หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
นวพร เรืองสกุล Nawaporn Ruangskul

นวพร เรืองสกุล Nawaporn Ruangskul

Link

Education

อื่นๆ  
ปริญญาโท ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ University of California At Los Angeles (UCLA) สหรัฐอเมริกา (นักเรียนทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย)
ปริญญาตรี ปริญญาตรี Goucher College Maryland สหรัฐอเมริกา
อื่นๆ อบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.๘) ได้ที่ ๑ ของประเทศไทย และเป็นที่ ๑ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

Experience

ปัจจุบัน
  • กรรมการ บริษัทไทยประเมินราคา จำกัด (พ.ศ.2530 – ปัจจุบัน)
  • กรรมการ บริษัท พีเอ ไวเกอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด  (พ.ศ.2532 – ปัจจุบัน)
  • กรรมการ นโยบายเงินออมเพื่อการชราภาพ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง (พ.ศ.2541 – ปัจจุบัน)
  • อนุกรรมการปรับปรุงบทบาทภารกิจและวิธีการบริหารงานภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ส.ค.2542 – ปัจจุบัน)
  • อนุกรรมการเพื่อพัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (มี.ค.2542 –ปัจจุบัน)
  • กรรมการอุทธรณ์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ธ.ค.2543 – ปัจจุบัน)
ประสบการณ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ตุลาคม 2512 – เมษายน 2530)
  •  เศรษฐกร หน่วยการคลัง ฝ่ายวิชาการ
  • ผู้วิเคราะห์กลุ่มศึกษาพิเศษ ฝ่ายวิชาการ
  • หัวหน้าหน่วยเงินกู้ ส่วนหนี้สาธารณะ ฝ่ายการบัญชี
  • หัวหน้าส่วนวิเคราะห์การธนาคาร ฝ่ายการธนาคาร
  • รองผู้อำนวยการฝ่ายกำกับ และตรวจสอบธนาคารพาณิชย์
  • ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน
ธนาคารไทยทนุ จำกัด (มหาชน) (สิงหาคม 2530 – กุมภาพันธ์ 2539)
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ
  • รองกรรมการผู้จัดการ
  • ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการ
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (พฤษภาคม 2540 – มิถุนายน 2544) เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
กิจกรรมอื่นๆ
  • กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ( มิ.ย.2535 – เม.ย.2536 และ มิ.ย.2536 – มิ.ย.2538)
  • กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการศึกษา และเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพ การบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ (ศปร.) (ธ.ค.2540 – เม.ย.2541)
  • กรรมการ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) (ก.พ.2541 – ก.ค.2543)

Publication

  • รายงานผลการศึกษา การสั่งให้สถาบันการเงิน 56 แห่ง ปิดทำการถาวร ปี 2540 รายงาน TDRI
  • 26 ศตวรรษ พระพุทธเจ้าสุดยอด ซี.อี.โอ. 2549
  • ออมก่อน รวยกว่า 2549 (พิมพ์ครั้งที่ 5)
  • เงินพาไป สำนักพิมพ์มติชน 2548
  • สัทธา (INSPIRATION) (สองภาษา ไทย-อังกฤษ)  2548
  • ใต้ต้นโพธิ์ จากเนรัญชราถึงกุสินารา :ธรรมะ ทัศนาจรอันทรงค่าจาหน้านิตยสารสกุลไทย 2548
  • ออมไว้ในหุ้น 2548
  • ยุทธจักรลูกหนี้ สำนักพิมพ์มติชน 2547
  • หุ้นกู้ 2547 
  • เงินทองกองอยู่ทั่วไป 2547
  • 10 คนยลเมืองจีน สตรีสาร 2520 (พิมพ์ใหม่ 2547)
  • สัปดาห์สุดท้าย สำนักพิมพ์มติชน พฤศจิกายน 2546
  • นวพร เรืองสกุล. บอกแลวไมฟง. พิมพครั้งที่๓, ๒๔๖-๒๔๘. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพกรุงเทพ, ๒๕๔๕

นวพร เรืองสกุล เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ "ออมก่อน รวยกว่า เพื่ออนาคตวันข้างหน้า"

