การส่งเสริมการลงทุนในกรอบ WTO : ระยะยาวต้องเน้นประสิทธิภาพการแข่งขัน

บทวิจัย    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย          วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546

โดย ผู้จัดการออนไลน์

การเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ทำให้ไทยต้องปรับตัวหลายๆ ด้าน รวมถึงการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ภายในประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามกฎกติกาสากล

ภายใต้ข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) ประเทศสมาชิกมีพันธกรณีที่ต้องลด หรือยกเลิก พิกัดอัตราภาษีศุลกากร และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการแข่งขันเสรี และเป็นธรรม ระบบการค้าโลก

ข้อตกลงบางประการของ WTO เกี่ยวโยงกับมาตรการด้านการลงทุนแต่ละประเทศ กรณีมาตรการการลงทุน ส่งผลถึงความได้เปรียบเสียเปรียบการค้าระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้

นโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยบางประการ จึงต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกฎเกณฑ์ WTO กลับกัน มาตรการบางอย่าง อาจมีบทบาท หรือความจำเป็นน้อยลง จากที่นานาประเทศกำลังก้าวสู่ระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ทิศทางปรับเปลี่ยนมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องข้อตกลง WTO รวมทั้งแนวทาง และรูปแบบทางเลือกเหมาะสม ภายใต้สภาวะแวดล้อมการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงไป

การปรับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนช่วงที่ผ่านมา

ข้อตกลง WTO ที่สัมพันธ์กับกฎเกณฑ์การลงทุนของไทย มี 2 หัวข้อหลัก ได้แก่ ข้อตกลงว่าด้วยมาตรการการลงทุนเกี่ยวข้องกับการค้า (Trade Related Aspects of Investment Measures : TRIM) และข้อตกลงว่าด้วยมาตรการอุดหนุนและการตอบโต้การอุดหนุน (Subsidies and Countervailing Measures : SCM)

ข้อตกลง TRIM ระบุให้ประเทศสมาชิก ต้องยกเลิกใช้มาตรการการลงทุนที่กำหนดเงื่อนไข หรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการค้า เป็นเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการลงทุน ส่วนข้อตกลง SCM หลักเกณฑ์สำคัญที่เป็นข้อห้ามสำคัญคือ ใช้มาตรการใดๆ ที่ก่อเกิดการอุดหนุนเป็นการเฉพาะ มีผลต่อความสามารถการส่งออก (Export Performance) หรือมีผลต่อการเลือกใช้สินค้าในประเทศ มากกว่าจะใช้สินค้านำเข้า

ช่วงที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปรับนโยบายและหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนใหม่เมื่อ 1 สิงหาคม 2543 สาเหตุสำคัญ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลง WTO ภายใต้หลักเกณฑ์ใหม่

ยกเลิกข้อจำกัดสัดส่วนถือหุ้นข้างมากของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเงื่อนไขผูกติดกับสัดส่วนการส่งออก ยกเลิกเงื่อนไขใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ รวมทั้งยกเลิกเงื่อนไขส่งออกให้สิทธิประโยชน์การลงทุน

การแก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์การลงทุนตั้งแต่ช่วงปี 2543 ทำให้หลักเกณฑ์ให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอที่ใช้ปัจจุบัน ไม่ถือว่าขัดข้อตกลง WTO ส่วนมาตรการอุดหนุนต้องห้าม (Prohibited Subsidies) ประเด็นสำคัญคือ ยกเลิกเงื่อนไขเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า มาตรการที่ใช้ปัจจุบัน จะปลอดจากการอุดหนุนโดยสิ้นเชิง มาตรการบางประการที่เข้าข่ายคำจำกัดความการอุดหนุน แต่เป็นมาตรการอุดหนุนที่กระทำได้ (Actionable Subsidies) ยังสามารถใช้ปฏิบัติได้ต่อไป

แต่ก็มีโอกาสที่มาตรการดังกล่าว อาจถูกร้องเรียนจากประเทศคู่ค้า และเป็นสาเหตุให้ใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Countervailing Duty : CVD) ต่อสินค้าส่งออกของไทยไปตลาดประเทศนั้นได้

