คลัสเตอร์อุตสาหกรรม (Cluster) : เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน พัฒนาอุตสาหกรรมไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย           ผู้จัดการออนไลน์ 

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2545

ภาวะอุตสาหกรรมไทยดีขึ้นช่วงที่ผ่านมา ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศในไทย ก็มีทิศทางดีขึ้น จากที่นักลงทุนประกาศแผนขยายการลงทุน และโยกย้ายฐานผลิตบริษัทต่างชาติ ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ตามผู้ผลิตซึ่งเป็นลูกค้าของตน เข้ามาตั้งฐานผลิตในไทย

ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลภาวะการลงทุนภาคอุตสาหกรรมของไทย ค่อยๆ เริ่มฟื้นตัว แต่สภาพแวดล้อมการแข่งขันในโลก ทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศคู่แข่ง ที่ได้เปรียบด้านต้นทุนผลิตต่ำกว่า โดยเฉพาะจีน

นอกจากนี้ สินค้าไทยต้องเผชิญศึก 2 ด้าน เพราะนอกจากต้องแข่งขันกันในตลาดต่างประเทศ การเปิดตลาดการค้าเสรี ที่ค่อยขยายขอบเขตกว้างขวางขึ้น ด้านหนึ่ง เปิดโอกาสสินค้าจากต่างประเทศแข่งขันถึงในบ้านตัวเองมากขึ้น

แรงกดดันด้านการแข่งขัน ทำให้ไทยต้องเสริมสร้างศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ภายใต้ยุทธศาสตร์พัฒนาด้านอุตสาหกรรมไทย

ปัจจุบัน ภาครัฐมีแนวนโยบายส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ซึ่งจะดึงภาคธุรกิจกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือเกี่ยวข้องกันในห่วงโซ่ผลิต (Value Chain) รวมทั้งสถาบันที่เกี่ยวข้อง ตั้งในอาณาบริเวณเดียวกัน

คลัสเตอร์นั้นๆ จะมีลักษณะชุมชนธุรกิจ (Business Community) เป็นที่รวมของผู้ผลิตสินค้า ผู้ป้อนสินค้าหรือวัตถุดิบ (Suppliers) ผู้ให้บริการด้านต่างๆ สถาบันวิจัยและพัฒนา ศูนย์ฝึกอบรม ตลอดจนหน่วยงานสนับสนุนที่เกี่ยวข้องต่างๆ

การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบคลัสเตอร์ ดำเนินการควบคู่กับการตั้งพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเฉพาะทางเป็นรายสาขา ซึ่งกำหนดพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางขึ้นแล้วหลายอุตสาหกรรม และทำเขตอุตสาหกรรม SMEs ควบคู่กันกับนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางนี้ด้วย

มุ่งหวังเป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ผ่านความร่วมมือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ในคลัสเตอร์นั้นๆ ซึ่งจะเป็นแนวทาง นำไปสู่การสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในอุตสาหกรรมนั้นๆ เข้มแข็งขึ้น

ภาวะการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก ภาวะอุตสาหกรรมของไทยที่เริ่มดีขึ้น  ส่งผลการลงทุนภาคอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกให้เห็นส่วนการลงทุนของผู้ประกอบการ ที่ขนาดไม่ใหญ่นัก จำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตก่อตั้ง จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (โรงงานเครื่องจักรไม่เกิน 500 แรงม้า) ช่วงครึ่งแรกปี 2545 มี 364 โรง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 เทียบกับ 317 โรงช่วงเดียวกันปี 2544

มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 3,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.5 เทียบกับมูลค่าลงทุน 2,844 ล้านบาทช่วงเดียวกันปี 2544 แต่จำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตก่อตั้ง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโรงงานขนาดใหญ่กว่า ยังน้อยกว่าปีที่ผ่านมา

