|
ธุรกิจพึงระวังปี
2546
กลุ่มที่ 2 : บทวิจัย โดย ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2546 การประเมินภาวะธุรกิจปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ตามหลักเกณฑ์การประเมินที่กำหนด แบ่งธุรกิจกลุ่มธุรกิจพึงระวัง 9 ประเภท เนื้อหาสาระแต่ละธุรกิจ ต่อไปนี้ เสื้อผ้าสำเร็จรูป : ตลาดส่งออกมีปัญหา เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าซบเซา แม้เสื้อผ้าสำเร็จรูปจะเป็นสินค้า 1 ในปัจจัย 4 จำเป็นของมนุษย์ แต่ภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำคัญ สัดส่วนรวมกันถึงกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาวะซบเซา จึงส่งผลกำลังซื้อประชาชนไม่มากนัก แต่เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปต่างๆ แข่งขันรุนแรง ทำให้ราคาสินค้าลดลง จึงช่วยกระตุ้นปริมาณบริโภคไม่ลดลง แต่มูลค่าอาจถูกกระทบบ้าง สินค้าจากประเทศที่ต้นทุนผลิตต่ำ อาทิ จีน เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน จึงได้รับความนิยม ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดให้ธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นธุรกิจที่พึงระวังปี 2546 รายละเอียด ดังนี้ ปัจจุบัน แม้ไทยจะได้มีการพัฒนาคุณภาพ รวมทั้งรูปแบบสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปให้มีความทันสมัยตรงตามความต้องการของผู้ซื้อพอสมควร อย่างไรก็ตามสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จของไทยก็ยังได้รับผลกระทบจากสินค้าของประเทศอื่นๆ ที่ได้เปรียบ ทั้งทางด้านค่าจ้างแรงงานต่ำ ระยะทางขนส่งใกล้กว่า รวมถึงอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่า เป็นผลจากข้อตกลงทางการค้าภายในกลุ่มร่วมกัน อาทิ ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) การรวมกลุ่มสหภาพยุโรป เป็นต้น ขณะเดียวกัน ผลจากการที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาประเทศผู้นำเข้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ส่งผประเทศเหล่านี้ นำเข้าสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากประเทศที่ต้นทุนผลิตต่ำกว่าไทยแทน ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย ต้องแข่งขันกับสินค้าจากประเทศเหล่านี้ ด้วยความยากลำบากพอสมควร เห็นได้จากมูลค่าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยช่วงที่ผ่านมา ไม่ค่อยสดใสนัก ปี 2544 การส่งออกลดลงถึงร้อยละ 7 ปี 2545 ช่วง 9 เดือนแรก ส่งออกมูลค่าทั้งสิ้น 2,014.2 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 8.5 อย่างไรก็ตาม การที่เริ่มมีคำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศผู้นำเข้าช่วงไตรมาส 3 ต่อเนื่อง ส่งผลมูลค่าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้น ตั้งแต่สิงหาคมเป็นต้นมา การส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ขยายตัวร้อยละ 2.8 และร้อยละ 4.8 สิงหาคมและกันยายนตามลำดับ ขณะที่ยังคงมีคำสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่องช่วงเวลาที่เหลือปี 2545 คาดว่าการส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยปี 2545 มูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ส ลดลงร้อยละ 3.9 จากเดิม ที่ช่วงต้นปีเคยคาดว่า การส่งออกจะเติบโตประมาณร้อยละ 0-2 ปี 2546 คาดว่าทิศทางส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทย ค่อนข้างมีปัญหา และอุปสรรคพอสมควร เนื่องจากคาดว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2546 จะฟื้นตัวเปราะบาง โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ซึ่งภาคการใช้จ่ายภายในประเทศ ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ประกอบกับยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงด้านความตึงเครียดตะวันออกกลาง และปัญหาก่อการร้าย ซึ่งหากสถานการณ์เลวร้ายลง จะทำให้โอกาสการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกต้องล่าช้า ทำให้มีผลต่อกำลังซื้อประชาชนประเทศดังกล่าวพอสมควร ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลทำให้ผู้นำเข้าเสื้อสำเร็จรูป จะนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ต้นทุนต่ำกว่า อาทิ จีน เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน มากขึ้น โดยเฉพาะจีน นอกจากจะมีต้นทุนผลิตต่ำ การที่จีนเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกช่วงปลายปี 2544 ส่งผลนักลงทุนต่างประเทศสนใจลงทุนธุรกิจเสื้อผ้าสำเร็จรูปในจีนเพิ่มขึ้น จีนมีศักยภาพส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม การที่จีนมีข้อจำกัดด้านโควต้าสิ่งทอ ทำให้ไม่สามารถรับคำสั่งซื้อจำนวนมากได้ ที่ผ่านมา จึงมีผู้นำเข้าบางราย เปลี่ยนมาสั่งซื้อสินค้าจากไทยทดแทน ประกอบกับหากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้ช่วงครึ่งปีหลัง ไม่มีปัญหาสงคราม รวมทั้งการก่อการร้าย คาดว่ามูลค่าส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยปี 2546 จะใกล้เคียงปี 2545 คือประมาณ 2,800-2,856 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยเนื่องจากก่อให้เกิดการจ้างแรงงานจำนวนทั้งสิ้น 840,000 คน สัดส่วนร้อยละ 16.5 ของการจ้างแรงงานภาคอุตสาหกรรม หรือร้อยละ 2.5 ของการจ้างแรงงานทั้งประเทศ แต่ที่ผ่านมา ตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยได้รับผลกระทบจากการเข้ามาแย่งตลาดของสินค้าจากประเทศที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า ดังนั้นเพื่อให้อุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูปของไทยสามารถคงบทบาทในตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปของโลกได้จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มศักยภาพ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ในขณะเดียวกันก็ควรหันมาพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบันภาครัฐและเอกชนก็มีโครงการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นในเอเชียโดยจะมีการพัฒนารูปแบบตราสินค้าของตนเอง