สกุลไทย ฉบับที่ 2402 ปีที่ 46 ประจำวันอังคารที่ 31 ตุลาคม 2543 บทความสารคดี โดย เมล็ดข้าว

วันนี้ เรามาถึงสุภาพสตรีผู้หนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อข้าราชการที่เกษียณอายุการทำงาน บทบาทของเธอมิใช่การบริหารเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการเท่านั้น แต่ยังได้บริหารความคิดเรื่องการเก็บออมอันเป็นหลักการสำคัญต่อชีวิตและสังคมยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง

รางวัลชีวิตที่สามารถมีอายุยืนนานและทำงานมาจนถึงอายุ ๖๐ ปี มีที่มาอย่างไร เรามีคำตอบแล้วในวันนี้...

“คนเราเกิดมาต้องคิดเรื่องพึ่งพาตัวเอง ไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทกับเหตุการณ์ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าอนาคตใครจะเลี้ยงดูเรา ถ้าเราคิดกลับกันว่าถ้าเราทำตัวให้ดี เราจะเป็นที่พึ่งพาของคนอื่นได้ เราควรเป็นต้นไม้ใหญ่เป็นที่พึ่งพิงของคนอื่น ไม่ใช่คิดแต่จะพึ่งพิงคนอื่น หลายคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง คิดว่าพรุ่งนี้ยังมี ดิฉันคิดเสมอว่าวันนี้เป็นวันสุดท้าย หรือเป็นวันตายของเรา เราต้องเตือนใจตัวเองว่าจะมีวันพรุ่งนี้ให้ทำหรือเปล่า ถ้าเราสุขภาพไม่ดี พรุ่งนี้เราก็ป่วย เราคิดว่าเราทำวันนี้ให้จบ พรุ่งนี้เราตายไปงานก็เสร็จเรียบร้อย ไม่เป็นภาระของคนอื่น”

คือถ้อยคำของ นวพร เรืองสกุล เลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มีหน้าที่บริหารเงินจำนวน ๕ หมื่นล้านบาท ของข้าราชการที่เป็นสมาชิกจำนวน ๑ ล้านกว่าคน ที่ถูกหักเงินเดือน ๓% ทุกเดือน เพื่อออมเงินเดือนในช่วงที่ยังมีงานทำ แล้วนำไปใช้ในวัยที่ไม่มีงาน ไม่มีเงินเดือนแล้ว เรียกว่าเพื่อความสบายในวัยเกษียณ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนี้เป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นเงินออมระยะยาว และในด้านการลงทุนถือว่าเป็นผู้ลงทุนประเภทสถาบัน

ขณะเดียวกันต้องกระตุ้นให้สมาชิกเห็นคุณค่าของการออม และออมเพิ่มเพื่อรายได้ในวัยชรา

สังคมไทยมีวิถีชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ พร้อมด้วยปู่ย่า ตายาย พ่อแม่ พี่ ป้า น้าอาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ถึงจะไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกันเป็นหลังใหญ่ แต่ก็มีบ้านเรือนอยู่ในละแวกเดียวกันไม่น้อย วิถีชีวิตเช่นนี้สามารถดูแลทุกข์สุขกันได้อย่างใกล้ชิด เมื่อผู้ใหญ่ล่วงเข้าสู่วัยชราไม่สามารถทำงานได้ ลูกหลานกตัญญูรู้คุณจะตอบแทนพระคุณด้วยการเลี้ยงดูผู้ใหญ่ในวัยชราตามกำลังความสามารถอย่างดี

เรื่องนี้ผู้ที่มองการณ์ไกล คิดถึงอนาคต จำเป็นต้องคิดตั้งแต่ระหว่างทำงานได้ว่า ต้องพึ่งตนเองในวัยชรา ไม่สามารถรอให้ลูกหลานมาเลี้ยงดูได้

ดังนั้นคนที่มองการณ์ไกลและดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทต่ออนาคต จึงต้องคิดหาหนทางพึ่งตนเองให้มากขึ้น และต้องคิดระหว่างทำงานว่า จะพึ่งตนเองในวัยชราโดยไม่ต้องรอให้ลูกหลานเลี้ยงดูได้อย่างไร หนทางที่ดีที่สุดคือการพึ่งตนเอง ด้วยการออมเงินตั้งแต่วัยทำงาน เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันในชีวิตระหว่างที่ยังทำงานได้ ทั้งยังเป็นการสร้างอนาคตเพื่อจะวางแผนใช้เงินอย่างสบายๆ ในวัยชรา แล้วยังเหลือเป็นมรดกสำหรับลูกหลาน