ปัญหาอีกประการ เนื่องจากการที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยมาตรการอุดหนุนและการตอบโต้การอุดหนุน แห่งองค์การการค้าโลก (WTO Committee on Subsidies and Countervailing Measures-SCM) มีมติไม่อนุมัติตามคำร้องขอทางการไทย เกี่ยวกับขอขยายเวลาให้สิทธิประโยชน์การลงทุน ที่ขัดต่อข้อตกลง WTO จากเดิมที่จะสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2546

ส่งผลทางการไทย คือบีโอไอ ต้องยุติให้สิทธิประโยชน์ที่ขัดข้อตกลงดังกล่าวภายใน 2 ปี จากวันที่ถึงกำหนดสิ้นอายุ ซึ่งคือภายในปี 2548 มติดังกล่าว จะส่งผลกระทบสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โครงการลงทุนจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมตามหลักเกณฑ์เก่า โดยมีเงื่อนไขส่งออก

อย่างไรก็ตาม โครงการที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ดังกล่าว จำนวนไม่มากนัก การประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าจะประมาณ 200 โครงการ จากโครงการที่ได้รับส่งเสริมประมาณ 10,000 โครงการ

ทางออกที่น่าจะดีที่สุด แก้ปัญหาให้นักลงทุนที่ได้รับผลกระทบนี้ ควรคงการให้สิทธิประโยชน์ต่อไป ยกเลิกเฉพาะเงื่อนไขส่งออก เนื่องจากสำหรับบริษัท การเสียสิทธิ จะเป็นต้นทุนที่ไม่ได้คาดหมายล่วงหน้า

บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป้าหมายตลาดหลักส่งออกอยู่แล้ว แม้จะไม่มีเงื่อนไขส่งออกบังคับก็ตาม ผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ขายตลาดภายในประเทศ จึงไม่น่าจะมากนัก

การส่งเสริมการลงทุนระยะต่อไป ควรปรับตัวอย่างไร?

การปรับหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนช่วงที่ผ่านมา เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือปรับตัวตามสถานการณ์ แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ทุกประเทศต่างแข่งขันดึงดูดการลงทุนมากขึ้น ประกอบกับระบบการค้าการลงทุนในโลก

แม้จะดำเนินสู่การลดอุปสรรครูปภาษี แต่อีกแง่มุม ระเบียบกติกาจะซับซ้อนมากขึ้น จากมาตรการไม่ใช่ภาษี ธุรกิจที่ลงทุนในไทย ต้องเตรียมตัวเผชิญปัญหาการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น จากสินค้านำเข้า รวมทั้งต้นทุนธุรกิจ ที่จะเพิ่มขึ้นจากมาตรการไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรการความปลอดภัย หรือสุขอนามัย มาตรการสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

มาตรการส่งเสริมการลงทุนระยะต่อไป จึงควรมุ่งเน้นแนวทางสำคัญ คือมีมาตรการดึงดูดการลงทุนเชิงรุก ที่สามารถชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เป้าหมาย

พิจารณาเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนรูปแบบใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมทิศทางอนาคต ที่สิทธิประโยชน์ด้านยกเว้นภาษี อาจต้องลดบทบาท และปรับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนโดยกลไกทั้งระบบ จะช่วยสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้ผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจในไทย

แนวทางนี้ ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของบีโอไอ หรือหน่วยงานใดโดยเฉพาะ แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย ที่ส่งต่อถึงหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์แนวทางกำหนดมาตรการการลงทุนระยะต่อไป เพื่อให้เป็นไปทิศทางสอดคล้องกติกาการค้าและการลงทุนของโลก รวมถึงสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงของระบบการค้าระหว่างประเทศในโลก และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพแข่งขันให้ผู้ประกอบการ ที่ดำเนินธุรกิจในไทย แยกพิจารณาแต่ละมาตรการ ดังนี้

• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : โครงสร้างภาษีธุรกิจต้องมุ่งให้เอกชนแข่งขันได้