รวมทั้งเร่งผลิตนักออกแบบแฟชั้นเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐและผู้ประกอบการ ต้องเร่งหาหนทางขยายตลาดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป จากปัจจุบันที่พึ่งพาตลาดส่งออกหลัก คือสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งสัดส่วนรวมกันถึงกว่าร้อยละ 80 เฉพาะตลาดสหรัฐฯ สัดส่วนถึงกว่าร้อยละ 55 ตลาดที่น่าจะมีแนวโน้มดี ได้แก่ ตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง เนื่องจากได้รับผลดีราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่ตลาดประเทศกลุ่มอาเซียน ก็ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากสินค้าไทย ได้เปรียบด้านภาษีที่เก็บภายในกลุ่ม ต่ำกว่าประเทศนอกกลุ่มสมาชิก อาหารทะเลกระป๋อง : ผู้ประกอบการเร่งปรับตัว รับการแข่งขัน ตลาดอาหารทะเลกระป๋องในประเทศ ที่โดดเด่นมีเพียงแต่ปลากระป๋อง อาหารทะเลกระป๋องอื่นๆ ยังไม่เป็นที่นิยมของคนไทยมากนัก การผลิตจึงเน้นส่งออกเป็นหลัก เดิมภาพลักษณ์ตลาดปลากระป๋องในประเทศ เป็นสินค้าราคาถูก แต่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ตลาดปลากระป๋องในประเทศ เริ่มเปลี่ยนแปลงชัดเจน เมื่อผู้ผลิตปลากระป๋องที่ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ เริ่มรุกตลาดในประเทศ ปลุกตลาด ทำให้การแข่งขันตลาดปลากระป๋องเริ่มเข้มข้นขึ้น ปัจจุบัน มูลค่าตลาดปลากระป๋องในประเทศสูงถึง 3,600 ล้านบาท แบ่งตลาดตามประเภทของผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ปลาซาร์ดีนกระป๋องมูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยอัตราขยายตัวตลาดนี้สูงถึงร้อยละ 20 ต่อปี เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคปลากระป๋องร้อยละ 90 เป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด เพราะทดแทนอาหารสดโดยเฉพาะอาหารทะเลได้อย่างดี ส่วนตลาดปลาทูน่ากระป๋องมีมูลค่าตลาด 600 ล้านบาท เดิมตลาดนี้ อัตราขยายตัวไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา การขยายตัวของปลาทูน่ากระป๋องในประเทศเพิ่มขึ้นชัดเจน เมื่อผู้ผลิตปลาทูน่ากระป๋องส่งออกเริ่มหันมาบุกตลาดในประเทศอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างมากของตลาดปลาทูน่าปรุงรส ที่สอดรับพฤติกรรมของผู้บริโภค ปัจจุบัน สัดส่วนตลาดถึงร้อยละ 30 ของตลาดปลาทูน่ากระป๋องทั้งหมด ปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของปริมาณการบริโภคปลากระป๋องในประเทศ คือ การที่ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจในสุขภาพมากขึ้น จึงหันมาเลือกบริโภคเนื้อปลาทดแทนเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ โอกาสการขยายตลาดปลากระป๋องในประเทศยังเปิดกว้าง ถ้าเป็นตลาดปลากระป๋องในระดับราคาไม่สูงนัก การประชาสัมพันธ์ถึงคุณค่าทางอาหารของปลากระป๋อง ตลอดจนการนำไปปรุงอาหารได้หลายประเภทจะช่วยขยายตลาดได้อีกมากโดยเฉพาะตลาดในต่างจังหวัด ซึ่งต้องใช้ทดแทนอาหารสด ส่วนปลากระป๋องระดับพรีเมี่ยม การแข่งขันเพื่อชิงสัดส่วนทางการตลาด จะยังเข้มข้น ยังเป็นตลาดน่าจับตามอง รวมทั้งน่าสังเกตว่า ราคาเป็นปัจจัยมีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อผู้บริโภค หากยี่ห้อใด ใช้กลยุทธ์ราคาบุกตลาดช่วงใด จะเพิ่มยอดจำหน่ายช่วงนั้นได้ แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศ ยังไม่ยึดติดยี่ห้อมากนัก คาดว่าปี 2546 มูลค่าส่งออกอาหารทะเลกระป๋อง 680 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบปี 2545 ลดลงประมาณร้อยละ 2 เนื่องจากยังต้องเผชิญปัญหาแข่งขันรุนแรงมากขึ้น จากประเทศคู่แข่ง ยังต้องเผชิญการกีดกันการค้า ประเทศคู่ค้าสำคัญ อุปสรรคสำคัญส่งออกอาหารทะเลกระป๋องปี 2546 ได้แก่ การติดฉลากจีเอ็มโอเนื่องจากประเทศผู้นำเข้า ห้ามนำเข้าปลาทูน่ากระป๋องในน้ำมันถั่วเหลืองของไทย ข้ออ้างการติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอ อ้างว่าถั่วเหลืองของไทย มีโอกาสจะปนเปื้อนสินค้าจีเอ็มโอ เนื่องจากแหล่งนำเข้าถั่วเหลืองของไทย คือสหรัฐฯ อาร์เจนตินา บราซิล เป็นต้น ปัญหาตลาดสหรัฐฯ ความต้องการปลาทูน่ากระป๋องตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอันดับ 1 การส่งออกปลาทูน่ากระป๋องของไทย แนวโน้มลดลง สหรัฐฯ มีแนวโน้มจะต่ออายุกฎหมายให้สิทธิพิเศษการค้า เนื่องจากการปราบปรามยาเสพติดให้กลุ่มประเทศแอนเดียน ซึ่งจะมีผลให้ประเทศเหล่านี้ เสียภาษีนำเข้าร้อยละ 6.2 ขณะที่ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 12.5 ปัญหาตลาดสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปเสนอยกเว้นภาษีกลุ่มประเทศเคยเป็นเมืองขึ้นในแอฟริกา แคริบเบียนและแปซิฟิก ภายใต้ข้อตกลง Cotonou Agreement รวม 78 ประเทศ ซึ่งมีผลกระทบการส่งออกปลาทูน่ากระป๋องของไทย และฟิลิปปินส์ ปัญหาพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า อย่างไรก็ตาม สินค้าปลาทูน่ากระป๋องของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวตลาดญี่ปุ่น คาดว่าจะเป็นสินค้าที่ได้รับประโยชน์ หากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิรัก เนื่องจากจะมีความต้องการสำรองอาหารเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการในไทยปรับตัว โดยส่งออกผลิตภัณฑ์ทูน่าเพิ่มขึ้น แม้ปัจจุบัน มูลค่าส่งออกยังไม่สูงมากนัก แต่มีแนวโน้มขยายตัวส่งออกในเกณฑ์สูง ทั้งตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป แนวทางปรับตัวของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลกระป๋องปี 2546 ได้แก่ ทำตลาดในประเทศมากขึ้น เนื่องจากกระแสรักษาสุขภาพ ทำให้คนไทยบริโภคปลาทูน่ากระป๋องมากขึ้น