มีหลายคำถามว่าจะทำอย่างไรเพื่อสร้างฐานะให้ตนเองและครอบครัว

คุณนวพรให้ทัศนะว่า

 “มีวิธีการหลายคำตอบเช่นกัน ที่จะทำให้คุณก้าวสู่การมีเงินใช้อย่างเพียงพอด้วย ๖ ขั้นตอนง่ายๆ คือ ๑. ต้องมีเงินออมประมาณ ๖ เท่า ของค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ต้องการใช้เงินอย่างฉุกเฉิน ๒. จ่ายหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยแพงที่สุดและหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิตก่อน ๓. ทำประกันชีวิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับตัวคุณและครอบครัว ๔. ร่วมกันออมทรัพย์กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต่างๆ สำหรับวัยเกษียณ หรือทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ๕. ทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ ๖. นำเงินที่เหลือจาก ๕ ขั้นแรก และค่าใช้จ่ายประจำไปลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น แต่ไม่ควรนำเงินทั้งหมดไปเล่นหุ้น เพราะเป็นเรื่องที่เสี่ยงจนเกินไปสำหรับคนที่อยู่ในวัยเกษียณอายุแล้ว”

สูตรที่คำนวณกันว่าควรจะมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่ จึงอยู่ได้อย่างสบายๆ หลังจาก

เลิกทำงานแล้ว ด้วยการคำนวณเงินบำนาญที่รัฐบาลจ่ายให้แก่ข้าราชการคือ ๗๐% ของเงินเดือนเดือนสุดท้าย

ข้าราชการที่เป็นสมาชิกกบข.จะได้รับเงินบำนาญรายเดือนเท่ากับเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้ายที่รับราชการ คูณเวลาราชการ หารด้วย ๕๐ แต่ต้องไม่เกิน ๗๐% ของเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้ายแล้วได้เงินอีก ส่วนหนึ่งเป็นเงินก้อนจากกบข.เพื่อให้นำไปใช้หรือหาดอกผลเพิ่มเติมเอง

“ความพอใจในการเก็บออมเงินนั้น คนเอเชียทั่วไปเป็นคนออมเงิน แต่ออมอย่างไม่เป็นระบบ บางคนออมเงินเป็นสร้อยคอทองคำ เครื่องเพชรนิลจินดาถนิมพิมพาภรณ์ เคยมีการสำรวจชาวบ้านว่ามีเงินออมไหม ได้รับคำตอบว่าไม่มี แต่มีสร้อยคอเส้นใหญ่หนัก ๑๐ บาท แขวนพระห้อยไว้ที่คอ นี่ก็คือการออมเงินแบบหนึ่ง ถึงเวลาฉุกเฉินสามารถแปรธาตุเป็นเงินจากโรงรับจำนำได้ ครอบครัวคนไทยที่มีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านก็ได้จากเงินออมแต่ละเดือน” คุณนวพรกล่าว

การออมเงินก็ต้องมีเป้าหมาย บางคนออมเงินจนไม่ยอมใช้เงิน ในขณะที่บางคนไม่ออมเงิน ใช้อย่างเดียว การออมเงินมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่แตกต่างกัน ไม่สามารถบ่งบอกเป็นรายตัวว่าควรจะมีเงินเก็บเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ หรือ ต่างจังหวัด ถ้าคุ้นเคยกับชีวิตต่างจังหวัดใช้เงินน้อยมาก ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีได้แล้ว แต่ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯต้องใส่เสื้อยี่ห้อแบรนด์เนม ทุกปีต้องเดินทางไปต่างประเทศ ก็เป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของการใช้ชีวิต

