|
||||||||||||||
|
ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ Nithi Eawsriwong ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ Nithi Eawsriwong [ Iew-Si-wong Nithi Aewsriwongs Ieosriwong ] Nithi Iaowsiwong Link ตำแหน่ง ศาสตราจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกิด วันที่ 23 พฤษภาคม 2483 การศึกษา ป.ตรี อักษรศาสตร์ จุฬา ฯ (ประวัติศาสตร์) ป.โท อักษรศาสตร์ จุฬา ฯ ( ประวัติศาสตร์) ป. เอก มหาวิทยาลัยมิชิแกน ( University of Michigan ) , USA. อื่นๆ โรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา จ.ชลบุรี การทำงาน รับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่ปี 2509-ปัจจุบัน ยกเว้นช่วงปี 2514-2518 ที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน -นอกจากเป็นอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว ยังเป็นนักเขียน คอลัมนิสต์ ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายเล่ม เช่น มติชนรายวัน-รายสัปดาห์ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฯลฯ โดยผลิตงานเขียนทั้งในรูปแบบบทความ และหนังสือเชิงวิชาการจำนวนมาก -หลังเกษียณอายุได้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางเมื่อประกาศมอบรางวัล ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แก่ นายเจริญ วัดอักษร และนางจินตนา แก้วขาว แกนนำกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด -ร่วมกับนักวิชาการและองค์กรพัฒนาเอกชน จัดตั้ง สำนักข่าวประชาธรรม เพื่อสร้างพื้นที่ข่าวประชาชนให้สังคมได้รับรู้ -ปัจจุบันได้รับการยกย่องเป็น กระบี่มือหนึ่ง เป็นนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมได้เฉียบคมโดยความสำคัญของนิธิคือ การใช้ความเป็นนักเขียนและนักวิชาการมาชี้ให้เห็นความสำคัญของสามัญชนซึ่งเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ และมีจุดยืนที่ชัดเจนในการทำงานเพื่อความเท่าเทียมกันในสังคม งานเขียน
-ที่เป็นบทความเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจากอีกแง่มุมหนึ่ง, ความฉงนในรอบ 700 ปี, จากรัฐชายขอบถึงมณฑลเทศาภิบาล:ความเสื่อมสลายของกลุ่มอำนาจเดิมในเกาะภูเก็ต, เพลงลูกทุ่งในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย, จากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, 200 ปีของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยและทางข้างหน้า, ประตูท่าแพและดอยสุเทพ, กรุงแตก:ราชอาณาจักรอยุธยาสลายตัว, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกับผลกระทบต่อวัฒนธรรม, เมื่อไม่มีตำแหน่ง แม่ขุน ก็ไม่มีตำแหน่งพ่อขุน, สู่ประวัติประชาชนไทยชาวจีน ปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลง, ประวัติศาสตร์ที่เหนือประวัติศาสตร์ในผู้ชนะสิบทิศ, คนกรุงเทพพูดเหน่อเจ๊กจริงหรือ, แห่นางแมวกับวิกฤติในวัฒนธรรมชาวนา, รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย, ทำไมคนไทยถึงกินข้าว, ชาตินิยมในขบวนการประชาธิปไตย, สงกรานต์ วิถีชีวิตไทยที่เปลี่ยนแปลง, คนไทยมาจากโน่นด้วยและคนไทยอยู่ที่นี่ด้วย ฯลฯ รางวัล-เกียรติคุณ -รางวัล วัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะ ครั้งที่ 10 ประจำปี 2542 ในฐานะผู้มีผลงานวิจัยค้นคว้าทางวิชาการ ดีเด่น รับรางวัลเมื่อ 27 ก.