โชว์ห่วย ยุคใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย     1  ตุลาคม  2545

       

ขณะที่การขยายตัวธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่ รวดเร็วและต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคอนวีเนี่ยนสโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต หรือดิสเคานท์สโตร์ ที่แม้ว่ารูปแบบหลังไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับร้านโชว์ห่วยก็ตาม 

       แต่ด้วยประสบการณ์ธุรกิจที่สะสมมานาน ผู้บริโภคเองก็สนองรับการขยายตัวดิสเคานท์สโตร์นี้ด้วยดีตามลำดับ ทำให้ดิสเคานท์สโตร์เติบโตอย่างรวดเร็ว ดังนั้นกลุ่มผู้ประกอบการหรือเถ้าแก่ร้านโชวห่วย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงเมืองใหญ่ๆ ที่กลุ่มคอนวีเนี่ยนสโตร์ และกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่รูปแบบอื่น ขยายตัวเข้าไปมีส่วนร่วมส่วนแบ่งตลาด 

       จึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด โดยต้องอาศัยกลยุทธ์ หรือตัวช่วย ทั้งส่วนปัจจัยภายในและภายนอก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และศักยภาพ ก่อนสายเกินไป 

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่าจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และข้อจำกัดร้านค้าโชวห่วยเมืองไทยประกอบด้วย

       ปัจจัยภายใน

       จุดแข็ง จุดอ่อน

       • ความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีต่อลูกค้า

       • รู้ความต้องการของลูกค้า

       • ลูกค้าซื้อสินค้าเงินเชื่อได้

       • ลูกค้าสามารถต่อรองราคาได้

       • ทำเลที่ตั้งที่อยู่ในชุมชน • ความหลากหลายของสินค้า

       • ระบบการบริหารงาน

       • ระบบการจัดการ

       • ความสามารถในการแข่งขัน

       • มาตรฐานของการบริการ

       • ปริมาณซื้อน้อย ต้นทุนสูง

       ปัจจัยภายนอก

       โอกาส อุปสรรค

       • นโยบายสนับสนุนของภาครัฐ

       • แหล่งเงินทุน

       • แหล่งสินค้า

       • ข้อมูลข่าวสาร/ความรู้/เทคโนโลยี

       ที่มา : รวบรวมโดย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

       เถ้าแก่โชวห่วย : ยกแรกต้องพึ่งตนเอง

       ถ้าพิจารณาวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle) ที่แบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา คือระยะแรก ขั้นการแนะนำสินค้า (Introduction) 

       ระยะที่ 2 ขั้นการเจริญเติบโต (Growth) หรือขั้นการแข่งขัน (Competition) ที่อัตราการเจริญเติบโตยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

       ระยะที่ 3 ขั้นคงสภาพ หรือช่วงความอิ่มตัว (Maturity) และ

       ระยะที่ 4 ช่วงของถดถอย (Decline)

       โชวห่วย ซึ่งที่นี้เปรียบเสมือนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ในตลาดธุรกิจค้าปลีก กำลังตกอยู่ในช่วงอิ่มตัว กำลังก้าวสู่ระยะที่ 4 เจริญเติบโตช้าลงมากตามลำดับ จนไปสู่ภาวะถดถอย 

       นอกจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากการแข่งขันรุนแรงจากต่างประเทศ และสภาพเศรษฐกิจซบเซา ร้านค้าโชวห่วย ยังเป็นกิจการที่อยู่ในตลาดมานานพอสมควร 

       กลุ่มลูกค้าเป็นเฉพาะกลุ่มลูกค้าขาประจำ หรือผู้บริโภคกลุ่มเดิม ที่ใช้บริการเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคกลุ่มใหม่ หรือคนรุ่นใหม่ ที่ใช้บริการร้านโชวห่วยน้อยมาก ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคหันไปนิยมร้านค้าติดแอร์ หรือสินค้าให้เลือกหลากหลายกว่า เป็นต้น มากขึ้น 

       ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุน ทำให้ร้านค้าโชวห่วยได้รับความนิยมลดน้อยถอยลงตามลำดับปัจจุบัน ร้านโชวห่วยจำนวนไม่น้อย จึงหลีกเลี่ยงค่อนข้างยากจะไม่เข้าสู่ช่วงถดถอย จนต้องปิดกิจการ

