หน้าแรก ธุรกิจ บทความ Down Load เชื่อมโยง Glossary

สมุดเยี่ยม 

ปี 2005 p2

ปี 2005 p1 ปี 2004 p2 ปี 2004 p1 ปี 2003 p2 ปี 2003 p1 ปี 2002
กิตติรัตน์ ณ ระนอง Kittirat Na Ranong

กิตติรัตน์ ณ ระนอง Kittirat Na Ranong

ตำแหน่ง

  • Deputy Director--Academic Affairs , Sasin ,Corporate Social Responsibility
  • คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงิน

การศึกษา               -ปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ (ปริมาณวิเคราะห์) จุฬาฯ (ปี 2519-2523)
                             -ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาฯ (ปี 2526-2528)

การทำงาน              -ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์และฝ่ายต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง จำกัด (มหาชน) (ปี 2530-2535)
                             -กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม วรรณ จำกัด  (ปี 2535-2537)
                              -กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์เอกเอเซีย (ปี 2538-2540)
                              -กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เอกธำรง จำกัด (มหาชน)
                              -กรรมการบริษัท คาเธ่ย์ แอสเซทแมเนจเม้นท์ (ปี 2541-2544)
                              -กรรมการบริษัท ยูนิเวนเจอร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ปี 2541-2544
                              -ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 9 กันยายน 2544 แทน นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ ที่ยื่นใบลาออกตั้งแต่ 1 ก.ย.ซึ่งเป็นช่วงสองวันก่อนเหตุวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด 11 ก.ย.2544 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกทรุดหนัก ตลาดหุ้นไทยต้องหยุดการซื้อขาย 1 วันเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ซึ่งเป็นการปิดครั้งแรกในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่ตั้งตลาดมา พอเปิดตลาดราคาหุ้นก็ลงมารวดเดียวภายใน 6 วันทำการ ดัชนีราคาตกลงมาอยู่ที่ระดับ 270 จุด, กลางเดือน พ.ค.2546 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกมีกำไรรวม 76,000 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 50% จนดัชนีหุ้นทะยานขึ้นมาทะลุ 400 จุด ในปลายเดือนมาเหนืออยู่ระดับ 550 จุด และซื้อขายกันถล่มทลาย
                              -24 ส.ค.2548 ที่ประชุม ตลท.มีมติต่ออายุในตำแหน่งกรรมการ-ผู้จัดการ ตลท.อีก 2 ปี ซึ่งจะครบวาระ 9 ก.ย.2548 ต่อวาระการดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 10 กันยายน 2548 เป็นต้นไป

เหตุผลที่มีการต่ออายุกรรมการ-ผู้จัดการ ตลท.สมัยที่ 2 เนื่องจากมีการพัฒนาตลาดหุ้นให้ความก้าวหน้า เช่น มูลค่ารวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านล้านบาท ในปี 2544 ที่นายกิตติรัตน์ เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็น 4.7 ล้านล้านบาท ในปี 2548 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจาก 6,400 ล้านบาท ในปี 2544 เป็น 17,600 ล้านบาท ในปี 2548 นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมให้มีการนำหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีมาใช้อย่างกว้างขวาง ทำให้บริษัทจดทะเบียนมีคุณภาพและได้รับความเชื่อถือเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังได้มีการพัฒนาตลาดตราสารอนุพันธ์และตลาดตราสารหนี้ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องการให้นายกิตติรัตน์ พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และนายกิตติรัตน์ยังได้มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในหลายรูปแบบ

ตำแหน่งพิเศษ          -ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ สภาฯ (ปี 2542-2543)
                               -กรรมการคณะกรรมการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร (ปี 2543-2544)
                               -กรรมการอิสระ บริษัท ตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล (ปี 2542-ปัจจุบัน)


"กิตติรัตน์" พลิกบทบาทเป็นอาจารย์สอน ‘ซีเอสอาร์’

กรุงเทพธุรกิจ  วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2549

โดย ศรัณย์ กิจวศิน ภายหลังเกษียณอายุงานตัวเองก่อนกำหนด ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ของ "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา เจ้าตัวก็มุ่งเป้าไปที่งานการศึกษาเป็นหลัก โดยยึดเอาสถานศึกษาเก่าที่เคยติดอาวุธทางปัญญาให้กับเขาอย่าง สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือ "ศศินทร์" ใช้เป็นป้อมปราการหลัก ในการผลักดัน "ซีเอสอาร์" ให้แพร่หลายในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน "กิตติรัตน์" ดำรงตำแหน่งเป็น รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ ของ "ศศินทร์" และกำลังจะรับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนวิชา "CORPORATE SOCIAL RESPONSIBILITY" หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า "ซีเอสอาร์" ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ที่บรรจุลงในภาคการศึกษาระดับ ปริญญาโท บริหารธุรกิจ เอ็มบีเอ แบบเต็มเวลา และสำหรับผู้บริหาร ของ "ศศินทร์" โดยเริ่มตั้งแต่ภาคการศึกษาที่จะมีขึ้นในเดือนมกราคม ปี 2550 เป็นต้นไป

ความเป็นมา เป็นไป ของการย่างเท้าก้าวสู่วงการ การศึกษา จนเป็นอาจารย์สอนวิชา "ซีเอสอาร์" ของ "กิตติรัตน์" นั้น เจ้าตัวเปิดใจกับ "หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ" ว่า งานภาคการศึกษาตรงนี้ เป็นงานที่เขาเลือกเดินก่อนจะออกจากตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่แล้ว

"ซีเอสอาร์" หมายถึงความรับผิดชอบที่มีต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมเริ่มตั้งแต่ผู้ถือหุ้น พนังาน ผู้ซื้อผู้ขายสินค้าเจ้าหน้าที่แบงก์ไปจนถึง ชุมชนแวดล้อมหรือแม้แต่รัฐบาล"

โดย "กิตติรัตน์" เชื่อว่า สถาบันการศึกษา คือ แหล่งผลิตบุคลากรที่ออกสู่การทำงานในระบบที่ดีสุด โดยเฉพาะ "ศศินทร์" ถือเป็นโรงเรียนบริหารธุรกิจ ซึ่งแต่ละปีมีบุคลากรที่ออกไปเป็นผู้จัดการระดับต้นๆ หรือ ระดับอาวุโส ร่วมร้อยคน แรงจูงใจการทำงานในส่วนนี้จึงเกิดขึ้น