การเติบโตการลงทุนภาคอุตสาหกรรม อาจยังเป็นไปช้าๆ เนื่องจากกำลังผลิตส่วนเกินยังคงมี ปัจจุบัน อัตราใช้กำลังผลิตเฉลี่ยภาคอุตสาหกรรม ประมาณร้อยละ 59 ของกำลังผลิตที่มีอยู่ ขณะที่ความต้องการสินค้ามีโอกาสชะลอตัว จากปัจจัยเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจภายนอกประเทศ

นอกจากนี้ การเติบโตการลงทุนระยะนี้ ยังคงเกิดขึ้นเฉพาะบางอุตสาหกรรม ที่มีปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการลงทุน เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตจากการเกษตร อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาสถิติขอรับส่งเสริมการลงทุน จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งชี้การลงทุนอนาคต ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน ช่วง 9 เดือนแรกปี 2545 มี 623 โครงการ มูลค่าลงทุนทั้งสิ้น 193.9 พันล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 63

ประเภทกิจการที่ลงทุนเพิ่มขึ้น ได้แก่ หมวดเกษตรกรรม และผลิตผลการเกษตร หมวดโลหะ เครื่องจักร และอุปกรณ์ขนส่ง และหมวดเคมีภัณฑ์ กระดาษและพลาสติก ซึ่งสะท้อนแนวโน้มความสนใจนักลงทุนมากขึ้น

ภาวะนิคมอุตสาหกรรมในไทย

พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมปัจจุบัน 29 แห่ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ดำเนินการเอง 9 แห่ง เอกชนร่วมดำเนินการ 20 แห่ง พื้นที่โครงการรวม 79,576 ไร่ เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม 52,254 ไร่

ปัจจุบัน พื้นที่เหลือขายประมาณ 14,587 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 28 ของพื้นที่เพื่อขาย ปี 2544 ยอดขายพื้นที่นิคมประมาณ 1,500-1,600 ไร่ เพิ่มจาก 1,000 ไร่ ปี 2543 แต่ยังไม่ถือว่าเพิ่มขึ้นมากนัก เทียบกับพื้นที่เหลือขายที่มีประมาณ 15,000 ไร่

หากรวมเขตอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม และชุมชนอุตสาหกรรม อีก 39 แห่ง พื้นที่อุตสาหกรรมจะมีทั้งสิ้น 68 แห่งทั่วประเทศ พื้นที่รวมกันกว่าแสนไร่

พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย เขตอุตสาหกรรมทั่วไป (General Industrial Zone : GIZ) เขตอุตสาหกรรมส่งออก (Export Processing Zone : EPZ++) เขตปลอดอากร (Duty Free Zone : DFZ) และเขตพาณิชยกรรมและที่พักอาศัย (Commercial and Residential Area : C&R)

ข้อแตกต่างระหว่าง EPZ กับ DFZ คือ EPZ มีเงื่อนไขว่า โรงงานที่เข้ามาตั้ง ต้องมีสัดส่วนส่งออกไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ขณะที่ DFZ แนวทางสนับสนุนอุตสาหกรรมส่งออกเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีการกำหนดสัดส่วนส่งออก

ผลดีจากการตั้งในเขตนิคมอุตสาหกรรม

การตั้งโรงงานเขตนิคมอุตสาหกรรม ข้อดีในแง่ลดต้นทุน ลดขั้นตอนและปัญหา เช่น ด้านการลงทุนเองระบบสาธารณูปโภค ระบบกระจายสินค้า (Logistics) การจัดการสิ่งแวดล้อม ยังได้รับสิทธิประโยชน์ภาษี และการสนับสนุนของภาครัฐ

นอกจากสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติ่มกรณีที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม เช่น การให้ได้รับลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 ของอัตราปกติเป็นเวลา 5 ปี นับจากวันพ้นกำหนดระยะเวลายกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบีโอไอ

รวมทั้งสามารถหักค่าไฟฟ้า น้ำประปา 2 เท่าในเวลา 10 ปี สำหรับการลงทุนเขต 3 ยังได้รับยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร อากรขาเข้าวัตถุดิบ ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต และค่าธรรมเนียม กรณีที่ตั้งเขตส่งออก สำหรับทุกเขตการลงทุน 

การลงทุนในนิคม แม้มีข้อดีหลายประการ แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องที่ดินตั้งโรงงาน จะสูง เนื่องจากพื้นที่ราคาแพงกว่าที่ดินนอกนิคม อัตราค่าพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมจะอยู่ช่วงประมาณ 1.5 – 4 ล้านบาทต่อไร่ หรือ 3,750 – 10,000 บาทต่อตารางวา 

ปัจจุบัน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายภาครัฐ ที่ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบคลัสเตอร์ (Cluster) และการพัฒนาธุรกิจ SMEs การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รวมทั้งผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมภาคเอกชน กำหนดพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางขึ้นแล้วหลายอุตสาหกรรม และทำเขตอุตสาหกรรม SMEs ควบคู่กันกับนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางนี้ด้วย

Cluster ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมได้อย่างไร

แนวคิดคลัสเตอร์ (Cluster) สร้างความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยสถาบันต่างๆ (Institutional Units) ที่เกี่ยวข้องกันในการประกอบกิจกรรมเศรษฐกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ ไม่ว่าหน่วยทำหน้าที่ผลิต บริการ หรือสนับสนุนด้านต่างๆ

ส่วนหน่วยผลิต ประกอบด้วย ผู้ผลิตอุตสาหกรรมเกี่ยวข้องแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่ผลิต (Value Chain หรือ Supply Chain) ซึ่งคลัสเตอร์อาจประกอบด้วย กลุ่มผู้ผลิตที่มีความสัมพันธ์แนวนอน (Horizontal Relationship) เช่น ผู้ผลิตสินค้าคล้ายคลึงกัน หรือผู้ผลิตธุรกิจอุตสาหกรรมเดียวกัน

คลัสเตอร์อาจรวมผู้ผลิตที่มีความสัมพันธ์แนวตั้ง (Vertical Relationship) อยู่ด้วย กล่าวคือ ผู้ผลิตสินค้าขั้นตอนแตกต่างกันของห่วงโซ่ผลิต ซึ่งมีความสัมพันธ์กัน ในฐานะผู้ผลิตสินค้า และผู้ป้อนชิ้นส่วนและวัตถุดิบ หรือซัพพลายเออร์

อีกส่วนที่ขาดไม่ได้ในคลัสเตอร์ คือหน่วยบริการและหน่วยสถาบันสนับสนุน ซึ่งอาจไม่ใช่ภาคธุรกิจ แต่จะมีบทบาทสนับสนุน หรือส่งเสริมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการคลัสเตอร์นั้นๆ

ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งร่วมมือกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ตั้งศูนย์พัฒนาอบรมความสามารถผู้ประกอบการ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค จ. อยุธยา สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันยานยนต์ ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมบางปู สถาบันไทย-เยอรมัน ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมอมตะ เป็นต้น

ความสัมพันธ์รูปแบบคลัสเตอร์จะก่อประโยชน์หลายๆ ด้าน กล่าวคือ

• คลัสเตอร์ : ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ความสัมพันธ์ในคลัสเตอร์ จะทำให้ลดต้นทุนด้านต่างๆ เช่น ต้นทุนค่าขนส่งและสื่อสาร ค่าใช้จ่ายด้านสินค้าคงคลัง จากการบริหารสั่งซื้อ และลดจำนวนสต็อกสินค้า ภายใต้ความร่วมมือ และความสัมพันธ์ธุรกิจ

