หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ Piyasvasti Amranand  

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ Piyasvasti Amranand ( บางท่านใช้ Piyasawadi Amaranant , Piyasawasdi Amaranant , Amaranand , Piyaswasdi Amranand )

ปากมูลเป็นกรณีพิเศษที่ผมไม่อยากพูด เพราะผมไม่เห็นด้วยกับปากมูล โครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุนเลย เพราะฉะนั้นก็อย่าพูดเลยดีกว่า ก็เลยไม่รู้จะคอมเม้นท์ยังไง

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  ดร.ป๊อก

Link

EDUCATION

ปริญญาเอก 1979 Ph.D., Economics, L.S.E., U.K
ปริญญาโท 1977 M.Sc. (Distinction) in Econometrics and Mathematical Economics, London School of Economics (L.S.E.), U.K.
ปริญญาตรี 1975 B.A. (First Class Honours) in Mathematics, Brasenose College, Oxford, U.K.

Experience

ปัจจุบัน
  • Secretary General ,National Energy Policy Council
  • Deputy Secretary General, National Energy Policy Council from 15 December 1992
  • Secretary General, National Energy Policy Council,
    from 29 March 1994
    Term in Office expired 27 May 2000.
  • Inspector-General, Office of the Prime Minister, 2000
  • Director-General, Public Relations Department,
    2000-2001
  • Secretary General, National Energy Policy Council,
    from 30 April 2001
ประสบการณ์ที่ผ่านมา Before joining the National Energy Policy Office, he worked on macroeconomic policy as Chief of Planning Technique Section and Director of Economic Analysis and Projection Division, National Economic and Social Development Board. During the period 1986-February 1992 he was also responsible for the work of the National Energy Policy Office which served as the secretariat of the National Energy Policy Council.

Publication

  • Thailand: Long-Term Prospect for Economic Development co-outhor with Piyaswasdi Amranand and Associates,Bangkok
  • "Long-Term Forecast for the Thai Economy 1982-1986" Co-author with Piyaswasdi Amranand in Luchai Chulasia and Mingsarn Santikarn, ed.
  • “The Effects of Alternative Employment Strategies in Thailand”, Nipon Poapongsakorn, Piyasvasti Amranand, Bandid Nijathaworn, and Apichai Puntasen. A research report for A.E.A. Division, the World Bank. 1985. (English).

เทคโนแครตเร่ร่อน "ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์"

ดวงกมล โชตะนา  เฉลา กาญจนา  http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/20030103/page1.html

ถ้าสภาพัฒน์วิเคราะห์แบบห่วยๆ หน่วยงานที่เป็นคนเสนอโครงการเขาก็ยิ่งชอบ โครงการเขาก็ผ่านง่าย งานเศรษฐกิจมหภาคก็เช่นเดียวกัน ถ้าเผื่อเราวิเคราะห์ไม่ละเอียด ก็ไม่มีใครเดือดร้อนนะ เพราะว่ารัฐบาลก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเลขมันมาจากไหน ตัวเลขมันจะไม่สอดคล้องกัน หรือมันจะผิดๆ ถูกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเดือดร้อนอยู่แล้วใช่ไหม

ความจริงปัญหาส่วนใหญ่มาจากโครงการที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การมีส่วนร่วม การตื่นตัวของประชาชน การเรียกร้องสิทธิต่างๆ หรือโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นโครงการใหม่เราก็เปิดให้มีระบบการทำประชาพิจารณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนเท่านั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นของใหม่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นแน่นอน

หากจะเรียก ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ว่า Power Man ก็ไม่เกินเลยไป ไม่ใช่ว่าเขาเป็นมนุษย์ทรงพลังอะไร แต่หากว่าตลอดเวลาส่วนใหญ่ในชีวิตราชการกว่า 23 ปีของเขา ได้ใช้ไปกับการดำเนินผลักดันนโยบายพลังงานที่สำคัญๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้มีการใช้น้ำมัน "ไร้สารตะกั่ว" มาใช้ในประเทศ การกำหนดราคาน้ำมันลอยตัว กระตุ้นการแข่งขันในตลาดการค้าน้ำมัน การกำหนดโครงสร้างค่าไฟฟ้า รวมไปถึงการแปรรูป และปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้า จนมักจะกลายเป็นหุ่นของคนที่สหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอยู่เนืองๆ

ดร.ปิยสวัสดิ์ เดินตามรอย ข้าราชการรุ่นพี่อย่าง ดร.เกริกไกร จีรแพทย์ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และคนอื่นๆ อีกมากมาย ที่ประกาศลาออกภายใต้รัฐบาลคิดใหม่ ทำใหม่ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการใช้เหตุผลสั้นๆ ว่า "เบื่อ"

บทบาทและศักดิ์ศรีของข้าราชการไทย ที่หม่นหมองลงเรื่อยๆ นับจากวิฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดในปี 2540 เริ่มจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ถูกกระหน่ำซ้ำเติมยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อข้าราชการไทย ที่เคยเป็นความภาคภูมิใจทยอยลาออกไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งลาออกของเขา ดร.ปิยสวัสดิ์ Technocrat รุ่นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในวงราชการไทย

+พื้นฐานครอบครัวอาจารย์ถือว่ามีฐานะในสังคม แล้วทำไมตอนนั้นถึงเลือกมารับราชการ

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดทำข้าราชการหรอกนะครับ เพราะว่า เออ..คิดว่าจะไปทำงานที่ธนาคารโลก แล้วก็สมัครงานที่ธนาคารโลกไปแล้ว สำหรับคนที่เพิ่งจบมาก็จะมีโปรแกรมที่ดีมาก คือ โปรแกรม Young Professional ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ให้เทรนนิ่งที่ดีมาก แต่ระหว่างที่รอผลการพิจารณาจากธนาคารโลก ก็กลับมาเมืองไทย และคุณพิสิฎฐ ภัคเกษม (อดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)

+ชวนกันยังไงคะ ไปเจอกันยังไง?

ตอนนั้นพ่อผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.พิสิฎฐ เป็นผู้อำนวยการกองวางแผนเศรษฐกิจ ก็ทำงานกับพ่อ ก็เลยชวนไปทำงานด้วย แล้วก็บอกว่างานมันดี พูดจาหว่านล้อมจนกระทั่งยอมไป งานเกี่ยวกับ แมคโครอีโคโนมิค และตรงกับที่เรียนมาในบางส่วน เราก็คิดว่า เอ๊ะ! มันก็อาจจะได้เรียนรู้อะไร และสามารถนำสิ่งที่เรียนมาใช้จริงๆ ก็เลยไปทำงานที่สภาพัฒน์

ผมเข้าไปเป็นข้าราชการอยู่ในฝ่ายเทคนิควางแผน และช่วงนั้นกำลังทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 5 ก็ได้มอบหมายให้ดูแลเรื่องของการกำหนดเป้าหมายเศรษฐกิจส่วนรวม สมัยนั้นธนาคารโลกยังมีบทบาทค่อนข้างเยอะในการวางแผนเศรษฐกิจของไทย เพราะว่ารัฐบาลไทยยังอาศัยเงินกู้ของธนาคารโลกอยู่เยอะ แล้วก็การทำแผน 5 ก็เป็นงานหนึ่งที่ธนาคารโลกส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วย

พอเข้าไปงานที่ทำก็คือในเรื่องของเศรษฐกิจส่วนรวม ในฝ่ายเทคนิควางแผน โดยที่ก็มีทางธนาคารโลกเข้ามาร่วมทำงานด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้เชี่ยวชาญไทยด้วยที่ทางสภาพัฒน์ อาศัยเป็นผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอยู่ ที่ตัวหลักก็คือ อาจารย์วีรพงษ์ (รามางกูร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี) เพราะฉะนั้นงานที่ทำมันก็สนุกนะ น่าสนใจ เพราะว่ามันได้ทำงานกับคนที่มีประสบการณ์ ตอนนั้นเข้ามาปีอะไร?

ปี 2523 แล้วก็ใช้เวลาในช่วงแรก ก็ทำเรื่องเศรษฐกิจมหภาค ประมาณการเศรษฐกิจ พัฒนาแบบจำลองร่วมกับอาจารย์วีรพงษ์ แล้วต่อมาก็มีทีมธนาคารโลกเข้ามา ก็ทำงานกับธนาคารโลกด้วย ก็มีแบบจำลองที่มันมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น

+ไฮไลท์ของการทำแผน 5 ตอนนั้นเป็นเรื่องอะไร?

การรักษาความมั่นคงทางการเงินการคลัง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี เป็นช่วงขาดดุลการค้า ขาดดุลงบประมาณสูงมาก ภาระหนี้สินกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่ไอเอ็มเอฟเพิ่งเริ่มเข้ามาด้วย

+ ตอนนั้นเราเข้า โครงการเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (SAL) ไปแล้วใช่ไหม?

ก่อนที่ผมจะมาทำงาน ประเทศไทยเข้าระยะที่ 1 (SAL1) ไปแล้ว ดังนั้นเป้าหมายทางเศรษฐกิจตอนนั้น จึงเน้นในเรื่องของการรักษาเสถียรภาพ การขยายตัวของเศรษฐกิจก็ความสำคัญน้อยลงมา และเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาจากภายนอกด้วย ราคาน้ำมันสูง เศรษฐกิจโลกตกต่ำ เพราะว่าปัญหาราคาน้ำมัน ดอกเบี้ยสูงมาก ตอนนั้นดอกเบี้ยขึ้นเป็น 20 เปอร์เซ็นต์

ปัญหาของภาคเศรษฐกิจมหภาค มันมาจากนโยบายที่ผิดพลาด 4-5 ตัว ตัวหนึ่งคือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่เปลี่ยนแปลง มีการแลกเปลี่ยนในอัตราที่สูงเกินไป อัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นไม่ได้ เพราะตอนนั้นยังมีกฎหมายกำหนดเพดานดอกเบี้ยไว้ 15 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ดอกเบี้ยอเมริกาขึ้นไป 20 เปอร์เซ็นต์ มันก็ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของเสถียรภาพรุนแรงมากขึ้น

อีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องพลังงาน รัฐบาลไม่ยอมปรับราคาพลังงานเนื่องจากปัญหาการเมือง ทำให้เกิดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันมากมาย กองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล น้ำมันขาดแคลน หลักเกณฑ์การกำหนดราคาไม่เป็นระบบ โครงสร้างราคาน้ำมันบิดเบือน ก็มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์ การใช้น้ำมันผิดประเภท มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมเข้าไปสนใจในเรื่องของพลังงาน

ตอนหลังท่านนายกฯเปรมเข้ามา ก็มีรัฐมนตรีศุลี มหาสันทนะ (อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) เป็นรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านพลังงาน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลทางด้านพลังงาน และตอนนั้น ดร.เสนาะ (อูนากูล อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม) ก็เข้ามาเป็นเลขาธิการแล้ว งานทางด้านเศรษฐกิจมหภาคก็ค่อนข้างอยู่ตัว ก็ให้ผมไปช่วยงานรัฐมนตรีศุลี

+ตอนนั้นไปช่วยที่ทำเนียบเลยหรือเปล่า?

ไม่ใช่ช่วยถาวร คือไม่ได้อยู่ที่ทำเนียบ คือมันไม่มีที่นั่ง แต่ว่าก็อาจจะให้เรามาเป็นผู้ช่วยเลขานุการ หรืออาจเป็นเลขานุการของกรรมการอะไรบางอย่างที่รัฐมนตรีศุลีเป็นประธาน แต่ให้คนที่ดูแลนโยบายพลังงาน หน่วยงานที่ดูแลนโยบายก็คือการพลังงานแห่งชาติ ก็คือกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ซึ่งต่อมาก็คือพลังงานทดแทนพลังงาน งานมันอยู่ที่โน่น

แต่ว่ารัฐมนตรีที่ดูแลนโยบายจริงๆ ก็คือรัฐมนตรีศุลี เพราะก่อนหน้านั้นมันไม่มีใครดูแล และกรมนั้นควรดูแลนโยบายแต่มันไม่ดูแล มันก็ไม่สนใจเรื่องนโยบาย รัฐมนตรีศุลีก็ให้ผมเข้าไปช่วยดูเรื่องราคาน้ำมันด้วย และดูให้สภาพัฒน์ด้วย

และที่จริงกระทรวงการคลังก็เริ่มเข้ามาดูด้วย สมัยนั้นหม่อมเต่า (ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ลาออกในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยเช่นกัน) เป็นผู้อำนวยการกอง ซึ่งก็สนใจราคาน้ำมันมาก ก็มีการศึกษาเรื่องนี้และมีการทำงานร่วมกัน และก็เลยมีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งช่วงนั้นผมก็ใช้เวลาพอสมควรในการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างราคาน้ำมัน แล้วผลักดันให้มันเกิดการปรับราคา ปรับโครงสร้างให้ถูกต้อง

+ตอนนั้นยังทำอยู่ภายใต้สภาพัฒน์?

อยู่ภายใต้สภาพัฒน์ปี 29 ถึงตั้ง สพช.ขึ้นมาเป็นหน่วยงานภายในสำนักนายกฯ และผมก็ไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานในปี 30 ตอนนั้นก็คือทำงานให้รัฐมนตรีศุลีเต็มเวลา นั่งอยู่ที่สภาพัฒน์ แต่งานอยู่ที่ สพช.เต็มเวลา ตอนแรกก็มีคน 6 คน 6 คนก็ใช้สภาพัฒน์เป็นออฟฟิศ

+แสดงว่าที่รับเข้ามาทำงานเพราะสนุก ติดใจก็คือการที่ได้ทำงาน?

ใช่ ข้าราชการมันขึ้นอยู่กับเราเอง ขึ้นอยู่กับเราเองเป็นหลักว่า เราต้องการจะพัฒนางานอย่างไร งานอย่างที่สภาพัฒน์นี่ ถ้าไม่ทำก็ไม่มีใครเดือดร้อนน่ะ ถ้าทำงานน้อย ไอ้หน่วยงานอื่นอาจจะยิ่งชอบก็ได้ อย่างวิเคราะห์โครงการ ถ้าคุณวิเคราะห์ห่วยๆ คนอื่นยิ่งชอบนะ

+หมายถึงในอดีตใช่ไหม?