"ถามผมว่า อยากทำงานอย่างอื่นหรือไม่ ตอบได้เลยว่าไม่อยาก เพราะงานอย่างอื่นทำเองก็ทำได้คนเดียว สู้ทำงานร่วมกันกับนักศึกษาเหล่านี้ไม่ได้ ผมทำงานตรงนี้อีกไม่กี่ปี อนาคตก็สามารถทำงานกับนิสิตเหล่านี้ได้เป็นพันคนแล้ว"

เขายังเล่าถึงสาเหตุที่มาให้ความสำคัญกับงานด้าน "ซีเอสอาร์" อย่างจริงจังว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมัยที่ได้ทำงานในตลาดหลักทรัพย์ ตัวเขาได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรมากมาย ได้เห็นโลกในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชายแดนภาคใต้ 3 จังหวัด เห็นปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ เห็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏตามสื่อมวลชน และเห็นการเสียสละของคนที่พยายามทำงานเพื่อสังคมให้ดีขึ้น

ในความเชื่อของ "กิตติรัตน์" นั้น ประเทศไทยจะแข็งแรงได้ ประชากรแต่ละคนต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อน คือ มีรายได้ และการบริหารเงินออมที่ดี ที่ผ่านมาเขาได้เห็นความรู้ และความไม่รู้ เห็นความยากลำบากบางจุดที่เกิดขึ้นอย่างน่าเสียดาย และมองว่าหากมีเอกชนบางรายที่พอจะมีทรัพยากร หรือมีงบประมาณอยู่บ้าง ไม่ต้องมากนัก แต่ได้ไปทำงานร่วมกันกับคนกลุ่มนี้ เขาเชื่อว่าคงเกิดการพัฒนาขึ้นอีกหลายจุด ซึ้งตรงนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เขาสนใจงานด้าน "ซีเอสอาร์"

กิตติรัตน์ บอกว่า หลักสูตร ""ซีเอสอาร์" ที่เพิ่งบรรจุในการเรียนการสอนระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ ของ "ศศินทร์" นั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนแห่งแรกในประเทศไทยก็ได้ เนื้อหาวิชาบางส่วนคาบเกี่ยวกับ วิชาจริยธรรมธุรกิจ ต่างกันตรงที่ จริยธรรมธุรกิจ เกิดมาจากข้างในจิตใจ เป็นแนวคิดเชิงปรัชญา แต่สิ่งที่ตัวเขาจะสอนนั้นมาจากภายนอก ซึ่งเกิดจากความคาดหวัง มาจากการทำงานร่วมกันระหว่างยูนิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสังคม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล ภาคธุรกิจ ภาคประชาชน เป็นต้น

ความเป็นมา เป็นไป ของคำว่า "ซีเอสอาร์" นั้น "กิตติรัตน์" เล่าให้ฟังว่า คำๆ นี้มาได้รับความสนใจมากขึ้นก็เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น หรือประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา(ปี 1970) นักเศรษฐศาสตร์คนสำคัญของโลกชื่อ "MILTON FRIDMAN" บอกไว้ว่า กลไกของโลกเศรษฐกิจและธุรกิจจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต่อเมื่อทุกคนมุ่งมั่น ขยัน และมีเป้าหมายเดียวคือ สร้างกำไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ระบบคิดของคนก็เริ่มเปลี่ยน จากเดิมที่มุ่งเน้นการสร้างกำไรอย่างเดียว ก็เริ่มมีการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรบ้าง เริ่มมีคำว่า "ซีเอสอาร์" เข้ามา หรือคิดเป็นช่วงเวลาก็ประมาณ 30 ปีก่อนหน้านี้ เพียงแต่ใน 10 ปีแรก(ปี 1970-1980) ของการมี "ซีเอสอาร์" ยังมีการถกเถียงกันอยู่บ้าง ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่า การที่นำเงินขององค์กรไปใช้ในการพยายามทำดี มากกว่าตามที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นการใช้เงินผิดประเภท ดังนั้นองค์กรที่ยึดหลัก "ซีเอสอาร์" ในช่วงแรกจึงมีน้อย

อย่างไรก็ตามความคิดเหล่านี้เริ่มเปลี่ยนไป เพราะในอีก 10 ปีต่อมา(1980-1990) เริ่มเกิดความก่ำกึ่งทางความคิดขึ้น โดยหลายองค์กรที่ไม่สนใจ "ซีเอสอาร์" ก็มาให้ความสนใจกับคำๆ นี้มากขึ้น เพราะได้เห็นผลดีขององค์กรที่นำไปปฏิบัติใช้ จนทำให้ 10 ปีล่าสุด(1990 เป็นต้นมา) ฝ่ายที่บอกว่าอย่าทำอะไรเกินกว่ากฎหมายกำหนด ก็กลายเป็นส่วนน้อยไปแล้ว และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ คำว่า "ซีเอสอาร์" เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อภาคธุรกิจในโลกมากยิ่งขึ้น

การเข้ามาของ "ซีเอสอาร์" ในเมืองไทยนั้น "กิตติรัตน์" บอกว่า ความจริงมีคนที่มุ่งมั่นพยายามทำเรื่องเหล่านี้แบบต่อเนื่องมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เช่น "ปรีดา เตียสุวรรณ์" ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) หรือองค์กรใหญ่ๆ อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ก็มีการตั้งมูลนิธิปูนซิเมนต์ไทยขึ้นมา เพื่อแยกเงินส่วนนี้ออกจากทรัพยากรทางการเงินของตัวบริษัทอย่างเด็ดขาด หรือธนาคารบางแห่งอย่างธนาคารกสิกรไทย ก็มีการดำเนินการในเรื่องนี้มานานแล้วเช่นกัน เพียงแต่ต้องยอมรับว่า "ซีเอสอาร์" ในเมืองไทยยังอยู่หลังต่างประเทศเขาเล็กน้อย