ย.2542 โดยนับเป็นคนไทยคนที่ 3 ที่ได้รับรางวัลนี้ ต่อจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในฐานะนักประพันธ์-นักการเมือง, ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ในฐานะนักโบราณคดี-นักประวัติศาสตร์ศิลปะ -รางวัล นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาปรัชญา ในฐานะเป็นผู้อุทิศตนเพื่องานวิจัยทางด้านประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่อง (ปี 2542) -รางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2545 คำประกาศเกียรติคุณแห่งรางวัล "ศรีบูรพา"ประจำปี 2545 โดยสุวัฒน์ วรดิลก ประธานคณะกรรมการกองทุน กล่าวยกย่องว่า "ความสำคัญของนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ คือ การใช้ปากกา และความเป็นนักเขียน และนักวิชาการ มาชี้ให้เห็นความสำคัญของ "สามัญชน" โดยย้ำว่า "สามัญชน"คือผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่แท้จริงทั้งในประวัติศาสตร์ และในปัจจุบัน ด้วยความเชื่อนี้จึงได้ร่วมกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อตั้ง "สมัชชานักวิชาการเพื่อคนจน" และ"มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน" รวมทั้ง "สำนักข่าวประชาธรรม" เพื่อสนับสนุนสร้างความเข็มแข็งและเป็นปากเป็นเสียงให้กับสามัญชน หรือคนยากจนทั่วประเทศ ซึ่งถูกโครงสร้างที่ไม่เท่าเทียมกันของสังคม ปิดกั้นโอกาสด้านการศึกษา การรับรู้ข่าวสาร และการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจและทางการเมืองอย่างเท่าเที่ยมกับอภิสิทธิ์ชน ผลงานเหล่านี้จึงเป็นการพิสูจน์ความเชื่อในข้อเขียนของท่านในการเสริมบทบาท "สามัญชน" ให้เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่แท้จริงในวันนี้สำหรับประชาชนในวันข้างหน้าได้ศึกษา กองทุน "ศรีบูรพา" พิจารณาแล้วเห็นว่า ผลงานของนายนิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นผู้มีเป้าหมาย และอุดมคติในการทำงาน การดำรงชีวิต มีบทบาทและผลงานที่มีความสร้างสรรค์ทรงคุณค่า และก่อให้เกิดผลสะเทือนในการสร้างสรรค์ต่อสังคมในวงกว้างในด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะการชี้ถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมของโครงสร้างทางสังคม การมองข้ามบทบาทของสามัญชนผู้ยากไร้ นอกจากนี้ผลงานของท่านยังได้สร้างผลสะเทือนต่อวงการสื่อสารมวลชน ต่อวงการวรรณกรรมต่อวงการวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และต่อคนยากจน อย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ มาจนถึงปัจจุบัน บทบาทของท่านได้กลายเป็นแบบอย่างของนักวิชาการเพื่อคนจน นิธี เอียวศรีวงศ์ ในฐานะ Pop Historian โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธ์ post โดย B.F.Pinkerton ผมรู้สึกยินดีและชื่นชมที่ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้รับรางวัล The Fukuoka Asian Culture Prize