“การเก็บเงินต้องยึดถือหลักให้เงินงอกเงยขึ้นมา ด้วยการบริหารเงิน นับตั้งแต่ได้เงินมาแล้วก้อนหนึ่งคงไม่มีใครใช้หมดภายในวันแรก ทุกวันต้องมีเงินใช้ คนสองคนอายุเท่ากันทำงานพร้อมกัน มีเงินเก็บไม่เท่ากัน เหมือนกับเพื่อนที่เรียนหนังสือมาด้วยกัน พื้นฐานความรู้ไม่เท่ากัน คนหนึ่งกลับบ้านนอนดูโทรทัศน์รายการภาษาอังกฤษทั้งวัน ในขณะที่เพื่อนอีกคนกลับถึงบ้านแล้วไม่หยิบจับหนังสือเลยด้วยเหตุนี้การบริหารเงินคือ การนำเงินไปหาประโยชน์ให้งอกเงยขึ้นมา บางคนไปฝากธนาคาร บางคนเล่นหุ้น ซื้อประกัน ซื้อบ้าน ซื้อรถ การออมเงินแบบไม่รู้ตัวก็คือการผ่อนส่งซื้อสิ่งที่เราต้องการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเป็นการผ่อนส่งที่ไม่เกินกำลังด้วย มิฉะนั้นเท่ากับเงินต้นและดอกเบี้ยที่ส่งไปทั้งหมดจะสูญโดยไม่ได้อะไรเลย

คนไทยส่วนใหญ่จะซื้อรถก่อนซื้อบ้าน เพราะรถกลายเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ จากนั้นก็ซื้อประกันทั้งคนและรถ จะได้ไม่ต้องเสียเป็นเงินก้อน มีผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ไม่พึงประสงค์ การทำอะไรต้องรู้จักประมาณตน พิจารณาจากรายได้ อายุ ไม่มีสถาบันการเงินใดจะให้ผ่อนบ้านหลังเกษียณอายุแล้ว ดังนั้นเมื่ออยู่ในวัยที่สามารถทำงานได้ก็ต้องรู้จักอดออมเพื่อจะได้มีทรัพย์สินเป็นของตัวเองไม่ต้องลำบากทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงตัวเองในยามแก่เฒ่า” เมื่อถามถึงบทบาทของผู้หญิงและหลักการในการเก็บออมเงินคุณนวพรกล่าวว่า

“ผู้หญิงเป็นนักเก็บเงิน การออมเงินต้องเริ่มต้นอย่างมีเป้าหมาย เงินที่ได้มาทุกเดือนต้องจัดเป็นเงินออมไว้ก่อน แล้วจัดสรรที่เหลือนำมาใช้ บางคนตั้งใจว่าสิ้นเดือนแล้วจะเก็บเงินให้มารดา แต่เมื่อถึงสิ้นเดือนไม่มีเงินเหลือ วิธีการจัดสรรเงินที่ถูกต้องคือให้มารดาตั้งแต่ต้นเดือน เงินที่เหลือค่อยจัดสรรการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งไว้เก็บ อีกส่วนหนึ่งไว้ใช้ ก็จะรู้ว่าฝากอนาคตไว้ให้ตัวเองเพื่อเป็นของขวัญในอนาคต ทุกอย่างต้องมีวินัยในตัวเอง บางคนเสียเวลาทำงานหนัก แต่ไม่เคยคิดสักนิดเพื่อบริหารเงินตัวเองเพื่อจะเพิ่มรายได้ให้มากขึ้น

 “มีการฝากเงินธนาคารที่ได้รับทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและการคุ้มครองสุขภาพ หรือการคุ้มครองอุบัติเหตุควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ธนาคารจะกำหนดหรือให้ฝากเงินคงเหลือในบัญชีตามที่ธนาคารกำหนดหรือให้ฝากเงินในจำนวนเท่าๆ กันทุกเดือน อาทิ เงินฝากแบบเพิ่มสุข หรือ เงินฝากแบบเพิ่มขวัญของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ถือเป็นการออมเงินที่ได้รับผลตอบแทนถึง ๒ อย่าง” 