กิตติรัตน์ บอกว่า หากคนไทยเข้าใจคำว่า "ซีเอสอาร์" อย่างลึกซึ้ง ก็น่าจะทำให้ความสนใจขึ้นไปเทียบเคียงกับในต่างประเทศได้ เพียงแต่คนไทยพอได้ยินคำว่า "ซีเอสอาร์" ก็มักนึกถึงคำว่า "บริจาค" ทำให้หลายองค์กรขยาดกับคำๆ นี้ ซึ่งในความจริงแล้ว คำว่า "ซีเอสอาร์" หมายถึง ความรับผิดชอบที่มีต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เริ่มตั้งแต่ ผู้ถือหุ้น พนักงาน ผู้ซื้อสินค้า ผู้ขายสินค้า เจ้าหน้านายธนาคาร ไปจนถึง ชุมชนแวดล้อม หรือแม้แต่ รัฐบาล

เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ปูนซิเมนต์ไทย ซึ่งมีการดำเนินการในเรื่อง "ซีเอสอาร์" หลายเรื่องมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดก็คือ การสนับสนุนงานกีฬา โดยกีฬาที่ ปูนซิเมนต์ไทย ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องคือ กีฬาแบดมินตัน ซึ่งปูนซิเมนต์ไทยให้การสนับสนุนจนกระทั่งเมืองไทยมีนักกีฬาเก่งติดอันดับ 10 ของโลก กลายเป็นดาราของคนรักกีฬา ทำให้เยาวชนหันมาใส่ใจการกีฬามากขึ้น และที่สำคัญการสนับสนุนตรงนี้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง

องค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น "กิตติรัตน์" บอกว่า ที่ผ่านมาก็มีการทำมาโดยตลอด เพียงแต่ในช่วงแรกของการก่อตั้งองค์กร ภารกิจที่ต้องนึกถึงผู้อื่นนั้นอาจยังไม่เด่นชัด เพราะก่อนตลาดหลักทรัพย์จะช่วยใคร ก็ต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งก่อน เช่น การผลิตหนังสือตำรา ก็เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอดีตผู้จัดการท่านก่อนๆ หรืออย่างห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ ก็มีมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว โครงการที่มีอยู่ทุกวันนี้ หลายโครงการก็เกิดจากการริเริ่มของอดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ท่านก่อนๆ เรียกว่าตลาดหลักทรัพย์เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจังก็เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา

"องค์กรใหญ่ๆ เคยถามตัวเองบ้างไหมว่า ที่ตัวเองใหญ่ขึ้นมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร หรือองค์กรข้ามชาติที่มีการขายสินค้าไปทั่วโลกทำไมจึงอยู่ในประเทศเหล่านั้นได้ คำตอบก็คือ เพราะสังคมในชุมชนเขาเปิดประตูต้อนรับท่าน แล้วจะไม่ทำอะไรเพื่อสังคมนั้นเลยหรือ"

สูตรสำเร็จของการสนับสนุนงานด้าน "ซีเอสอาร์" นั้น "กิตติรัตน์" บอกว่า ไม่มีสูตรที่ตายตัว เพียงแต่ให้สังเกต และประเมินจากผู้คนรอบข้าง ว่าตัวเองทำมากไปหรือน้อยไปอย่างไร แต่ถ้าไม่มีให้เปรียบเทียบ ก็ให้วัดกับภารกิจขององค์กรตัวเอง

"วิชาที่ผมจะสอนที่ ศศินทร์ เป็นการตอบคำถามเหล่านี้ บางคนอาจบอกว่าวัดผลยาก ซึ่งผมก็อยากตอบว่า อย่างอื่นก็วัดผลยากเช่นกัน อย่างการทำงานด้านประชาสัมพันธ์ การตลาด หรือการโฆษณา ทั้งหมดนี้คิดว่าจะเห็นผลในทันทีเลยหรือไม่ หรือมันหมายถึง ยอดขายที่เกิดต่อเนื่องข้ามปี ซึ่งการโฆษณาเหล่านี้ยังวัดผลได้เลย การทำงานอย่าง ซีเอสอาร์ ก็น่าจะวัดผลได้เช่นกัน"

ส่วนคำถามที่ว่าองค์กรซึ่งมีผลประกอบการขาดทุนอยู่สามารถทำ "ซีเอสอาร์" ได้หรือไม่ ซึ่ง "กิตติรัตน์" ให้คำตอบว่า สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องเริ่มนึกถึงความรับผิดชอบกับส่วนที่ใกล้ตัวก่อน คือ ต้องสำรวจตัวเองให้ดี บางองค์กรขาดทุนเพราะพนักงานไม่มีใจทำงาน หรือบางองค์กรขาดทุนเพราะสินค้าด้อยคุณภาพ ดังนั้นควรหันมาปรับปรุงคุณภาพของตัวเองให้ดีขึ้นหรือไม่

กิตติรัตน์ ย้ำว่า การทำ "ซีเอสอาร์" ที่ดีควรเริ่มจากตัวเองก่อนแล้วค่อยๆ ขยายออกไปสู่คนรอบข้าง กระทั่งออกไปสู่สังคม เพราะก่อนจะคิดช่วยใครนั้น ต้องช่วยตัวเองให้ได้ก่อน


กิตติรัตน์ ณ ระนอง กะเทาะเปลือกสังคมไทย...หมดเวลาชี้นิ้ว

คอลัมน์ ประชาชาติ Exclusive  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3867 (3067) 

มีคำกล่าวถึงสื่อมวลชนว่า มักนิยมสัมภาษณ์คนที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ ทำไมไม่สัมภาษณ์คนที่ลงจากตำแหน่งดูบ้าง น่าจะมีอะไรดีๆ ให้ได้ขบคิดกันบ้าง

สังคมถูกทำให้เชื่อว่า/ถูกทำให้เข้าใจว่า คนมีชื่อเสียง/ร่ำรวย/มีอำนาจเท่านั้น พูดอะไรจึงจะมีคนฟัง

สังคมจึงมีคนฟังแต่ไม่ได้ยินมากมาย และมีแต่คนปิดหูปิดตาปิดปากมากขึ้น

"กิตติรัตน์ ณ ระนอง" อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ดูอายุน้อยที่สุด ทิ้งเก้าอี้ก่อนที่จะครบเทอม หลังต่ออายุการทำงาน ในตอนนั้นคงได้ยินได้ฟังคำพูดเดิมพันที่ว่า ถ้า "เบียร์ช้าง" เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไม่ได้ ก็ขอลาออก