แม้อาจกล่าวได้ว่า หลักเกณฑ์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้โครงการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน โดยยกเลิกกำหนดเงื่อนไขส่งออก ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่แก้ไข และใช้ปฏิบัติปัจจุบัน ยังคงปฏิบัติได้ต่อไป

แต่หากพิจารณาข้อตกลง SCM หลักเกณฑ์ดังกล่าว ยังเข้าข่ายคำจำกัดความให้การอุดหนุน ตามความหมายการอุดหนุน ครอบคลุมยกเว้นภาษีทางตรง เช่น ภาษีรายได้ ขณะที่การยกเว้นภาษีทางอ้อมบางรายการ จะไม่ถือเป็นการอุดหนุน เช่น ภาษีการขาย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนภาษีศุลกากรนำเข้าสำหรับสินค้าที่ใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก แต่ไม่นับรวมสินค้าทุน

แต่ปัจจุบัน การใช้สิ่งจูงใจในรูปภาษี หลายประเทศยังใช้ปฏิบัติ จึงอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ไทยจะยังคงให้สิทธิประโยชน์นี้ เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ แต่ระยะยาว รัฐบาลอาจต้องทบทวน หากการให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี ต้องลดบทบาท รัฐบาลอาจต้องพิจารณาแนวทางกำหนดโครงสร้างระบบภาษีธุรกิจ ที่สร้างแรงจูงใจการลงทุน

ปัจจุบัน อัตราภาษีธุรกิจของไทยยังสูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ แนวนโยบายที่จะกระตุ้นเกิดการลงทุน อาจใช้แนวทางปฏิรูประบบภาษีธุรกิจทั้งระบบ ให้ต่ำลง ซึ่งจะเป็นลดภาระต้นทุนให้ภาคธุรกิจทั้งระบบ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันกิจการในประเทศวงกว้าง

ขณะที่สิทธิพิเศษทางภาษี อาจให้เฉพาะกรณีกิจกรรมเป้าหมายสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาประเทศ เช่นที่รัฐบาลอนุญาตบริษัทหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการวิจัยและพัฒนา หรือฝึกอบรมบุคลากร นอกจากนี้ แนวทางการให้หักค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง อาจเป็นทางหนึ่ง ที่จะกระตุ้นกิจกรรมการลงทุนภาคธุรกิจได้

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างอัตราภาษีธุรกิจ ต้องพิจารณาปัจจัยความพร้อมฐานะการคลังประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยมีเป้าหมายจะลดขาดดุลงบประมาณ และจะเริ่มทำงบประมาณแบบสมดุลได้ประมาณปี 2550 การปรับโครงสร้างภาษีธุรกิจ จึงเป็นประเด็นที่อาจต้องใช้เวลาพิจารณาอีกระยะ 

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของไทย เทียบประเทศเพื่อนบ้าน
ประเทศ ภาษีเงินได้นิติบุคคล
ไทย 30% ของกำไรสุทธิ
10% สำหรับกิจการสำนักงานภูมิภาค
 และ 20-25% บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และธุรกิจ SMEs ที่คุณสมบัติตรงตามเงื่อนไข
สิงคโปร์ ตั้งแต่ปีภาษี 2546 เสีย 22%
มาเลเซีย 28%
ฟิลิปปินส์ 32%
อินโดนีเซีย อัตรา 10%-30%
จีน
บริษัทที่ต่างชาติถือหุ้น เสีย

บริษัทต่างชาติที่ตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษเสีย

33%

15%
เวียดนาม 25%

รวบรวม : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 • ภาษีศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบ : ต้องสอดคล้องตลอดสายซัพพลายเชน

ภายใต้ข้อตกลง WTO การยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้าวัตถุดิบที่ใช้เพื่อผลิตสินค้าส่งออก เป็นมาตรการที่ปฏิบัติได้ จึงไม่มีผลใดๆ ต่อสิทธิประโยชน์ที่ทางการไทยให้โครงการลงทุนที่มุ่งเน้นส่งออก

อย่างไรก็ตาม ระบบภาษีศุลกากรขาเข้า ควรต้องพิจารณาสอดคล้องสภาพการแข่งขันการค้าปัจจุบัน ที่เขตการค้าเสรีอาเซียนเริ่มต้นเต็มรูปแบบแล้ว ตั้งแต่ 1 มกราคม 2546 ประเทศก่อตั้ง 6 ประเทศ