ปัจจุบันก็เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่าวิเคราะห์โครงการงานสภาพัฒน์ ถ้าเผื่อเราวิเคราะห์แบบห่วยๆ หน่วยงานที่เป็นคนเสนอโครงการเขาก็ยิ่งชอบ โครงการเขาก็ผ่านง่าย งานเศรษฐกิจมหภาคก็เช่นเดียวกัน ถ้าเพื่อเราวิเคราะห์ไม่ละเอียด ก็ไม่มีใครเดือดร้อนนะ เพราะว่ารัฐบาลก็ไม่รู้อยู่ดีว่าตัวเลขมันมาจากไหน ตัวเลขมันจะไม่สอดคล้องกัน หรือมันจะผิดๆ ถูกๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเดือดร้อนอยู่แล้วใช่ไหมฮะ มันไม่ถึงกับว่าจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมามากมาย เพราะก่อนหน้านี้เศรษฐกิจขยายตัวค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นถ้าคาดการณ์ไว้ 7 เปอร์เซ็นต์ มันกลายเป็น 9 เปอร์เซ็นต์ มันไม่มีปัญหา แล้วขณะนั้นก็มีธนาคารโลกช่วยในด้านการประมาณการอีกทางหนึ่ง

เพราะฉะนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าจะพัฒนางานมากน้อยแค่ไหน จะทำแค่ไหน

+อาจารย์พูดถึงงานข้าราชการโดยทั่วๆ ไป?

หลายๆ หน่วยงาน คือถ้าเป็นหน่วยงานที่ให้ใบอนุญาต หน่วยงานพวกนี้มันต้องทำ ไม่งั้นงานไม่เดิน แต่เราก็สามารถทำตามระบบเดิมไปได้ โดยไม่พัฒนางาน จะพัฒนาหรือไม่พัฒนามันขึ้นอยู่กับเราเอง ส่วนใหญ่ไม่มีใครมาจี้ให้ทำหรอก งานสภาพัฒน์นี่ ประมาณการเศรษฐกิจสมัยนั้น ถ้าไม่ทำรายงาน หรือทำแบบชุ่ยๆ ก็ไม่มีใครเดือดร้อน มันไม่ทำให้ถึงกับงานหยุดชะงักไป เพียงแต่ว่าบทบาทของสำนักงานมันอาจไม่มากเท่าไร คนก็ไม่ใช้งาน

+ก็แค่นั้นไม่มีใครจะตาย?

ไม่มีใครจะตาย ใช่ เพราะสภาพัฒน์ไม่ได้ไปบริหารเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างแบงก์ชาตินี่ฮะ แบงก์ชาติกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย แต่สภาพัฒน์ไม่มีเครื่องมือทางเศรษฐกิจมหภาคพวกนี้อยู่ เพราะฉะนั้นถ้าตัวเองไม่ทำ แบงก์ชาติเขาก็ทำ

+เริ่มนโยบายพลังงานเอาความรู้อะไรมาใช้ทำ มีหลักอย่างไร?

มันมาจากเข้าไปดูเรื่องราคาน้ำมัน ก็มาวิเคราะห์ความต้องการน้ำมัน ความต้องการเบนซิน ดีเซล ขึ้นอยู่กับอะไร ขึ้นอยู่กับราคามากน้อยแค่ไหน ทำการคาดการณ์ปริมาณความต้องการ ทำดีมานด์ ซัพพลาย นำเข้าตั้ง 50 เปอร์เซ็นต์ตอนนั้น ดีมานด์โตเป็นยังไง จะต้องมีกำลังการกลั่นเพิ่มขึ้นหนักแน่นแค่ไหน เพราะฉะนั้นก็เอาแบบจำลองนั้นมาพัฒนาเพิ่มเติมเท่านั้นแหละ แบบจำลองที่มีอยู่มาพัฒนา เอาขยายต่อมาเพื่อมาวิเคราะห์ความต้องการทางด้านพลังงาน มันก็เป็นจุดเริ่มต้น

ตอนนั้นเหรอ? ตอนที่มาทำ สพช.ราคาน้ำมันดีขึ้นแล้วนะ ตอนนั้นปรับโครงสร้างไปแล้ว ก๊าซหุงต้มโครงสร้างยังบิดเบือน ราคาน้ำมันปรับไปแล้ว แต่มันก็เป็นระบบควบคุมราคา เพราะฉะนั้นก็มีความเสี่ยงเรื่องการเมือง ที่จะไม่ยอมปรับต่อไป ผมก็เลยเข้ามาดูเรื่องการจะปล่อยเสรี การลอยตัว

กำลังการกลั่นไม่พอ โรงกลั่นมีแค่ 3 โรง กำลังการกลั่นมีแค่ 40 เปอร์เซ็นต์ ของความต้องการ ตอนนั้นไฟฟ้าสำรอง 60 เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจชะลอลงสำรอง 60 เปอร์เซ็นต์ การลงทุนของการไฟฟ้า นี่สภาพัฒน์ก่อนหน้านั้นตัดไปเยอะแยะเลย

และพอเราเข้ามา เราก็มาดู เราบอกว่านี่เศรษฐกิจจะฟื้นแล้วนะ ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครเชื่อจริงๆ นะ ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โรงไฟฟ้าจะสร้างไม่ทัน ตอนนั้นปี 2530 ไม่มีใครเชื่อ เสนอกรรมการนโยบายแห่งชาติเข้าไปว่าควรจะเอาแผนพีดีพี (Power Development Plan) มาปรับใหม่ นายกฯก็ไม่ยอมเชื่อ นายกฯดุอีก ถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้จริง ทำไมการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขาไม่บอก ไม่รู้ล่ะ เสร็จแล้วก็เป็นจริงขึ้นมา

+ตอนนั้นดูจากอะไร?

ดูเครื่องชี้เศรษฐกิจ ตอนนั้นตำแหน่งยังอยู่ที่สภาพัฒน์ก็ยังทำแมคโคร (เศรษฐกิจ)มหภาคอยู่ ดูเครื่องชี้ต่างๆ ก็เห็นแล้วว่าเศรษฐกิจต่างๆ กำลังจะฟื้นแล้วนะ จากนั้น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี มันก็ช้าไปแล้ว ความต้องการไฟฟ้าขึ้นปุ๊บปั๊บ ไฟขาดเลย 60 เปอร์เซ็นต์ สำรองเหลือติดลบ 4 ปี โรงไฟฟ้าสร้างไม่ทัน ก็เลยต้องเอาก๊าซหนองจอก ไทรน้อย ซึ่งเป็นพลังงานที่มีราคาแพงเข้ามาเต็มไปหมด

และโครงสร้างค่าไฟฟ้า ก็มีปัญหาบิดเบือนมากมาย มีระบบประหลาดๆ มีการให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าเป็นรายๆ สมัยนั้นงานที่เขาทำผมว่าตลกมากเลย โครงสร้างค่าไฟก็บิดเบือน นักอุตสาหกรรมก็ยังมีสิทธิจะขอลดเป็นรายๆ นายกอ นายขอ ลดเป็นกรณีพิเศษ ในเรื่องไฟฟ้าก็คืออนุมัติการขอลด ฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมมาทำก็เสนอว่ายกเลิกหมดเลย โละทิ้งหมด เป็นการทำงานที่แปลก ผูกขาด ต่อมาสักพักก็คิดเริ่มให้มีการเปิดไอพีพี/เอสพีพี (ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ)

+ตอนทำเรื่องพลังงานตอนก่อนทำอาจารย์มองไปเห็นล่วงหน้าก่อนเลยหรือเปล่าว่าอะไรก็ต้องทำต่อไปบ้าง หรือว่าทำแล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ?