โดยลึกๆ มองจากภายนอกดูเหมือนจะท้าทายระบบ แต่ข้อเท็จจริงในฐานะที่เป็นเบอร์หนึ่งของตลาดหุ้น และอยู่ในขบวนการที่ชักชวนเบียร์ช้างเข้าตลาดหุ้นไทยตั้งแต่แรก ทุกอย่างมีการหารือและเดินตามกระบวนการขั้นตอน โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยดีมาโดยตลอด แต่เมื่ออยู่ๆ วันหนึ่งนโยบายเปลี่ยน "เบียร์ช้าง" ต้องกระเด็นกระดอนไปเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ จะให้เบอร์หนึ่งของตลาดหุ้นไทยตอบคำถามอย่างไร

"หลักการ" เท่านั้นคือคำตอบสุดท้าย

วันนี้ "กิตติรัตน์" รู้สึกว่าสังคมไทยป่วย และอยากหาคำตอบว่า แล้วคนอื่นๆ มีความรู้สึกเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร จึงเกิดกลุ่มเล็กๆ เป็นชุมชนคนกลุ่มน้อยของสังคมที่ก่อตัวขึ้นเพื่อทดสอบตัวเองว่าเป็น "แกะดำ" ของสังคมหรือไม่

"ก็เคยคิดเล่นๆ ว่า อยากชวนคนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยส่วนรวมมาสนทนา เสวนาแบบปิดประตู ไม่ให้ใครต้องระคายใจ จะเรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มเห็นใจประเทศไทย หรือกลุ่มสร้างสรรค์ประเทศไทยก็แล้วกัน ไม่ได้มีเจตนาไปก้าวร้าวเสียดสีใคร ไม่ได้มีเจตนาจะเป็นพวกใคร ตรงข้ามใคร หรือตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อไปมีบทบาทที่จะสร้างปัญหาทะเลาะกับใคร ที่ตั้งกลุ่มก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนที่อยู่ในสังคมเดียวกับเรา ในบทบาทระดับหนึ่งเขาคิดคล้ายๆ ผมบ้างไหม หากไม่มีใครคล้ายเลย ผมจะได้สบายใจ จะได้ปลีกวิเวกอย่างมีความสุข ว่าเราประหลาดไปเอง แต่ถ้ามีใครคิดแบบนี้ เราน่าจะช่วยกันเปลี่ยนกระแสคิดคนไทย แล้วผมก็คิดว่าตัวอย่างที่เราเห็นได้เรื่อยๆนานๆ จนเราเอามาล้อเล่นเป็นเรื่องชินชาว่า...วิ่งหรือยัง... ฝากหรือยัง...กลายเป็นจารีตไป ที่ไม่มีใครรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม หรือมันอาจจะเริ่มมาจากสังคมที่ทุกคนเรียนรู้มาจากสิ่งเล็กๆ ก็ได้ ตั้งแต่ฝากเรียนโรงเรียนดังๆ มันก็เลยซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ แต่ผมว่าเป็นการซึมซับไปถึงจุดที่มันเป็นอันตรายแล้ว รวมทั้งการซึมซับไปถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน เขาบอกว่า บางทีตำแหน่งหน้าที่การงานบางอันเปิดรับสมัครขึ้นมา เฉพาะคนที่ผู้ใหญ่ฝากมา มันมากกว่าอัตราที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแปลว่าคนที่มีคนฝากมา อ้างตนว่าผู้ใหญ่ฝากมาอาจจะไม่ได้ แล้วมันจะเหลืออะไรมาถึงคนที่ไม่ใครฝากมา"

"ที่ทำอย่างนี้ไม่ได้ว่าตกงานจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งตำแหน่งนั้นดูเหมือนเป็นคนสำคัญของมหาชน พอไม่ได้เป็นแล้วจะรู้สึกว่าห่อเหี่ยว ไม่ใช่เป็นอย่างนั้น ไม่ว่าจะอยู่ตรงนั้นตรงไหน เราไม่ควรให้มันมาเปลี่ยนวิธีคิดเรา ผมเตือนตัวเองอยู่เสมอ ตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (เอ็มดีตลาดหุ้น) เวลาเดินทางต่างประเทศไกลสุด ผมไม่เคย

เดินทางเฟิรสต์คลาส หากเดินทางไม่ถึง 6 ชั่วโมง ก็เดินทางชั้นอีโคโนมี่ตลอด ยอมรับว่าตัวเองไม่แน่จริง กลัวติดโรคสบาย การพูดคุยของกลุ่มไม่ได้ต้องการว่ากลุ่มนั้นซี้กลุ่มนี้ แต่ต้องการหยิบขึ้นมาเพื่อชักชวนถามกันว่า ประเทศไทยเราเป็นอย่างนี้จริงหรือไม่ หากพอจะมีมูล เรามาไตร่ตรองกันดีไหม ว่าจะเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร จะเดินอย่างทุกลักทุเลทั้งๆ ที่กระแสคิดยังฝังอยู่กับเราหรือ และที่เป็นไปแล้วแต่เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยแนวคิดใหม่อย่างไร ซึ่งกลุ่มที่ว่านี้ก็เป็นเพียงเพื่อนๆ ที่ชักชวนกัน ว่ามากินข้าว มากินกาแฟกันบ้างนะ ก็พูดกันออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า...ใช่"

2 ปมวัดสังคมป่วย

ปัจจุบัน "กิตติรัตน์" เป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายหลักการชี้วัดอาการป่วยของสังคมไทยว่า หลักคิดและความเชื่อที่ทำร้ายประเทศไทยมานานคือ

1.ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนอยู่ที่ความมุ่งมั่นใส่ใจในการทำงาน มันน่าจะเป็นอย่างนั้นซึ่งขึ้นอยู่ที่วิธีคิด บางคนจะวัดคนที่ผลลัพธ์ โดยบอกว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ค่าของคนวัดที่ความมุ่งมั่นใส่ใจทำงาน วัดที่ผลลัพธ์ วัดที่ความพยายาม และถ้ามันเป็นอย่างนั้น คนที่กำลังทำงานอยู่เขาจะมีกำลังใจ

