง ก็ต้องเริ่มจากการให้ชุมชนทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นชุมชนเมือง หรือกระทั่งชุมชนเล็กชุมชนน้อยในชนบท สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงอำนาจสิทธิชุมชน 

พอเรามีตัวตั้งอย่างนี้ สมมติเราจะใช้เทคนิคเครื่องมืออย่างภาษีเข้ามาแก้ปัญหา ถ้าเป็นชุมชนเกษตรเราก็ต้องกระจายความเป็นเจ้าของที่ดินให้ทั่วถึงเพื่อให้เขามีที่ทำกิน แม้กระทั่งภาคเมืองเองก็ตามซึ่งเราไม่ต้องมองเฉพาะในฐานะผู้ผลิต เอาแค่ว่าคนหนุ่มสาวที่จะออกเรือนสร้างบ้านสร้างเรือนหอ ทำอย่างไรคนเหล่านี้จึงจะมีบ้านเป็นเรือนหอของตัวเอง เขาก็ต้องสามารถซื้อบ้านได้ในราคาไม่แพงเกินไป

กรณีอย่างนี้หากใช้ภาษีเพื่อเป็นเครื่องมือทำให้ราคาที่ดินสมเหตุสมผล ก็โดยจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ใครใช้ประโยชน์ที่ดินจริงๆ เราก็เก็บในอัตราต่ำ คนมีที่ดินไว้เก็งกำไรแต่ไม่ได้ใช้จริงเราก็เก็บในอัตราที่สูง มาตรการนี้จะกระตุ้นให้เขาหาทางทำประโยชน์จากที่ดิน หรือไม่ก็ต้องคลายที่ดินไปสู่มือคนอื่น...มันก็จะเกิดการกระจายรายได้ตามมาเป็นผลต่อเนื่อง

นี่คือตัวอย่างการกำหนดกรอบความคิด ก่อนที่จะหยิบเครื่องมือมาใช้ เพราะถ้าเราปล่อยให้เครื่องมือถูกใช้ลอยๆ มันก็แก้ปัญหาระดับโครงสร้างไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเทคนิคหรือเครื่องมือมีประโยชน์ แต่สำคัญคือมันจะถูกใช้ไปเพื่อบริบทใดต่างหาก

# แต่ที่ผ่านมาเรามักจะเห็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจกันเป็นจุดๆ ไม่ค่อยมีใครเชื่อมโยงภาพแบบนี้ ?

นักเศรษฐศาสตร์แบบพวกผมก็ถูกฝึกมาแบบนี้แหละครับ คือฝึกให้มองแยกเป็นส่วนๆ เช่น บอกว่าถ้าดอกเบี้ยลดแล้วจะทำให้การลงทุนเพิ่มขึ้น แล้วนี่ดอกเบี้ยมันลดลงมากี่เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะครับ ผมว่า 7-8 เปอร์เซ็นต์นี่มันต่ำสุดในประวัติศาสตร์การเงินไทยแล้ว แต่เหตุไฉนการลงทุนไม่เพิ่มขึ้น ถ้าถามแบบนี้เราตอบไม่ได้หรอกครับ จึงต้องอาศัยกรอบอำนาจอื่นมาวิเคราะห์ด้วย

ก็เหมือนที่ถามว่า ทำไมกรอบที่ IMF ให้เราลดอัตราดอกเบี้ยมาแล้วเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น มันก็เพราะ SMEs มันล้มไปหมดแล้ว กลายเป็นว่าเราเดินเข้าสู่กับดักสภาพคล่องด้วยซ้ำไป คือดอกเบี้ยต่ำแต่การลงทุนไม่เพิ่ม...คืออาจจะยังไม่ถึงขั้นกับดักเสียทีเดียว แต่มันเริ่มคล้ายๆ แล้ว