       แต่ผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วย ที่ไม่ต้องการเข้าสู่ช่วงถดถอยภายในเวลารวดเร็วเกินไป ต้องพยายามสรรหาแนวทาง เพื่อตอบสนองความพึงพอใจลูกค้าให้ได้โดยเร็ว เพราะหากลูกค้าพอใจแล้ว ย่อมภักดีต่อร้านค้าโชวห่วย จะใช้บริการซ้ำ สำหรับลูกค้ากลุ่มเดิม น่าจะบอกต่อไปลูกค้ากลุ่มใหม่ด้วย 

       ไม่เฉพาะร้านค้าโชวห่วยในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น แต่กิจการร้านโชว์ห่วยต่างจังหวัดขนาดกลางและเล็ก หรือพื้นที่ห่างไกลจังหวัดขนาดใหญ่ และเคยนิ่งนอนใจว่า กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ยังขยายตัวไปไม่ถึง ต้องเร่งตื่นตัวด่วน 

       เพราะกลุ่มค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งพร้อมด้านเงินทุน มีแผนขยายตัวต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 5 สาขาต่อปี เจ้าของกิจการร้านโชว์ห่วย จึงต้องพึ่งตนเองก่อน ด้วยการเร่งปรับตัว หรือเร่งกำจัดจุดอ่อน แทนที่จะหวังพึ่งผู้อื่นช่วยเหลือแต่อย่างเดียว

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอแนวทางปรับตัวดังนี้

       1. ด้านสินค้าและบริการ ผู้ประกอบการโชวห่วย ควรให้ความสำคัญการปรับปรุงกิจการให้พร้อม ทั้งด้านจัดตกแต่งร้านให้สะอาด โปร่งใส ต้องจัดหมวดหมู่สินค้าภายในร้านให้เป็นสัดส่วน เพื่ออำนวยความสะดวกการจับจ่ายของลูกค้า 

       พร้อมหาสินค้าที่ตรงกับความต้องการผู้บริโภค หรือจัดหาสินค้าแตกต่างจากร้านค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกัน เพิ่มบริการเสริมเพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้า จะนำมาซึ่งความประทับใจต่อกิจการ 

       นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านโชวห่วยควรพยายามรักษาเสน่ห์ที่มีมาช้านานของร้าน ที่คนทุกชนชั้นสามารถใช้บริการไว้ นั่นคืออัธยาศัยไมตรีที่ดีของเจ้าของร้าน หรือความคุ้นเคย และผูกพัน กับคนในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปราการสำคัญป้องกันการขยายตัวกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ได้ดีระดับหนึ่ง

       2. ด้านราคา แม้ร้านค้าโชวห่วยต้นทุนซื้อสินค้าต่อหน่วยสูงกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ที่หลายสาขา เนื่องจากปริมาณซื้อน้อยกว่า แต่ร้านโชวห่วยยังได้เปรียบต้นทุนดำเนินการต่ำ เพราะไม่มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือลงทุนขนส่ง เป็นต้น 

       ------------------------------------------------------------------------

        โอกาสที่จะแข่งขันด้านราคา จึงยังเป็นไปได้บ้าง ซึ่งผู้ประกอบการ หรือเถ้าแก่ร้านโชวห่วย ต้องเร่งแสวงหาแหล่งซื้อสินค้าราคาถูกกว่าเดิมให้ได้ เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ หากเป็นไปได้ ควรรวมตัวกันสั่งซื้อสินค้าปริมาณมาก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์

       3. ด้านระบบจัดการและบริหารงาน ผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วยควรจัดระเบียบด้านบัญชี ให้รับรู้รายรับและรายจ่ายชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อประเมินสถานะการเงินที่แท้จริงของกิจการ จะนำไปสู่การบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

       นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก ต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ติดตามความเคลื่อนไหวทั้งทางธุรกิจและเศรษฐกิจ รวมถึงแนวโน้มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคต่อเนื่อง

       ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงจะที่เกิดขึ้นในอนาคต เพื่อรองรับสิ่งต่างๆ รอบตัว ที่มีโอกาสปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ในยุคที่การแข่งขันกันรุนแรงเช่นปัจจุบัน

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การปรับปรุงแต่ละด้านข้างต้น ย่อมกำจัดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งด้วยตนเอง ทั้งด้านสินค้าและบริการ บริหาร จัดการ เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขัน ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นต่อเนื่อง ที่ดีระดับหนึ่ง 

       แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ ยังมีการเคลื่อนไหวทางการค้าต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดิสเคานท์สโตร์บางราย ที่ปรับกลยุทธ์ด้วยการย่อขนาดเล็กลง เพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มเป้าหมายวงกว้างยิ่งขึ้น หรือกลุ่มคอนวีเนี่ยนสโตร์ ที่ยังคงเดินหน้าเร่งขยายสาขาทั่วประเทศ 

       ความผูกพันระหว่างเถ้าแก่ หรือผู้ประกอบการร้านโชวห่วยท้องถิ่น กับลูกค้าในชุมชน จึงเป็นความได้เปรียบของร้านค้าโชวห่วย ต่อธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่ต้องการขยายตัวสู่พื้นที่ดังกล่าวได้ 

       เจ้าของร้านโชวห่วย ควรพยายามรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกันให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกด้านบวกกับร้านค้าโชวห่วยมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาเสริมศักยภาพกิจการ 

       การที่ผู้บริโภคเรียนรู้ว่า ต้องทำสิ่งนั้น หรือใช้บริการซ้ำอีก ที่เป็นสัญชาตญาณมนุษย์ กรณีเมื่อได้รับการตอบสนองที่ดีสม่ำเสมอ ย่อมต้องการทำสิ่งนั้นเรื่อยๆ จะนำไปสู่ความภักดีต่อร้านค้าในที่สุด

       ภาครัฐ : หน่วยเสริมทัพ…ตัวช่วย “เสริมศักยภาพการแข่งขัน”

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ขณะนี้เป็นจุดเริ่มต้นน่าติดตาม จากการที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นชัดเจน แก้ปัญหาธุรกิจค้าปลีก ที่ปัจจุบันผู้ประกอบการย่อยต้องเผชิญสถานการณ์แข่งขันที่ทวีความรุนแรง จากการรุกขยายตัวต่อเนื่องของกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่ 

       เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน คณะรัฐมนตรีอนุมัติตั้งบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด (Allied Retail Trade : ART) ทุนจดทะเบียน 395 ล้านบาท สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อม (สสว.) ถือหุ้นร้อยละ 51 และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม (บอย.) ถือหุ้นร้อยละ 49 

       บริษัทนี้ จะรวบรวมคำสั่งซื้อ ต่อรองราคา และเงื่อนไข จากผู้ผลิต พร้อมประสานงานสถาบันการเงิน เพื่อจัดหาสินเชื่อ ติดตามดูแลการจัดส่ง จำหน่ายสินค้า และพัฒนาฝึกอบรมร้านค้า ให้มีรูปแบบ และการจัดการที่เป็นระบบ จะนำมาซึ่งผลประกอบการที่ดี 

       การตั้งบริษัทดังกล่าวของภาครัฐ ทิศทางชัดเจน เพื่อประกอบและส่งเสริมธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และบริการรายย่อย ให้เข้มแข็งขึ้น รูปแบบการทำงาน จะใช้ระบบแฟรนไชส์ แต่จะไม่มีการเรียกเก็บค่าสมัคร เพียงแต่พัฒนาปรับปรุงร้านตามรูปแบบแฟรนไชส์ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายเจ้าของธุรกิจ

       บริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด เริ่มเปิดดำเนินการต้นกันยายน แนวทางดำเนินงานเน้นความเป็นเอกเทศและอิสระ ในการบริหารจัดการองค์กรรูปแบบบริษัทเอกชน กรรมการบริหาร จะมีอิสระตัดสินใจด้วยตนเอง 

       กรอบนโยบายดำเนินธุรกิจบริษัท จะให้ความสำคัญการฝึกอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย รวบรวมคำสั่งซื้อ และเจรจากับซัพพลายเออร์ เพื่อให้ต้นทุนสินค้าถูกลง และผู้ค้าปลีกรายย่อยทำธุรกิจมีผลกำไร

       ขณะเดียวกัน ยังเน้นพัฒนากระบวนการจัดการธุรกิจ การขนส่ง การกระจายสินค้าร่วมกับหอการค้าจังหวัด ใช้เครือข่ายไอทีด้วย