แต่เดี๋ยวนี้พูดกันมากขึ้น ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร ดังนั้นถ้าทฤษฎีนี้ถูกใช้และฝังเข้าไป งานการไม่ทำ เขาจะวิ่งเต้นไปมา คอยเสนอหน้าใกล้ชิดผู้หลักผู้ใหญ่ วิธีการนั้นเขาจะก้าวหน้าในชีวิต หากเป็นแบบนี้คนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานจริงๆ จังๆ เขาไม่หมดกำลังใจหรือ ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะต้องก้มหน้าก้มตาทำงานโดยไม่ต้องให้ผู้ใหญ่เห็นหน้า การที่จะทำตัวให้ผู้ใหญ่รู้จัก ให้รู้ว่าเราเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ มันเป็นเรื่องทำได้ แต่น้ำหนักส่วนใหญ่อยู่ที่งาน หากงานออกมาดี เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่เองที่จะต้องไปสอบถามเอง

ดังนั้นแนวคิดนี้ไม่ได้คิดว่าที่มีปัญหาไม่ใช่มาจากคนข้างล่างที่เอาแต่วิ่งแต่เสนอหน้าสอพลอ บางทีก็มาจากข้างบนด้วยที่ไม่รู้จักคิดแสวงหาข้อเท็จจริง ว่าคนที่มาให้เราเห็นหน้าบ่อยๆ และตอนที่เราไม่เห็น เขาทำงานหรือเปล่า เคยไปหาเขาโดยไม่ได้นัดหมายไหม จะได้ปลูกผักชีไม่ทัน

อันนี้เป็นปัญหาของสังคมเราที่จะกินลึกเข้าไปเรื่อยๆ

2.แนวคิดหรือสิ่งที่พูด มันจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องก็ต่อเมื่อต้องมีเหตุผลที่สนับสนุนที่ดี ว่าสิ่งนั้นถูกต้อง โอเค...คำว่าถูกต้องมันอาจจะยากขึ้นทุกวัน แต่ว่าถูกต้องและ/หรือเหมาะสมกับการปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ปัจจุบันหลายเรื่องกลายเป็นว่า แนวคิดที่ถูกต้อง หากพูดขึ้นมาโดยคนไม่สำคัญ ไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งใหญ่โต ไม่ได้อยู่ในบทบาทที่มีอำนาจหน้าที่สูง กลายเป็นว่าคำพูดนั้นไม่มีใครสนใจหยิบมาไตร่ตรองเลย กลายเป็นว่าสิ่งที่จะถูก อยู่ที่คนพูดใหญ่แค่ไหน วิธีแบบนี้สังคมไม่ได้ประคับประคองไปด้วยเหตุด้วยผล

ผมว่าแค่ 2 ประเด็นที่เป็นปัญหาแบบนี้ ค่อยๆ ทำให้สังคมควรจะไปได้ดี มันถดถอยลง ตราบใดที่คนเชื่อมั่นว่าทำดี ทำขยัน แล้วจะได้ดี สังคมก็จะมีคนดี คนทำขยัน ตราบใดที่คนเชื่อว่าแนวคิดที่ถูกต้องมันจะถูก ต้องนำไปไตร่ตรอง ปรับปรุงสิ่งที่ปฏิบัติอยู่เดิม มันก็จะมีคนกล้าคิดสิ่งใหม่ๆ และเชื่อไหมว่าคนที่มีความเห็นต่อการปฏิบัติต่อเรื่องต่างๆ อย่างลึกซึ้ง มันเป็นคนระดับล่างๆ กลางๆ เพราะเขาเป็นคนปฏิบัติอยู่

ดังนั้นพอเขาเป็นคนอยู่ล่างๆ กลางๆ ก็กลายเป็นคนไม่สำคัญ วิธีคิดที่ "ถูกต้อง" จะถูกซึมซาบเสนอขึ้นไปเพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างไร บางครั้งเราเห็นเรื่องราวต่างๆ มันถูกคิดถูกตัดสินใจโดยคนที่อยู่ในระดับนโยบาย ที่ไม่รู้ว่าตัวเองก็ไม่รู้ หรือรู้ว่าตัวเองไม่รู้ แต่เนื่องจากอยู่ในระดับนโยบายแต่ต้องทำเป็นรู้ มันเป็นเรื่องที่เสียหาย

เพราะฉะนั้นสังคมไทยอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปการศึกษาที่เป็นเรื่องโครงสร้าง ผมว่าเราน่าจะต้องดูเรื่องของเนื้อหา สมัยเด็กๆ ผมเรียนสมบัติผู้ดี หน้าที่พลเมือง เป็นวิชาเฉพาะๆ กันไปเลย แต่เดี๋ยวนี้ด้วยวิธีคิดสมัยใหม่ ของพวกนี้หายไปไหนหมดไม่รู้ แต่ไปเน้นโครงสร้างแบบนี้มันจะสามารถทำให้ระบบมันดีได้ ผมว่าโครงสร้างแบบไหนก็จะทำดีได้ ตราบเท่าที่เนื้อแท้ของคนปฏิบัติเขายังมีความเชื่อ ความศรัทธาว่ามุ่งมั่นทำดี ทำจริง ขยันจริง ทำถูกต้อง เจริญก้าวหน้าได้

วันนี้กับพรุ่งนี้ต้องแตกต่าง

เคยมองย้อนไปในอดีตไหมว่า ผู้ใหญ่หลายคนได้ทำอะไรดีๆ มากมาย เช่น สิ่งปลูกสร้างสำคัญของประเทศที่อยู่มานานเป็นสิ่งภาคภูมิใจ แต่บางอันสร้างได้ไม่นานก็กลายเป็นสิ่งอัปยศของประเทศ หรือว่าสถานที่สำคัญบางแห่งอย่างสนามกีฬาแห่งชาติ เราใช้สนามศุภชลาศัยมาเกือบ 40 ปีแล้ว แสดงว่าวิสัยทัศน์ของผู้ใหญ่ตอนนั้นดีทีเดียว แต่ปรากฏว่าพวกเราต่างหากที่มาทีหลัง ไม่ยอมพัฒนาต่อจากคนเหล่านั้นเลย มันเป็นอย่างไรก็ให้มันเป็นอย่างนั้นอยู่ต่อไป