จะเกิดการไหลเวียนข้อมูลข่าวสาร ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ เป็นทางการ เช่น จากการทำธุรกิจ ธุรกรรมระหว่างกัน ไม่เป็นทางการ เช่น เข้าร่วมในคลับ หรือสมาคมผู้ประกอบการ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ความร่วมมือกันนี้ จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีส่วนร่วมในคลัสเตอร์ ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนนำไปสู่ความไว้วางใจ และเป็นพันธมิตรธุรกิจ ที่มีเป้าหมายระยะยาวร่วมกัน (Common Long Term Goals)

ความสัมพันธ์เช่นนี้ จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างต่างองค์กร (Interfirm Relationship) มีพฤติกรรมองค์กรใกล้รูปแบบความสัมพันธ์ภายในองค์กรเดียวกัน (Intrafirm Relationship) ความสัมพันธ์เช่นนี้ จะลดต้นทุนธุรกรรม (Transaction Costs)

เป็นต้นทุนแฝงที่อาจเกิดจากปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกัน ความผิดพลาดจากการไม่เข้าใจ หรือขาดการสื่อสารที่ดี หรือค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม ที่ต้องตรวจสอบสอบ ควบคุมการทำงานระหว่างกัน เป็นต้น

• คลัสเตอร์ : พัฒนาศักยภาพ SMEs

ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก มักมีปัญหาด้านเข้าถึงตลาด รวมทั้งศักยภาพการลงทุน เช่น การวิจัยและพัฒนา การทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคม (ICT) ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการ หรือกิจกรรมการตลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น

การตั้งเขตอุตสาหกรรมเฉพาะทาง จะช่วยให้ SMEs ใช้ระบบ สถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกันได้ คลัสเตอร์ยังสนับสนุน SMEs มีโอกาสพัฒนาศักยภาพมากขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยี การตลาด พัฒนาคุณภาพ พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ลดต้นทุน การออกแบบ รวมถึงการวิจัยและพัฒนา

การพัฒนาด้านต่างๆ นี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่างส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในคลัสเตอร์ นอกจากนี้ คลัสเตอร์ยังช่วยขยายโอกาสด้านตลาด หากสร้างชื่อให้คลัสเตอร์นั้น เป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ในรูปกลุ่มอุตสาหกรรม ด้วยสินค้าคุณภาพมาตรฐานระดับสากล มีเอกลักษณ์เฉพาะสินค้าไทย

• คลัสเตอร์ : พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขัน

การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และการไหลของข้อมูลที่รวดเร็ว สามารถนำไปสู่การเกิดแนวความคิดใหม่ๆ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงคุณภาพ การปรับเปลี่ยนกระบวนการธุรกิจ เพื่อประสิทธิภาพสูงขึ้น

ท้ายที่สุด จะเป็นแนวทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม และขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอุตสาหกรรมนั้นๆ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่เป้าหมายขั้นสูงขึ้นไป คือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ และสร้างนวัตกรรม

นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง : สนับสนุนคลัสเตอร์

ภาครัฐ โดยกระทรวงอุตสาหกรรม มีแนวทางจะกำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) และทำนิคมอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ ที่มีลักษณะเขตอุตสาหกรรมรายสาขา และเป็นเขตอุตสาหกรรมสนับสนุน SMEs ใช้พื้นที่

นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทางนี้ เหมากับอุตสาหกรรมที่มีวัตถุดิบ หรืออุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่ใช้วัตุดิบคล้ายคลึงกัน ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกัน จะส่งเสริมศักยภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ ตัวอย่างนิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ที่กำหนดขึ้น มีดังนี้

นิคมอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs Industrial Estate)

นิคมอุตสาหกรรม SMEs จะพัฒนาพื้นที่พร้อมจัดเตรียมระบบ สาธารณูปโภค สาธารณูปการพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการ โดยจัดแบ่งแปลงที่ดิน เป็นแปลงย่อย หรือจัดที่ดินพร้อมอาคารโรงงานมาตรฐาน รูปแบบอาคารเดี่ยว อาคารแถว อาคารแฝด หรืออาคารหลายชั้น ให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเช่า เช่าซื้อ หรือซื้อ

