ไทย–สิงคโปร์ : 2 เสืออาเซียนเสริมพลังเศรษฐกิจ

บทวิจัย  โดย ผู้จัดการออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย         วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2546

นายกรัฐมนตรี Goh Chok Tong แห่งสิงคโปร์ พร้อมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเดินทางเยือนไทย และพบปะนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร พร้อมทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจไทยไม่เป็นทางการ ระหว่าง 10-12 มกราคมนี้ ที่ภูเก็ต

เป็นอีกก้าวที่ผู้นำประเทศกลุ่มอาเซียนหาเวลา และโอกาส สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดี ระหว่างกัน เพื่อเพิ่มเติมความใกล้ชิดสนิทสนม จะนำไปสู่ความร่วมมือ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของกันและกัน ให้บรรลุผลสำเร็จเร็วขึ้น

สิงคโปร์และไทย เป็นประเทศอาเซียนที่ต่างกำลังเร่งรัดฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนอย่างขะมักเขม้น ปี 2545 ไทยใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และส่งเสริมการค้าต่างประเทศแข็งขัน ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ 4.7% ปีที่แล้ว

ขณะที่สิงคโปร์ ประเทศขนาดเล็ก พลเมืองประมาณ 4 ล้านคน พึ่งปัจจัยภายนอกเป็นหลัก ทำให้เศรษฐกิจสิงคโปร์ฟื้นตัวเชื่องช้า ท่ามกลางความหวั่นไหวเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ สิงคโปร์จึงมีอัตราขยายตัวเศรษฐกิจประมาณ 2.2% ปีที่ผ่านมา

ปี 2546 คาดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงเปราะบาง จากปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะภัยสงครามอิรัก-สหรัฐฯ และการฟื้นตัวอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทางการสิงคโปร์จึงประมาณการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ 2-5%

ส่วนเศรษฐกิจไทย รัฐบาลยังคงเน้นกระตุ้นปัจจัยภายในประเทศ ควบคู่ผลักดันการส่งออก คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้ จะขยายตัวไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์และไทยต้องเผชิญสถานการณ์ใดๆ ปี 2546

ความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างกัน 2 ชาติ รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กลุ่มอาเซีย นและเอเชียโดยรวม ให้เหนียวแน่น จะเป็นพลังช่วยต้านภัยความผันผวนเศรษฐกิจโลกอย่างดี

ความสัมพันธ์เศรษฐกิจไทย–สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศแนวหน้าที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ 1 ใน 5 อันดับแรกของไทย รวมทั้งเป็นนักลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยวต่างชาติชั้นนำ ติดกลุ่ม 10 อันดับแรกของไทย

การที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เดินทางเยือนไทยครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่แล้ว ให้แน่นแฟ้น และใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น ส่งผลดีความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างกัน ทั้งระดับทวิภาคและพหุภาคี โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือภายในกลุ่มอาเซียนโดยรวม

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดสรุปประเด็นน่าสนใจความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างไทยกับสิงคโปร์ ด้านการค้า การลงทุน และท่องเที่ยว ดังนี้

การค้าไทย – สิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ติดกลุ่ม 5 อันดับแรก เป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่ไทยส่งสินค้าออกจำหน่ายมากที่สุด มูลค่าส่งออกเฉลี่ยประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

การส่งออกของไทยไปสิงคโปร์ปี 2545 ฟื้นตัวดีขึ้น ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 6% มูลค่าส่งออกราว 5,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับติดลบ 13.3% ปี 2544

การส่งออกของไทยไปอาเซียน (ม.ค.-ต.ค. 2545)
มูลค่าส่งออก (ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) % เปลี่ยนแปลง
1. สิงคโปร์  4,644.4  6.26
2. มาเลเซีย 2,399.1 3.59
3. อินโดนีเซีย 1,428.5  20.18
4. ฟิลิปปินส์  1,015.1  7.11
5. เวียดนาม 757.8 12.12
6. กัมพูชา 435.1 10.21
7. ลาว  332.7 -4.12
8. พม่า 263.2  -9.59
9. บรูไน 32.2  -1.26

 ประเด็นที่น่าสังเกตการค้าไทย–สิงคโปร์ :

สินค้าส่งออกสิงคโปร์กระเตื้องรวดเร็ว สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกสิงคโปร์ปี 2545 ส่วนใหญ่ฟื้นตัวจากภาวะซบเซา ขยายตัวค่อนข้างสูง เนื่องจากเศรษฐกิจทั่วไปสิงคโปร์ก้าวพ้นภาวะหดตัว