ร่วมลงทุนกับประเทศอื่นๆ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจปลาทูน่ากระป๋องตั้งโรงงานผลิตในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง โดยซื้อตรายี่ห้อชิคเก้นออฟเดอะซี 1 ในบรรดายี่ห้อขายดีในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรร่วมทุนกับผู้นำเข้าสหภาพยุโรป และส่งออกสหภาพยุโรปเป็นหลัก แทนการส่งออกตลาดสหรัฐฯ ด้วย ขจัดอุปสรรควัตถุดิบ อนาคตอุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋องของไทย มีข้อจำกัดปริมาณวัตถุดิบในประเทศ เนื่องจากความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ผู้ประกอบการต้องพึ่งการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งเปลี่ยนรูปแบบการลงทุน เป็นลงทุนร่วมกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีแหล่งวัตถุดิบ การลงทุนเช่นนี้ เอื้ออำนวยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น อุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋องของไทยจะอยู่รอดได้ ภายใต้เงื่อนไขว่า ราคาวัตถุดิบ ต้องไม่ถีบตัวสูงขึ้นมากนัก จนทำให้สินค้าอาหารทะเลกระป๋องของไทย ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ส่วนข้อจำกัดด้านความต้องการตลาดต่างประเทศ โอกาสยังมี คือแสวงหาตลาดใหม่ เพื่อขยายการส่งออก ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว กรณีปลาซาร์ดีนกระป๋อง และปลาแมคเคอรัลตลาดตะวันออกกลาง ยังต้องอาศัยความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทิศทางอุตสาหกรรมอาหารทะเลกระป๋อง หากจะแข่งขันในเวทีการค้าโลก ต้องปรับตัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยลงลึกด้านคุณภาพและประสิทธิภาพผลิต ตั้งแต่ระดับต้นทาง คือพัฒนาเทคนิคประมง ให้มีกรรมวิธีทันสมัย และจัดหาวัตถุดิบคุณภาพ เร่งส่งเสริมวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นฐานการผลิตที่มั่นคงของประเทศต่อไป เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบการผลิตได้บางส่วน ส่วนระดับปลายทาง ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารทะเลกระป๋อง ต้องเน้นผลิตสินค้าคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อสร้างจุดเด่น และคงความเป็นผู้นำส่งออกอาหารทะเลกระป๋องต่อไป กุ้งและผลิตภัณฑ์ : ตลาดส่งออก เผชิญปัญหาหนัก การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ ซึ่งเคยเป็นพระเอกในบรรดาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรช่วงปี 2542-2544 คาดว่าเริ่มจะลดบทบาทความสำคัญตั้งแต่ปี 2545 เนื่องจากต้องเผชิญปัญหาแข่งขันรุนแรงในการส่งออก ปัญหาประเทศคู่ค้าลดปริมาณรับซื้อ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ปัญหาประเทศที่เคยนำเข้า เพาะเลี้ยงได้มากขึ้น จะกลายเป็นคู่แข่งการส่งออกสำคัญในอนาคต รวมทั้งปัญหามาตรการกีดกันไม่ใช่มาตรการภาษี และการตรวจพบสารเคมีต้องห้ามตกค้างในผลิตภัณฑ์ คาดว่ามูลค่าส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ทั้งปี 2545 จะลดลงถึงร้อยละ 30 ปี 2546 คาดว่า ปัญหาต่างๆ ของกุ้งและผลิตภัณฑ์ จะยังคงทำให้การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ไม่สดใส คาดว่าผลผลิตกุ้งไทยปี 2546 เท่ากับ 290,000 ตัน เพิ่มจากปี 2545 ประมาณร้อยละ 20 ปริมาณผลิตกุ้ง จะเพิ่มขึ้นเท่าปริมาณผลิตปี 2544 เนื่องจากปรับการผลิต เป็นกุ้งปลอดสารเคมี หรือกุ้งชีวภาพ มากขึ้น คาดว่าราคากุ้งไทยตลาดโลก แนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วย คาดว่าการส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ ยังคงแนวโน้มขยายตัว อย่างไรก็ตาม การผลิตกุ้งช่วงปี 2546-2547 ตลาดโลก ก็มีแนวโน้มจะขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูงเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 8 ต่อปี ประเทศที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก คือ จีน เวียดนาม อินเดีย บราซิล เม็กซิโก ตลาดจึงจะเป็นของผู้ซื้อ ซึ่งคาดว่าจะเกิดปัญหาอ้างเหตุกีดกันการค้า เพื่อเลือกซื้อสินค้า และต่อรองราคา เพิ่มขึ้น จะทำให้ราคาผลิตภัณฑ์กุ้งขายปลีกในตลาดประเทศผู้ซื้อ แนวโน้มลดลง ผู้ส่งออกกุ้งของไทยจะเผชิญปัญหา เนี่องจากต้นทุนผลิตอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าประเทศคู่แข่ง นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนิโนที่เกิดขึ้นในเอเชีย ทำให้ปริมาณผลิตกุ้งอ่าวเม็กซิโก และประเทศต่างๆ ในอเมริกาใต้เพิ่มขึ้น การแข่งขันในการส่งออกตลาดสหรัฐฯ และญี่ปุ่น แนวโน้มรุนแรงขึ้นปี 2546 ยกเว้นถ้าเกิดปัญหาความเสียหายการผลิตรุนแรงในประเทศที่ผลิตกุ้งเพื่อส่งออก จะทำให้ปัญหาการแข่งขันลดความรุนแรง ไทยต้องทบทวนแนวทางพัฒนาประสิทธิภาพผลิตกุ้ง คาดว่าหลังจากปี 2547 ไทยอาจกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2-3 เป็นผู้ผลิตอันดับ 3-4 รองจากจีน บราซิล เวียดนาม และอินโดนีเซีย เนื่องจากประเทศเหล่านี้ แนวโน้มผลิตกุ้งเกิน 200,000 ตันต่อปี แม้ราคากุ้งในประเทศ จะมีแนวโน้มลดลง แต่กุ้งยังจัดเป็นอาหาณราคาแพง ซึ่งช่วงเศรษฐกิจซบเซานี้ ปริมาณบริโภคกุ้งในประเทศ ยังคงมีแนวโน้มลดลง ปริมาณบริโภคกุ้งในประเทศอยู่ในระดับร้อยละ 10 ของปริมาณผลิตกุ้งทั้งหมดเท่านั้น ปัจจุบัน รัฐบาลและผู้เลี้ยงกุ้ง จะร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า กระตุ้นให้บริโภคกุ้งในประเทศเพิ่มขึ้น แนวโน้มส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ คาดว่าปี 2545 จะส่งออกได้เพียง 70,000 ตัน มูลค่า 60,000-70,000 ล้านบาทเท่านั้น ไม่สามารถผลักดันยอดส่งออกถึง 100,000 ตัน ตามที่วางเป้าหมายตอนต้นปี เดิม เคยคาดว่า ปี 2546 จะส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ได้ประมาณ 250,000 ตัน คาดว่าแนวโน้มส่งออกจะหดตัวเหลือเพียง 200,000 ตัน คาดว่า