|
โรงพยาบาลเอกชน
ยังไม่พ้นภาวะวิกฤต
บทวิจัย วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 โดย ผู้จัดการออนไลน์ ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา โรงพยาบาลเอกชนเป็นอีกธุรกิจที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการหดตัวเศรษฐกิจเฉียบพลันตั้งแต่ปี 2540 เนื่องจากกำลังซื้อลูกค้าลดลง สวนทางกับกำลังการให้บริการ (service capacity) โรงพยาบาลเอกชนโดยรวม ที่เพิ่มขึ้นตามการขยายการลงทุนอย่างมากมายช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราใช้บริการ (capacity utilization) ต่ำ ลูกค้าทั่วไป ส่วนหนึ่งพึ่งโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น ขณะที่ลูกค้าที่ใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลบริษัทเอกชน ก็ร่อยหรอ เนื่องจากผู้ประกอบการโยกย้ายสวัสดิการดังกล่าวเข้าสู่ระบบสวัสดิการสังคมมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน 2 ปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นลำดับ แต่เนื่องมาจากอัตราขยายตัวเศรษฐกิจยังต่ำ ส่งผลกำลังซื้อกระเตื้องไม่มาก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนปัจจัยที่มีผลักดดันธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนระยะนี้ และต่อๆ ไปรุนแรง จะอยู่ที่นโยบาย และมาตรการ ด้านสาธารณสุขของรัฐ ที่จะส่งผลโครงสร้างกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลเอกชนยิ่งกระจุกตัวในกลุ่มเหมาจ่ายมากขึ้นอนาคต จากเดิมเพิ่มขึ้นถึงกว่าร้อยละ 70 แล้ว แรงขับดันใหม่ จะมาจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบสวัสดิการข้าราชการ เป็นระบบเหมาจ่าย ลูกค้ากลุ่มนี้ แม้จะช่วยให้ผู้ประกอบการรายได้แน่นอน แต่รายได้เฉลี่ยต่ำ ไม่สามารถควบคุมต้นทุนได้ ขณะที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่เคยเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการระดับสูง ทยอยลดจำนวน เพราะส่วนใหญ่จะเข้าโครงการเหมาจ่าย ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลดำเนินงานธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ระยะต่อจากนี้ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังคงต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลง และต้องปรับตัวอย่างหนัก เพื่อประคองธุรกิจผ่านพ้นอุปสรรคที่รออยู่ข้างหน้า สถานการณ์ที่ผ่านมา...หลายปัจจัยลบรุมกระหน่ำ การขยายธุรกิจก้าวกระโดดช่วงปี 2535-2540 เพื่อขานรับความต้องการฟองสบู่ นำสู่ปัญหาส่วนเกิน กำลังการให้บริการ ความเฟื่องฟูภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่สะสมตั้งแต่ต้นทศวรรษ ส่งสัญญาณบิดเบือนทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนก่อสร้างและขยายโรงพยาบาลเอกชน เพื่อรองรับความต้องการชนชั้นกลาง-สูง ที่ดูเสมือนร่ำรวยขึ้นจากสภาวะเก็งกำไรตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสภาวะซื้อง่ายขายคล่อง ที่จุดชนวนจากเงินทุนหลั่งไหลเข้ามากมาย หลังเปิดเสรีการเงิน รูปภาพ 1 จำนวนโรงพยาบาลเอกชนปี 2529 เพียง 218 แห่ง การขยายตัวอย่างรวดเร็วช่วง 10 ปี ส่งผลปี 2540 โรงพยาบาลเอกชนทั้งประเทศเพิ่มเป็นถึง 491 แห่ง ซึ่งสูงสุดในประวัติศาสตร์ วิกฤตเศรษฐกิจ พาธุรกิจ .. วิกฤต .. ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงหลังฟองสบู่สลาย ทำให้การบริโภคและการลงทุน ทั้งภาครัฐและเอกชน หดตัวรุนแรง ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงโรงพยาบาลเอกชนทันที ปัญหาประการแรก ที่โรงพยาบาลเอกชนต้องเผชิญคือ ลูกค้ากลุ่มใหญ่ ได้แก่ คนชั้นกลางหดหายไปมาก เนื่องจากคนกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วงที่สุด กำลังซื้อลดลง ทำให้ส่วนใหญ่เลี่ยงใช้บริการสถานพยาบาลรัฐ คลีนิก และซื้อยาจากร้านขายยา แทน ปัญหาประการต่อมา คือมีภาระเงินกู้ยืมสัดส่วนสูง เนื่องจากเร่งรัดขยายการลงทุนช่วงที่ผ่านมา ผนวกการลงทุนเริ่มแรกก่อตั้งโรงพยาบาล ต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก จึงต้องอาศัยกู้ยืมสถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โรงพยาบาลเอกชนส่วนใหญ่ เพิ่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน จึงได้รับผลกระทบรุนแรงมากเมื่อต้องประสบปัญหารายได้หดตัว เพราะนอกจากมีค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ยังต้องมีภาระดอกเบี้ยเงินกู้ รายที่พึ่งเงินกู้ต่างประเทศ ยังต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน ที่ทำให้ยอดหนี้รูปเงินบาทเพิ่มเกือบเท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วน ต้องยอมให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ร่วมทุน และร่วมบริหาร เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไป ขณะที่บางราย ทนแบกรับการขาดสภาพคล่องไม่ไหว ต้องเลิกกิจการ หรือขายกิจการ ให้นักลงทุนรายอื่น แม้ขณะนี้ ส่วนใหญ่จะสามารถเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงิน ทั้งในและต่างประเทศ ได้แล้ว แต่ที่ยังเจรจาไม่สำเร็จ ก็มีบ้างบางส่วน รูปภาพ 1 วิกฤตการณ์ตั้งแต่ปี 2540 ส่งผลจำนวนโรงพยาบาลเอกชนทยอยลดจำนวน จากปี 2540 มี 491 แห่ง เป็น 436 แห่งขณะนี้ แต่ถือว่า ความสามารถให้บริการ ยังคงสัดส่วนสูงกว่าความต้องการใช้บริการมาก จุดที่กระจุกตัวโรงพยาบาลเอกชนมาก คือเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่มากถึง 117 แห่ง สัดส่วนร้อยละ 26.8 ของจำนวนโรงพยาบาลเอกชนทั้งประเทศ เตียงรวม 16,001 เตียง สูงถึงร้อยละ 40.4 ของจำนวนเตียงทั้งหมด เมื่อพิจารณาอัตราส่วนระหว่างประชากรต่อจำนวนเตียงผู้ป่วยทั่วไป (รวมเตียงโรงพยาบาลรัฐ) ปี 2543 ประชากรต่อ 1 เตียงทั้งประเทศ 454 ราย แต่เขตกรุงเทพฯ เพียง 202 ราย ขณะที่จังหวัดอื่น จำนวนประชากรต่อเตียงสูงถึง 519 ราย สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาวิกฤตโรงพยาบาลเอกชน น่าจะรวมศูนย์บริเวณนี้เป็นหลัก ลูกค้าสวัสดิการบริษัทเอกชนหาย กลายเป็นลูกค้าประกันสังคม การทรุดตัวเศรษฐกิจทั้งระบบ ทำให้องค์กรธุรกิจจำนวนมากต้องพยายามปรับตัว เพื่อการอยู่รอด ด้วยการลดต้นทุนให้ต่ำสุด ท่ามกลางการทรุดตัวของตลาด ตามสภาพกำลังซื้อในประเทศ บริษัทต่างๆ ยกเลิกให้สวัสดิการรักษาพยาบาลพนักงาน โดยปรับเปลี่ยนให้ใช้สวัสดิการจากโครงการประกันสังคมแทน เนื่องจากควบคุม และประหยัดค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า