เธอฝากความคิดเห็นต่อไปว่า

คนที่อายุ ๒๐ - ๓๐ ปี เป็นวัยเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากนัก ยังสามารถหารายได้อีกนานในอนาคต วัยขนาดนี้ถือว่าได้เปรียบในการลงทุนมากที่สุด เพราะสามารถรับความเสี่ยงได้มากกว่า จึงลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ได้ผลตอบแทนสูงได้มากกว่า ถึงจะมีโอกาสสูญเสียเงินต้นสูง ถ้าเสียเงินไปจริงก็ยังพอมีเวลาเพื่อหารายได้มาทดทานได้อีก ประกอบกับยังไม่มีครอบครัวที่ต้องดูแล

ส่วนคนที่อายุ ๓๑ - ๔๐ ปี หน้าที่การงานเริ่มก้าวหน้า มีรายได้สูงขึ้น ประกอบกับรายจ่ายสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เป็นวัยเริ่มสร้างครอบครัว แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ดังนั้นการลงทุนในเรื่องหุ้นควรลดลงครึ่งหนึ่ง ควรเก็บไว้ในหลักทรัพย์ที่เสี่ยงต่อเงินต้นหรือการรอเวลาน้อยลงอย่างเงินฝากธนาคาร และตราสารหนี้ต่างๆ

คนที่มีอายุ ๔๑ - ๕๕ ปี ถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีรายได้สูงสุด มีความมั่นคงในหน้าที่การงาน แต่ก็เป็นช่วงที่มีรายจ่ายสูงเช่นกัน การลงทุนของคนในวัยนี้ควรจะนำเงินออมส่วนใหญ่หรือ ๗๐% ไปไว้ในที่ปลอดภัยเพราะมีเวลาที่จะหารายได้เหลือน้อยเต็มที ควรกันเงินส่วนที่เหลือ ๓๐% มาลงทุนในหุ้นระยะยาว เพื่อเพิ่มพูนเงินออมให้มากขึ้นนอกเหนือจากดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝาก

คนที่มีอายุ ๕๕ ปีขึ้นไป บางคนไม่มีรายได้แล้ว เงินออมเกือบทั้งหมด ๙๐% ควรนำไปฝากธนาคารไว้กินดอกเบี้ยหรือซื้อตราสารหนี้ต่างๆ จะได้ดอกเบี้ยมากกว่าเงินฝาก

เป็นเรื่องโชคดีที่ข้าราชการไทยถึงจะไม่ร่ำรวย แต่เมื่อเกษียณอายุแล้ว วิถีชีวิตก็ไม่ด้อยไปกว่าตอนที่รับราชการ ส่วนหนึ่งเพราะข้าราชการมีเงินเก็บเป็นส่วนตัว อีกส่วนหนึ่งราชการเก็บไว้ให้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการบริหารเงินให้งอกเงยด้วย

“บางคนคิดไม่เป็น ไม่อยากคิด หรือเป็นคนคิดเรื่องเงินอย่างไม่มีระบบ สิ่งสำคัญต้องเริ่มคิดว่าเป้าหมายในชีวิตต้องการอะไร อยากมีบ้านเป็นของตัวเองก็ต้องเริ่มสะสมเงินไว้ แต่บางคนคิดว่าบ้านยังไม่จำเป็น อาศัยอยู่กับบิดามารดาไปก่อนได้ เป็นเงินก้อนไว้เรียนหนังสือต่อเพื่อสร้างอนาคตด้านการงานที่ดีและมั่นคง แต่ทำอย่างไรไม่ให้เงินขาดมือ เพราะทันทีที่ยืมเงินสถาบันการเงินก็รู้ได้ว่าดอกเบี้ยจะวิ่งเร็วมากกว่าดอกเบี้ยเงินออม สิ่งที่น่าศึกษาคือชาวต่างประเทศจะเก็บเงินไว้ให้ลูกตั้งแต่เริ่มมีครรภ์ จะมีการออมเงินเพื่อการศึกษา แยกบัญชีไว้ต่างหากไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว”