การส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ไปตลาดสหรัฐฯ จะยังคงขยายตัวได้ เนื่องจากคนอเมริกัน แนวโน้มบริโภคกุ้งเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลประเภทอื่นๆ และการตรวจพบสารตกค้างในสหภาพยุโรป ไม่ส่งผลกระทบการส่งออกตลาดสหรัฐฯ รวมทั้งผู้เลี้ยงกุ้งไทย ปรับการผลิตเป็นการผลิตกุ้งปลอดสารมากขึ้น ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคต่างประเทศมากขึ้น คาดว่าช่วงปี 2546-2548 ผู้ส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทย ต้องพยายามรักษาตลาดสหรัฐฯ ไว้อย่างเหนียวแน่น รวมทั้งยังต้องเจาะตลาดกุ้งแปรรูปในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากโรงงานแปรรูปอาหารในญี่ปุ่น จะทยอยปิดกิจการ เพราะต้นทุนเริ่มสูงขึ้น คาดว่าโรงงานเหล่านี้ จะย้ายเข้ามาร่วมทุนในไทย แล้วส่งสินค้ากลับญี่ปุ่น ปี 2545 สหภาพยุโรปตรวจพบสารเคมีต้องห้ามตกค้างอยู่ในผลิตภัณฑ์ ทำให้สหภาพยุโรปเข้มงวดการตรวจสอบการนำเข้า โดยตรวจสอบ 100% แทนสุ่มตรวจ เป็นผลให้เกิดปัญหาตามมามากมาย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายส่งออกเพิ่มขึ้น ใช้เวลานานขึ้น ตรวจสอบท่าเรือประเทศผู้นำเข้า ทำให้อายุสินค้า ที่จะนำขึ้นวางจำหน่ายบนชั้นในร้านค้าปลีกสั้นลงด้วย ผลกระทบประการสำคัญคือ ผู้นำเข้าเริ่มขาดความมั่นใจในสินค้า ส่งผลทำให้ยอดการนำเข้าจากไทยมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังปี 2545 สิ่งที่ต้องระมัดระวังด้วย คือผลกระทบต่อเนื่องถึงประเทศผู้นำเข้ารายอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่น นอกจากนี้ รัฐบาลไทยและผู้ส่งออก ต้องเร่งแก้ไขปัญหาสารตกค้างผลิตภัณฑ์ทันตามกำหนดสหภาพยุโรป เพื่อไม่ให้สหภาพยุโรปงดนำเข้าสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างมากต่อธุรกิจนี้ รัฐบาลไทยจะยื่นแผนปฏิบัติการณ์และมีการเร่งปราบปรามสารเคมีต้องห้ามอย่างเร่งด่วน รวมทั้งมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอนผลิตจนถึงส่งออก และซื้อเครื่องมือตรวจสอบสารตกค้าง LCMS-MS เครื่องมือประเภทเดียวกับที่สหภาพยุโรปใช้ตรวจสอบสารตกค้าง หากสหภาพยุโรปตรวจไม่พบสารตกค้างอีก คาดว่าปี 2546 ไทยมีสิทธิ์จะหลุดจากบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องตรวจสอบ 100% ซึ่งประเทศคู่แข่งของไทยคือ เวียดนามและปากีสถานนั้นหลุดจากบัญชีดังกล่าวไป อยู่ในบัญชีที่สุ่มตรวจตามปกติแล้ว แนวทางแก้ปัญหาสารเคมีต้องห้าม รัฐบาลมีมาตรการเข้มงวดในการตรวจสอบในระดับฟาร์มในการใช้เคมีภัณฑ์ในการเลี้ยง การตรวจสอบผู้ผลิตและผู้ค้าอาหารและเคมีภัณฑ์ในการเลี้ยงกุ้ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการใช้สารเคมีต้องห้าม รวมทั้งมีการดำเนินมาตรการในการยกระดับมาตรฐานในการรับรองคุณภาพกุ้ง แบ่งมาตรฐานเป็น 3 ระดับ คือ กุ้งคุณภาพ เป็นกุ้งที่ได้จากฟาร์มที่เข้าร่วมโครงการเลี้ยงกุ้งระบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และกรมประมงรับรองคุณภาพตลอดสายการผลิต กุ้งอนามัย เป็นกุ้งที่ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยของสารตกค้างและสุขอนามัยหรือการเลี้ยงที่เหมาะสม และ กุ้งที่มีการรับรองที่ปลายทาง โดยสมาคมผู้เพาะเลี้ยง ผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งกุลาดำจะตรวจสอบกุ้งที่จะเข้าสู่ตลาดกลางก่อนที่จะกระจายไปยังผู้บริโภค ซึ่งการยกระดับมาตรฐานด้านสุขอนามัยนี้จะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ แนวทางแก้ปัญหาการขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ของรัฐบาลตามโครงการจัดหาพ่อแม่พันธุ์กุ้งด้วยการปล่อยเลี้ยงในทะเล นับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่งแต่คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 3 ปี ระหว่างนี้ ผู้ประกอบการยังคงต้องพึ่งการนำเข้ากุ้งทะเลจากเดนมาร์ก จีน ชิลี และรัสเซีย ตลอดจนลดการจับกุ้งจากทะเล เพื่อปล่อยให้พ่อแม่พันธุ์ฟื้นตัว ผู้ประกอบการ ปรับตัว โดยขออนุญาตนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว เพื่อเพาะเลี้ยงแทนกุ้งกุลาดำ รวมทั้งห้องเย็น รับซื้อกุ้งขาวมากขึ้น เริ่มแปรรูปเพื่อส่งออกด้วย เนื่องจากห้องเย็นส่วนใหญ่ เห็นว่าอนาคตอันใกล้ ไทยจะมีปัญหาขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำ แนวทางแก้ปัญหาอนาคต รัฐบาลควรให้ข้อมูลข่าวสาร ภาพรวมสถานการณ์การเลี้ยงแต่ละพื้นที่ ตลอดจนกฎระเบียบนำเข้าและส่งออก ทันต่อสถานการณ์และรวดเร็ว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยผู้ประกอบการ ให้เตรียมรับมือทันท่วงที อ้อยและน้ำตาลปี46 : ตกภาวะวิกฤติ ชาวไร่อ้อยหน้าซีดขาดทุนหนัก ฤดูการผลิตอ้อยและน้ำตาลปี 2545/46 คาดว่าจะยังเป็นอีกปี ที่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเผชิญภาวะขาดทุนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกยังคงไม่มีทีท่าจะเพิ่มขึ้น จากที่เป็นอยู่ปัจจุบัน คาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นฤดูผลิต 2545/46 จะประมาณ 490 บาทต่อตันอ้อย ขณะที่ต้นทุนผลิตประมาณ 586 บาทต่อตัน ชาวไร่อ้อยจึงขาดทุนจากการเพาะปลูกถึง 96 บาทต่อตันอ้อย หากคิดรวมชาวไร่อ้อยทั้งหมด จะขาดทุนรวมกันประมาณ 5,860 ล้านบาท เมื่อคิดปริมาณผลผลิตอ้อย ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 61 ล้านตัน คาดว่าฤดูผลิตอ้อยและน้ำตาลปี 2545/46 จะได้เห็นชาวไร่อ้อยเคลื่อนไหวกดดันภาครัฐช่วยพยุงราคาอ้อย เหมือนทุกปีที่ผ่านมา ปัจจัยดังกล่าว บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงจัดให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล เป็นธุรกิจพึงระวังปี 2546 รายละเอียดดังนี้ ผลจากการที่ราคาน้ำตาลตลาดโลกลดลงจากเฉลี่ย 9.13 เซนต์ต่อปอนด์ อยู่ที่เพียง 7-8 เซนต์ปี 2545 คาดว่าจะต่อเนื่องถึงปี 2546 ส่งผลเกษตรกรชาวไร่อ้อยไทยต้องประสบภาวะขาดทุนถ้วนหน้า เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลของไทย ต้องพึ่งการส่งออกถึงร้อยละ 65-70 ราคาน้ำตาลตลาดโลก จึงมีผลต่อรายได้ชาวไร่อ้อยอย่างมาก ส่งผลราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฤดูการผลิตปี 2544/45 ที่ประกาศช่วงปลายปี จะใกล้เคียงราคาอ้อยขั้นต้น ซึ่งอยู่ที่ 530 บาทต่อตันอ้อย ขณะที่ต้นทุนผลิตอ้อย 586.32 บาทต่อตันอ้อย เกษตรกรชาวไร่อ้อยจึงขาดทุนจากการเพาะปลูกอ้อยในฤดูการผลิตนี้เฉลี่ย 56.32 บาทต่อตันหรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายของชาวไร่อ้อยทั้งหมดประมาณ 3,350 ล้านบาท จากปริมาณอ้อย 59.49 ล้านตัน นอกจากชาวไร่อ้อยต้องประสบปัญหาขาดทุนปีผลิต 2544/45 ปีการผลิต 2545/46 แนวโน้มที่ชาวไร่อ้อยจะประสบภาวะขาดทุนเช่นเดียวกับปี 2545 พิจารณาจากราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นโดยหลายฝ่ายมีการคาดว่า ราคาอ้อยขั้นต้นปี 2545/46 น่าจะอยู่ที่เพียงประมาณ 490 บาทต่อตัน ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นปี 2544/45 ที่ 530 บาทต่อตัน ต่ำกว่าต้นทุนผลิต 586 บาทต่อตัน ประมาณ 96 บาท ปี 2546 ชาวไร่อ้อยทั้งระบบ ต้องประสบภาวะขาดทุนจากการเพาะปลูกประมาณ 5,860 ล้านบาท หากภาครัฐไม่ช่วยเหลือ หากภาครัฐจะพยุงราคาอ้อยขั้นต้นปีผลิต 2545/46 เท่าปีผลิต 2544/ 45 ภาครัฐต้องหาเงินสนับสนุนกองทุนอ้อยและน้ำตาลประมาณ 2,400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การจะหาเงินกู้ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากปัจจุบัน กองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย มีภาระหนี้ต้องชำระระหว่างปี 2546-2548 ถึง 6,702.92 ล้านบาท หนี้ดังกล่าว กู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้พยุงราคาอ้อยตกต่ำช่วงปีผลิต 2541/42 และปีผลิต 2542/43 การจะกู้เพิ่มเติมอีก จึงทำได้ลำบาก เพราะความไม่มั่นใจของสถาบันการเงินที่มีต่อศักยภาพการชำระหนี้เงินกู้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ขณะที่แนวทางแก้ปัญหาราคาอ้อยตกต่ำด้วยการขึ้นราคาจำหน่ายน้ำตาลในประเทศ ค่อนข้างยาก เพราะอาจถูกต่อต้านจากประชาชนทั่วไป รวมทั้งภาคอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำตาลเป็นวัตถุดิบได้ ดังนั้นในปี 2546 คาดว่าภาครัฐ คงต้องเตรียมพร้อม รับมือกับกลุ่มชาวไร่อ้อยที่จะออกมาเคลื่อนไหวให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ให้ราคาอ้อยตกต่ำแน่นอน สรุปปี 2545 ต่อเนื่องปี 2546 เกษตรกรคงต้องทำใจยอมรับราคาอ้อยที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอันเป็นผลจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ตกต่ำ ทำให้ชาวไร่อ้อยทั้งระบบขาดทุนในปี 2545 ประมาณ 3,350 ล้านบาทหรือขาดทุนเฉลี่ย 56.32 บาทต่อตัน ปีกผลิต 2545/46 คาดว่าราคาอ้อยจะยังคงตกต่ำต่อเนื่องจากปีนี้ค่อนข้างแน่ ทั้งนี้เพราะราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทำให้ชาวไร่อ้อยทั้งระบบขาดทุนประมาณ 5,860 ล้านบาท ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของภาครัฐในการเข้ามาหาเงินช่วยเหลือเพื่อพยุงราคาอ้อยไม่ให้ตกต่ำดังเช่นหลายๆ ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐก็ช่วยเหลืออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้ไม่มากนัก เนื่องจากติดขัดงบประมาณ รวมทั้งภาระหนี้สินอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลค่อนข้างสูง ทำให้สถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้กองทุนอ้อยและน้ำตาล ซึ่งเป็นสถาบันที่มีบทบาทพยุงราคาอ้อยในปัจจุบัน ยกเว้นภาครัฐจะผู้ค้ำประกันเงินกู้ให้ วิธีนี้ ถือเป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นเท่านั้น เพราะหากราคาน้ำตาลตลาดโลกตกต่ำปีต่อๆ ไป ภาครัฐต้องรับภาระ ช่วยเหลืออีก แนวทางแก้ปัญหาอ้อยและน้ำตาลระยะยาว ต้องผลักดันประเทศต่างๆ ลดการอุดหนุนการผลิตน้ำตาลในประเทศ รวมทั้งลดมาตรการและข้อจำกัดด้านการนำเข้าลงเพื่อเปิดทางให้เกิดการค้าเสรีด้านน้ำตาลมากขึ้น จะช่วยทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ราคาอ้อยที่เกษตรกรจำหน่ายได้ในประเทศ สูงขึ้น เมื่อถึงเวลานั้น ภาครัฐไทยจะลดภาระช่วยเหลืออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้ แต่ต้องขึ้นกับชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลเอง ต้องพัฒนาศักยภาพผลิต เพื่อแข่งขันกับคู่แข่งได้ วิธีการนี้ จะทำให้ภาครัฐไม่ต้องเข้ามาดูแลและช่วยเหลือชาวไร่อ้อยมากนัก โชวห่วย : ผู้ประกอบการต้องพึ่งตนเอง แม้กลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดใหญ่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการดำเนินกิจการของร้านโชวห่วยไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงมีทำเลที่เป็นช่องว่างสำหรับร้านโชวห่วยบ้างโดยเฉพาะตามตรอกซอกซอยต่างๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ร้านค้าโชวห่วยเมืองไทยปี 2546 น่าจะประคองตัวไปได้ระดับหนึ่งและไม่น่าจะแย่ไปกว่าปี 2545 เพราะผู้ประกอบการแต่ละรายต่างตระหนักและเร่งปรับตัวเพื่อความอยู่รอดอย่างจริงจังมากขึ้น ประกอบกับบทบาทภาครัฐให้ความสำคัญเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการตั้งบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด ( Allied Retail Trade : ART) ทุนจดทะเบียน 395 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อม (สสว.) ถือหุ้นร้อยละ 51 และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย. ) ถือหุ้นร้อยละ 49 บริษัทนี้ แนวทางดำเนินงานเน้นความเป็นเอกเทศ และอิสระ ในการบริหารจัดการองค์กรรูปแบบบริษัทเอกชน ซึ่งกรรมการบริหาร จะมีอิสระตัดสินใจด้วยตนเอง กรอบนโยบายดำเนินธุรกิจบริษัท จะให้ความสำคัญการฝึกอบรม ให้ความรู้ผู้ประกอบการค้าปลีก รายย่อย รวบรวมคำสั่งซื้อ และการเจรจากับซัพพลายเออร์เพื่อให้ต้นทุนสินค้าถูกลงและผู้ค้าปลีกรายย่อยสามารถทำธุรกิจมีผลกำไร ขณะเดียวกันยังเน้นพัฒนากระบวนการจัดการธุรกิจ การขนส่ง การกระจายสินค้าร่วมกับหอการค้าจังหวัดในการใช้เครือข่ายไอทีด้วย แต่หากการย่อขนาดของกลุ่มค้าปลีกรายใหญ่มีประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการร้านโชวห่วยก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมต่อการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา และด้วยเงินทุนและความชำนาญในการประกอบการของร้านค้าโชวห่วยที่ยังด้อยกว่าธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงเห็นว่า โชวห่วยยังคงเป็นธุรกิจกลุ่มพึงระวังตามหลักเกณฑ์การพิจารณาที่กำหนดไว้ปี 2546 ที่ยกระดับดีขึ้นเมื่อเทียบ 2-3 ปีที่ผ่านมา ปี 2546 เป็นต้นไป ผู้ประกอบการค้าปลีกรูปแบบดั้งเดิมอย่างโชวห่วย ยังคงต้องให้ความสำคัญในการเร่งทบทวนบทบาททางการค้าเพื่อแสวงหาตำแหน่งที่เหมาะสมในธุรกิจ อันจะนำไปสู่แนวทางการรองรับสถานการณ์การแข่งขันที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม หากวางตำแหน่งตนเองเป็นร้านค้าที่ต้องการแข่งขันกับกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ซึ่งได้เปรียบทั้งส่วนความเชี่ยวชาญในการดำเนินการบริหารจัดการ และเงินทุนที่สูงกว่า ผู้ประกอบการโชวห่วยจะต้องเร่งปรับปรุงกิจการเพื่อยกระดับสู่ความทันสมัยทั้งในส่วนของการตกแต่งร้าน การจัดวางสินค้า รวมถึงให้บริการที่รวดเร็วและเอนกประสงค์ เพื่อแข่งขัน โดยอาศัยความได้เปรียบด้านสายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างร้านค้ากับลูกค้า และร้านค้ากับซัพพลายเออร์เป็นแรงผลักในการช่วงชิงความพอใจของลูกค้า รวมถึงช่องว่างตามตรอกซอกซอยที่ยากต่อการขยายตัวของกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ ณ ปัจจุบัน ของเด็กเล่น : ขีดความสามารถแข่งขันทรุด ฉุดการส่งออก ช่วง 9 เดือนแรกปี 2545 ไทยส่งออกของเล่นคิดเป็นมูลค่า 161.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงร้อยละ 1.7 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปี 2544 เป็นการส่งออกของเล่นประเภทที่มีล้อ 6.5 ล้านเหรียญ ของเล่นประเภทตุ๊กตารูปคนและสัตว์ 22.2 ล้านเหรียญ และของเล่นอื่นๆ 133.1 ล้านเหรียญ สิ้นปี 2545 คาดว่าสินค้าของเล่นขยายตัวลดลงร้อยละ 0.6 น่าสังเกตว่า มูลค่าส่งออกของเด็กเล่นไทย ลดลงต่อเนื่องช่วงหลายปีที่ผ่านมา นอกจากภาวะแข่งขันตลาดต่างประเทศที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการแข่งขันราคาและรูปแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีคู่แข่งสำคัญจากประเทศสังคมนิยม ทั้งจีนและเวียดนาม ซึ่งได้เปรียบค่าจ้างแรงงาน ระดับโครงสร้างภาษีนำเข้าวัตถุดิบค่อนข้างสูง และปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ โดยเฉพาะของเล่นไม้ เป็นปัจจัยส่งผลสถานการณ์อุตสาหกรรมของเล่นไทย มีแต่ทรงกับทรุด บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงจัดให้อุตสาหกรรมของเด็กเล่นไทยอยู่กลุ่มธุรกิจพึงระวัง ปี 2546 อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า เมื่อเทียบต้นทุนการผลิตกับประเทศในแถบยุโรป ของเด็กเล่นไทยยังมีความได้เปรียบ ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาส่วนแบ่งตลาดและเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันของอุตสาหกรรมของเล่นไทยในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่ล้วนให้ความสำคัญต่อมาตรฐานความปลอดภัยและรูปแบบที่สวยงามของของเด็กเล่นซึ่งไทยยังมีศักยภาพ เหนือกว่าคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนาม ผู้ประกอบการของเด็กเล่นไทยจึงควรคำนึงถึงการยกระดับคุณภาพสินค้าของเด็กเล่นไม้ให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อหน่วยด้วยการรักษาภาพลักษณ์ของมาตรฐานสินค้าให้เป็นที่น่าเชื่อถือ พัฒนารูปแบบสินค้าให้มีความหลากหลายเพื่อรองรับความต้องการของตลาดให้มากขึ้น ตลอดจนการใช้นโยบายเชิงรุกทางการตลาดโดยรุกหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อขยายฐานการตลาดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น การดำเนินแนวทางต่างๆ ข้างต้น ควรวางแผนเป็นระบบ และดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมของเด็กเล่นไทย แข่งขันได้เชิงคุณภาพกับสินค้าคู่แข่งตลาดโลกต่อไป
ดอกไม้ประดิษฐ์ : มีสิทธิ์วิกฤติ หากตลาดหลักซบ ตลาดส่งออกดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ไทย ซบเซาต่อเนื่องหลายปีติดต่อกันโดยปี 2542 ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวมูลค่า 47.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงเป็น 46.4 ล้านเหรียญปี 2543 และลดอีกเป็น 38.4 ล้านเหรียญปี 2544 ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกปี 2545 ไทยส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์มูลค่า 26.6 ล้านเหรียญ ลดลงจากช่วงเดียวกันปี 2544 ถึงร้อยละ 13.1 เพราะคู่แข่งสำคัญอย่างจีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต่างมพัฒนาการผลิตสินค้าต่อเนื่อง อาศัยความได้เปรียบต้นทุนผลิต ส่วนค่าจ้างแรงงานถูกกว่า ทำให้ราคาจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มคู่แข่งดังกล่าวข้างต้นต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก ขณะเดียวกัน คู่แข่งด้านสินค้าราคาระดับกลางขึ้นไปอย่างอิตาลี ฮ่องกง หรือแคนาดา ก็เข้าถึงกลุ่มลูกค้าง่ายกว่า ยังมีจุดเด่นที่รูปแบบที่หลากหลายและมีลักษณะเหมือนดอกไม้สดหรือของจริงมากกว่า ส่งผลการส่งออกดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ของไทย ซบเซาตามลำดับ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยของตลาดหลักของไทย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ที่มูลค่าส่งออกสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าส่งออกดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ของไทย