เพราะฉะนั้นวิธีคิดที่ว่า เอาล่ะ วันนี้กับพรุ่งนี้ไม่ต้องแตกต่าง มันไม่เหมาะกับโลกในวันนี้ที่ต้องเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น บางครั้งเรามาวิเคราะห์วิจารณ์ปัญหาบ้านเมืองว่าบ้านเราเต็มไปด้วยอบายมุข เต็มไปด้วยสถานบริการที่จะมาชักนำเยาวชน ดึงเยาวชนไปในทางที่เสียหาย ซึ่งก็อาจจะจริง แต่เคยคิดไหมว่า สถานบันเทิงอบายมุขเหล่านี้เขามุ่งมั่นพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้ามาเรื่อยๆ ถ้าสถานบันเทิงอบายมุขพวกนี้ยังเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อย่าว่าแต่วัยรุ่นไม่เข้า ผู้ใหญ่ก็ไม่เข้า เพราะสภาพไม่ได้ ไม่ดึงดูดใจอะไร ในซีกที่เราพยายามจะบอกว่า เราต้องต่อสู้พัฒนาให้เด็กไทย เยาวชนไทยก้าวหน้า เราไม่เห็นพัฒนาอะไรที่ให้มันโดดเด่นแข่งขันได้ หน้าตา สถานที่เรา ที่เราอ้างว่าดีที่จะให้คนอ่านหนังสือได้ ดูประติมากรรม/จิตรกรรม ไม่เห็นพัฒนาตรงไหน

อบายมุขไม่เห็นเขาต้องมีกระทรวงอบายมุข สมาคมอบายมุข แต่เขาพัฒนาไปได้ เพียงแต่ต่างคนต่างมุ่งมั่นขยันจริง ดึกดื่นเที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสองไม่อยากจะปิด แต่อีกฝ่ายแค่สี่โมงก็อยากจะไปแล้ว ไม่นึกถึงหัวอกคนมารับบริการบ้าง อันนั้นเป็นตัวอย่าง

อย่างห้องสมุดบางแห่งก็เคยแนะนำว่า จันทร์-ศุกร์ปิดบริการ แล้วมาเปิดทำงานเสาร์อาทิตย์ เขาก็บอกว่าจันทร์ถึงศุกร์มันวันทำงาน เสาร์อาทิตย์เป็นวันหยุด ถามว่า ทุกคนจะหาเวลาที่ไหนมาอ่าน เพราะทำงานเหมือนเรา เพราะฉะนั้นวิธีคิดมันต้องต่างออกไปในเชิงสร้างสรรค์ มันจำเป็น เราต้องการคนที่มีความคิดริเริ่ม ทะเยอทะยานที่จะปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้งานมันดีขึ้น

เขาอาจคิดว่าเป็นแค่ตัวเล็กๆ คนหนึ่งในองค์กร คิดอะไรก็ไม่มีประโยชน์ แล้วแต่ผู้ใหญ่สั่งมาดีกว่า สงสารสมองเขา หากระบบไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิด ได้เสนอขึ้นมา ดังนั้นหากเราคิดจะปรับปรุงประเทศไทย เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนกลับมามีศรัทธาอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่มีเจตนาไปกล่าวร้ายโจมตีใคร ไม่ได้กลัวใคร เราไม่ต้องเน้นตรงนั้นก็ได้ เพราะสังคมเราไม่ต้องเน้นตรงนั้นก็ได้ แต่หันไปมองอดีตว่านั่นเป็นประสบการณ์ แล้วเดินข้างหน้าดีกว่า

วิธีคิดต้องยึดประโยชน์ข้างหน้า

วันนี้ไม่ใช่มานั่งชี้ซ้ายชี้ขวาแล้วไม่เดินไปข้างหน้า ส่วนที่ชี้ก็ชี้ไปเพื่อพิสูจน์ความถูก ไม่ถูก ในอดีต แต่ว่าหน้าที่สำคัญกว่าคือเรากำลังเดินไปข้างหน้า

อย่างแนวคิดเรื่องกฎหมาย หลักการปฏิบัติ ต้องการความถูกต้องให้มันเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอดีต และล้วนถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคตทั้งนั้น เช่น เราต้องดำเนินการกับคนทำผิดไม่ให้ลอยชายไปได้ ถามว่า สร้างขึ้นมาเพื่ออะไร ให้คนในปัจจุบันและในอนาคตเห็นว่าถ้าเขาทำผิดต้องถูกลงโทษ เพราะฉะนั้นอย่าทำผิดกันเลย นี่เจตนาเพื่ออนาคตทั้งนั้น เพราะฉะนั้นต้องนึกถึงเจตนาของเรื่อง ขอให้อยู่บนความถูกต้อง แต่ว่าน้ำหนักที่มากกว่าต้องให้กับปัจจุบันและอนาคต ไม่ใช่น้ำหนักใส่ไปกับอดีต

บางอย่างเป็นเรื่องที่ต้องทบทวน ผมพยายามเลี่ยงคำว่าทำดี เพราะดีเป็นอะไรที่ยากที่สุด รู้ได้อย่างไรว่าอันนี้ดี บางเรื่องดีกับคนหนึ่ง ไม่ดีกับอีกคนหนึ่ง ผมพยายามใช้คำว่าทำเหมาะสม เลี่ยงคำว่าทำดี หลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วสูงๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเห็นว่าเขามีวิธีปฏิบัติ เพื่อเป้าหมายประโยชน์ข้างหน้า โดยยึดถึงประโยชน์ข้างหน้า

