ความได้เปรียบของเงินสหรัฐอเมริกา  ตัดตอนเฉพาะบางส่วน

วีรกร ตรีเศศ  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 25 มีนาคม 2545 

เศรษฐศาสตร์ บรรยายภาพให้เห็นว่า สังคมที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยไม่ใช้เงิน ( BARTER  SYSTEM)  เป็นเรื่องที่ไม่สะดวก เพราะนอกจากจะต้องแบกสารพัดสินค้า เพื่อไปหาคนใจตรงกับเรา เพื่อแลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังต้องใจตรงกันในอัตราการแลกเปลี่ยนด้วย

เช่น ผมมีข้าวอยากแลกกับสับปะรด ผมต้องหาคนที่มีสับปะรด  และต้องการแลกกับข้าว  ถ้าเขามีสับปะรด แต่สนใจ จะแลกกับไข่ไก่ก็ตกลงกันไม่ได้  แค่นั้นยังไม่พอ เมื่อเจอคนใจตรงกันแล้ว ยังต้องใจตรงกันอีกประการหนึ่ง เช่น ผมยินดีแลกข้าว 1 ถัง กับสับปะรด 10 ลูก และเขายินดีแลกสับปะรด 10 ลูกกับข้าวสาร 1 ถัง

เพราะมันวุ่นวายอย่างนี้แหละ จึงทำให้เกิดเหรียญ และธนบัตรขึ้น  เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความสะดวก ในการประกอบธุรกรรม  มนุษย์ใช้โกโก้ ( พวก AZTECS ในอเมริกาใต้ ) เปลือกหอย  เนย  ทองคำ  เกลือ ( คำว่า SALARY ก็มาจาก SALT )  และในบางครั้ง ถึงมีเหรียญ และธนบัตร

มนุษย์ หันมาทำสิ่งอื่นที่มั่นคงกว่าควบคู่กันไปด้วย เช่นบุหรี่ในยุโรป หลังสงคราม  วิสกี้ RED LEBEL  และบุหรี่ 555 ในพม่า หรือใช้ลูกกวาดเป็นเงินทอนในอิตาลี ในยุคทศวรรษ 1970

พวกแรกที่ใช้ธนบัตร คือคนจีน เมื่อกว่า 1,000 ปีมาแล้ว  ผู้ออกธนบัตรที่อื้อฉาวที่สุดคือ กุบไลข่าน มองโกล ผู้ยึดครองอาณาจักรจีนในศตวรรษที่ 13 เขาบังคับให้ประชาชน ยอมรับธนบัตร มิฉะนั้นก็ตายลูกเดียว ต่อมามีการพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้เป็นลำดับในเอเชีย ยุโรป และมักมีปัญหาเสมอในการพิมพ์ออกมา มากเกินไป ( การเสกกระดาษให้เป็นทองคำนั้น ผู้คนนิยมทุกยุคสมัย )  ยุคที่รุ่งเรืองที่สุด คือยุคของสหรัฐอเมริกา ครองโลกในครึ่งศตวรรษที่ 19 และศตวรรษที่ 20

ลองถามตัวเองดูซิครับว่าเหตุใด เราจึงยอมรับกระดาษแผ่นที่เราเรียกว่า ธนบัตร เมื่อเราขายของให้เขาไป ที่เรายอมรับ ก็เพราะว่าเราเชื่อมั่นว่า กระดาษแผ่นนี้มีคนอื่น ๆ ที่ยอมให้เราชำระเป็นค่าซื้อสินค้าอื่นได้ หรือยอมรับชำระหนี้ของเราได้ เมื่อใดที่ความเชื่อตรงนี้หายไป  เราก็ไม่ยอมเอาของมีค่าของเราไปแลก กับมันเป็นแน่

การทำให้กระดาษแผ่นนี้ มีคนเชื่อถือตามนัยดังกล่าว จึงเป็นของจำเป็นยิ่ง วิธีดั้งเดิมที่ทำกันก็คือ ธนบัตรทุกใบที่พิมพ์ออกมา จะต้องมีทรัพย์สินมีค่าหนุนหลัง  มูลค่าของมันเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มิใช่แบ๊งค์กงเต็ก หรือแบงค์เกมโมโนโปลี ที่พิมพ์ออกมาได้ง่าย ๆ อย่างไร้ค่า

สำหรับธนบัตรไทยนั้น กฎหมายไทยบังคับให้มีทุนสำรองเงินตราหนุนหลังร้อยเปอร์เซ็นต์ ในความเป็นจริงในปัจจุบันทุก 1 บาทบนธนบัตร จะหนุนหลังด้วยมูลค่าทองคำประมาณ 8 สตางค์ และมูลค่าของเงินตราต่างประเทศสกุลที่เชื่อถือได้ 92 สตางค์

อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศใหญ่ ที่มีฐานเศรษฐกิจมั่นคงแน่นหนา จนผู้คนเชื่อถือว่ารัฐบาลประเทศนั้น จะรับรองมูลค่านั้น ร้อยเปอร์เซนต์เสมอ (กล่าวคือ จะทำให้ธนบัตรจำนวนนั้น สามารถชำระหนี้ กับใครก็ได้ เต็มจำนวน และสามารถเอาไปซื้อสินค้า ได้มูลค่าเต็มตามที่พิมพ์ไว้บนธนบัตร) แล้วมูลค่าทรัพย์สินหนุนหลัง เต็มร้อยเปอร์เซนต์ ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น

ธนบัตรของสหรัฐอเมริกานั้น ไม่มีทรัพย์สินใด หนุนหลังเลยแม้แต่น้อย ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา สามารถพิมพ์ธนบัตร ออกมาได้โดยไม่มีปัญหาในการยอมรับ และไม่ต้องกังวลว่า จะทำให้เกิดปัญหา เงินเฟ้อในประเทศ เพราะไม่ต่ำกว่าหนึ่งในสาม ไหลเวียนอยู่นอกประเทศ เป็นเงินสกุลหลักของโลก

การที่ผู้คนเชื่อถือเงินสกุลของสหรัฐอเมริกา ก็เพราะมีเศรษฐกิจ ที่เข้มแข็งหนุนหลัง ( สหรัฐอเมริกาผลิตร้อยละ 30 ของ GDP โลก ) ทำให้เหรียญสหรัฐ มีข้อได้เปรียบ เมื่อผู้คนต้องการ "ซื้อแผ่นภาพ"  นี้ไปใช้ เพื่อความคล่องตัว ในการค้าขายกับประเทศอื่น ที่ใช้เงินสกุลนี้เหมือนกัน ก็เท่ากับว่าสหรัฐอเมริกา ได้เงินทุนที่ยืมจากคนประเทศอื่น ๆ โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ( ที่เรียกว่ายืม ก็เพราะยินดีจ่ายรับรองมูลค่า ธนบัตรนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม )

ลองจินตนาการว่า มีคนซื้อธนบัตร ที่คุณพิมพ์เล่นที่บ้าน โดยคนรับรองชดใช้ให้ตามมูลค่านั้นเสมอ คุณก็จะได้เงินสกุลอื่น ๆ จากหลากหลายประเทศมาใช้  โดยเริ่มจากสภาพศูนย์ ที่คุณมีแต่กระดาษเปล่า ในตอนแรก โดยไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย  แต่วันเหนึ่ง เมื่อเขาขอแลกเเงินของเขาคืน คุณก็ต้องใช้คืนเขาไป อย่างนี้แหละครับ ที่เรียกว่าเปรียบเสมือน "ยืม" เงินคนอื่นมาใช้โดยไม่เสียดอกเบี้ย  แต่ถ้าวันที่ต้องใช้คืนเงิน หรือวันที่คุณต้องชดใช้ให้ตามมูลค่า บนกระดาษมันไม่มาถึง ก็เท่ากับว่าคุณได้เงินมาใช้อย่างไม่เสีย ดอกเบี้ยเลย  ในความเป็นจริง วันนั้นก็ไม่มีท่าว่าจะเวียนมาถึงด้วย  ตราบที่ความไว้วางใจว่า มีคนยอมรับเงินนั้นต่อไปยังมีอยู่  ไม่ว่าธนบัตรของคุณจะเปลี่ยนมือจากคนแรก ไปยังคนอื่น ๆ อย่างไร

ข้อเท็จจริงที่ว่า  เมื่อมันออกมาครั้งแรก คุณเป็นคนได้เงินไปใช้ ก็จะเป็นจริงอยู่วันยังค่ำ นี่แหละครับ ข้อได้เปรียบของสหรัฐอเมริกา เมื่อเหรียญสหรัฐเป็นเงินสกุลหลักของโลก ทุกปีสหรัฐอเมริกา ต้องใช้หนี้ญี่ปุ่นครั้งติดพันมาจากยุครัฐบาลเรแกนมากมาย แต่ก็ไม่ยั่น พิมพ์ธนบัตรใหม่ให้เรื่อยไป

ญี่ปุ่นก็ไม่ว่าอะไร ตราบใดที่มีคนเชื่อถือเงินสกุลนี้อยู่ เขาก็เอาไปใช้ต่อไปได้ และความจริงก็คือ กลับเอาไปซื้อที่ดิน หลักทรัพย์ในอเมริกามากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ดินในเกาะฮาวาย หรือตึกต่าง ๆ ในนิวยอร์ค ชิคาโก และลอสแองเจลิส