ไอ้ช่วงแรกนี่นะ มันก็เห็นปัญหาเฉพาะหน้าเต็มไปหมด เรื่องที่เกี่ยวกับน้ำมัน ปัญหาเยอะแยะไปหมดจนไม่ต้องไม่มองอันอื่น ไฟฟ้าเป็นปัญหา แต่ว่ายังไม่ได้ลงลึก ปัญหาเฉพาะหน้าก็คือปัญหาน้ำมัน เพราะฉะนั้นผมใช้เวลา 5 ปีแรกกับน้ำมันเป็นตัวหลัก น้ำมันลอยตัว น้ำมันอะไรต่างๆ พอน้ำมันเบาลงไปแล้วถึงมีเวลาไปดูเรื่องไฟฟ้า เพราะน้ำมันตอนนั้นคุมหมดเลย กว่าจะรื้อได้ใช้เวลานานมาก

อนุรักษ์พลังงานยังไม่ต้องคิดถึง เพราะปัญหาเฉพาะหน้ามันเยอะ และมันไม่ต้องอนุรักษ์อะไรมาก อนุรักษ์ไม่ต้องทำอะไรหรอก เอาเรื่องราคาให้ถูกต้องก่อนเป็นสิ่งแรก และมันก็เกิดการประหยัด เสร็จแล้วพอปัญหาเฉพาะหน้าหมดไป รัฐบาลอานันท์ (ปันยารชุน) เข้ามาถึงเริ่มมีเวลาคิดอย่างอื่น แล้วไฟฟ้าที่เริ่มเดินในสมัยน้าชาติ ก็เริ่มเดินมากขึ้น เพราะว่าในสมัยน้าชาติรัฐบาลเข้าใจ ถึงการที่จะให้มีบทบาท รัฐมนตรีที่ดูแลไม่ชอบการผูกขาด พยายามจะผลักดันเรื่องเอกชนเข้ามาลงทุน แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตคัดค้านมากเหลือเกิน เอสพีพีมันเริ่มมาตั้งก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี 2532-2533 ที่เริ่ม เริ่มทำระเบียบ เริ่มทำเจรจา แต่มันไม่ออก จนกระทั่งรัฐบาลอานันท์เข้ามา

+ทำงานกับรัฐบาลไหนที่เขาซัพพอร์ตหรือว่าเข้าใจเรื่องนโยบายพลังงาน?

มันก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันนะ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย อย่างรัฐมนตรีศุลีท่านก็น่ารักมาก เป็นคนที่คิดรอบคอบ เป็นคนที่สอนงานจริงๆ ให้คิดยังไง ให้ดูปัญหายังไง ให้แนวความคิดต่างๆ ที่ออกมา ก็มาจากรัฐมนตรีศุลีเป็นตัวหลักเลย แนวความคิดเรื่องการแข่งขัน เรื่องเปิดเสรี เพราะแนวคิดของราชการไทยก่อนหน้านั้นคือไม่ใช่ ต้องควบคุม บริษัทต่างชาติมันเอาเปรียบ ก็เลยต้องมีรัฐวิสาหกิจมาควบคุม รัฐมนตรีศุลีก็คือคนแรกที่เข้ามา และมีความเห็นไม่เหมือนกับคนอื่น เพียงแต่ว่าตัวท่านเองก็ทำอะไรลำบาก เพราะคนอื่นไม่เห็นด้วยกับท่านเลย พวกที่เป็นข้าราชการประจำทั้งหลายไม่เห็นด้วยเลย

ในช่วง รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เข้าใจบทบาทของเอกชนดี รัฐมนตรี กร (ทัพพะรังสี) ก็ดี กรก็เป็นคนที่เข้าใจด้านพลังงานอย่างดี และรัฐบาลอานันท์ (ปันยารชุน) ไม่ต้องพูดถึง เพราะมองหน้าก็รู้แล้วว่าคิดอะไรอยู่ จริงๆ นะ

+ทุกยุคการเมืองจะเข้าแทรกแซง?

ก็แล้วแต่มันมากมันน้อย คือเขาพยายามจะแทรกแซง มันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่นักการเมืองจะเข้ามา เพียงแต่ว่าเขาฟังเหตุผลไหม มีเหตุผลยอมรับเหตุผลเราไหม ถ้าเผื่อเรามีเหตุผลที่ดีกว่า ยอมเราไหม

+เป็นข้าราชการต้องปรับตัวอย่างไร?

อืม..ไม่ปรับ ผมไม่ปรับ

+สมมติว่านักการเมืองจะแทรกแซงอย่างนี้ การตัดสินใจประมูลโรงกลั่นตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกลายเป็น 2 โรง?

ก็รัฐบาลเขาจะเอาคาลเท็กซ์ ในการวิเคราะห์ออกมาน่าจะเป็นเชลล์ เขาก็เลยเสนอในที่ประชุมว่าถ้าอย่างนั้นก็เปิดเสรีเลย ซึ่งผมก็ไม่ว่า ผมยิ่งชอบเลย เปิดเสรีเลย เราเลยไม่เถียง ชอบอยู่แล้ว ก็เลยเปิดเสรี เพียงแต่มติวันนั้นที่เปิดเสรีจนถึงวันที่เซ็นสัญญาก็มีปัญหาขลุกขลักขึ้นมา พอบอกเปิดเสรีปั๊บ บริษัทน้ำมันมันก็ไม่ชอบ เพราะมันไม่ต้องการแข่งขัน ไอ้คนประมูลมันก็อยากให้ได้โรงเดียว ใช่ไหมฮะ รัฐบาลหาทางออกโดยการเปิดเสรี ผมก็ไม่ว่า ผมก็ยินดีเลย เพียงแต่ว่าคนลงทุนมันไม่อยากให้เปิดเสรี มันก็เลยมีปัญหา ยึกยักๆ ทำให้สัญญาไม่สามารถเซ็นได้สักที จนกระทั่งสมัยรัฐบาลอานันท์

+ต้องมาบีบให้เซ็น?

ไม่ใช่ฮะ มันมีการทำอะไรบางอย่าง ทำให้การเซ็นสัญญาล่าช้า พอดีปฏิวัติ รสช.เสียก่อน

+อาจารย์พูดถึงเรื่องนโยบายประหยัดพลังงานตอนไหน?