ปัจจุบัน โครงการนิคมอุตสาหกรรม SMEs กำหนดแล้วเกือบ 20 โครงการ โครงการที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ดำเนินการ คือนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ. ชลบุรี นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ. ระยอง นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จ.ลำพูน นิคมอุตสาหกรรมพิจิตร นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ. สงขลา

ยังมีโครงการที่ กนอ.ร่วมกับเอกชน ดำเนินการอีก 13 โครงการ 7 จังหวัด สิทธิประโยชน์ที่ SMEs ผู้ใช้พื้นที่จะได้รับ เช่น นิคมบางแห่ง ยกเว้นค่าเช่า หรือให้ส่วนลดอัตราค่าเช่า โดยมีเงื่อนไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือยกเว้นค่าบำรุงรักษา 1 ปี 

นิคมอุตสาหกรรมเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์

นิคมอุตสาหกรรม SMEs เขตนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ. ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ. ระยอง กำหนดเป็นนิคมเน้นรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเขตชลบุรีและระยอง จะมีการกระจุกตัวโรงงานผู้ประกอบรถยนต์หลายค่าย ขั้นแรก ที่แหลมฉบัง เตรียมพื้นที่ 60 ไร่ โดยก่อสร้างโรงงานสำเร็จรูปมาตรฐาน ซึ่งจะดำเนินโครงการได้มกราคม 2546

นิคมอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

นิคม SMEs ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ หรือลำพูน เป็นพื้นที่ที่จะรองรับอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ซึ่งนิคมแห่งนี้ เหมาะสมด้านทำเลที่ตั้ง อยู่ใกล้แหล่งผลผลิตการเกษตรหลายชนิด และการคมนาคมขนส่ง สะดวก รัฐบาลมอบหมาย กนอ.ศึกษาโครงการใช้นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ (ลำพูน) เป็นคลังสินค้า และศูนย์กลางขนส่ง

นิคมอุตสาหกรรมยางครบวงจร

รัฐบาลมีแนวทางจะตั้งเมืองแห่งการผลิตอุตสาหกรรมยางครบวงจร (Rubber City) ซึ่งตอนแรก กำหนดจะตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ อ. ฉลุง จ. สงขลา พื้นที่ภาคใต้ เป็นแหล่งผลิตยางพาราสำคัญแห่งหนึ่งของโลก

การที่พื้นที่นิคมแห่งนี้ ตั้งอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ รวมทั้งระบบคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศรองรับ ทำให้ขณะนี้ นักลงทุนหลายรายสนใจใช้พื้นที่ผลิตยางล้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ถุงมือยาง และผลิตภัณฑ์ยางประเภทอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เขตที่จะเป็นสถานที่ตั้งรับเบอร์ซิตี้ ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า จะเป็น อ. ฉลุง หรือจะตั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นิคมอุตสาหกรรมฟอกย้อม

สมาคมอุตสาหกรรมฟอกย้อม และ กนอ. เลือกพื้นที่บริษัท เขตอุตสาหกรรมกาญจนบุรี จำกัด อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี เป็นนิคมอุตสาหกรรมฟอกย้อม ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว มีผู้ประกอบการลงทุนอยู่ก่อนแล้ว

พื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ไร่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 7,000 ล้านบาท ดำเนินการได้ทันทีช่วงต้นปี 2546 ล่าสุด โรงงานฟอกย้อมสนใจจะตั้งในนิคมนี้แล้ว 70 โรงงาน

เขตอุตสาหกรรมเซรามิค

บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมไทย (IFCT) มีแผนสนับสนุนสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเซรามิคที่ จ. ลำปาง โดยจะสนับสนุนเป็นศูนย์กลางผลิตเครื่องเซรามิคใช้บนโต๊ะอาหาร และเครื่องใช้ประดับตกแต่ง