บางประเทศใหญ่ๆ โตๆ เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลกว่า มีพฤติกรรมส่วนตัวน่าจะผิดกฎหมาย น่าจะขาดจริยธรรม เขายังรู้วิธีประคับประคองเพื่อประโยชน์ของชาติได้ เขายังมีสติพอที่จะคิดได้ว่าเรื่องบางเรื่องถ้าเน้นจะเอาถูกต้อง ตามกรอบที่เป็นอยู่ในอดีต แต่ประโยชน์ข้างหน้าของชาติมันอาจจะเกิดเสียไปก็ได้ เขาก็รู้จักชั่งน้ำหนัก บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม โดยเฉพาะท่านที่เป็นนักกฎหมาย ว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ผมก็เห็นด้วย แต่เชื่อว่านักกฎหมายทุกคนก็คงเคยได้ยิน...กฎหมายล้าหลัง หรือกฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับประโยชน์ของชาติ มันต้องทำอย่างไรกับมัน ต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเดินหน้าไปตามกฎหมายเดิม ขณะที่บางประเทศจำเลยผิดเห็นๆ ทำไมเขามีการเจรจาในชั้นศาล ขอรับสารภาพ ขอทุเลาโทษ เพื่อประโยชน์ข้างหน้าทั้งนั้น

ผมไม่ได้เจาะจงเรื่องนี้ไปกับเรื่องไหน แต่ต้องการจะบอกว่า การที่จะมองว่าต้องเดินไปข้างหน้าทั้งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งกรอบในการบังคับใช้กฎหมาย มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องสำคัญ เราเคยสำรวจจริงๆ จังๆ ไหมว่ากฎหมายที่เราว่าถูกต้อง ปัจจุบันมันยังเหมาะสมกับกาลเวลาหรือเปล่า เช่น เรื่องเพดานการถือครองหุ้นของชาวต่างประเทศ ผมกล้าเรียนได้ว่า ประเทศที่เขามีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่สูงในระดับเราๆ ไม่มีใครเขามีเพดานนี้กันแล้ว พวกที่ด้อยพัฒนาล้าหลังกว่าเรายังมีอยู่ ถามว่า ทำไมการไม่มีเพดานนี้ มันเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศมันพัฒนาทางเศรษฐกิจขึ้นมาได้ เพื่อประโยชน์โดยเฉลี่ยกับคนส่วนใหญ่ได้ ก็ต้องถามว่า อันนี้ยังเหมาะกับยุคสมัยหรือไม่

ในอดีตเท่าที่จำได้ตอนวิกฤตเศรษฐกิจ หลายประเทศได้ใช้เวลานั้นเลิกเพดานเรื่องนี้ไป เช่น เกาหลี ไต้หวัน แม้ประเทศที่ดูเหมือนมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเราเช่น ฟิลิปปินส์ เราไม่มีความกล้าที่จะเผชิญปัญหาในแนวนั้นก็เห็นใจ

ดังนั้นแนวปฏิบัติในอดีตกลายเป็นว่าปากว่าตาขยิบ เกลียดตัวกินไข่ ก็อยากฟื้น อยากเห็นเงินทุนไหลเข้า นานาชาติให้ความร่วมมือกับเกมที่เราเล่น ในเมื่อเราใช้ letters of law หรืออักษรนิติ หรือ form of law หรือรูปแบบทางกฎหมาย เขาก็เล่นไปตามเกมของเรา

ดังนั้นวันนี้ถ้าจะดำเนินการไปเป็นอย่างอื่น ก็คิดให้ดี ตั้งสติให้ดี ทำแล้วรักษาประโยชน์ของ ชาติจริงๆ หรือเปล่า เรื่องแบบนี้พูดง่าย และผมเชื่อว่าคนจำนวนมากเขาอาจจะรู้สึกว่าการที่มีเพดานเอาไว้เพื่อคุ้มครองคนในชาติ โลกมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว

"คุณเคยเห็นคนหน้าตาไทยเหมือนเรา หากสืบสายบรรพบุรุษจะเป็นคนไทยแท้บ้าง ไม่แท้บ้าง คนเหล่านี้น่ารักน่าชื่นชม แต่คนที่หน้าฝรั่ง บางคนผมเคยแหย่เขาว่า You are a Thai man in American body. ตัวคุณมันอเมริกัน แต่ในใจคุณมันไทยมาก บ้านคุณยังแต่งเป็นไทยๆ มากกว่าบ้านผม ทำงานอยู่ที่นี่ พักร้อนก็ไปแต่สมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ แต่คนไทยมีโอกาสพักร้อนไม่ได้ ต้องไปสวิตเซอร์แลนด์ให้ได้ ยุโรปให้ได้ แต่งเนื้อแต่งตัวแทบจะไม่มีสินค้าไทยติดตัวเลยแล้วมันไทยอย่างไร คนชาติอื่นจะรักไทยไม่ได้หรือไง และไทยทั้งหลายที่อ้างว่ารักนี่ รักแบบไหน"

ดังนั้นหากเจาะบางเรื่องเราสามารถมีมุมคิดได้ คนต่างประเทศเหล่านี้ถ้าเขาเข้ามาอยู่ในเมืองไทยและเขาเห็นความน่ารักของคนไทยโดยเฉลี่ย ก็เปลี่ยนพฤติกรรมมารักคนไทย

ถ้าจะถามว่าคนคนหนึ่งสงสัยจะทำผิด ผิดหลักการกฎหมาย เคยถามไหมว่า หลักการกฎหมายนั้นมันถูกหรือมันผิด มันเหมาะสมหรือมันล้าหลัง ผมเข้าใจ...ไม่ได้พูดเพื่อบอกว่า ให้เราเป็นดินแดนไร้กฎหมาย แต่ว่าหากเรื่องราวบางเรื่องเรา จะดั้นด้นเดินไปชนกำแพงให้มันกลายเป็นปัญหาเราในอนาคต ถึงเวลาเสียหายกับมันแล้ว จะทำอย่างไรกับมัน ไม่สงสารเห็นใจคนรุ่นใหม่ๆ ที่จบการศึกษามาหางานทำลำบากขึ้น เพราะว่าเศรษฐกิจมันขยายตัวช้าหรือ ???