ตั้งแต่ปี 35 เป็นต้นมา มีกฎหมาย มีกองทุน ก็ทำให้เราสามารถทำเรื่องประหยัดพลังงานได้เป็นเรื่องเป็นราว มีกฎหมายแต่มันก็ค่อนข้างที่จะเดินตอนแรก เนื่องจากกฎหมายไม่ชัดเจนเท่าที่ควร มีปัญหาในเรื่องการตีความ และเงินหลวงก็ใช้ยาก กว่าจะสะสางตรงนี้ได้ก็เสียเวลาไประยะหนึ่ง ก็เดินไปแล้ว ไอ้ส่วนที่เป็นโรงงาน อาคาร มันไม่ค่อยเดิน ที่เป็นโรงงานอาคารควบคุมที่กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน ซึ่งตอนนี้คือกรมพัฒนาพลังงานทดแทน งานมันเดินช้ามาก ซึ่งเราไปทำอะไรแทบไม่ได้ แต่ส่วนที่เรารับผิดชอบมันก็เดินไปพอสมควร ปัญหาหลักก็คือมันไม่มีคนทำ ขาดบุคลากรทางด้านพลังงานในประเทศไทยเลย ในสถาบันการศึกษา ในหน่วยงานของรัฐ ทำให้งานไม่เดิน กว่าจะสร้างคนพวกนี้ได้ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ตอนนี้ก็มีผู้เชี่ยวชาญเต็มไปหมด ทางด้านพลังงาน งานก็เดินเร็วขึ้น สมัยนั้นไม่มีใครสนใจพลังงานจริงๆ

+สิ่งที่เราได้ลงทุนไป กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการประหยัดพลังงาน อาจารย์มองว่ามันเป็นยังไง ?

โรงงานอาคารขนาดใหญ่ยังไม่เท่าที่ควร พลังงานหมุนเวียนผมว่าไปได้ด้วยดี แต่มันเป็นมาตรการบังคับ อย่างเช่น มาตรฐานอุปกรณ์ มาตรฐานขั้นต่ำยังคงทำได้อีก หรือว่ามาตรฐานของบ้าน อาคารขนาดใหญ่ คือมีมาตรฐานแล้วกับการใช้พลังงาน บ้านอยู่อาศัยก็ยังไม่มี สามารถทำได้อีก แต่สร้างจิตสำนักผมว่าสร้างพอแล้ว แนะนำวิธีการง่ายๆ ก็แนะนำมาพอสมควรแล้วมันควรจะลงไป เรื่องอะไรที่ควรเป็นชิ้นเป็นอัน อย่างเช่นมาตรฐานอุปกรณ์ มีเบอร์ 1 เบอร์ 5 แต่ว่ามันเป็นความสมัครใจมาตรฐานขั้นต่ำขององค์กรต่างๆ ก็ยังต้องมี มาตรฐานขั้นต่ำของอาคารใหญ่ๆ มีแล้ว อาคารอื่นยังไม่มี ก็น่าจะขยายไปสู่อาคารประเภทอื่นได้ เป็นต้น

+ถ้าเราทำได้ดีกว่านี้ คิดว่าการใช้ไฟมันควรจะลดลงได้เท่าไร?

ถ้ามาตรการง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยากมาก ก็อาจลดได้ 10 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ

+แต่ว่าตอนนี้ควรจะหยุดเรื่องพีอาร์เรื่องจิตสำนึก?

จิตสำนึกมันควรจะหยุดแล้ว มันควรเป็นเรื่องของมาตรการเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่จะเข้าไปช่วย แต่ไม่ใช่ปิดถนน

+ปัญหาความขัดแย้งในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ สพช.ได้เข้าไปดูหรือไม่

ปัญหาส่วนหนึ่ง ความจริงปัญหาส่วนใหญ่เลยนะ มันมาจากโครงการที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การมีส่วนร่วม การตื่นตัวของประชาชน การเรียกร้องสิทธิต่างๆ หรือโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นโครงการใหม่เราก็เปิดให้มีระบบการทำประชาพิจารณ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนเท่านั้นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นของใหม่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้นแน่นอน

โครงสร้างของเราในบางกรณีมันเป็นตัวทำให้เกิดปัญหา ทำให้มีปัญหาหลายๆ อย่าง กลายเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมา โครงการถูกดึงเข้าไปเป็นเรื่องการเมือง ทำให้มันเดินไม่ได้ มันอาจจะเป็นปัญหาตรงนี้ด้วยก็ได้ ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของพลังงาน แต่ว่าปากมูล บ่อนอก-หินกรูด เป็นโครงการที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เกิดขึ้นก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แล้วก็จริงๆ แล้วบ่อนอก-หินกรูด เขาก็ถามความคิดประชาชนก่อนหน้านี้อยู่แล้ว คุยไปแล้ว จบไปแล้ว แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นมา ที่โยงกับการเมืองท้องถิ่น และการเมืองระดับชาติ แล้วก็อาจจะมีผลประโยชน์บางกลุ่มด้วยที่ไม่ต้องการให้โครงการของเอกชนเกิดขึ้น คือโครงการเอกชน รัฐก็ฝากให้เอกชนไปจัดการ ถ้าเผื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชน ในที่สุดรัฐบาลก็ต้องมาแก้อยู่ดี ไม่เช่นนั้นรัฐบาลลงทุนต่อไปไม่ดีหรือ เพราะฉะนั้นก็เป็นหน้าที่ของเอกชน รัฐบาลจะแก้ปัญหาทั้งหมดก็คงไม่ได้ ถ้าโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้น คนต่อต้านโรงงาน ก็เป็นปัญหาที่ผู้ลงทุนต้องดูแลเอง

+ในกรณีที่รัฐเป็นผู้ลงทุนเองอย่างปากมูลมันก็เกิดปัญหา

ปากมูลเป็นกรณีพิเศษที่ผมไม่อยากพูด เพราะผมไม่เห็นด้วยกับปากมูล โครงการนี้เป็นโครงการที่ไม่คุ้มทุนเลย เพราะฉะนั้นก็อย่าพูดเลยดีกว่า ก็เลยไม่รู้จะคอมเม้นท์ยังไง

+ ผ่านเหตุการณ์ การกดดันมามาก ทำไมมาลาออกในยุคนี้?

เมื่อก่อนเรายังทำงานไม่มาก ตอนนี้มันทำงานด้านพลังงานมา 15 ปี แล้ว ความเบื่อหน่ายก็เริ่มมากขึ้น งานมันก็ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย ราคาน้ำมันขึ้น ราคาน้ำมันลง เอฟทีขึ้น เอฟทีลง บางอย่างมันเริ่มเป็นวงจรที่ซ้ำซาก แล้วการตัดสินใจช่วงหลังในเรื่องพลังงาน นโยบายพลังงานมันไม่มี

+เรียกว่าทำจนครบแล้วซิอย่างนั้น?

ไม่ๆ การตัดสินใจมันไม่เกิดขึ้น คือน้ำมันมันแทบจะหมดแล้วล่ะ ผมก็เลยใช้เวลากับไฟฟ้าเป็นหลัก

+มันถึงจุดที่ยากแล้ว มันไม่เกิดการตัดสินใจด้านนโยบาย?