ขณะนี้ ที่ลำปาง ผู้ผลิตเซรามิคประมาณ 200 โรงงาน ส่งออกสินค้ามูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังถือว่าเล็กมาก หากเทียบกับแหล่งผลิตเซรามิคระดับโลก เช่น ในอิตาลี การพัฒนาคลัสเตอร์ จะมุ่งเน้นพัฒนาทักษะแรงงาน ประสิทธิภาพผลิต และความสามารถการออกแบบ

The Science Park

The Science Park ตั้งบนพื้นที่ 200 ไร่ เขต จ. ปทุมธานี พื้นที่เพื่อตั้งสถานประกอบการ 5,000 ตารางเมตร รองรับได้ประมาณ 45 บริษัท ตั้งเพื่อให้เป็นฐานพัฒนาด้านการวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ปัจจุบันเป็นที่ตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนา (R&D offices) สถาบันเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (National Science and Technology Development Agency : NSTDA) มีบริษัทเอกชนตัดสินใจประกอบธุรกิจด้านห้องแล็ป ธุรกิจด้านวิจัยแล้ว 18 บริษัท ผู้บริหารโครงการคาดว่า จะมีผู้ใช้พื้นที่เต็มภายในปี 2546

นิคมอุตสาหกรรมแปรรูปวัตถุดิบเหลือใช้

เป็นนิคมที่ตั้งขึ้นบำบัดของเสีย และช่วยถ่ายของเสียที่เหลือใช้จากกรุงเทพฯ พื้นที่รองรับที่ จ.ปราจีนบุรี พื้นที่ 2,000 ไร่ ใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ร่วมทุนระหว่าง กนอ.และเอกชน ที่เชี่ยวชาญการบำบัดของเสีย

นิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์

นิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์ เป็นโครงการที่จะดำเนินการร่วมกัน ระหว่างบริษัท เจริญอักษร โฮลดิ้ง จำกัด และ กนอ. วงเงินลงทุนทั้งสิ้นกว่า 1,000 ล้านบาท จะตั้งที่สมุทรสาคร เนื้อที่ 1,000 ไร่ คาดว่าภายในกลางปี 2547 จะเปิดบริการได้

การตั้งนิคมอุตสาหกรรมการพิมพ์นี้ เป็นความมุ่งหวังที่จะให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมการพิมพ์ครบวงจร รวมทั้งจะพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เช่น มีโรงเรียนสอนการพิมพ์ ระยะยาว ต้องการให้กลุ่มทุนต่างประเทศร่วมทุนอุตสาหกรรมการพิมพ์ในพื้นที่ เพื่อยกระดับสิ่งพิมพ์ไทย เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และขยายตลาดใหม่ๆ

นอกจากที่กล่าวแล้ว ยังมีนิคมอุตสาหกรรมที่มีแผนตั้ง อยู่ระหว่างพิจารณา เช่น นิคมอุตสาหกรรมฟอกหนัง นิคมอุตสาหกรรมอัญมณี นิคมอุตสาหกรรมประมง นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมเฉพาะทาง  ที่น่าจะสนับสนุนให้เกิดขึ้นอีกหลายสาขา โดยเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าอาหาร ซึ่งอาจกำหนดเป็นหมวดอุตสาหกรรมย่อยลงไปให้ สอดคล้องกับแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากร

บทสรุปและข้อคิดเห็น

การพัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน การที่จะทำให้ไทยแข่งขันในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้ การพัฒนาอุตสาหกรรมรูปแบบคลัสเตอร์ เป็นแนวทางหนึ่ง ที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถการแข่งขันให้อุตสาหกรรมไทย

การดำเนินแนวนโยบายนี้ ต้องอาศัยการดำเนินการควบคู่กันหลายๆ ด้าน การตั้งพื้นที่เขตอุตสาหกรรมเฉพาะทางเป็นรายสาขา การทำเขตอุตสาหกรรม SMEs เป็นแนวปฏิบัติหนึ่ง ซึ่งสอดรับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์ และการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมไทย ให้แข่งขันกับนานาประเทศได้