ตาราง 2 จำนวนสถานประกอบการ จำนวนผู้ประกันตน และจำนวนสถานพยาบาล ที่ร่วมโครงการประกันสังคม ตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับปีนี้ สำนักงานประกันสังคมขยายให้สถานประกอบการ ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ขึ้นทะเบียนกองทุนประกันสังคมได้ จากเดิมที่ต้องมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ทำให้สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับกองทุนประกันสังคมเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยมีถึง 290,494 แห่ง จำนวนผู้ประกันตนทั้งสิ้น 6.88 ล้านราย แม้จะช่วยให้รายได้แน่นอน แต่รายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้น้อยมาก เพราะเหมาจ่าย 1,100 บาท/คน/ปี สำหรับสถานพยาบาล ที่มีผู้ประกันตนเจ็บป่วยด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง หรือเป็นโรคเรื้อรัง จะได้รับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็น 150 บาท/คน/ปี ขณะที่อัตราใช้บริการเฉลี่ย ทั้งประเภทผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน สูงขึ้นทุกปี ดังตาราง 3 จากการสมมุติตัวเลขคำนวณ เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า หากการรับบริการในฐานะผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลเอกชนสำหรับประชาชนทั่วไปแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 600 บาท ค่าบริการในฐานะผู้ป่วยใน แต่ละครั้งอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ยิ่งเป็นโรงพยาบาลมีชื่อเสียงในกรุงเทพ อัตราค่าบริการเฉลี่ยจะสูงกว่านี้มาก อัตราเฉลี่ยใช้บริการผู้ป่วยนอกของกลุ่มประกันสังคม สูงถึง 2.6 ครั้ง/คน/ปี รวมกับอัตราเข้าใช้บริการในฐานะผู้ป่วยใน สูงถึง 0.05 ครั้ง/คน/ปี เท่ากับผู้ประกัน 20 คน จะมีผู้เจ็บป่วยถึงกับต้องเป็นผู้ป่วยใน 1 คน แต่ละปี หากโรงพยาบาลคิดค่าใช้จ่ายแบบประชาชนทั่วไป จะมีรายได้ขั้นต่ำเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท/คน/ปี แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยระบบประกันสังคม โรงพยาบาลเอกชนจะมีรายได้รูปเหมาจ่ายเพียง 1,100-1,250 บาท/คน/ปี เท่านั้น ยิ่งลูกค้าทั่วไป หรือลูกค้าภายใต้สวัสดิการบริษัท ปรับเปลี่ยนใช้ระบบเหมาจ่ายมากขึ้นเท่าใด โอกาสสูญเสียรายได้โรงพยาบาลเอกชน จะเพิ่มขึ้นเท่านั้น โรงพยาบาลอาจต้องเผชิญความเสี่ยงการบริการ ที่ไม่คุ้มรายรับเหมาจ่าย หากมีผู้ป่วยร้ายแรงมาก หรืออัตราเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น ยิ่งเป็นโรงพยาบาลหรู ที่ลงทุนสินทรัพย์ถาวรสูง โอกาสความคุ้มค่ารับลูกค้ากลุ่มประกันสังคม จะยิ่งน้อยลง ลูกค้าข้าราชการหดหาย โรงพยาบาลรัฐกลายเป็นคู่แข่ง หลังวิกฤตเศรษฐกิจ ภาครัฐฯ มีนโยบายลดค่าใช้จ่าย จำกัดสิทธิเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ที่เข้ารับรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ทำให้โรงพยาบาลเอกชนต้องสูญเสียรายได้จากลูกค้ากลุ่มนี้ จากเดิมใช้จ่ายสูงถึงปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โรงพยาบาลรัฐยังปรับปรุงคุณภาพบริการดีขึ้นมาก เนื่องจากภาครัฐฯ ให้ความสำคัญพัฒนาคุณภาพสถานบริการสาธารณสุขมากขึ้น โดยกำหนดคุณภาพมาตรฐานสถานบริการสาธารณสุขแต่ละระดับ เพื่อให้มาตรฐานเทียบเท่าสากล และพยายามผลักดันโรงพยาบาลรัฐออกนอกระบบ เป็นธุรกิจแสวงหากำไร และอยู่ด้วยตนเองได้ เป็นปัจจัยให้โรงพยาบาลรัฐแต่ละแห่งปรับปรุงให้บริการมากขึ้น และเปิดคลีนิคพิเศษ เพื่อให้บริการลูกค้ากลุ่มที่ไม่สามารถใช้บริการช่วงกลางวัน ความสะดวกและคุณภาพบริการที่ดีขึ้น ภายใต้ค่าบริการที่ยังต่ำกว่า จึงส่งผลช่วงชิงลูกค้าจากโรงพยาบาลเอกชนได้มาก ปัจจัยลบดังกล่าวที่เป็นมาต่อเนื่อง ตลอดทั้งแนวโน้มฟื้นตัวกำลังซื้อประชาชน ก็เชื่องช้า เปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน ทำให้โครงสร้างกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโรงพยาบาลเอกชน เป็นกลุ่มเหมาจ่ายถาวร จึงเป็นผลอัตราผลตอบแทนดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนต่ำ ช่วงนี้ การลงทุนผู้ประกอบการส่วนใหญ่ จะยังเป็นเพียงปรับปรุงพื้นที่ หรือสถานที่ ไม่ให้ทรุดโทรม หรือลงทุนอุปกรณ์การแพทย์ที่พัฒนาขึ้น ขณะที่การลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนเตียง หรือจำนวนโรงพยาบาล สัดส่วนน้อย เนื่องจากปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชน ยังมีจำนวนเตียงส่วนเกินอยู่มาก สัดส่วนใช้เตียงยังต่ำประมาณร้อยละ 50 เท่านั้น การขยายการลงทุนขณะนี้ โดยมากเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่เงินทุนสูง อาศัยช่วงเวลารายอื่นประสบปัญหาชะลอการลงทุน มีทั้งซื้อกิจการ ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และขยายกิจการตนเองที่มีอยู่แล้ว เพื่อขยายฐานธุรกิจและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ขณะที่การแข่งขันภายในธุรกิจ รุนแรงกว่าช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจมาก เนื่องจากลูกค้าน้อยลง จึงต้องพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ ให้มากที่สุด เพราะนอกจากต้องแข่งขันกันระหว่างโรงพยาบาลเอกชนด้วยกัน ยังต้องแข่งกับสถานพยาบาลรัฐ ที่ปรับปรุงคุณภาพให้บริการดีขึ้นกว่าแต่ก่อนด้วย รูปแบบแข่งขัน ใช้กลยุทธ์ราคามากขึ้น ควบคู่เพิ่มประสิทธิภาพให้บริการ ทั้งสร้างความประทับใจใช้บริการ และคุณภาพรักษาพยาบาล แทนการแข่งที่ความหรูหราอาคารสถานที่ และอุปกรณ์การแพทย์ ที่เน้นความทันสมัยมากเกินความจำเป็น นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค และการประกันสุขภาพถ้วนหน้า การประกาศใช้โครงการสุขภาพดีถ้วนหน้า 30 บาท รักษาทุกโรคภาครัฐฯ ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐมุ่งหวังประชาชนทุกคนในประเทศ ที่ยังไม่มีสวัสดิการรักษาพยาบาล มีหลักประกันสุขภาพ โดยรัฐรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด แม้ช่วงแรก การได้รับสิทธิ์เพื่อเใช้บริการของประชาชน จะยังถูกจำกัดเฉพาะสถานพยาบาลในพื้นที่กำหนดตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน และกระจุกตัวในโรงพยาบาลของรัฐ เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนที่ร่วมโครงการระยะแรก ประสบปัญหาได้รับเงินงบประมาณล่าช้า ขอออกจากโครงการส่วนใหญ่ แต่ระยะต่อไป