จริงๆ ผมว่ามันก็ไม่ได้ยากหรอกนะ งานที่ผ่านมามันก็ยาก ผลักดันเอสพีพีตอนแรกก็ยาก ไอพีพีตอนแรกก็ยาก แต่ถ้าเผื่อมันมีคนที่จะตัดสินใจ มันก็เดินไม่ได้ ถ้าเผื่อรัฐมนตรีไม่ลงมาช่วยในหลายๆ จุด งานมันก็เดินไม่ได้ อย่างราคาน้ำมันลอยตัว ถ้าเผื่อระดับรัฐมนตรีไม่เล่นเอง ช่วยในระดับหนึ่ง มันก็เดินไม่ได้ คือถ้าเป็นนโยบายใหญ่ๆ มันหนีไม่พ้นหรอก ไม่งั้นมีนักการเมืองไว้ทำไม

+ถ้าสมมติว่าไม่มีใครแกล้งโยกไปโยกมา จะลาออกไหม?

โยกไปโยกมาโดยที่อยู่ที่ไหนล่ะ

+สมมติว่ายังอยู่ในพลังงานโดยที่รัฐบาลยังไม่ตัดสินใจ?

ถ้าเผื่อว่ายังอยู่ในกระทรวงพลังงาน แล้วรัฐบาลไม่ตัดสินใจ ผมก็ไม่อยู่แล้ว ผมคงออกไปก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ การที่ไม่ตัดสินใจ การที่โลเลก็คือสิ่งที่มันน่าเบื่อ ถึงจุดหนึ่งเราเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์ งานมันซ้ำซาก ไม่มีการตัดสินใจ มีกระทรวงพลังงานแล้วไม่ดีขึ้น ผมก็ไม่อยู่

+คิดอย่างไรเวลาที่รับราชการ

เวลาทำงานคือเราทำในสิ่งที่เราคิดว่ามันดีที่สุดสำหรับประเทศ สำหรับส่วนรวม เพราะว่าเงินเดือนข้าราชการมันกระจอกมาก มันแทบจะไม่มีความหมายเลย เพราะฉะนั้นคนเก่งๆ ที่มันเป็นข้าราชการ เป็นก็เพราะว่าใจรัก ก็คิดว่าเข้ามาแล้วสามารถจะทำอะไรได้ ถ้าเข้ามาแล้วคิดว่าสิ่งที่ทำไปมันไม่ได้เกิดผลอะไร มันไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้น แต่ถูกเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เขาก็ไม่ทำ ถ้าเป็นบริษัทเอกชน ข้าราชการมีเงินเดือนเหมือนบริษัทเอกชน เดือนละ 5 แสน 6 แสนบาท ตำแหน่งนี้ ตำแหน่งโน้น มันก็ไม่เป็นไร เพราะมันมีเงินเป็นสิ่งจูงใจ

แต่ราชการเงินเดือนอย่างนี้ มันต้องเป็นตัวงาน ความสำเร็จของงาน ความภูมิใจที่เราทำอะไรให้ส่วนรวมได้ นั่นคือตัวทำให้คนเป็นข้าราชการ และทุ่มเทกับราชการ แต่ถ้าเผื่อวันไหนขาดส่วนนี้ไปแล้วมันก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ไม่ทุ่มเท คือคนที่จะทุ่มเทจริงๆ โดยที่ไม่แสวงหาผลประโยชน์ มันก็ต้องเหตุผลอย่างที่ผมบอก เพราะเงินมันไม่ใช่สิ่งจูงใจ ไม่เหมือนเอกชน ต่างจากเอกชนโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นคนที่มาทำงานด้วย เขาได้มาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ได้มีคนที่มีความสามารถจำนวนหนึ่งที่มาอยู่ด้วย

+มองบรรยากาศในระบบราชการอย่างไร ?

ไม่รู้ซิ คือคนเก่งมันก็น้อยอยู่แล้ว อย่างที่ สพช.คนก็ธรรมดา ไอ้คนที่เก่งจริงๆ มันก็มีจำนวนไม่มาก คือมันต่างกันเยอะ คือคนไม่เก่ง 10 คน มันสู้คนเก่งคนเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่ต้องใช้วิชาการพอสมควร อย่างงานนโยบายพลังงาน มีคนเก่งคนเดียว อีก 5-6 คนไม่เก่ง มันเทียบกันไม่ได้เลย และคนเก่งบางคน ทำงานด้วยแล้วรู้สึกชื่นใจที่สามารถจะคุยกันได้ เถียงกันได้ ช่วยกันคิดได้ จริงๆ นะ

+แล้วลูกอาจารย์เขาเคยคิดอยากรับราชการบ้างไหม?

เขาคิดว่าเขาจะไม่รับ บอกว่าเงินเดือนก็กระจอก ไม่อยากเหนื่อยเหมือนพ่อ นั่นคือสิ่งที่เขาคิด แล้วความคิดเขาชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการ ถามว่าอยากเป็นอะไร เป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าราชการ

+เป็นคนยุให้อาจารย์ออกจากราชการ?

ใช่

+ในครอบครัวอาจารย์มีอาจารย์คนเดียวที่รับราชการ?

ใช่ ในบรรดาลูกพี่ลูกน้องน่ะ ทางด้านพ่อทั้งหมด 14 คนมั้ง และในด้านหนึ่งก็ 14 คนเหมือนกัน 14 กับ 14 ทางด้านพ่อนี่มีข้าราชการ 3 คน แต่ว่า 1 คนอยู่กระทรวงพาณิชย์ สำนักราชการ และอีกคนก็เป็นอาจารย์ อีกด้านหนึ่งไม่มีเลย ตกลง 24 คน เป็นข้าราชการ 4 คนตอนนี้เหลือ 3 คนแล้ว

+ครอบครัวมีส่วนไหม ที่ทำให้ตัดสินใจลาออก

ครอบครัวอยากให้ออก เพราะเห็นว่างานหนัก แล้วนโยบายสำคัญ ไม่ได้รับการตัดสินใจ แล้วงานหนักเกินไป หมายความว่ามันหนักแล้วมันไม่ได้งาน ผลตอบแทน เงินก็น้อยอยู่แล้วเพราะฉะนั้นตอนที่ตัดสินใจลาออก ก็ไม่ต้องไปถามครอบครัวเลยว่าจะออกแล้วนะ

ถ้ามีลูกจะแนะนำให้รับราชการไหม

ผมไม่แนะนำ (หยุดคิด) ผมไม่แนะนำให้เขาเป็นอะไรทั้งสิ้น ผมก็ชี้ให้เห็นว่ามีทางเลือกแล้วให้เขาตัดสินใจเอง

จะชวนให้ใครเข้ามารับราชการอีกไหม

ถ้าผมยังอยู่ในระบบราชการผมก็คงจะชวนคนที่ดีเข้ามาทำงานกับผม แต่ในเมื่อผมออกไปแล้วผมก็คงไม่ทำหน้าที่ฝ่ายการเจ้าหน้าที่ให้หน่วยงานไหน