ขณะที่เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการปรับลดพิกัดภาษีศุลกากรกลุ่มสินค้ารายการเร่งด่วน (Early Harvest) และการเจรจาตั้งเขตการค้าเสรี ทั้งระดับพหุภาคีและทวิภาคี กำลังคืบหน้าหลายประเทศ

ประเด็นภาษีศุลกากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบ และสินค้ากึ่งสำเร็จรูป นอกจากยกเว้นภาษีกิจการส่งออก ควรเร่งรัดปฏิรูประบบภาษีนำเข้าสำหรับวัตถุดิบและชิ้นส่วน ให้มีระดับเหมาะสมต่อสถานะการแข่งขันสินค้าที่ผลิตภายในประเทศ

กรอบแนวทางที่รัฐบาลปรับปรุงโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรสินค้าทั้งระบบ โดยยึดหลักเกณฑ์ตามขั้นตอนผลิต กล่าวคือ สินค้าวัตถุดิบต้นทาง ลดเหลือไม่เกิน 1% สินค้ากึ่งสำเร็จรูป ลดเหลือ 5% และสินค้าสำเร็จรูป 10%

กระบวนการทั้งหมด จะเสร็จสิ้นภายใน 1 มกราคม 2548 ซึ่งล่าช้ากว่าเปิดเสรีให้สินค้านำเข้าจากกลุ่มอาเซียนถึง 2 ปี ย่อมส่งผลกระทบสถานภาพการแข่งขันผู้ประกอบการภายในประเทศ

เช่น อุตสาหกรรมผลิตเครื่องปรับอากาศ ภาษีศุลกากรนำเข้าของไทยจาก AFTA คิด 3.75% ถ้านำเข้าจากนอก AFTA 30% แต่ภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศนอก AFTA เช่น ผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นปัจจุบัน 10-15% ขณะที่มาเลเซีย เก็บภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเครื่องปรับอากาศที่ 0%

• เขตเศรษฐกิจพิเศษ : เน้นบริการที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนธุรกิจ

ปัจจุบัน เขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปเขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export-Processing Zone : EPZ) ให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม เช่น ยกเว้นภาษีศุลกากรนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิต กิจการที่ตั้งในเขต EPZ เงื่อนไขว่า ต้องส่งออกไม่น้อยกว่าร้อยละ 40

อย่างไรก็ตาม การให้สิทธิพิเศษ โดยมีเงื่อนไขส่งออกกิจการที่ตั้งใน EPZ อาจต้องยกเลิกตามข้อห้ามข้อตกลง SCM แต่ คาดว่า ผลกระทบด้านสิทธิประโยชน์ที่นักลงทุนจะได้รับ คงไม่มากนัก เนื่องจากการยกเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีการขาย สำหรับสินค้าที่ใช้ผลิตเพื่อการส่งออก ปฏิบัติได้ตามข้อตกลง WTO

จะมีเพียงยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งเป็นสินค้าทุน ที่อาจถูกพิจารณาว่า เข้าข่ายอุดหนุน ทางออกกรณีนี้ เครื่องจักรบางประเภทที่ไม่มีการผลิตในประเทศอยู่แล้ว อาจปรับลด หรือยกเว้น อัตราภาษีศุลกากรทั่วไป

เขต EPZ ยังทดแทนได้ ด้วยการตั้งเขตอุตสาหกรรมปลอดอากร (Duty Free Zone : DFZ) ซึ่งไม่มีการกำหนดสัดส่วนส่งออก จะได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในสินค้าเพื่อส่งออกเช่นกัน

นอกจากการอำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากร พื้นที่ที่เขตเศรษฐกิจพิเศษตั้งอยู่ ควรตั้งศูนย์บริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ ที่สามารถลดขั้นตอน และจำนวนหน่วยงานที่ต้องติดต่อ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ ร่นระยะเวลา และลดต้นทุนธุรกิจได้