ประชาชนและภาคธุรกิจ ต้องการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่มขึ้น สินค้าออกของไทยที่กระเตื้องตลาดสิงคโปร์ อาทิ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ยางพารา เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ

มอเตอร์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ า เครื่องตัดต่อและป้องกันวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไดโอด แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์-อุปกรณ์และส่วนประกอบ เหล็ก-เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สินค้าไทยบางรายการที่ยังคงน่าห่วง อัตราหดตัวลงติดต่อกันปีที่ 2 ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ข้าว วงจรพิมพ์ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ตลับลูกปืน เครื่องพักกระแสไฟฟ้า เป็นต้น

การพบปะหารือกันระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ครั้งนี้ แนวโน้มจะช่วยกระตุ้นการค้าขายระหว่างกัน ให้ขยายตัวมากขึ้น รวมทั้งช่วยผลักดันมาตรการลดภาษีขาเข้า ภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (Asean Free Trade Agreement: AFTA) ดำเนินไปตามเป้าหมาย

เนื่องจากผู้นำสิงคโปร์และผู้นำไทย ต่างมีแนวความคิด และวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน คือส่งเสริมการค้าเสรี ทั้งระดับพหุภาคีและทวิภาคี ทำให้ไทยและสิงคโปร์มีมาตรการส่งเสริมทำข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีประเทศคู่ค้าต่างๆ

เช่น สิงคโปร์มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement) กับญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ กลุ่มเขตการค้าเสรียุโรป เป็นต้น

ส่วนไทยมีเป้าหมายจะตั้ง FTA กับประเทศต่างๆ 10 ประเทศ อาทิ อินเดีย บังคลาเทศ บาห์เรน กาตาร์ โอมาน คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิ อาระเบีย มาเลเซีย สิงคโปร์

แนวคิดคล้ายคลึงกันดังกล่าว น่าจะช่วยเป็นพื้นฐานความร่วมมือการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ เพิ่มพูนมากขึ้น รวมถึงช่วยคลี่คลายปัญหาการค้า ทำให้สินค้าส่งออกของไทย ซึ่งเคยเป็นสินค้าดาวรุ่งตลาดสิงคโปร์ แต่สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา

ไทยเกินดุลการค้าสิงคโปร์เพิ่ม ไทยเกินดุลการค้ากับสิงคโปร์ ยอดเกินดุลเฉลี่ยประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปีช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปี 2545 ไทยเกินดุลการค้ากับสิงคโปร์เฉลี่ยราว 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากการส่งออกของไทยไปสิงคโปร์กระเตื้อง ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากสิงคโปร์ ยังคงชะลอตัวปีที่แล้ว

ไทยผนึกพลังสิงคโปร์หนุน AFTA แม้ความร่วมมือกลุ่มอาเซียนประเด็นปรับลดอัตราภาษีประเทศสมาชิก ตามกรอบข้อตกลง เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ดูเชื่องช้า และไม่ค่อยฟู่ฟ่าเหมือนที่คาด ทั้งๆ ที่เริ่มทยอยมีผลบังคับใช้กันแล้วก็ตาม

เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบการก่อการร้ายในภูมิภาค ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศ พะวงความมั่นคงปลอดภัยในประเทศ ให้ความสำคัญความร่วมมือกันป้องกันภัยการก่อการร้าย มากกว่าจะสนใจประเด็นความร่วมมือ AFTA รอบปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การที่นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เยือนไทยไม่เป็นทางการ จะเป็นโอกาสที่ไทยปรึกษาหารือเกี่ยวกับเร่งรัด AFTA มีผลเป็นรูปธรรมชัดเจน และดึงดูดความสนใจประชาคมโลกมากขึ้น เพื่อจะเป็นแม่เหล็กนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ หวนกลับมาลงทุน และทำธุรกิจกั บประเทศอาเซียนมากขึ้น

ยังช่วยให้ความร่วมมือตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน และเขตการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย ที่คาดหวังสำเร็จอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นไปได้ และน่าเชื่อถือในประชาคมโลก

ไทยเห็นความสำคัญตลาดอาเซียนอย่างมาก เนื่องจากอาเซียนหวนกลับมาเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยปี 2545 การส่งออกของไทยไปตลาดแห่งนี้ ขยายตัวไม่ต่ำกว่า 7% มูลค่าราว 13,650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ปี 2545

ทำให้อาเซียนแซงหน้าสหรัฐอเมริกา กลายเป็นกลุ่มประเทศที่ไทยส่งสินค้าออกขายมากอันดับ 1 เป็นครั้งแรกรอบ 5 ปี ก่อนหน้านี้ อาเซียนเคยครองแชมป์ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยช่วงระหว่างปี 2538-2540