ถ้าจะรับราชการ ถ้าเราคิดว่าเราจะทำอะไรให้ส่วนรวม รับใช้ราชการก็จะได้ความพอใจแต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ขึ้นกับตัวเราเองว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยอยู่ไปเรื่อยๆ วันหนึ่งๆ ก็ไม่มีใครมาว่าอะไร แต่ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ต้องเข้ามาดีกว่า

ถ้าจะเข้ามารับราชการก็จะต้องยอมทุ่มเทเพื่อส่วนรวมจริง ให้กับราชการ ถ้าต้องการก็จะมาทำให้มันดี ถ้าไม่พร้อมก็ไม่ต้องมาหรอก

23 ปีของชีวิตการทำงาน พอใจไหม

คุ้ม (ตอบเสียงดัง) ไม่เสียใจ แต่ว่าพอแล้ว


ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ บทบาทใหม่

โดย วิรัตน์ แสงทองคำ  นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2546

เขาเป็นคนทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในภาคราชการมากว่า 20 ปี เมื่อก้าวมาสู่ภาคเอกชนครั้งแรก ย่อมเป็นงานที่มีความหมายกับเขาพอสมควร

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจมาทำงานกับคนที่คุ้นเคยและเข้าใจกันดี ไม่เพียงแนวคิดและอุปนิสัย เขายังมีความแนบแน่นระดับรากเหง้า แม้ทั้งสองจะกล่าวเหมือนกันว่า เป็นญาติห่างๆ แทบจะไม่เรียกว่าญาติ แต่พิจารณาจากสาแหรกและบุคลิกแล้ว ทั้งสองใกล้ชิดกันมากทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นอายุยังรุ่นราวคราวเดียวกัน ทั้งสองเกิดปี 2496 ปีเดียวกัน เพียงแต่บัณฑูรเกิดต้นปี ปิยสวัสดิ์เกิดกลางๆ ปี "รู้จักกันตั้งแต่ยังเด็ก" ปิยสวัสดิ์ยอมรับขณะที่บัณฑูรบอกว่ามารดาของปิยสวัสดิ์เป็นครูสอนภาษาอังกฤษก่อนที่เขาจะไปเรียนเมืองนอก (มารดาปิยสวัสดิ์ เรียนหนังสือเก่งมาก เรียนจบประวัติศาสตร์จาก Oxford University รายละเอียดหาอ่านใน www.gotomanager.com) หลังจากนั้นแยกย้ายกันไปคนละทาง คนหนึ่งไปสหรัฐฯ เรียนที่นั่นเกือบ 10 ปี อีกคนไปเรียนที่อังกฤษนานถึง 12 ปี คนหนึ่งทำงานธุรกิจ อีกคนรับราชการ

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ลาออกจากราชการตำแหน่งสุดท้ายคือรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุที่ความเห็นของเขาไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องพลังงานบางประการ "ผมเคลียร์งานจนถึงวันสุดท้าย แล้วมาทำงานที่นี่" เขาเล่าถึงช่วงต่อของอาชีพที่ไม่มีโอกาสได้พัก

ปิยสวัสดิ์เริ่มงานในตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทจัดการกองทุนรวมกสิกรไทย เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 โดยใช้เวลาตัดสินใจเพียงสัปดาห์เดียว หลังจากได้รับการทาบทามจากบัณฑูร ล่ำซำ "ผมมาเป็นประธานเต็มเวลา เพราะแต่ก่อนไม่เคยมีประธานเต็มเวลา คนอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่งานเต็มเวลา สมัยก่อนนั้นก็จะเป็นคุณบรรยง ล่ำซำ สมัยนั้นยังไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งในธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์จัดการการลงทุน ต่อมามีกฎหมายใหม่ออกมา ก็ต้องแยกกัน ประธานคนอื่นๆ ต่อมาไม่ได้เป็นประธานเต็มเวลา" เขาขยายความถึงบทบาทใหม่ของเขาที่ย่อมไม่ธรรมดา

บางส่วนของบทสนทนาระหว่าง "ผู้จัดการ" กับปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ที่สำนักงานบริษัท ในขณะที่การตกแต่งยังไม่เรียบร้อย บทสนทนาข้างล่างนี้ ย่อมจะทำให้ภาพเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยเชิงขยายมากขึ้น

- มีอะไรเป็นพิเศษที่คุณปั้น (บัณฑูร ล่ำซำ) ขอให้มาดูแล

เรื่องแรก อยากให้มาดูภาพรวม เพราะผมเคยดูเรื่องเศรษฐกิจส่วนรวมมาก่อน คุ้นเคยกับเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ เรื่องการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจส่วนรวม เพราะงานด้านการลงทุนนั้น เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมค่อนข้างจะมาก

เรื่องที่ 2 บอกว่าผมเป็นคนที่จบคณิตศาสตร์มา การลงทุนจะต้องดูเรื่องการบริหารความเสี่ยง เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ก็น่าจะมาช่วยในเรื่องของความเสี่ยงได้

เรื่องที่ 3 เห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากคือ good governance เรื่องของการดำเนินงานที่โปร่งใส ไม่ใช้ข้อมูลภายในไปหาผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะว่าเป็นกองทุนที่ใช้ระบบการลงทุนที่เอาเงินของคนอื่นไปลงทุน ของคนที่มาซื้อหน่วยลงทุน จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก จึงขอให้ผมเข้ามาดูแลจุดนี้เป็นพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าที่นี่มีปัญหานะ ที่นี่ดีอยู่แล้วเพียงแต่เพื่อความสบายใจ เพื่อความมั่นใจของผู้ลงทุนเป็นประเด็นที่ต้องการให้ผมเข้ามาดูแลเป็นพิเศษ

- เท่าที่ศึกษา Portfoilo ของ บลจ.กสิกร ดูเหมือนการบริหารสินทรัพย์ที่มาจากวิกฤติเศรษฐกิจ มีสัดส่วนมากที่สุด

จะมีกองทุนพิเศษที่ถือ SLIPS ของธนาคารกสิกรไทยอยู่จำนวนหนึ่ง ประมาณ 4 หมื่นล้าน ขณะเดียวกันกองทุนอื่นก็มี SLIPS หรือ CAPS เหมือนกัน อย่างเอเจเอฟ เขาก็มีของธนาคารกรุงศรีอยุธยา บัวหลวงก็มีของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งพอ SLIPS ครบกำหนดต้นปีหน้า ก็เป็นจุดที่เราจำเป็นที่จะต้องหาสินค้าอื่นทดแทน เพราะว่าคนที่ถือ SLIPS อยู่ตอนนี้ ก็คงต้องคิดหนักอยู่เหมือนกันว่า จะเอาเงินที่จะได้กลับมาถึง 4 หมื่นล้านบาทนี้ไปทำอะไร และขณะนี้คนที่ถือ SLIPS อยู่ก็ได้ดอกเบี้ยค่อนข้างสูงมาก เรามีความจำเป็นที่จะต้องหาสินค้าอื่นเข้าไป ที่จะดึงเงินจำนวนนี้ เพื่อเก็บรักษาเอาไว้ หรืออาจจะพยายามดึง SLIPS หรือ CAPS ของคนอื่นที่จะหมดอายุใน 1-2 ปีนี้ เข้ามาด้วยก็ได้