การสร้างพื้นฐานเข้มแข็งของอุตสาหกรรม นอกจากจะผลักดันสินค้าไทยแข่งขันกับสินค้าต่างประเทศได้ ยังเป็นแรงดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยอุตสาหกรรมสนับสนุนศักยภาพสูง

การเข้ามาของบริษัทต่างชาติ จะทำให้มีการนำเข้าทุน รวมทั้งความสามารถด้านเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญด้านบริหารจัดการ ตลอดจนศักยภาพการตลาด ภาครัฐน่าจะมีแนวทางส่งเสริมบริษัทต่างชาติร่วมพัฒนาคลัสเตอร์ และมีข้อจูงใจบริษัทเหล่านี้ ร่วมมือช่วยพัฒนาผู้ประกอบการไทยมากขึ้น

บทบาทภาครัฐ สำคัญยิ่ง ทั้งด้านสนับสนุนช่วยเหลือ และประสานภาคเอกชน การสร้างหน่วยสถาบัน ที่ทำหน้าที่พัฒนาอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่น ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์วิจัยและพัฒนา

โดยจัดผู้เชี่ยวชาญเข้าไปแนะนำ และให้ความรู้ ผู้ประกอบการด้านต่างๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี ด้านตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิประโยชน์กิจกรรมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม

เช่น ให้สิทธิประโยชน์พิเศษเพิ่มเติม SMEs ที่ตั้งในเขตนิคม ให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ที่มีส่วนร่วมในการอบรม ถ่ายทอด พัฒนาทักษะและเทคโนโลยีผู้ประกอบการ SMEs

การตั้งเขตอุตสาหกรรมเฉพาะทาง นอกจากจะช่วยขยายโอกาสการค้าและการลงทุน ยังอาจมีผลด้านสร้างแบรนด์ประเทศ ซึ่งเมื่อพูดถึงอุตสาหกรรมนี้ คนจะรู้ว่า ต้องเป็นสินค้าจากไทย จึงจะมีเอกลักษณ์เฉพาะ คุณภาพเป็นที่ยอมรับ

เมื่อบริษัทจากต่างประเทศต้องการซื้อสินค้าจากไทย จะรู้ได้ทันทีว่า แหล่งอัญมณีต้องไปที่ไหน เซรามิคต้องไปที่ไหน เป้าหมายดังกล่าว ต้องพัฒนาครบวงจร ตั้งแต่ระดับผู้ประกอบการ ซึ่งต้องมีสินค้าคุณภาพมาตรฐาน มูลค่าเพิ่มเป็นจุดขายสินค้าไทย

เมื่อมีเขตอุตสาหกรรมรายคลัสเตอร์ ควรวางรูปแบบเขตอุตสาหกรรมให้มีจุดเด่น คล้ายการสร้างแบรนด์ให้แหล่งผลิตสินค้าด้วย เช่น แต่ละกลุ่มคลัสเตอร์ อาจมีศูนย์แสดงสินค้า หรือย่านที่เป็นแหล่งรวมร้านค้าคลัสเตอร์นั้น มีศูนย์ฝึกอบรม มีโครงการร่วมมือกับนานาชาติอุตสาหกรรมนั้นๆ

สิ่งเหล่านี้ จะมีผลต่อเนื่องถึงการกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาค รวมทั้งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงภูมิปัญญา และอุตสาหกรรมท้องถิ่น เช่นเดียวกับแหล่งผลิตไวน์ในฝรั่งเศส โรงงานผลิตเบียร์ในเยอรมนี แหล่งผลิตแก้วเจียรนัยยุโรป

ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่มีชื่อเสียงระดับโลก ขณะเดียวกัน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมเยี่ยมชม ซึ่งเป็นผลพลอยได้อีกอย่าง จากการสร้างคลัสเตอร์อุตสาหกรรม

กลับหน้าแรก