ดังคำประกาศและรายงานข่าวของสำนัก ข่าว Kyodo เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2542 นครฟูกุโอกะ แห่งประเ ทศญี่ปุ่น สถาปนารางวัล The Fukuoka Asian Culture Prize มาแต่ปี 2533 เพื่อแสดงถึงบทบาทของนครฟูกุโอกะ ในประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 2,000 ปี ในฐานะ "ประตูสู่อาเซีย" (Gateway to Asia) อันเป็นที่ ซึ่ งวัฒนธรรมญี่ปุ่นมีปฏิสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ชาติอื่นๆ ในอาเซีย รางวัลดังกล่าวมีอายุครบทศวรรษในปีนี้ อาจารย์นิธิได้รับรางวัล The Fukuoka Asian Culture Prize ในฐานะ นักวิชาการ คำประกาศเกียรติคุณระบุ ว่า อาจารย์นิธิเป็น "นักประวัติศาสตร์ ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ที่ประเทศไทยเคยผลิตได้" ผู้ซึ่งนำความมีชีวิตชีวามาสู่ ประวัติศาสตร์ นิพนธ์ไทย ผมพบอาจารย์นิธิครั้งแรกที่บ้านอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในป ี 2509 ในเวลานั้น อาจารย์สุลักษณ์ต้องการผลิตนิตยสารสังคมศาสตร์ ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษา ผู้คนที่ชุมนุมในย่ำค่ำวันนั้น หากมิใช่นักผลิตหนังสือ ก็ ต้องเป็นนักเขียน ในรั้วมหาวิทยาลัย ผมมีความรู้สึก ในเวลาต่อมาว่า คน เหล่านี้เกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็น "ปัญหาชน" แม้จะมิได้สร้างปัญหาที่ร้าย แรงแก่สังคม แต่ก็มี "ปัญหา" กับสังคมอย่าง น้อยที่สุดมีความไม่พอใจ สังคมที่ตนอยู่ นับตั้งแต่สังคมส่วนย่อยใ นมหาวิทยาลัยไปจนถึงสังคมระดับ ประเทศ ผมมีคนรู้จักใหม่ในการชุมนุม ครั้งนั้น นอกเหนือจากอาจารย์นิธิแล้ว ยังมีหนุ่มผมเกรียนสองนายจากมหาวิทยาลัยศิลปากร คนหนึ่งชื่อขรรค์ชัย บุนปาน อีกคนหนึ่ง ชื่อสุจิตต์ วงษ์เทศ พลวัตของโบราณคดีอาจทำให้ บุคคลทั้งสองมีทรงผมอัน "ล้ำสมัย" แม้ว่าเวลานั้น ทรงผม "สี่เต่าทอง" และ ผลงานของ The Beatles กำลังอยู่ในกระแสโลกานุวัตร แต่หลังจากนั้นก็ เป็นยุคของพวก Skinned Heads และ Punks ซึ่งมีทรงผมใกล้เคียงกับ ทรง "บุนปาน วงษ์เทศ" ผมมีโอกาสรู้จักดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ และธัญญา ผลอนันต์ จากมหาวิทยาลัยเกษตร ศาสตร์ พิภพ ธงไชยจากวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จฯ และไพฑูรย์ สินลารัตน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการชุมนุมครั้งนั้นด้วย อาจารย์นิธิอยู่ในคณะบรรณกร ของนิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับนิสิตนักศึกษาฉบับแรก พร้อม ทั้งเขียนบทความเรื่อง "ข้อสังเกตบาง ประการ เกี่ยวกับกิจกรรมนอกหลักสูตรในจุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย" สังคม ศาสตร์ปริทัศน์ได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารทางปัญญาของพวก อ.ย.ม. (Angry Young Men) ฉบับนิสิตนักศึกษาสามารถสืบทอด "สันดาน" ของพวก อ.ย.