แต่การค้าขายภายในกลุ่มอาเซียนซบเซา หลังจากมรสุมเศรษฐกิจและการเงินเอเชียปะทุ อย่างไรก็ตาม การค้าระหว่างไทยกับกลุ่มอาเซียน ได้รับผลดีโดยตรงจากการลดภาษีขาเข้าสินค้าส่วนใหญ่เหลือ 0-5% ตั้งแต่ต้นปี 2545 แม้สินค้าอ่อนไหวบางรายการ ยังคงเป็นปมปัญหาขัดแย้งระหว่างไทยกับสมาชิกอาเซียนบางประเทศก็ตาม

ไทยและสิงคโปร์ รวมทั้งสมาชิกอาเซียนอื่นๆ น่าจะตระหนักผลดีการค้าภายในอาเซียนโดยรวม เพราะกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออก และลดการพึ่งพาตลาดหลักๆของอาเซียน ที่กำลังเจอปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือยุโรป

การร่วมมือกันภายในอาเซียน และเพิ่มความสัมพันธ์ประเทศเพื่อนบ้าน จีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ประเทศสมาชิกอาเซียนช่วยกันสร้างสรรค์ ไทยและสิงคโปร์จึงควรเป็นแกนนำผลักดันมาตรการความร่วมมือดังกล่าว เกิดขึ้นจริงจัง

ลงทุนไทย – สิงคโปร์

 สิงคโปร์ลงทุนไทย : เงินหดหาย 50% การลงทุนของสิงคโปร์ในไทยซบเซาลงปี 2545 ตามสถานการณ์เศรษฐกิจสิงคโปร์ ที่ยังไม่สามารถกอบกู้การฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ทำให้ความต้องการลงทุนต่างประเทศชะลอ รวมทั้งในไทย

นอกจากนี้ การที่จีนเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุนต่างประเทศ ที่มาแรงอย่างมากรอบปีที่ผ่านมา มีส่วนจูงใจนักลงทุนสิงคโปร์บางกลุ่ม หันเหการลงทุนไปจีน ทดแทนการลงทุนในอาเซียนและไทย

คาดว่าการลงทุนของสิงคโปร์ ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของไทย (BOI) จะลดลงราวครึ่งหนึ่ง เหลือเงินลงทุนประมาณ 7,000-7,500 ล้านบาทปี 2545 เทียบมูลค่าโครงการลงทุนขอรับส่งเสริม 13,556 ล้านบาทปี 2544

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนชาวสิงคโปร์เคยสนใจลงทุนในไทยคึกคัก มูลค่าโครงการลงทุนขอรับส่งเสริมจาก BOI สูงถึง 51,650 ล้านบาทปี 2543

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนสิงคโปร์ยังคงจัดเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่อันดับ 6 ของไทยปี 2545 รองจากญี่ปุ่น ไต้หวัน อังกฤษ ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันสิงคโปร์เป็นสมาชิกอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด

การพบปะหารือระหว่างผู้นำไทยและสิงคโปร์ครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยปลุกความสนใจนักลงทุนชาวสิงคโปร์ ให้หันกลับมามองไทย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดที่มีศักยภาพการลงทุนสูงแห่งหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูการลงทุนสิงคโปร์ในไทย ที่ซบเซาตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ให้กระเตื้อง

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ สนใจเข้ามาลงทุนธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ เป็นหลัก สัดส่วนประมาณ 60% ของมูลค่าโครงการลงทุน ที่ยื่นขออนุมัติส่งเสริมการลงทุนทั้งหมดแต่ละปี

โครงการลงทุนชาวสิงคโปร์ในไทย เกินครึ่งหนึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ มูลค่าเงินลงทุนมากกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป ช่วงเศรษฐกิจสิงคโปร์เข้มแข็ง การลงทุนของสิงคโปร์ส่วนใหญ่ เป็นโครงการระดับหลายพันล้านบาท ส่งผลการลงทุนของสิงคโปร์ในไทยบูม มากช่วงนั้น

ประเด็นน่าสังเกตอีกประการ คือนักลงทุนสิงคโปร์เป็นกลุ่มทุนดั้งเดิมที่ลงทุนในไทยหลายปีแล้ว โครงการลงทุนขอรับส่งเสริมช่วงหลังๆ จึงลงทุนเพื่อขยายโครงการลงทุนเดิม โครงการลงทุนใหม่ๆ ที่นักธุรกิจสิงคโปร์สนใจระยะนี้ อาทิ อุตสาหกรรมผลิตส่วนประกอบและชิ้นส่วนรถยนต์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