 “สิ่งสำคัญที่ขอฝากไว้สำหรับผู้ที่ชอบใช้บัตรเครดิต วิซ่าทั้งหลาย มีการรูดบัตรอย่างง่ายดาย ก็ต้องมีวินัยกับตัวเองเรื่องการใช้เงินด้วย ว่าต้องการซื้ออะไรมีความจำเป็นเพียงใด ถ้าไม่มีวินัยก็ไม่ต้องไปเดินที่ศูนย์การค้า เมื่อไม่เห็นก็ไม่ต้องเดือดร้อนซื้อ ยิ่งซื้อแบบติดเบรกไม่เป็นด้วยแล้ว หรือมีการหยิบยืมเงินเพื่อนเพื่อซื้อของในสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็ต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง หากไม่อยากจะเป็นหนี้สินตลอดชีวิต เมื่ออยากได้อะไรก็ฝากเงินเพื่อนซื้อเป็นครั้งคราว หรือซื้อของด้วยตัวเองอย่างมีวินัยไม่ใช่อยากได้อยู่ตลอดเวลา เมื่อจะซื้ออะไรต้องคิดไว้ในใจว่าจะซื้ออะไรที่มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดซื้อครั้งเดียวครั้งใหญ่แล้วหยุดซื้อ”

ศัตรูสำคัญของการออมสินคืออะไรคะ

๑. เงินเฟ้อทำให้ค่าเงินน้อยลง ๒. ความไม่มีวินัยในการออม ๓. ความโลภ เพราะอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ เมื่อลงทุนด้วยความโลภโอกาสเสียจะมีมาก และความอยากมาเป็นตัวประกอบ พอมีเงินแล้วอยากได้โน่นอยากได้นี่ไปเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ยับยั้งชั่งใจ ทุกสิ่งเกิดจากใจตัวเอง ดังนั้นต้องมีสติ ต้องรู้จักคำว่าพอ ต้องข่มใจไว้จะไม่หยิบเงินออมมาใช้จะใช้เฉพาะดอกผลจากเงินออม จะใช้เฉพาะเงินที่หามาได้เกินเป้าหมาย เป็นการให้โบนัสกับตัวเอง ๔. อุบัติเหตุหรือเหตุฉุกเฉิน เจ็บไข้ได้ป่วย ดังนั้นจะต้องรักษาสุขภาพให้ดี หรือหาทางป้องกันไว้ด้วยการทำประกันชีวิตจะได้ปลอดภัยทั้งชีวิตและเงินออม”

เมื่อย้อนเวลากลับไปถึงชีวิตของผู้หญิงที่ชื่อนวพร เธอมีพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ในย่านทุ่งมหาเมฆ เมื่อยังเด็กอยากทำงานเป็นเลขานุการเพื่อจะได้แต่งตัวสวย หรือเป็นแอร์โฮสเตสส์ เป็นหมอผ่าตัด สุดท้ายกลายเป็นนักบริหารเงิน

“บ้านเราเป็นบ้านที่ทุกคนทำอะไรได้ตามสบาย ไม่ต้องมีการเรียนพิเศษ เดินไปโรงเรียนผดุงดรุณี บ้านนี้เป็นบ้านอ่านหนังสือ นั่งกันอยู่หลายคนในบ้าน ทุกคนมีหนังสืออ่านกันคนละเล่มตามมุมห้อง”

พี่น้องทั้งหมด ๔ คน เธอเป็นลูกสาวคนโตสลับด้วยน้องชาย น้องหญิงและน้องชาย ความที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีหลายๆ บ้านในอาณาบริเวณเดียวกัน เวลาไปไหนมาไหน จะไปกับญาติที่บ้านน้า ได้เที่ยวบ่อยครั้ง สามารถไปกินข้าวที่บ้านไหนก็ได้ เวลาปิดเทอมก็ถูกส่งตัวไปต่างจังหวัด ไปอยู่บ้านพ่อที่สิงห์บุรีด้วยเรือเมล์แดง หน้าร้อนปลูกแตงโม หน้าน้ำปลูกข้าว ประสบการณ์ชีวิตเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอได้รับในช่วงปิดภาคเรียน

บทเรียนอีกบทหนึ่งนอกห้องเรียนคือมีน้าชายเป็นกสิกรปศุสัตว์ที่ปากช่อง ผู้ชำนาญการเรื่องไก่คนแรกของประเทศไทย

เมื่อกลับมาอยู่บ้านเห็นแม่อยากเย็บจักร ลูกทุกคนก็เย็บจักรเป็น คุณนวพรก็ออกแบบให้เสื้อตุ๊กตา น้องชายเย็บตาข่ายดักผีเสื้อ น้องชายเลื่อยไม้พี่สาวก็เลื่อยบ้าง