ม. ได้อย่างงดงาม ยังความปลาบปลื้มแก่อาจารย์สุลักษณ์อย่างยิ่ง แม้ผมจะ "รู้จัก" อาจารย์นิธิมาแต่ปี 2509 แต่โอกาสพบปะและแลก เปลี่ยนความเห็นมีน้อยนัก งานเขียนของอาจารย์นิธิที่ผมมีโอกาสได้อ่าน ล้วนแล้วแต่เป็นงานเขียนหลังปี 2519 เกือบทั้งสิ้น อาจารย์นิธิสามารถ ผลิตงานวิชาการได้อย่างสม่ำเสมอ โดยที่งานเหล่านั้นล้วนมีความโดดเด่น ข้อสำคัญก็คือ อาจารย์นิธิผลิตงานเหล่านั้นด้วยใจรัก มีงานวิชาการน้อยชิ้น ที่ได้รับเงินอุดหนุนการวิจัย แม้ว่าเงินอุดหนุนการวิจัยในสาขาวิชาประวัติศาสตร์จะมีน้อยอยู่แล้ว แต่ผมไม่เคยได้ยินว่า อาจารย์นิธิดิ้นรนแสวงหาเงิน อุดหนุนการวิจัย ความข้อนี้นับว่าแตกต่างจากนักวิชาการในสาขาเศรษฐ ศาสตร์ซึ่งจำนวนไม่น้อยดำรงสถานะ "มือปืนรับจ้าง" และไขว่คว้าหาเงินวิจัยเพื่อธำรงมาตรฐานการครองชีพของชนชั้นกลางระดับสูง (Upper Middle Class) แม้ว่าอาจารย์นิธิมิใช่นักประวัติศาสตร์กระแสหลัก ด้วยเหตุที่วิพากษ์ ประวัติศาสตร์ในสายสกุลดำรงราชานุภาพและหลวงวิจิตรวาทการ แต่อิทธิพลของอาจารย์นิธิที่มีต่อวงวิชาการประวัติศาสตร์มีอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย ดังที่คณะกรรมการพิจารณารางวัล The Fukuoka Asian Culture Prize ประกาศเกียรติคุณว่า อาจารย์นิธินำความมีชีวิตชีวามาสู่ประวัติ ศาสตร์นิพนธ์ไทย บทวิเคราะห์ประวัติ ศาสตร์ไทยของอาจารย์นิธิกอปรด้วยมิติอัน หลากหลาย มิจำเพาะแต่ข้อเท็จจริ งทางประวัติศาสตร์ หากยังครอบคลุม มิติทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และวรรณคดีในวงวิชาการ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย อาจารย์นิธิช่วยฉายภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทยยุคกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น อาจารย์นิธิมิใช่นักประวัติศาสตร์ของประชาชน และไม่เคยกล่าวอ้าง เช่นนั้น มิใช่เพราะเหตุว่า อาจารย์นิธิมิได้ยึดกุมปรัชญาวัตถุ นิยมทาง ประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) ในการวิเคราะห์ ประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นเพราะอาจารย์นิธิยึดมั่นในสัจจะแห่งประวัติศาสตร์เกินกว่าที่จะนำประวัติ ศาสตร์ไปรับใช้คนกลุ่มใดๆ ในสังคม แต่ถึงอาจารย์นิธิมิใช่ "นักประวัติ ศาสตร์ของประชาชน" แต่อาจารย์นิธิก็เป็น Pop Historian ด้วยเหตุที่อาจารย์นิธิ มีงานเขียน ปรากฏสู่ประชาชนในวงกว้าง อาจารย์นิธิจึง กลายเป็นนักประวัติ ศาสตร์ที่ "ประชาชน" (ชนชั้นกลาง) ชื่นชมผลงานในแง่ นี้ อาจารย์นิธิมิใช่ "Paul Krugman แห่งวงวิชาการประวัติศาสตร์" หากแต่ Paul Krugman เป็น "นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งวงวิชา การเศรษฐศาสตร์" ใน เมื่อ Paul Krugman เป็น Pop Economist ตามหลัง Pop Historian อย่างอาจารย์นิธิ ความสัมพันธ์ที่อาจารย์นิธิมีกับสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่งสุจิตต์ วงษ์เทศ นับเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ นิธิแปรเปลี่ยนเป็น Pop Historian หนังสือเรื่อง การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี กลายเป็นหนังสือขายดี เมื่อสำนักพิมพ์ศิลปวัฒน ธรรมเป็นผู้จัดพิมพ์ ผมยังจำได้ดีว่า ผู้คนในสำนักเศรษฐ ศาสตร์ท่าพระจันทร์จำนวนไม่น้อยซื้อหรือยืมหนังสือเล่มนี้ ทั้งๆ ที่มิใช่ หนังสืออ่านง่าย อาจารย์นิธิ มีผลงานปรากฏในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมค่อน ข้างสม่ำเสมอ และทำให้นิตยสารดังกล่าวกลายเป็น "สนาม" ที่อาจารย์นิธิใช้สื่อความรู้ และความ เห็นไปสู่อาจารย์ นักศึกษาและประชาชนผู้สนใจประวัติศาสตร์ ในเวลาต่อมา อาจารย์นิธิกลายเป็นคอลัมนิสต์ของหนังสือ พิมพ์และ นิตยสารหลายฉบับบางกรณีถึงกับใช้นามปากกาตอบปัญหาชีวิตในนิตยสารผู้หญิง ในขณะที่บทความที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรมจำก ัดเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม บทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ และนิตยสารอื่นๆ ครอบคลุมปริมณฑลอันกว้างขวางและหลาก หลาย ทั้ง สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ด้วยเหตุที่อาจารย์นิธิเคยเป็นผู้ช่วยวิจัยของศาสตราจารย์เฮอร์เบิร์ต ฟิลลิปส์ (Herbert Phillips) ในการศึกษาประพฤติกรรมของชาวนาไทยใน ทศวรรษ 2500 แม้ภายหลังเมื่อขึ้นไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังคงใช้ชีวิตท่องไปในชนบทและคลุกคล ีกับชาวบ้านประกอบกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่มีกับอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และอาจารย์ ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ทำให้อาจารย์นิธิกลายเป็น "นักมานุษยวิทยา-ประวัติศาสตร์" ผู้ซึมซับวัฒนธรรมและตรรกวิทยาของชาวบ้าน บทความที่อาจารย์นิธิเผยแพร่ใน หน้าหนังสือพิมพ์จึงแสดงจุดยืนเคียงข้างชาวบ้านและกลุ่มคนผู้ด้อยโอกาสในสังคม อาจารย์นิธิเชื่อมั่นชาวบ้านและชุมชน สิ่งที่อาจารย์นิธิไม่เชื่อมั่น ก็คือ รัฐ อาจารย์นิธิมองเห็นความล้มเหลวของกลไกแห่งรัฐ (Go-vernment Failure) ในวงวิชาการ เศรษฐศาสตร์ กลไกการจัดสรรทรัพยากรประกอบ ด้วยกลไกของรัฐกับกลไกราคา ซึ่งอยู่ขั้วตรงกัน ข้ามกัน เมื่ออาจารย์นิธิไม่ เชื่ อมั่นกลไกแห่งรัฐ อย่าได้ตีขลุมเป็น อันขาดว่า อาจารย์นิธิ เชื่อมั่นกลไกราคา เพราะอาจารย์นิธิมองเห็นความล้มเหลวของกลไกตลาด (Market Failure) ดุจเดียวกับการประณามกลไกแห่งรัฐ สิ่งที่อาจารย์นิธิ เรียกร้องก็คือ การคืนทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนและชุมชน ดังกรณีการ เรียกร้องให้รัฐคืนการจัดการศึกษาให้ประชาชน ด้วยเหตุที่อาจารย์นิธิพยายาม เข้าใจวัฒนธรรมและระบบตรรกะของ ชาวบ้าน และในก้นบึ้งแห่งหัวใจอาจเคารพความมีเหตุมีผลของ ชาวบ้าน บทวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายต่อหลายบทยึดโยงข้อสมมติดังกล่าวนี้จนนักเศรษฐศาสตร์สำนักท่าพระจันทร์บางคนถึงกับกล่าวว่า หากไม่มีชื่อ "นิธิ เอียวศรีวงศ์" ปะอยู่ใต้ชื่อบทความ คนอ่านอาจหลงเข้าใจว่าผู้เขียนเป็นสาวกของสำนักเศรษฐศาสตร์ชิคาโก แม้ว่าการแปรโฉมเป็น Pop Historian จะทำให้อาจารย์นิธิมีรายได้เพิ่ม ขึ้น แต่รายได้มิใช่เหตุ ผลสำคัญมากไปกว่าความต้องการเผยแพร่ความ รู้ และความคิดเห็นของนักประวัติศาสตร์ผู้มีชีวิตอันสมถะผู้นี้ ในประการสำคัญ หากหวังรวย ต้องไปประกอบกิจกรรมอื่น อันมิใช่การเป็นคอลัมนิสต์ ใน เมื่อค่าเรื่องและค่าลิขสิทธิ์ในเมืองไทยโดยทั่วไปยังอยู่ใน ระดับค่อนข้างต่ำ การที่นักประวัติศาสตร์กระโดด มาเป็นคอลัมนิสต์ เพิ่งจะกลาย เป็น "จารีต" เพียงชั่วเวลาไม่ถึงสองทศวรรษ โดยที่นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ช่วยจุดปะทุเรื่องนี้ ในอังกฤษ จารีตดังกล่าวนี้มีมาก่อนสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว เนื่อง จากคนอังกฤษต้องการเรียนรู้และอ่านหนังสือประวัติ ศาสตร์ จนหนังสือประวัติศาสตร์กลายเป็นหนังสือขายดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนังสือประวัติบุคคล นับตั้ง แต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา อังกฤษมี Pop Historians อยู่ 3 รุ่น รุ่นแรกประกอบด้วย Hugh Trevor-Roper, A.J.P. Taylor, Arnold Toynbee, E.H. Carr และ Herbert Butterfield รุ่นที่สอง ซึ่งเกิด ระหว่างหรือหลังสงครามโลกครั้งที่สองเล็กน้อย ประกอบด้วย Norman Stone, John Vincent, Roy Porter, Linda Colley, Ben Pimlott, Simon Schama, David Cannadine และ Jonathan Clark รุ่นที่สาม ซึ่ง เพิ่งถีบ ตัวขึ้นมามีชื่อเสียงนับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้น มา ประกอบ ด้วย Niall Ferguson, Mark Mazower และ Orlando Figes หนทางแต่ดั้งเดิมในการถีบตัว ขึ้นมาเป็น Pop Historians ก็คือ การ เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ที่ขายดี (Bestsellers) เพราะคนอังกฤษนิยม อ่านหนังสือประวัติ ศาสตร์ การเติบใหญ่ของสื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ ช่วยเปิดเส้นทางใหม่ไปสู่ Pop Historians นักประวัติ ศาสตร์กลาย เป็นคอลัมนิสต์ ดังกรณี A.J.P. Taylor ซึ่งมีรายได้จำนวน มากจาก การเขียนคอลัมน์ให้แก่หนังสือพิมพ์ ในเครือข่ายของ Lord Beaver brook จนเจ้าตัวไม่แน่ใจว่าตนเป็น นักหนังสือพิมพ์อาชีพ หรือเป็น นักประวัติศาสตร์ ในเวลาต่อมานักประวัติศาสตร์มีรายได้จากการออก ราย การวิทยุและรายการโทรทัศน์ในชั้นแรก A.J.P. Taylor ถูกวงวิชาการประวัติ ศาสตร์ดูถูกว่าเป็น Journalistic Historian ครั้นมาถึงทศวรรษ 2530 คำว่า Journalistic Historian มิได้มีความหมายในทางลบอีกต่อไป ในปัจจุบัน Niall Ferguson เป็น Pop Historian ระดับ Box Office ตลอดระยะเวลาที่ผันตัวเองมาเป็นคอลัมนิสต์ อาจารย์นิธิยังคงผลิต งานวิชาการอ ย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการนำประวัติศาสตร์ไปสู่ "ประชาชน" ในระบบทุนนิยม มิอาจหลีกเลี่ยงการทำประวัติศาสตร์ ให้กลายเป็น "สินค้า" ได้ ไม่ว่าอาจารย์นิธิจะชอบหรือไม่ก็ตาม เพราะการนำประวัติศาสตร์ไปสู่ "ประชาชน" ในระบบทุนนิยม เกี่ยวพันกับกระบวนการผลิตกรรม และ พาณิชยกรรม หากศักยภาพของประวัติศาสตร์ในฐานะ "สินค้า" มีอยู่อย่างจำกัด จำเขี่ย กระบวนการ นำประวัติศาสตร์ไปสู่ "ประชาชน" ย่อมมีข้อจำกัดด้วย กล่าวโดยทั่วไปการเผยแพร่ความรู้ในสังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นความรู้ใน สาขา วิชาใด มิอาจหลีกเลี่ยงกระบวนการ ทำความรู้ให้กลายเป็น "สินค้า" ได้ อาจารย์นิธิผันตัวมาเป็น Pop Historian ในท่ามกลางการขยายตัว ของ กระบวนการแปรประวัติศาสตร์ ให้เป็น "สินค้า" (Commoditization) ยิ่ง อาจารย์นิธิติดอันดับ "ยอดนิยม" สูงเพียงใด กระบวนการแปรประวัติศาสตร์ให้ เป็น "สินค้า" ย่อมขยายตัว มากเพียงนั้น
|