• เขตลงทุน (Zoning) : หันสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์

แนวทางกำหนดเขตและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนระยะต่อไป ควรให้น้ำหนักความสำคัญมากขึ้น ต่อการพัฒนาเขตอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์ครบวงจร ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ สอดคล้องกับแนวทางภาครัฐ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม

ให้เกิดขึ้นแต่ละพื้นที่ประเทศ ที่เหมาะสมเป็นแหล่งผลิตครบวงจรอุตสาหกรรมนั้นๆ การกำหนดโซนนิ่งลงทุน โดยขาดแผนพัฒนาส่วนภูมิภาค เพื่อรองรับการลงทุน อาจไม่สอดคล้องแนวทางส่งเสริมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

พื้นที่แต่ละภูมิภาค มีความสำคัญที่ควรส่งเสริมแตกต่างกัน ขึ้นกับพื้นฐานปัจจัยผลิต และสังคมเศรษฐกิจท้องที่นั้น นอกจากนี้ พื้นที่หลายจังหวัดของไทย สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ความร่วมมือเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอนาคต เช่น กลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) กลุ่ม BIMSTEC (ความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างบังคลาเทศ อินเดีย เมียนมาร์ ศรีลังกา และไทย)

ภาพยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม จะเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจที่นำโดยส่งออก (Export-Led Economy) สู่การเติบโตเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถการแข่งขันประเทศเป็นตัวนำ (Competitiveness-Led Economy) เป็นการเติบโตภาคอุตสาหกรรมยั่งยืนยิ่งขึ้น

การส่งเสริมธุรกิจบริการ เป็นส่วนสำคัญยิ่งเสริมประสิทธิภาพคลัสเตอร์ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องระบบบริการการเงิน การค้า ขนส่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย

• การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

หลังจากกฎเกณฑ์บังคับใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศยกเลิกแล้ว นโยบายรัฐอาจมีส่วนช่วยส่งเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ การสนับสนุนใช้สินค้าในประเทศ อาจทำได้โดยวิธีการ เช่น สร้างการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุนระบบซัพพลายเชน ผ่านการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงบริษัทข้ามชาติ เข้ากับอุตสาหกรรมในประเทศ การทำระบบฐานข้อมูลธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Match-making)

การสร้างเครือข่าย ต้องทำควบคู่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ รวมทั้งพัฒนา และรักษามาตรฐาน สินค้าและบริการ ที่ผลิตโดยผู้ประกอบการในประเทศ ประโยชน์ที่จะได้รับจากต้นทุนที่ลดลง เช่น ราคาสินค้าและค่าขนส่ง จะเป็นแรงดึงดูดบริษัทต่างชาติ ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากภายในประเทศมากขึ้น

• การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเอื้ออำนวยการดำเนินธุรกิจ

นอกจากแนวทางที่กล่าว การส่งเสริมการลงทุน ควรมุ่งเน้นพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน หลักเกณฑ์ และกระบวนการ ในหน่วยงานภาครัฐ ที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสะดวกรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนธุรกรรมนักลงทุนได้มาก จะชดเชยการสูญเสียความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานได้

ยังควรให้ความสำคัญโครงสร้างพื้นฐานระบบข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ ตัดสินใจวางแผนธุรกิจ หรือใช้เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า เพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวทัน

ทั้งหมดนี้ เป็นแนวทางจะเพิ่มความน่าดึงดูดให้ไทย เป็นประเทศเป้าหมายการลงทุน ภายใต้สภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ทวีความรุนแรงมากขึ้น

บทสรุปและข้อคิดเห็น

การปรับเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนให้สอดคล้องข้อตกลง WTO ที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐเตรียมพร้อมล่วงหน้า สำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นลำดับ จากการยกเลิกเงื่อนไขส่งออกและนำเข้า ที่เคยใช้เป็นเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน

ขณะที่สิทธิประโยชน์ส่วนใหญ่ ที่ให้นักลงทุน ยังคงดำรงอยู่เช่นเดิม นอกจากนี้ ประเด็นปัญหาที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยมาตรการอุดหนุนและการตอบโต้การอุดหนุน แห่งองค์การการค้าโลก (WTO Committee on Subsidies and Countervailing Measures-SCM) ไม่อนุมัติขยายเวลาให้สิทธิประโยชน์การลงทุนขัดข้อตกลง WTO ให้ไทยอีกต่อไป