ผมจึงพยายามบอกว่าถ้าในทางเศรษฐศาสตร์ที่บอกว่า ปัจจัยตัวหนึ่งเปลี่ยนแล้วปัจจัยอีกตัวหนึ่งจะแปรผันตาม แค่นี้ไม่พอครับ มันต้องถามต่อไปว่าแล้วไอ้ 2 ตัวที่ว่านี้มันอยู่ภายใต้กรอบกระบวนการเคลื่อนไหวอย่างไร ถ้าการลงทุนกับดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามทฤษฎี เราก็ต้องไปดูพฤติกรรมของธนาคาร ถามไปถึงพฤติกรรมในเชิงวัฒนธรรมการบริหาร ต้องถามไปถึงว่าใครเกี่ยวข้องกับใครอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นอย่างไร ยิ่งในสังคมไทยเราต้องถามถึงขั้นว่าตระกูลไหนกับตระกูลไหนด้วยซ้ำไป

# ฟังแบบนี้แล้ว เราพอจะพูดได้ไหมครับว่าความรู้เศรษฐศาสตร์แบบนีโอ คลาสสิก มันค่อนข้างล้มเหลวกับระบบโลกในปัจจุบัน

ต้องถามว่าโลกส่วนไหนครับ ถ้าเป็นโลกในซีกประเทศร่ำรวย ชัดเจนอย่างอเมริกาเขาก็เป็นประเทศที่ได้ประโยชน์แนวคิดกระแสหลักมาตลอด ถึงตอนนี้เขาจะเซบ้างแต่ถึงที่สุดเขาก็ต้องพยายามดึงกลับไปสู่ภาวะปกติหรือใกล้ปกติในเวลาไม่ช้าก็เร็ว...นี่คือความเชื่อนีโอ คลาสสิก ถ้ามันเบี่ยงจากจุดดุลยภาพหรือจุดที่ไม่ปกติ มันจะสามารถวกกลับได้ โอเคครับ จากคำถามที่คุณว่า ประเทศกลุ่มร่ำรวยยังได้ผลประโยชน์จากระบบน

แต่แน่นอนครับ ประเทศที่ยากจนอ่อนด้อยกว่า...ก็อย่างที่เห็นได้รับผลกระทบแน่นอน แล้วมันลงมาเป็นชั้นๆ นะ ขนาดเราอยู่กลางๆ เรายอมรับว่าโลกาภิวัตน์มีด้านบวก แต่มันส่งผลลบเพราะโครงสร้างอำนาจเราอ่อนแอเกินไป ต่อรองกับเขาไม่ได

เราหนีโลกาภิวัตน์ไม่ได้แน่ครับ แต่น่าจะมีตะแกรงร่อนเอาเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนไหนที่เรายังต้องรอเวลาสร้างความเข้มแข็งก็ต้องรอให้ยกระดับโครงสร้างภายในขึ้นมาให้ได้ก่อน มันก็เหมือนเปิดเสรี ต้องถามว่าแล้วเสรีแบบไหนล่ะ

ทั้งหมดนี้ เมื่อเราหนีไม่ได้เราต้องถามตัวเองใหม่ว่า แล้วจะอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีเกียรติภูมิอย่างไรในโลกใบนี้ 

# เวลาที่อาจารย์จะพิสูจน์ว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมันล้มเหลวหรือมีข้อบกพร่องอย่างที่ว่า ระหว่างการพิสูจน์ในหมู่นักวิชาการด้วยกัน กับการพิสูจน์ให้สังคมสาธารณชนยอมรับ กรณีไหนยากลำบากกว่ากันครับ

เรื่องแบบนี้ถ้าพูดในหมู่นักวิชาการที่ยึดมั่นถือมั่นมันก็ค่อนข้างลำบากครับ (หัวเราะ) คือโดยส่วนตัวผมพูดเรื่องแบบนี้กับชาวบ้าน ผมว่าเราเข้าใจกันมากกว่าด้วยซ้ำ อย่างเวลาผมไปขึ้นเวทีชาวบ้านคุยกันตามท้องไร่ท้องนา ผมก็จะพูดอีกแบบคือไม่ได้ใช้ภาษาเหมือนในห้องเรียนปริญญาโท แต่สำหรับนักวิชาการมันก็มีเรื่องการยึดมั่นถือมั่นอย่างที่บอก คือมันคล้ายๆ เราถูกเฟรมมาแบบนี้ ถูกโปรแกรมมาแบบนี้ อันนี้ในทางปัจเจกในทางวิชาการผมเข้าใจนะครับ...ไม่ได้จะไปว่าใคร แต่เราน่าจะถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได

ขณะเดียวกัน การสื่อสารระดับสังคมก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ มันต้องมีวิธีอธิบายแบบที่ชาวบ้านฟังแล้วเข้าใจ ซึ่งผมก็จะเอาคนอ่านคนฟังเป็นตัวตั้ง เวลาเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ เวลาแสดงความเห็นทางวิทยุโทรทัศน์มันก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เราต้องยอมรับว่าท่านเป็นนักคิด นักปฏิบัติ และเป็นนักถ่ายทอดที่เก่งมาก พูดเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เป็นเรื่องง่ายๆ ...ผมอยากให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยเป็นอย่างนี้เยอะๆ

# ที่ถามเรื่องนี้เพราะเวลาเกิดประเด็นทางเศรษฐกิจขึ้นมาทีไร เราก็มักจะได้ยินแต่คำอธิบายจากปากนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทั้งนั้น ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็เหมือนสังคมสูญเสียโอกาสรับรู้ข้อมูลการวิเคราะห์อีกด้าน ?

แน่นอนครับ ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นกระแสหลัก เป็นกระแสที่มีอิทธิพลต่อความคิดและการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้นแต่มันเป็นทั้งโลก ซึ่งในทางวิชาการมันก็เป็นธรรมดาครับ องค์ความรู้ทั้งปวงล้วนสามารถสนับสนุนและโต้แย้งกันได้ ว่าสิ่งไหนเหมาะสมกับบริบทความเป็นจริงของสังคมไทยมากกว่า

แต่ในส่วนของประชาชนเองก็แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยอีกนะครับ ประชาชนบางกลุ่มก็อาจจะได้รับประสบการณ์ตรงจากนโยบายเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของรัฐบาล มันส่งผลกระทบกับชีวิตเขาอย่างไร เขาอาจจะอธิบายออกมาเป็นเนื้อหาทางวิชาการไม่ชัด แต่อย่างน้อยเขารู้ว่านโยบายแบบนี้ส่งผลกระทบต่อเขา ไม่ว่าเรื่องความยากจน ไม่ว่าเรื่องเขื่อน เรื่องพลังงาน รวมถึงปัญหาอย่างราคาข้าว ราคาพืชผลทางการเกษตร คือมันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเขาเรียนรู้แล้ว

เรื่องนี้อย่าว่าแต่ชาวบ้านในภาคเกษตรเลย ในหมู่ชนชั้นกลางเองก็เริ่มได้บทเรียนจากยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศแบบเก่าๆ ไม่ต่างกัน ผมคิดว่าคนเริ่มตั้งข้อสงสัยแล้วล่ะครับ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคงไม่ถูกปรับมาเป็นระยะเหมือนอย่างทุกวันน

# อย่างเวลาคุยเรื่องแบบนี้ในวงวิชาการ ยังมีการถกเถียงถึงคำว่า 'ความเป็นกลางวิชาการ' อยู่เหรอครับ

คือมันมีกระแสที่เชื่อเรื่องความเป็นกลางอยู่จริงๆ โดยเฉพาะพวกที่เชื่อว่าสังคมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์สังคม มันควรจะมีลักษณะแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ พวกนี้ในทางวิชาการคือใช้ปรัชญาแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) เบื้องต้นเราต้องยอมรับว่าศาสตร์แขนงนี้เหมาะสำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมาก คือจะตั้งคำว่า...อะไรเป็นอะไร...อะไรคืออะไร เช่น เอาไฮโดรเจน 2 ส่วน มาบวกออกซิเจน 1 ส่วนจะได้ผลลัพธ์เท่ากับน้ำ นี่คือศาสตร์เชิงปฏิฐานนิยม