นักลงทุนต่างชาติ 10 อันดับแรกของไทย (ม.ค.-พ.ย. 2545)
มูลค่าเงินลงทุน (ล้านบาท)  % เปลี่ยนแปลง
1. ญี่ปุ่น 64,769 19.74
2. ไต้หวัน  41,230 817.45
3. อังกฤษ 9,926 -15.24
4. ฮ่องกง 9,599 7.19
5. สหรัฐอเมริกา 7,859  -39.17
6. สิงคโปร์ 7,849 -76.75
7. สวิตเซอร์แลนด์ 2,966 8.05
8. เกาหลีใต้ 2,793 273.77
9. จีน 2,081  -75.56
10. มาเลเซีย 1,833 -60.57

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ไทยลงทุนสิงคโปร์เงียบเหงา การลงทุนของไทยในสิงคโปร์ไม่ค่อยสม่ำเสมอนักช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คาดว่าการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของไทย ไปสิงคโปร์ จะชะลอตัวระดับราว 1,500 ล้านบาทปี 2545 เทียบเงินลงทุน 1,868 ล้านบาทปี 2544 

การลงทุนของไทยในสิงคโปร์เคยมีมูลค่าสูงถึง 7,730 ล้านบาทปี 2542 แต่กลับลดเหลือ 232 ล้านบาทปี 2543 

การลงทุนในสิงคโปร์ของนักธุรกิจไทย ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบริการ เช่น กิจการโรงแรม ภัตตาคาร-ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย รวมทั้งร้านบูติคจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปหรูหรา มุ่งเน้นเจาะตลาดผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ระดับบน กำลังซื้อสูง 

. ท่องเที่ยวไทย–สิงคโปร์

 สิงคโปร์เที่ยวไทยเพิ่ม นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ครองตำแหน่งนักท่องเที่ยวต่างชาติรายใหญ่อันดับ 6 ที่เดินทางท่องเที่ยวไทยปี 2545 รองจากมาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ 

ชาวสิงคโปร์เดินทางท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น 2.4% เป็น 527,386 คน 10 เดือนแรก 2545 ประเด็นน่าสังเกตคือ นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ รวมทั้งนักท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเอเชียอื่นๆ ยังคงเดินทางมาไทยเพิ่มขึ้นตุลาคม 2545 ขยายตัวเฉลี่ยประมาณ 20% 

แม้เกิดเหตุการณ์ระเบิดบาหลี อินโดนีเซีย ต้นตุลาคม 2545 สะเทือนขวัญนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงนั้น นักท่องเที่ยวสิงคโปร์เยือนไทย 50,394 คน ขยายตัว 21.4% เฉพาะตุลาคมเดือนเดียว

สาเหตุส่วนหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์การเมือง และบรรยากาศท่องเที่ยวในไทย ค่อนข้างสงบเรียบร้อย จึงจูงใจนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวไทยทดแทนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่สถานการณ์ล่อแหลมกว่า 

ประมาณการตลอดทั้งปี 2545 ชาวสิงคโปร์เดินทางทัศนาจรไทยไม่ต่ำกว่า 600,000 คน ทำรายได้การท่องเที่ยวให้ไทยมากกว่า 12,000 ล้านบาท การที่ชาวสิงคโปร์สนใจเดินทางท่องเที่ยวไทย เนื่องจากไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ การเดินทางสะดวกรวดเร็ว และเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงนัก 

ส่งผลชาวสิงคโปร์ที่ต้องการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจต่างแดน เลือกแหล่งท่องเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านเอเชีย โดยเฉพาะไทย แทนโปรแกรมทัวร์ระยะไกล เช่น ทัวร์ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายแพงกว่า 

นักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 อันดับแรกของไทย (ม.ค.-ต.ค. 2545)
จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)  % เปลี่ยนแปลง
1. มาเลเซีย 1,027,276 15.97
2. ญี่ปุ่น 1,008,579  -0.02
3. จีน  631,480 12.15
4. ไต้หวัน 600,906  -3.69
5. เกาหลีใต้ 575,547 32.67
6. สิงคโปร์ 527,386 2.44
7. ฮ่องกง 456,372 1.71
8. อังกฤษ 449,647  8.98
9. สหรัฐอเมริกา 403,381 1.55
10. เยอรมนี 312,877  0.89
ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

  ไทยเที่ยวสิงคโปร์อ่อนแรง สิงคโปร์จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวขวัญใจนักท่องเที่ยวและนักช็อปปิ้งชาวไทยเช่นกัน คนไทยนิยมเดินทางเยี่ยมเยือนสิงคโปร์มากอันดับ 2 รองจากมาเลเซีย เฉลี่ยมากกว่าปีละ 220,000 คน 