       สิทธิประโยชน์สมาชิกที่ร่วมกับบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง สมาชิกจะจัดซื้อสินค้าราคาต่ำลง โดยจัดส่งสินค้าถึงร้านสมาชิก พร้อมกับอบรมความรู้ด้านค้าปลีกสมัยใหม่ นอกจากนี้ สมาชิกจะได้รับบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพื่อเป็นวงเงินหมุนเวียนสินค้ารูปแบบบัตรเครดิต ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจา 

       ขณะเดียวกัน สมาชิกที่ต้องการขยายร้าน หรือปรับปรุงร้าน ยังสามารถใช้บริการสินเชื่อจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถือหุ้นในบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ รวมทั้งยังสามารถนำเงินลงทุนหักภาษีเงินได้ถึง 1.5 เท่า และได้รับยกเว้นเก็บภาษีย้อนหลังจากกรมสรรพากรด้วย

              ------------------------------------------------------------------------

       

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การตั้งบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง เป็นแนวทางหนึ่งที่เป็นรูปธรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย และช่วยลดปัญหาให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยได้ดีระดับหนึ่ง ส่วนการพัฒนาศักยภาพร้านค้าปลีกรายย่อย

       เพราะทีมงาน หรือคณะกรรมการแต่ละราย รวมถึงกรรมการผู้จัดการบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง จำกัด ที่ได้รับการแต่งตั้ง ล้วนเป็นบุคคลที่เชี่ยวชาญ และอยู่ในวงการการค้าการตลาด ที่มากด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการทำงานระดับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งน่าจะสามารถนำระบบการทำงาน การเจรจาต่อรองเงื่อนไขราคา รวมถึงระบบลอจิสติกส์ และระบบการบริหารสินค้าคงคลัง เป็นต้นมา

       ใช้กับบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง ที่จะเน้นรวบรวมคำสั่งซื้อให้ได้ต้นทุนต่ำสุดได้ดี หรือเปิดโอกาสให้ร้านค้าปลีกรายย่อย ศึกษาทักษะดำเนินการจัดการที่เป็นระบบสากลมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กิจการต่อไปในอนาคต 

       แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ภาครัฐควรจะทำหน้าที่เพียงฝ่ายสนับสนุน และคุมเกมให้การดำเนินการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการตั้งบริษัท รวมค้าปลีกเข้มแข็ง และมอบให้กรรมการบริษัทฯ ทำงานอย่างอิสระอย่างแท้จริง 

       ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรวางระบบตรวจสอบผลดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายการจัดหาและจัดส่งสินค้า รวมถึงต้นทุนดำเนินงานบริษัท เพื่อเปิดโอกาสประชาชนสามารถรับรู้ แสดงเจตนาให้เห็นความโปร่งใสการดำเนินงานด้วย 

       พ.ร.บ.ค้าปลีก:เครื่องมือสำคัญ…ตัวช่วย“ประสานสร้างความเป็นธรรม”

       น่าสังเกตว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยที่แข่งขันระดับสูง ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยมีอุปสรรคการเข้าออกของธุรกิจน้อยมาก แทบจะไม่มีการควบคุมและการแทรกแซงของภาครัฐ 

       รัฐบาลไม่เคยมีนโยบายจำกัดจำนวนร้านค้าปลีก ค้าส่ง หรือควบคุมการดำเนินกิจกา ร ยกเว้นการกำกับดูแลราคาสินค้าบางรายการเท่านั้น โอกาสที่ธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยในอนาคตจะเป็นตลาดแข่งขันน้อยราย ที่มีบริษัทรายใหญ่เพียง 2-3 รายดำเนินการ จนมีอำนาจกำหนดราคาสินค้าให้สูงขึ้น จนกลายเป็นผู้ผูกขาด จะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและซัพพลายเออร์ ย่อมเป็นไปได้ 

       รัฐบาลต้องเร่งใช้เครื่องมือและอำนาจในพระราชบัญญัติป้องกันการผูกขาด เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดวงการค้าปลีกในที่สุด โดยไม่ขัดกฎระเบียบการค้าโลก ประเทศที่มีศักยภาพแข่งขันสูงหลายประเทศในโลก ก็ออกกฎระเบียบและมาตรการ เพื่อสนับสนุนร้านค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก ให้แข่งขันกับต่างชาติได้เช่นกัน ดังปรากฏในตารางสรุปข้างล่าง

       ประเทศ มาตรการความช่วยเหลือ

       • ญี่ปุ่น • ช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และระยะเวลาชำระคืนนาน 7-20 ปี