โดยรวมแต่ละปี สินค้าที่ได้รับความนิยม จึงมักเป็นสินค้าราคาถูก ทำให้สถานการณ์ตลาดส่งออกสินค้าดังกล่าวของไทยโดยรวม ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าราคาระดับกลางขึ้นไป วิกฤตหนัก น่าสังเกตว่า ดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ของไทย ไปตลาดสหรัฐอเมริกา ลดต่อเนื่องทุกปี จากมูลค่า 29.3 ล้านเหรียญ เหลือ 25.3 ล้านเหรียญ ส่งผลตลาดส่งออกดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ของไทย โดยรวมลดลงด้วย หากการส่งออกสินค้าดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ไปตลาดสหรัฐอเมริกา ยังคงลดน้อยถอยลงอีกสิ้นปี 2545 ไม่ว่าจะเป็นเพราะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกายังไม่กระเตื้อง หรือบทบาทคู่แข่งสำคัญของไทยอย่างจีน ที่สินค้าราคาถูกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากสหรัฐอเมริกา ยังคงยืนยันแผนการณ์โจมตีอิรักต่อไป ย่อมส่งผลดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์ไทยโดยรวม ถดถอยแน่นอนสิ้นปี 2545 แนวโน้มต่อเนื่องถึงปี 2546 อุตสาหกรรมการผลิตดอกไม้ประดิษฐ์จึงเป็นอีกอุตสาหกรรมหนึ่งที่ทางบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดให้อยู่ในธุรกิจพึงระวังตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปี 46 : แนวโน้มส่งออกเริ่มขยับตัว หลังจากผ่านช่วงตกต่ำอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2544 ที่มูลค่าการส่งออกลดถึงร้อยละ 14 เนื่องจากเป็นผลต่อเนื่องจากการหดตัวตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลัก ยังต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นไปตามคาดว่า ช่วงครึ่งแรกปี 2545 จะยังคงแนวโน้มไม่ค่อยสดใสนัก อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งหลังปี 2545 คาดว่าแนวโน้มตลาดกระเตื้อง ปัจจัยสนุบสนุนหลายประการ เช่น สินค้าคงคลังเริ่มลดลง ทำให้ภาวะสินค้าล้นตลาดหมดไป และกำลังซื้อต่างประเทศกลับเข้ามา โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ หลังจากชะลอตัวอย่างหนักช่วงท้ายปี 2544 มูลค่าส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไตรมาส 3 ปี 2545 มูลค่าส่งออก 4,201 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เทียบไตรมาส 2 ปี 2545 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เทียบกไตรมาสเดียวกันปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออก ไดโอด ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และแผนวงจรพิมพ์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 อย่างไรก็ตาม มูลค่าส่งออกโดยรวม ช่วง 9 เดือนแรก 2545 ยังลดลงร้อยละ 2 เป็นผลจาก ยังมีการปรับตัวลดลงของการส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกสูงนั้นปรับตัวลดลงร้อยละ 8.2 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณว่า มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยปี 2546 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2545 เล็กน้อย ขยายตัวประมาณร้อยละ 5-8 มูลค่าส่งออกประมาณ 17,000 ล้านเหรียญ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ยังขยายตัวอุตสาหกรรมที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรมรถยนตร์ การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ถ่ายภาพ เป็นต้น หากตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น ขยายตัวเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น จะส่งผลดีการส่งออกผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยด้วย นอกจากหวังพึ่งตลาดส่งออกเดิม ผู้ประกอบการยังต้องเล็งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง อเมริกาใต้ ยังมีจีน ซึ่งเป็นตลาดอัตราขยายตัวสูง ช่วงที่ผ่านมา การส่งออกผลิตภัณธ์อิเล็กทรอนิกส์ไปจีน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 จีนจึงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่ที่น่าจับตามอง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในประเทศ ที่หวังพึ่งการส่งออกเป็นหลัก ต้องยอมรับว่า คู่แข่งการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไทยหมดความได้เปรียบในด้านค่าจ้างแรงงาน ทำให้ประเทศที่มีความได้เปรียบด้านแรงงานอย่างจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย เริ่มขยายฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในตลาดโลกมากขึ้น ทั้งนี้ไทยยังต้องประสบกับปัญหาที่สำคัญบางประการที่จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการส่งออกของไทย คือ
ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง : คู่แข่งแย่งตลาด เร่งปรับตัวรับการแข่งขัน อุตสาหกรรมเครื่องหนังไทยเป็น 1 ใน 13 อุตสาหกรรมสำคัญสร้างรายได้เข้าประเทศจำนวนมากแต่ละปี มูลค่าส่งออกแต่ละปีสูงถึง 80,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเครื่องหนังของไทย มีปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะปัญหาลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรม คือผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ทำให้มีปัญหาการบริหารจัดการ วางระบบบัญชี เนื่องจากส่วนใหญ่ ดำเนินการลักษณะธุรกิจในครอบครัว ช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวยังไม่เด่นชัด เนื่องจากการส่งออกยังคงขยายตัวต่อเนื่อง แต่ 2-3 ปีมานี้ คู่แข่งขันส่งออกสินค้าเครื่องหนังของไทย โดยเฉพาะจีน เริ่มพัฒนาสินค้าเครื่องหนัง ทั้งด้านการผลิตและการตลาด ส่วนใหญ่ จะมุ่งส่งออกสินค้าเครื่องหนังราคาไม่แพงนัก ทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องหนังของไทยต้องเผชิญการแข่งขันอย่างรุนแรงในทุกตลาดหลักที่ไทยส่งออกไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการส่งผลิตภัณฑ์เครื่องหนังเข้ามาตีตลาดในประเทศไทยด้วย ปัจจุบัน ผู้ผลิตเครื่องหนังจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย ย้ายฐานการผลิตไปยังจีนและเวียดนามเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ผลิตกระเป๋าหนัง เนื่องจากค่าแรงต่ำ ส่งผลให้ยอดการส่งออกอุตสาหกรรมเครื่องหนังรวมของไทยลดลงอย่างมากในช่วงระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาถึงประมาณร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับมูลค่าส่งออกปี 2542 นอกจากนี้ สินค้าเน้นราคาถูกเพื่อเจาะตลาดระดับล่าง โดยเฉพาะกระเป๋าหนังจากจีน เจาะตลาดในไทย อาศัยราคาต่ำกว่า ทำตลาด ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบผู้ผลิตของไทย โดยเฉพาะผู้ผลิตโรงงานขนาดกลางและย่อม ที่ผลิตครื่องหนังเน้นราคาต่ำ แต่หากผู้ประกอบการที่มียี่ห้อของไทย และพัฒนาสินค้าสู่ตลาดระดับกลาง ขณะนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ผู้ผลิตไทยต้องเร่งปรับตัว ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าสู่สินค้าเพิ่มมูลค่ามากขึ้น หากต้องการจะหนีการแข่งขันกับจีน การย้ายฐาน ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำ ทำให้ตลาดส่งออกช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมไม่สู้ดีนัก ขณะเดียวกัน สินค้าจากจีน ที่เน้นราคาต่ำ ก็มีผู้นำเข้ามา ส่งผลทำลายผู้ผลิตขนาดกลางและย่อมของไทยบ้างแล้ว โดยเฉพาะที่ขายราคาต่ำ เช่น 199 บาทต่อชิ้น แต่หากมองอุตสาหกรรมพันธุ์ไทยแท้จริงๆ กลับพบว่า ไทยกำลังมีอัตราเติบโตดีมากขึ้น ส่วนใหญ่ เป็นผู้ผลิตขนาดกลางและย่อม อุตสาหกรรมเครื่องหนังที่พัฒนาเป็นยี่ห้อไทยมีอัตราการเติบโตขึ้นมากจากอดีต แต่สถิติยังไม่ค่อยเด่นชัดมากนัก และเมื่อรัฐบาลได้วางยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นภูมิภาคนี้ เชื่อว่าจะมีส่วนกระตุ้นตลาดให้สินค้าไทยได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันเครื่องหนังยี่ห้อไทยในเวทีอาเซียนนั้นไม่เป็นรองประเทศใด แต่หากเปรียบเทียบกับตลาดบนทางยุโรปคงไม่สามารถเทียบกับอิตาลีได้ ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเครื่องหนัง ต้องการให้ภาครัฐเร่งผลักดันกรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งแฟชั่นเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพราะจะช่วยทำให้ความต้องการตลาดภาพรวมเพิ่มขึ้น เนื่องจากเฉพาะตลาดในภูมิภาคเอเชียก็มีประชากรมากกว่า 800 ล้านคนแล้ว เครื่องหนังไทย ก็มีคุณภาพเป็นที่รู้จักดี ส่วนใหญ่เป็นยี่ห้อไทยแท้ ขณะเดียวกัน ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมประสานกับกระทรวงการคลัง เร่งปรับลดภาษีศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบ เนื่องจากอุตสาหกรรมเครื่องหนังของไทยยังมีวัตถุดิบบางรายการที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะไทยมีการผลิตต่ำ และบางรายการก็ยังไม่มีการผลิต ซึ่งหากส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมสนับสนุนแบบครบวงจรแบบอิตาลีแล้วเชื่อว่าไทยมีโอกาสในตลาดเครื่องหนังได้มากขึ้น ทางออกการแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมเครื่องหนัง แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1. ภาครัฐ ต้องกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเพื่อกำหนดทิศทางที่แน่นอนของอุตสาหกรรม กำหนดงบประมาณเพียงพอ สนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โดยต้องกำหนดนโยบายครบวงจร เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมทั้งระบบ เพื่อวัตถุประสงค์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรม 2. ภาคเอกชน ต้องปรับทัศนคติเพื่อต่อสู้กับกระแสการแข่งขันที่รุนแรงโดยไม่ท้อแท้ พยายามมองหาช่องทางในการแข่งขันและปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ดังเช่นอิตาลีมีความเข้มแข็งทางอุตสาหกรรมเครื่องหนังได้ เนื่องจากเผชิญอุปสรรคจากภาครัฐ จึงสนับสนุนให้มีสหภาพ แยกเป็นบริษัทย่อยๆ ทำให้เกิดคัสเตอร์ จนสามารถแข่งขัน กับประเทศฝรั่งเศสได้ 3. ปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง นโยบายเด่นชัดคือ กำหนดให้ไทยเป็นเมือง แฟชั่น โดยไทยเป็นศูนย์กลางเครื่องหนังอาเซียน ไทยมีจุดแข็งคือ - ได้เปรียบภูมิศาสตร์ พร้อมปัจจัยพื้นฐาน เส้นทางขนส่งไม่ต้องใช้เรือมากที่สุด เมื่อเทียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน -ผู้ประกอบการประสบการณ์ยาวนานกว่า เทียบประเทศต่างๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย ค่าแรงงานสูง เน้นผลิตสินค้าทันสมัย อินโดนีเซีย มีอุปสรรคขนส่ง เนื่องจากลักษณะเป็นเกาะ เน้นนโยบายเป็นฐานรับจ้างผลิต -ความทันสมัยการสื่อสาร -แรงงานมีฝีมือและเชี่ยวชาญการทำงาน -สามารถสร้างตลาดเครื่องหนังเฉพาะประเภท โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์หนังจากหนังจระเข้ และหนังปลากระเบน ซึ่งได้รับการยอมรับจากลูกค้าในต่างประเทศแม้ว่าจะเป็นสินค้าที่มีราคาอยู่ในเกณฑ์สูงก็ตาม อย่างไรก็ตาม ระยะที่ผ่านมาแนวนโยบายจะเป็นเชิงรับมากกว่า แต่หลังจากที่หน่วยงานรัฐบาลและผู้ประกอบการภาคเอกชนร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องหนัง โดยเฉพาะการขจัดปัญหาอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องหนังที่สำคัญ คือลดภาษีการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมเครื่องหนังของไทย รวมทั้งยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง โดยเฉพาะการสร้างยี่ห้อเฉพาะของคนไทย และการพัฒนารูปแบบของสินค้าเครื่องหนังไทยเพื่อที่จะปรับตัวหนีการแข่งขันอย่างรุนแรงจากจีน
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||