แม้ช่วง 10 เดือนแรก 2545 นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปสิงคโปร์ลดลงเล็กน้อย มี 210,635 คน ลดลง 1.5% แต่สิงคโปร์ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญลำดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวไทย ประมาณว่า นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปสิงคโปร์ จะส่งผลเงินไหลออกนอกประเทศไม่ต่ำกว่า 13,000 ล้านบาทปี 2545 

ประเด็นน่าสังเกตการท่องเที่ยวไทย–สิงคโปร์ :

 คนไทยเที่ยวจีนแทน การที่นักท่องเที่ยวไทยชะลอการเดินทางท่องเที่ยวสิงคโปร์ปีที่ผ่านมา สาเหตุส่วนหนึ่ง เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ประเทศเพื่อนบ้านเอเชีย มีเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น ประกอบกับเสียค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไม่แพงนัก 

โดยเฉพาะจีน ซึ่งก้าวเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 3 ของนักท่องเที่ยวไทยปี 2545 ตามหลังสิงคโปร์กระชั้นชิด ที่น่าจับตามอง ได้แก่ อัตราขยายตัวนักท่องเที่ยวไทย ที่เดินทางไปจีน พุ่งสูงถึง 30.9% เป็น 187,453 คน ช่วง 10 เดือนแรก 2545 

เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่อาณาเขตกว้างใหญ่ และสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายประเภท ทำให้นักท่องเที่ยวไทยหน้าใหม่ ต้องการเดินทางเยี่ยมชมจีน รวมทั้งนักท่องเที่ยวไทย ที่เคยเดินทางไปจีนแล้ว 

สนใจจะกลับไปทัศนาจรแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ของจีนเพิ่มเติม นับว่าจีนมีเสน่ห์ท่องเที่ยวแตกต่างจากสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศขนาดเล็ก มักชูจุดขายศูนย์กลางแหล่งช็อปปิ้งเป็นหลัก 

 ไทยขาดดุลท่องเที่ยวกับสิงคโปร์ สิงคโปร์เป็นหนึ่งในบรรดาไม่กี่ประเทศที่ไทยเป็นฝ่ายขาดดุลท่องเที่ยว ซึ่งหมายถึง ยอดรายจ่ายนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปสิงคโปร์ เป็นเงินมากกว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวสิงคโปร์ที่เดินทางมาไทย 

ไทยแนวโน้มจะขาดดุลท่องเที่ยวกับสิงคโปร์เพิ่มเป็น 800-1,000 ล้านบาทปี 2545 เทียบยอดขาดดุล 204.4 ล้านบาทปี 2544 เนื่องจากค่าใช้จ่ายสถานที่พักและค่าอาหารในสิงคโปร์ ค่อนข้างแพง 

นักท่องเที่ยวไทยยังใช้จ่ายเงินจำนวนมากช็อปปิ้งที่สิงคโปร์ สัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนเงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดเดินทางท่องเที่ยวสิงคโปร์ ขณะที่ค่าครองชีพในไทยค่อนข้างถูกกว่า ทำให้นักท่องเที่ยวสิงคโปร์ประหยัดค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองไทย 

ส่งผลเงินด้านท่องเที่ยวไหลออกสิงคโปร์ มากกว่ารายได้ที่ไหลเข้า เป็นข้อพึงระวังที่ทางการไทยน่าจะรณรงค์ให้นักช็อปปิ้งชาวไทยตระหนักความเสียเปรียบประเด็นนี้ 

นอกจากสิงคโปร์ ประเทศอื่นๆ ที่ไทยขาดดุลท่องเที่ยว ได้แก่ มาเลเซีย และฮ่องกง แหล่งช็อปปิ้งชั้นนำย่านเอเชียเช่นกัน 

แหล่งท่องเที่ยวต่างประเทศ 10 อันดับแรกนักท่องเที่ยวไทย (ม.ค.-ต.ค. 2545) 
จำนวนนักท่องเที่ยว (คน)  % เปลี่ยนแปลง
1. มาเลเซีย 613,274  17.79
2. สิงคโปร์ 210,635 -1.53
3. จีน 187,453 30.87
4. ฮ่องกง 166,224 1.63
5. ไต้หวัน 107,860 -3.56
6. ญี่ปุ่น 84,517 12.45
7. ออสเตรเลีย 55,377 3.04
8. เกาหลีใต้ 47,173 22.51
9. เยอรมนี 39,485 8.94
10. เวียดนาม 32,532 49.26

ที่มา : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

   

กลับหน้าแรก