แล้วนักเศรษฐศาสตร์เชิงปฏิฐานนิยมหรือพวกเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมนีโอ คลาสสิก ก็จะพยายามและทดสอบตัวเลขว่า ถ้าอัตราดอกเบี้ยลดลงจากเดิม เช่น อาจจะ 0.25 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ความต้องการลงทุนเพิ่มขึ้น สมมติ 0.13 เปอร์เซ็นต์ นี่คือความรู้เชิงปฏิฐานนิยม

แต่ผมเคยเขียนบทความวิจารณ์และเสนอแนะเรื่องนี้ พยายามชี้ว่าจุดแข็งและจุดอ่อนมันเป็นยังไง (เคยตีพิมพ์ในวารสารครบรอบ 72 ปี ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์) คือมนุษย์นี่มันมีร้อน หนาว สุข ทุกข์ มีโลภ โกรธ หลง นะครับ เพราะฉะนั้นลำพังการใช้ความรู้แบบปฏิฐานนิยมไปจับ มันก็ต้องมีข้อบกพร่องแน่นอน

# มาถึงขนาดนี้ยังมีคนในวงวิชาการเชื่อแบบนั้นจริงเหรอครับ

(หัวเราะ) พูดถึงที่สุดแล้ว ความเป็นกลางอาจจะเป็นเพียงการอ้างว่าเพราะข้าพเจ้าเป็นกลาง ข้าพเจ้าจึงอยู่เฉยๆ แต่แม้กระทั่งอยู่เฉยๆ ท่านก็อาจจะไม่เป็นกลางก็ได้ (หัวเราะ) เพราะท่านไปปล่อยให้สิ่งนี้มันเกิด แล้วมีผลต่อบุคคล 2 ส่วนซึ่งอาจจะมีคนได้-คนเสีย

ผมว่าประเด็นกล่าวอ้างแบบนี้อย่าว่าแต่แวดวงวิชาการเลย สื่อมวลชนเองก็เป็น

# นั่นน่ะสิครับ ซึ่งมันเชยและโกหกตัวเองเอามากๆ ?

(หัวเราะ)

# อาจารย์พอจะขยายความรายละเอียดได้ไหมครับว่า ทำไมเราจึงต้องตั้งคำถามกับความเป็นกลางและปรัชญาปฏิฐานนิยมที่ว่า

สรรพสิ่งมันเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลาครับ ไม่ได้อยู่นิ่งสถิต หรือที่เราเรียกกันว่ามันเป็นพลวัต ยิ่งสังคมมนุษย์มีการพัฒนาเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกกับเศรษฐกิจไทย แค่เช้ากับบ่ายสถานการณ์ก็เปลี่ยนแล้ว

เมื่อมันแบบนี้แล้ว การที่เราจะไปจับเอาเฉพาะปรากฏการณ์ประเภท...อะไรคืออะไร มันไม่เพียงพอแล้ว ต้องถามใหม่ว่าแล้วควรจะเป็นอย่างไรล่ะ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นเราไปตั้งคำถามกับแค่ปี 2540 โทษว่าจอร์จ โซรอส ทำให้เศรษฐกิจล่ม ผมว่าแค่นี้มันไม่เพียงพอ เราต้องถามใหม่ว่า แล้วเมื่อ 10 ปีก่อน 20 ปีก่อน เราทำอะไรไว้บ้างล่ะ เราจึงจะสามารถเจาะลึกไปถึงรากเหง้าต้นตออย่างสว่างไสวได้ เพราะไม่อย่างนั้นเราก็ไปปิดกั้นปัญญาตัวเอง