- คุณปั้นก็ดูเหมือนจะให้ความสำคัญตรงนี้ เพราะตัวนี้เป็นตัวที่ทอนกำไรของแบงก์แต่ละปีไปมาก ก็พยายามจะปลด ทางนี้มีส่วนในการให้คำแนะนำอะไรบ้าง

นี่คือสิ่งที่คงจะต้องทำกันมากขึ้น คือคงจะต้องคุยกันมากขึ้น ร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาที่มีความสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า เพราะว่าลูกค้าในขณะนี้ ก็คงต้องการผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ลูกค้าจำนวนหนึ่งมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับกองทุนรวม เพราะว่าซื้อไว้ตั้งแต่สมัยตลาดหุ้นราคาดีมาก แล้วตอนนี้พอราคามันตกลงมา ก็มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีฝังใจอยู่ ในขณะนี้ดอกเบี้ยต่ำมาก คนฝากเงินมีจำนวนมากเงินฝากมันทั้งหมด 5 ล้านล้านบาท ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนส่วนบุคคลรวมทั้งหมดมีเพียง 8 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น จึงมีโอกาสมาก ที่จะดึงเงินจากเงินฝาก มาลงทุนในกองทุนรวม นี่คือภาพรวมทั่วไป และก็ในหลายๆ ประเทศ เงินที่มาลงในกองทุนลักษณะนี้ มันมีมากกว่าเงินฝากธนาคาร

ถ้าดูภาพรวมแล้ว โอกาสที่ธุรกิจกองทุนรวมจะเติบโตต่อไปมีมาก ดอกเบี้ยเองก็ต่ำมาก ผู้ฝากเงินก็ไม่ค่อยได้รับประโยชน์ ธนาคารก็ไม่ค่อยต้องการเงินฝาก เพราะฉะนั้นที่เราคุยกัน ตกลงกันชัดเจนว่า เราคงจะต้องคุยกันมากขึ้น เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ร่วมกัน ที่จะจูงใจให้มีการลงทุนในกองทุนรวมมากขึ้น และเป็นการแบ่งเบาภาระของธนาคารต่างๆ ด้วย

- กองทุนที่บริหารเงินทุนส่วนบุคคลก็ดูเหมือนจะมีสัดส่วนไม่น้อยของ บลจ.กสิกร

กองทุนส่วนบุคคลก็เป็นตัวที่สำคัญ กองทุนส่วนบุคคลจะมีลูกค้าใหญ่ๆ อยู่ 2-3 ราย ที่เอาเงินก้อนใหญ่มาให้เราบริหาร ก็มี กบข.รายใหญ่ที่สุด และก็มีกองทุนประกันสังคม ที่เหลือก็เป็นธุรกิจ บริษัท มูลนิธิ และอาจจะเป็นบุคคลธรรมดาที่มีเงินมาก ที่ตั้งเป็นกองทุนส่วนบุคคล

- สัดส่วนก็ไม่น้อย

สัดส่วนไม่น้อย แต่ผมว่ายังน้อยเกินไป ผมว่าควรที่จะพยายามดึงคนที่มีฐานะดีให้เข้ามามากขึ้นยกตัวอย่างง่ายๆ อันนี้คือสิ่งที่เราได้คุยกับกสิกรแล้ว คือนอกจากเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ต้องมีการพัฒนาร่วมกัน แต่เรื่องของการตลาดนั้นเราก็อาศัยกสิกรพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันเราก็มีตัวแทนขายอื่นด้วย ที่เป็นธนาคารต่างชาติ สถาบันการเงินอื่น แต่กสิกรขณะนี้ก็ยังเป็นผู้ขายหน่วยลงทุนมากที่สุด ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับกลยุทธ์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น และเน้นลูกค้าที่มีเงินเยอะให้มากขึ้น เป็นต้น เพราะอย่างธนาคารกสิกรนี่มีลูกค้าอยู่ 5,000 ราย ที่มีเงินฝากธนาคารเกิน 10 ล้านบาท จุดนี้ก็น่าจะเป็นกลุ่มสำคัญที่สามารถจะดึงเข้ามา โน้มน้าวเข้ามาให้ซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม หรืออาจจะเป็นกองทุนส่วนบุคคลได้

- ตอนนี้เริ่มทำหรือยัง
ตอนนี้ก็เริ่มคุยกันแล้ว และคงต้องเร่งดำเนินการให้มันเร็วขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็วมากขึ้น

- ส่วนกองทุนเปิดทั่วไปก็คงจะเกิดมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไรใหม่ๆ
ผลิตภัณฑ์ใหม่ก็คงต้องออกมา เพราะว่าลูกค้าเองก็คงอยากเห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังเร่งกันอยู่ตอนนี้ก็คือเร่งที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมา ผลิตภัณฑ์ที่เราอยากจะเห็นก็คือกองทุนประเภทประกันเงินต้น หรือว่าคุ้มครองเงินต้น เพราะว่าผู้ฝากเงิน หรือคนที่มาลงทุนจำนวนหนึ่งก็เจ็บตัวจากภาวะเศรษฐกิจในปี 2540 กองทุนที่เราคิดอยู่ ที่อยากออกมาคุ้มครองเงินต้น ก็คือรับประกันว่าเวลาที่ครบอายุแล้ว เงินที่อยู่ในกองทุนมันจะไม่น้อยไปกว่าเมื่อครั้งลงทุนตั้งแต่ตอนแรก เพราะฉะนั้นที่ว่าลงทุนไป 100 บาทแล้วในที่สุดเหลือ 50 บาทนั้นจะไม่มี แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีสูงขึ้น ก็มีโอกาสสูงที่มูลค่าของกองทุนจะเพิ่มขึ้นมามากขึ้นด้วยตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ แต่ถ้าเผื่อสภาพตลาดทั่วไปไม่ดี อย่างน้อยก็ไม่ขาดทุน

อันนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เรากำลังคิดอยู่ในขณะนี้ และขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการหารือกับทางกสิกร และเมอร์ริล ลินช์ (กสิกรไทยถือหุ้นอยู่ 49%) ที่จะเร่งให้มีกองทุนลักษณะนี้ออกมา ซึ่งกองทุนนี้ก็จะต้องลงทุนในพันธบัตร ตราสารหนี้ และลงทุนในหุ้น แต่ว่าจะมีกลยุทธ์ในการที่จะซื้อหุ้น และขายหุ้นที่จะรับประกันว่า อย่างน้อยเวลาที่ครบอายุของกองทุนแล้ว เงินที่เหลืออยู่จะไม่ต่ำไปกว่าเงินต้นที่มีการลงทุนลงไป

- เรียกว่ามีนโยบายในเชิงรุกมากขึ้น จากนี้ไป ก็ต้องรุกมากขึ้น และรุกอย่างเร็วด้วย เพราะคู่แข่งเขา aggressive มาก เรามามองถึงสภาพทั่วไปเงิน 5 ล้านล้านบาทที่อยู่ในเงินฝาก เทียบกับ 8 แสนล้านบาท ที่อยู่ในกองทุน 8 แสนถือว่าน้อยมาก