ด้วยข้อเท็จจริงนี้แหละ ยุโรปจึงอยากให้ยูโรเป็นเงินสกุลหลักของโลกด้วย เพื่อว่าจะได้เงินทุน มาใช้ในยุโรปกัน โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย  ญี่ปุ่นเอง ก็อยากให้เงินเยนเป็นเงินสกุลหลักในภูมิภาคเรา และอีกไม่นาน จีนก็คงพยายามผลักดัน ให้เงินหยวนมีบทบาทในภูมิภาคนี้มากขึ้น  ซึ่งก็คงเป็นไปตามธรรมชาติด้วย เมื่อประเทศในเอเชีย ค้าขายกับจีนมากขึ้นเป็นลำดับ  ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ บัดนี้ส่งออกไปจีน ด้วยมูลค่า มากกว่าที่ส่งออกไปญี่ปุ่นแล้ว และอีกไม่นานคงไล่กวด มูลค่าส่งออกไปสหรัฐอเมริกาเป็นแน่

เมื่อพูดถึงเหรียญสหรัฐ ก็ขอกล่าวถึงธนบัตรสหรัฐอเมริกา ที่มีผู้กล่าวว่าเป็นธนบัตรที่ปลอมง่ายกว่า เงินสกุลอื่น ๆ มากมาย  เพราะธนบัตรสหรัฐมีสีเดียว คือสีเขียว ที่เดิมเชื่อว่าเป็นสีที่ปลอมได้ยากที่สุด (คำแสลงของดอลลาร์สหรัฐ ก็คือ GREEN BACK หรือไอ้หลังเขียว)  ไม่ว่าใครจะให้คำแนะนำอย่างไร สหรัฐก็ดื้อมาตลอด  เพราะอยากรักษาประเพณี ธนบัตรทุกมูลค่ามีสีเขียวเหมือนกันหมด จนใช้ผิดใช้ถูกกันทั่วโลกเป็นประจำ

ธนบัตรสหรัฐ   ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 72 ปีจนกระทั่งปี 1996 จึงได้มีการเปลี่ยนแปลง เช่นฉบับ 100 เหรียญใหม่ มีรูปของ เบนจามิน แฟรงคลิน เลื่อนไปทางซ้าย และมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย ได้ทราบว่า ในปี 2003 นี้ จะเป็นครั้งแรกที่มีหลากหลายสี เพื่อให้ปลอมได้ยากขึ้น ที่ยอมเปลี่ยนแปลง ก็เพราะมีการปลอมแปลงอย่างหนักหนาสาหัส ที่เหมือนของจริงขึ้นทุกวัน และมีปริมาณมากมายทั่วโลก ด้วยเทคนิคที่ล้ำสมัยอย่างไม่หยุดยั้ง  ว่ากันว่า ธนบัตรที่ออกแบบได้สวยมาก ๆ คือธนบัตรของประเทศ กัวเตมาลา  เนเธอร์แลนด์  ฟินแลนด์  และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่เคยเป็นรัฐหนึ่งของสหภาพโซเวียต เช่นเบลารุส  เอสโตเนีย  มาซิโดเนีย   ส่วนที่วิจารณ์ว่าไม่เข้าท่าที่สุดก็คือ ธนบัตรยูโร ที่ไม่มีรูปใครเลย (เพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอารูปใคร) ไม่มีรูปอาคาร  สะพาน  สิ่งก่อสร้าง ฯลฯ ที่มีจริงในโลก (เพราะหากมีจริง ก็ต้องอยู่ในประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป  ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือก็ไม่ชอบ) รูปสิ่งก่อสร้างที่ปรากฎในธนบัตร ล้วนเป็นจินตนาการทั้งหมดเพื่อความเป็นกลาง  แผนการที่จะให้แต่ละประเทศมีภาพของประเทศตนเอง บนธนบัตรยูโรก็ยกเลิกไปแล้ว เพราะต้องการให้ธนบัตรยูโรเหมือนกันหมด

ความไว้วางใจ เชื่อถือ   เป็นสิ่งอมตะในความสัมพันธ์ของมนุษย์  หรือแม้แต่ในเรื่องของการยอมรับธนบัตร  การกระทำใดที่เป็นการบั่นทอนความเชื่อถือ และความมั่นใจในประเทศของต่างชาติ ก็เท่ากับทำลาย ศักยภาพของเศรษฐกิจ เพราะคงไม่มีใครอยากค้าขาย ลงทุนกับประเทศที่ระบบ ขาดความเชื่อถือวางใจเป็นแน่ 

 

กลับหน้าเเรก

 

<noscript><!--webbot bot="HTMLMarkup" endspan -->