เพราะฉะนั้นนอกจากปฏิฐานนิยมแล้ว เรายังต้องอาศัยศาสตร์ความรู้เชิงบรรทัดฐานนิยม วิธีการศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ ศึกษาเชิงวิภาษวิธีตามหลักศาสนธรรม หลักวิภาษวิธีคือเกิด แก่ เจ็บ ตาย...สรรพสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงขัดแย้งตลอดเวลา ความรู้เหล่านี้ต้องนำเข้ามาจับด้วย

พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าปรัชญาปฏิฐานนิยมไม่มีประโยชน์ เพราะสำหรับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติปรัชญานี้ยังเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้จริง อย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่ององค์ประกอบน้ำ หรือแม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์อาจจะคิดค้น

วิจัยส่งเสริมการปลูกกล้วยไม้ส่งออกต่างประเทศ เราสามารถเอากล้วยไม้มาทดลองให้ห้องแล็บได้ ทำอย่างไรให้ได้ดอกสวย ทำอย่างไรจึงจะสามารถพัฒนาสายพันธุ์

กรณีอย่างนี้ใช้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติได้ เพราะคนในฐานะนักวิทยาศาสตร์นักทดลอง กับกล้วยไม้ที่ถูกทดลอง มันไม่เหมือนกับนโยบายทางสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวพันกับคนและชุมชนซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้นถ้าเราคิดแต่จะใช้ความเป็นกลางในความหมายนี้...ในฐานะคนไทย ผมว่าเราขยับอะไรไม่ออกหรอกครับ เป็นผม..ผมก็เกร็ง (หัวเราะ) ต้องพูดตามตำราไปหมด ในขณะที่เราไปละทิ้งโลกและชุมชน ซึ่งเป็นตำราเล่มใหญ่อย่างแท้จริง

# แต่พอเราไม่สามารถอ้างความเป็นกลางทางวิชาการได้ แนวโน้มขณะนี้ก็คือ ต่อไปเวลาจะฟังนักวิชาการพูด ก็ต้องดูอีกว่าคนที่พูดนั้นเป็นใคร สังกัดกลุ่มไหน...ซึ่งน่าเศร้านะครับ

คือถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องพูดว่า ประการแรก การที่นักวิชาการจะแสดงความเห็นใดๆ ออกมามันก็ต้องมีพื้นฐานองค์ความรู้รองรับ ไม่ว่าจะเป็นความรู้เชิงปฏิฐานนิยมหรือจะเป็นความรู้อื่นใดก็ตาม ประการที่สอง องค์ความรู้เหล่านั้นจะต้องเชื่อมโยงกับความเป็นจริง ดูความเคลื่อนไหวของชุมชนแล้วค่อยนำมาอธิบาย ดังนั้นถ้าเราติดยึดแต่กับองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว มันก็ทำให้เราดิ้นไม่ได

ดังนั้น สังคมหรือผู้ฟังผู้อ่านก็ตาม ก็น่าจะมีระบบคิดตามพื้นฐานที่ว่านี้ด้วย โอเค เราอาจจะต้องคิดบวกไปกับสังกัดของคนพูดด้วยก็ได้ว่าเขาสังกัดอะไร เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมมีวัฒนธรรมบางอย่างที่พอเอ่ยชื่อคนนี้ปุ๊บ เราจะนึกภาพตามได้ว่า...อ๋อ...คนนี้ต้องเป็นอย่างนี้ อันนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมซึ่งบางทีก็อาจจะทำให้เราไม่ได้ฟังเนื้อหา

แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นก็คือ สังคมน่าจะฟังเอาเนื้อหาเป็นหลักสำคัญ แล้วค่อยตัดสินตามเนื้อหา มากกว่าจะไปมองว่าเป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้เป็นคนพูด...แล้วก็ไปด่วนสรุป

จาก จุดประกาย เสาร์สวัสดี 12 ต.ค. 45

เรื่อง : อธิคม คุณาวุฒิ ภาพ : รุ่งโรจน์ ยงฤทธิ์

จาก : จุดประกาย เสาร์สวัสดี - 13/10/2002 08:40