กระทรวงสาธารณสุขมีโครงการจะปรับให้ประชาชนเลือกสถานพยาบาลได้ตามความต้องการ คาดว่าจะมีโรงพยาบาลเอกชนร่วมโครงการจำนวนมาก เพื่อเพิ่มโอกาสขยายฐานลูกค้าใหม่ ที่แต่เดิมไม่มีกำลังซื้อเพียงพอจะใช้บริการได้ และรักษาฐานลูกค้าเก่า กลุ่มที่ไม่มีสวัสดิการสุขภาพ แต่ใช้บริการ 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลที่กลุ่มลูกค้าหลักอยู่ระดับบน ลงทุนเครื่องมือ อุปกรณ์การแพทย์ทันสมัย และตกแต่งสถานที่ให้หรูหรา คาดว่าคงไม่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เนื่องจากรายได้ที่ได้รับ ไม่คุ้มต้นทุน แต่จะเน้นทำตลาดกลุ่มลูกค้าเฉพาะโรค และกลุ่มลูกค้าต่างประเทศ แทน แนวทางปรับตัว ช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ คาดว่าสภาวะเศรษฐกิจและสถานะการเงินประเทศ จะยังคงฟื้นตัวใต่ำต่อไป ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยง ทั้งภายในและภายนอก หลายๆ ด้าน ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน ยังต้องปรับตัว เพื่อผ่านพ้นอุปสรรค และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ดังนี้ ลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานทุกๆ ด้าน ทั้งปรับองค์กรให้หน่วยงานน้อยลง ลดจ้างพนักงานประจำบางส่วน ปรับเปลี่ยนใช้ยาและเวชภัณฑ์ผลิตภายในประเทศมากขึ้น รวมทั้งปรับลดใช้เตียงให้อยู่ในระดับที่ต้องการใช้จริงเท่านั้น ปรับเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยพยายามเน้นขยายฐานลูกค้ากลุ่มประกันสุขภาพ ทั้งประกันบุคคล และประกันกลุ่ม เพราะสามารถสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการได้ระดับสูง แทนลูกค้ากลุ่มเดิม ที่ส่วนใหญ่กระจุกตัวกลุ่มประกันสังคม โดยมุ่งเน้นให้บริการประทับใจ เพื่อดึงดูดให้เลือกใช้ครั้งต่อไป ลดความเสี่ยงขาดแคลนบุคลากรการแพทย์ ด้วยการให้แพทย์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นโรงพยาบาล ซึ่งจะก่อเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและซื่อสัตย์ต่อองค์กร แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ มักต้องใช้การตั้งค่าตอบแทนสูงจูงใจ เนื่องจากปัจจุบัน จำนวนแพทย์ไม่เพียงพอ สถิติของกระทรวงสาธารณสุข ปี 2543 อัตราส่วนประชากรต่อแพทย์ 1 คน = 3,427 คน บุคลากรการแพทย์ระดับเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการ บางรายลงทุนก่อตั้งสถานศึกษา เพื่อผลิตบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ รวมกลุ่มเป็นพันธมิตร เป็นช่องทางหนึ่งลดค่าใช้จ่าย และลดการแข่งขัน ด้วยการตั้งศูนย์ซื้อกลาง ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองซื้อยา เวชภัณฑ์ และวัสดุอุปกรณ์ใช้สิ้นเปลืองทั้งหลาย รวมทั้งลดหน่วยงานซ้ำซ้อน โดยตั้งศูนย์รถพยาบาล และศูนย์ห้องปฏิบัติการ ยังจัดระบบสารสนเทศ เพื่อเชื่อมโครงข่ายกับโรงพยาบาลพันธมิตร ทำให้ลูกค้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาลในเครือ เพราะดูประวัติรักษาได้ ทั้งยังช่วยให้งานบริการลูกค้า และระบบบริหารงานภายใน เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกแห่ง เน้นบริการเฉพาะทางมากขึ้น โดยหาแพทย์ที่ชำนาญเฉพาะด้านประจำ เพื่อเปิดให้บริการรักษาโรคเฉพาะด้าน