แล้ววันหนึ่งเธอก็สอบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.๘) ได้ที่ ๑ ของประเทศไทย และเป็นที่ ๑ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา (มีชื่อติดบอร์ดจนถึงขณะนี้) ได้เข้าเรียนคณะอักษรศาสตร์แค่ปีเดียวรุ่นเดียวกับ ดร.เมธี ครองแก้ว ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี ดร.อนุชา จินตกานนท์ ดร.กุสุมา รักษ์มณี ผู้ซึ่งขณะนี้เป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ปิ่นสุวรรณ ถนัดสร้าง ผู้บริหารในบริษัทคอลเกต ม.ร.ว.มณียฉัตร แก้วกิริยา และ สมศรี ลัทธาพิพัฒน์ แห่งรีเจนซีแทรเวล

จากนั้นได้ทุนจากธนาคารแห่งประเทศไทยไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาจนจบปริญญาตรี และปริญญาโท การเรียนในต่างประเทศที่ห่างไกลบ้านทำให้ต้องปรับตัว จากที่เป็นหนอนหนังสือ ไม่ช่างพูดกลายเป็นช่างเจรจามีเพื่อนมาก รู้จักคิด และเขียนหนังสือเป็น เพราะสหรัฐอเมริกา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ทุกคนต้องเรียนภาษาแม่ ชีวิตทั้งชีวิต พ่อสอนเสมอว่าปริญญาตรีสอนให้เป็นคนรู้จักหาความรู้ คนเราจะเก่งแค่ไหนอยู่ที่เวลาที่เหลือในชีวิตว่าทำอะไร จบปริญญาตรีจาก Goucher College มลรัฐแมรีแลนด์ ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ จาก University of California of Los Angeles (UCLA) สหรัฐอเมริกา จากนั้นมาใช้ทุนอีก ๒ เท่า ทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ๑๘ ปี

สิ่งที่ภาคภูมิใจมากคือสนับสนุนให้เพื่อนที่จบปริญญาเอก ทำงานวิจัยพื้นฐาน จนธนาคารแห่งประเทศไทยในยุคนั้นมีผลงานทางวิชาการภาษาอังกฤษแจกไปได้ทั่วโลก สร้างชื่อเสียงให้ธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกันริเริ่มให้เดินทางไปฮ่องกง เยอรมนีอเมริกา เพื่อหารือกับผู้กำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานการตรวจสอบ เพื่อประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

คุณนวพรย้ายไปทำงานที่ธนาคารไทยทนุ ๘ ปี อยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ รองผู้จัดการใหญ่ และเป็นที่ปรึกษา จากนั้นก็พักผ่อนไประยะหนึ่ง จะไปทำธนาคารใหม่ แต่เศรษฐกิจไม่ดีนัก ก็ได้รับการชักชวนให้มาบริหารเงินที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ขณะนี้มีทีมงานทั้งหมด ๑๐๐ คน

หลังเวลางานเธอชอบสะสมรูปภาพศิลปะสวยๆ นำมาประดับห้องทำงานและที่บ้าน ความที่เป็นคนชอบศิลปะมาตั้งแต่เด็ก ระหว่างที่คุณแม่ไปหาซื้อของที่สนามหลวง ระหว่างรอ เธอก็ไปดูงานนิทรรศการศิลปกรรมแห่งชาติ

หลายต่อหลายอย่างที่ไม่สามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง แต่ผู้หญิงร่างเล็กๆ ผู้นี้แสวงหาหนทางจนประสบความสำเร็จอยู่เสมอดังเช่น เรื่องการเก็บออมเพื่อสร้างอนาคตที่มีหลักประกันไว้อย่างพร้อมสรรพเป็นทางเลือกเพื่อชีวิตที่เป็นสุขในวันข้างหน้า ซึ่งทุกวันนี้เธอก็ได้เป็นหลักและเผยแพร่ความคิดไปยังบุคคลทั้งหลายโดยเฉพาะข้าราชการในหน่วยงานต่างๆ นับเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการส่งเสริมด้านคุณภาพครอบครัวในปัจจุบัน