ส่งผลบีโอไอต้องยุติให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล โครงการที่ได้รับส่งเสริม โดยมีเงื่อนไขส่งออกภายในปี 2548 การประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย โครงการที่จะได้รับผลกระทบจากการเสียสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ ก่อนจะถึงเวลาครบกำหนด ไม่มากนัก คาดว่าจะประมาณ 200 โครงการ

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ และสิทธิประโยชน์การลงทุนช่วงที่ผ่านมา เป็นมาตรการระยะสั้น ที่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อีกทั้งบางกรณี ยังสร้างความได้เปรียบการแข่งขัน ที่ไม่ใช่มาจากพื้นฐานขีดความสามารถการแข่งขันอย่างแท้จริง

คำถามที่เกิดขึ้น คือผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ จากรายได้การเก็บภาษีภาครัฐ ที่สูญเสียไป คุ้มค่าเพียงใด การประเมินผลสำเร็จส่งเสริมการลงทุน ควรมองจุดใด หากเป้าหมายผลที่จะได้รับ คือการจ้างงาน รายได้จากการส่งออก และการสะสมทุนในประเทศ อาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายเหล่านั้นบรรลุผล

แต่ถ้ามองด้านความสามารถการแข่งขันของประเทศ บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ อาจประสบความสำเร็จ สร้างฐานเครือข่ายการผลิตเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในประเทศ มูลค่าเพิ่มภายในประเทศสูง มีทิศทางจะก่อเกิดผลต่อเนื่องสู่การพัฒนาบุคลากร และผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง

ขณะที่บางอุตสาหกรรม ที่ลงทุนเพื่อเข้ามาใช้ประโยชน์แรงงานราคาถูก มูลค่าเพิ่มในประเทศต่ำ ผลที่ตกกับประเทศ จึงเป็นเพียงการจ้างงาน และรายได้การส่งออก ซึ่งถ้าหักมูลค่าวัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้า ประโยชน์ที่ประเทศได้รับ จากอุตสาหกรรมดังกล่าว อาจคุ้มค่าน้อยกว่า เมื่อเทียบการที่ภาครัฐต้องสูญเสียรายได้ภาษี

ข้อสำคัญที่ควรพิจารณา คือหากทุกประเทศระบบภาษีเท่าเทียม แต่ละประเทศต้องแข่งขันกันบนพื้นฐานความได้เปรียบแท้จริงของประเทศ ไทยจะแข่งด้วยจุดแข็ง (Strength) ใด ควรวางตัวเองตำแหน่งใดของตลาดการแข่งขัน (Positioning)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การกำหนดแนวทางส่งเสริมการลงทุนระยะต่อไป ควรคำนึงเป้าหมายระยะยาว ต่อการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันประเทศ และภาคธุรกิจ ที่ประกอบกิจการในไทย

ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและเงินงบประมาณที่มีอยู่ รัฐบาลต้องเลือกหนทางจะจัดสรรทรัพยากร เพื่อให้เกิดผลสูงสุด ตามเป้าหมายที่วางไว้อนาคต การรักษาสถานะนักลงทุนปัจจุบัน ต้องทำควบคู่กับการสร้างโอกาสใหม่ ที่จะดึงดูดการลงทุน ทิศทางสอดคล้องเป้าหมายยุทธศาสตร์ พัฒนาเศรษฐกิจประเทศ และสอดคล้องทรัพยากรที่มีอยู่ ที่จะสามารถดึงออกมาใช้ เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันของประเทศ

นโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุน ที่เป้าหมายระยะยาว ควรให้ความสำคัญปรับโครงสร้างระบบภาษีธุรกิจ ปฏิรูปโครงสร้างภาษีศุลกากร พัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบคลัสเตอร์ สร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการภายในประเทศ และปรับปรุงโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน ตลอดจนการบริการหน่วยงานภาครัฐ ที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

กลับหน้าแรก