ตามโลกไม่ทันหรือไม่กล้าเผชิญความจริง

เมื่อถามว่า เราตามโลกไม่ทัน หรือไม่กล้าเผชิญความจริง นายกิตติรัตน์กล่าวว่า...ทั้งสอง ประเทศเราเป็นประเทศใหญ่ที่ช่องว่างของคนมันกว้าง เพราะฉะนั้นหากเห็นประเทศที่เขาเล็กๆ ที่เราเรียกว่า city country คือประเทศคือเมือง ทำไมเขาสามารถพัฒนาอะไรได้เร็ว เอาขนาดระบบเศรษฐกิจมาเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่มากๆ ขนาดเรา กลายเป็นว่าเขาใหญ่กว่า รายได้เฉลี่ยของคนดูดีกว่า เป็นเพราะว่า พื้นที่มันแคบ จำนวนประชากรมันน้อย ช่องห่างของคนมันแคบลง เวลาจะจูงมือจูงไม้ เดินไปทางไหน มันพอจะเข้าอกเข้าใจกัน เหมือนคนที่พอจะมีความรู้ใกล้ๆ กัน โอกาสที่จะเข้าอกเข้าใจที่จะเดินไปในทางเดียวกันมันสูงกว่าคนหนึ่งรู้อีกคนไม่รู้ หรือคนรู้อย่างหนึ่งอีกคนรู้อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นช่องห่างมันเป็นประเด็น

เพราะฉะนั้นการที่จะก้าวหน้าได้ เราต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ตรงนี้ ทำไมในอดีตทำไมพูดกันว่า ประเทศจะก้าวหน้าได้ต้องการการเมือง เศรษฐกิจ สังคม จริงอยู่ในส่วนสังคมของบางอย่างสื่อแล้วคนเข้าใจยาก แต่ผมเชื่อว่าหลายคนที่เป็นตัวตั้งตัวตีของการที่ไม่เข้าใจ แท้ที่จริงเข้าใจแต่เจตนาที่ต้องการจะไม่เข้าใจเพื่อเหตุผลอื่นมากกว่า และรู้ด้วยว่าการแสดงท่าทีไม่เข้าใจ สามารถชักจูงคนจำนวนหนึ่งให้เห็นคล้อยตามกับเขาได้ง่าย

พูดอย่างไม่อ้อมค้อม ผู้นำทางความคิดบางคนมีอกุศลจิต คือรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร แต่รู้ว่าการจะตั้งตนขึ้นมาทำอะไรในสิ่งที่ไม่ควรทำนั้น มันสามารถสร้างประโยชน์สร้างชื่อสร้างบทบาทให้เขาได้โดยมีผู้ตามคนหนึ่งที่คล้อยตาม

ลองคิดดูว่าเหมือนรถคันหนึ่ง เท้าคนหนึ่งเหยียบคันเร่ง อีกเท้าก็เหยียบเบรก เมื่อไหร่มันจะไปทางไหนได้ อาจจะแทบไม่ไปเลยก็ได้ หรืออาจจะไปแต่ว่าเครื่องคงจะสึกหรอโดยไม่จำเป็น หรืออาจจะพัง ถ้าพูดอย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร ต้องไปหาผู้นำเผด็จการมาคนหนึ่ง ที่เหยียบคันเร่งแล้วไม่มีใครมาเหยียบเบรก ก็หวังว่าจะมี แต่มีแล้วเหยียบแต่คันเร่งแต่ถือพวงมาลัยไม่ค่อยเป็น เมื่อเป็นแล้วผูกขาดความคิดคนได้ ตอนนั้นก็จะเริ่มฟังคนอื่นน้อยลง เป็นอย่างนี้เสียทุกที ทุกรอบ

นั่นคือ จากที่เราคุยมาก็ไปวนเรื่องเดิมอีกว่า คนที่ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน มันเต็มไปหมด เพราะหวังว่าการทำอย่างนี้ถูกใจท่าน ไม่ขัดใจเขา มีความก้าวหน้า ประโยชน์ในการรับใช้ใกล้ชิดมันก็ตามมา แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร

ดังนั้นในโลกนี้ประเทศที่พัฒนาน้อย การที่จะไต่ระดับขึ้นไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว พัฒนาดีขึ้นด้วยความยากลำบาก ไม่ใช่เป็นเพราะใครมาแข่งขันกับเขาหรอก แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ติดกับตัวเอง สลัดไม่หลุด และหมุนวนอยู่กับที่ อยู่อย่างนั้น และไทยเราก็อยู่ในภาวะนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่จุดที่เลวร้ายที่สุดของโลก เพราะมีประเทศอยู่ในแบบนี้อีกหลายประเทศในทวีปต่างๆ เพราะฉะนั้นการที่เราอยากจะก้าวหน้าไปข้างหน้า จะทำอย่างไร จะรออัศวินม้าขาว ก็ไม่ง่าย

อัศวินม้าขาว ถ้าเป็นจริงได้ ก็ต้องประคับประคองประสานประโยชน์ทั้งคนดี-ไม่ดี อย่างต่อเนื่องและต้องคอยเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน โดยไม่ดูเหตุดูผล และอย่างอัศวินม้าขาวมักจะยืนอยู่บนยอดของคน 60 กว่าล้านคน และอยู่ในกระแสคิดของสังคมส่วนใหญ่ที่ว่าค่าของคนอยู่ที่คนของใคร กระแสคิดที่ว่าจะทำงานไปทำไม มันไร้ประโยชน์ มันจึงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับอัศวินม้าขาวคนนั้นเลย

การที่หวังให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้า มันไม่ง่ายนัก เราต้องคิดว่าจะปรับปรุงกระแสคิดให้ได้ จะทำตนเป็นตัวอย่าง แผ่ความคิดนี้ให้มันลงไปให้ได้ ให้สังคมเปลี่ยนวิธีคิดให้ได้ เหมือนตัวอย่างที่กล่าวข้างต้นว่า ทำไมอบายมุขมันเจริญก้าวหน้าได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีสมาคมอบายมุข

ผมเชื่อว่าสังคมจะพัฒนาได้ เราควรสำรวจตัวเองตั้งแต่ข้างล่างๆ ขึ้นไป ใครๆ ต่อใครเป็นหัวหน้าองค์กร เป็นคณะกรรมการ เป็นผู้บริหารระดับสูง หรือแม้แต่เป็นหัวหน้าหน่วยงานหนึ่งในองค์กร หากเราพอที่จะทำอะไรได้บ้างในตรงนั้น ในการที่จะเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนในส่วนนั้น ผมว่ามันเคลื่อนไปได้

และที่เราเป็นห่วงเป็นใยสังคมนี้ เพราะเรากำลังเห็นมันไม่ก้าวหน้า

หน้า 33