เพิ่มเติมจากรับรักษาโรคทั่วไป เช่น ตั้งศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ไตเทียม ศูนย์โรคเบาหวาน เป็นต้น ช่วยให้โรงพยาบาลกลุ่มลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น เพราะลูกค้ากลุ่มเฉพาะโรคนี้ ซื่อสัตย์ต่อแพทย์ที่รักษา ทั้งยังต้องพบแพทย์เป็นประจำ และต่อเนื่อง จัดกิจกรรมเสริมสร้างภาพลักษณ์ เพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงโรงพยาบาลให้เป็นที่รู้จัก โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ร่วมกิจกรรมออกบูธ ตามห้างสรรพสินค้า ให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ รวมทั้งโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ วารสาร แผ่นพับ เป็นต้น เข้ามาตรฐาน ISO 9002 เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้บริการ ทั้งด้านรักษาพยาบาล และการบริการด้านอื่นๆ เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งยังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้ใช้บริการ ขยายตลาดสู่กลุ่มลูกค้าต่างประเทศ เนื่องจากปัจจัยเกื้อหนุนจาก 1) ผลการลดลงค่าบาท ทำให้ค่าบริการการแพทย์ของไทยถูกมาก สำหรับชาวต่างประเทศ เช่น ค่าบริการตรวจสุขภาพ ถูกกว่าสหรัฐฯ ถึง 8 เท่า ถูกกว่ายุโรป 5 เท่า และถูกกว่าสิงคโปร์ 3 เท่า 2) แพทย์ไทยเชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เป็นที่ยอมรับนานาประเทศ เครื่องมือแพทย์ทันสมัย และบริการได้มาตรฐาน 3) ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านอำนวยความสะดวกขยายวีซ่าชาวต่างประเทศที่เข้ามารักษาตัว และกลุ่มผู้สูงอายุที่มากับกลุ่มทัวร์รักษาสุขภาพ เผยแพร่และประชาสัมพันธ์ศักยภาพโรงพยาบาลเอกชนไทยให้แพร่หลายผ่านสื่อต่างๆ ต่างประเทศ ทำให้ในขณะนี้ โรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น พัทยา ภูเก็ต ขยายการลงทุน เพื่อปรับปรุงสถานที่ และพัฒนาบุคลากร รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ยังสร้างเครือข่ายธุรกิจต่างประเทศ ด้วยการหาตัวแทนขาย หรือร่วมกับบริษัททัวร์ จัดแพ็คเกจตรวจสุขภาพเสริมให้นักท่องเที่ยวด้วย สรุป สาเหตุที่โรงพยาบาลเอกชนขยายจำนวนขึ้นมากกว่าความต้องการแท้จริง และเลิกกิจการน้อยมาก เมื่อเทียบธุรกิจประเภทอื่น ที่ประสบปัญหาลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มักจะมีผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอยู่แล้ว ซื้อกิจการ แทนที่จะปิดกิจการ ภาวะที่กำลังซื้อประชาชนยังขยายตัวต่ำ ผนวกนโยบายด้านสุขภาพภาครัฐฯ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนจึงยังอยู่ในสถานะที่ต้องปรับตัวอีกมาก กลุ่มโรงพยาบาลที่มีกลุ่มลูกค้าระดับกลางลงมา จะยังประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ยังมีแนวโน้มจะเลิกกิจการ หรือโอนเปลี่ยนมือ เนื่องจากรายได้รับส่วนใหญ่ จากกลุ่มเหมาจ่าย ที่อัตราผลตอบแทนต่ำ ไม่ครอบคลุมภาระดอกเบี้ยจ่ายที่มีอยู่ ส่วนกลุ่มที่มีลูกค้าหลักระดับบน และผู้ประกอบการเงินทุนสูง ยังมีแนวโน้มจะเทคโอเวอร์กิจการประสบปัญหาอยู่ เพื่อเร่งขยายเครือข่ายช่วงที่ผู้ประกอบการรายอื่น ยังอยู่ในช่วงปรับตัว
|
| กลับหน้าแรก |