       • สิทธิประโยชน์ภาษีเช่นเสียภาษีท้องถิ่นอัตราต่ำ

       • ช่วยเหลือด้านวิชาการ เช่น ข้อมูลการค้า และการจัดการ 

       • กำหนดให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มีมาตรการรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีให้ชุมชน เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของคนในชุมชน

       • ออกกฎหมายเฉพาะ เพื่อควบคุมร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถบังคับใช้กับร้านค้าร้านค้าที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ตารางเมตร โดยต้องขออนุญาตตั้งหรือขยายสาขา พร้อมแผนและโครงการประกอบการค้า ซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น 12 เดือน โดย 4 เดือนแรก จะติดประกาศสาธารณะ เพื่อแจ้งรายละเอียดโดยสรุปของโครงการ อีก 8 เดือนจะทำประชาพิจารณ์จากกลุ่มผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ หอการค้า และอุตสาหกรรม ผนวกความเห็นหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น สภาธุรกิจค้าปลีก บุคคลทั่วไปที่สนใจ รวมทั้งความเห็นของกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม

       • ฝรั่งเศส • ตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาออกใบอนุญาตก่อสร้างห้างสรรพสินค้า จากเดิมที่กำหนดเฉพาะการก่อสร้างที่มีพื้นที่กว่า 1,500 ตารางเมตรกรณีปกติ หรือมากกว่า 1,000 ตารางเมตรในเมืองที่มีประชากรน้อยกว่า 40,000 คน เป็น 300 ตารางเมตรขึ้นไปต้องมีการพิจารณา

       • กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ต้องขอรับอนุมัติก่อนการก่อสร้าง การเปิดสถานบริการและการขยายธุรกิจ รวมถึงการควบคุมพื้นที่เฉพาะที่จำกัดสำหรับการศูนย์การค้าในเขตชานเมือง 

       • ออกกฎหมายกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้าปลีกขนาดใหญ่กับผู้ค้ารายย่อยและซัพพลายเออร์เช่นกฎหมาย Loi Royer โดยกำหนดให้ห้างประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ตต้องชำระราคาสินค้าสดภายใน 30 วัน 

       • ออกกฎหมาย Loi Gallend ปี 2539 ห้ามจำหน่ายสินค้าราคาต่ำกว่าทุน และการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ระหว่างผู้จำหน่าย รวมถึงต้องมีความชัดเจนการออกใบเสร็จรับเงิน โดยมีบทลงโทษเป็นค่าปรับค่อนข้างสูงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืน

       • อังกฤษ • ใช้กฎหมาย Compettion Act ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ Small Business Council และหน่วยงาน Fair Trading act ดูแลกำหนดห้ามไม่ให้บริษัทใหญ่ที่คุมตลาดปฏิบัติต่อบริษัทที่เล็กกว่าอย่างไม่เป็นธรรม

       • เดนมาร์ก • กำหนดวันเวลาเปิดปิดร้านค้าปลีก โดยให้เลือกระหว่างการเปิดระหว่างวันจันทร์ถึงเสาร์เวลา 06.00-17.00 น. หรือเปิดวันจันทร์ถึงศุกร์ตลอด 24 ชั่วโมง 

       • ออกกฎหมายกำหนดพื้นที่สูงสุดของร้านจำหน่ายสินค้าประจำวันไม่เกิน 3,000 ตารางเมตร และร้านจำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่างไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร 

       • ออกกฎหมายห้ามบริษัทที่มีรายได้สูงกว่า 1,000 ล้านโครน่าหรือมีส่วนแบ่งตลาดเกินร้อยละ 10 ทำข้อตกลงจำกัดการแข่งขัน

       • ออกกฎหมายกำหนดให้การขยายการค้าออกจากเขตที่ตั้งธุรกิจถาวรต้องได้รับการอนุญาต

       ที่มา :กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ,สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

       หมายเหตุ : รวบรวมโดยบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด

       สำหรับไทยช่วงต้นปี 2544 คณะกรรมการพิจารณากฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจค้าปลีก ที่มีผู้เกี่ยวข้องจากทุกฝ่าย ร่วมพิจารณาผลกระทบผู้ค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก จากการขยายตัวของค้าปลีกขนาดใหญ่

       ระยะแรกนำกฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร พิจารณาความเป็นไปได้ แต่ล่าสุด “ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง” ที่มีประเด็นเกี่ยวกับมาตรการที่ใช้จัดระเบียบการค้าปลีกค้าส่งที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง รวมถึงผู้บริโภค โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่หรือเล็ก 

       ขณะเดียวกัน ยังครอบคลุมถึงการป้องกันแก้ไขปัญหาทางสังคมด้วย กำลังจะมีผลบังคับใช้จริงจัง หลังจากได้รับความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรี ที่จะพิจารณาภายในตุลาคม 

       เจตนารมณ์สำคัญของร่างกฎหมายฉบับนิ้ คือจัดระเบียบค้าปลีกค้าส่งให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าและบริการโดยรวมของประเทศ และให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งดำรงซึ่งการแข่งขันที่เป็นธรรม เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะและผู้บริโภค รวมทั้งสร้างโอกาสผู้ประกอบธุรกิจภายในประเทศ สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งที่จะเสนอมากล่าวในที่นี้คือ

       1. นิยามศัพท์ เพื่อสร้างความเข้าที่ตรงกัน ระหว่างผู้เกี่ยวข้องความหมายคำว่าธุรกิจ ค้าปลีก ค้าส่ง รวมถึงคำว่าขาย พนักงานเจ้าหน้าที่ และรัฐมนตรี มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาตีความใช้กฎหมายฉบับนี้ในทางปฏิบัติ

       2. การตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด ประกอบด้วย

       • คณะกรรมการกลางกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กกค.) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ มีหน้าที่กำหนดนโยบายและหลักเกณฑ์เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ เพื่อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของประเทศ และการพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน 

       • เช่น กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เป็นธุรกิจควบคุม กำหนดหลักเกณฑ์ขออนุญาตตั้งหรือขยายสาขา กำหนดหลักเกณฑ์ลงโทษทางปกครอง เป็นต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจของคณะกรรมการส่วนจังหวัด

       • คณะกรรมการส่วนจังหวัดกำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง (กจค.) ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยคณะกรรมการจังหวัด ทำหน้าที่หลัก เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจที่จะให้ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่อยู่ในจังหวัดหรือไม่ 

       • พิจารณาจากความจำเป็นของตลาด เศรษฐกิจ ความพึงพอใจของประชาชนและชุมชน รวมถึงการพิจารณาเปิดกิจการ สถานที่ตั้ง จำนวนและขนาดธุรกิจแต่ละท้องที่ วันเวลาและชั่วโมงการเปิดปิด พร้อมทั้งดูแลไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคู่ค้าด้วย 

    ------------------------------------------------------------------------

       • ขณะเดียวกัน คณะกรรมการส่วนจังหวัด ยังมีสิทธิ์สั่งให้เก็บหรือห้ามขายสินค้าที่พิจารณาแล้ว เห็นว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ยังสามารถสั่งให้ผู้ประกอบการระงับ หยุด หรือแก้ไขปรับปรุงการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจใกล้เคียง และสภาพความเป็นอยู่ของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระบบจราจร ขยะมูลฝอย หรือสั่งให้แก้ไขปรับปรุงปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพิจารณาให้ผู้ประกอบการจัดให้มีสิ่งอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะ 

       • อำนาจหน้าที่ดังกล่าว เป็นไปตามมาตรา 29 ยังเพิ่มเติมมาตรา 35 ที่ให้ คจก.มีอำนาจหน้าที่ห้ามมิให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งกำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งรายอื่นจ่ายผลประโยชน์ทางการค้า ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายอื่นทำนองเดียวกันที่ไม่เป็นธรรม 

       • กล่าวคือ หากผู้ค้ายินยอมปฏิบัติตามข้อตกลง โดยสมยอม ก็ไม่ถือว่ากระทำผิดกฎหมายมาตรา 35 ขณะที่มาตรา 36 กำหนดให้ คจก.มีอำนาจห้ามมิให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งแสดงความบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อผู้บริโภค เกี่ยวกับราคา ค่าบริการ ปริมาณ คุณภาพ มาตรฐาน หรือสาระสำคัญอื่นของสินค้า หรือการให้บริการ 

       • การมอบอำนาจดังกล่าวให้คณะกรรมการส่วนจังหวัดตามกฎหมายค้าปลีกที่กำลังจะนำดำเนินการนี้ เป็นหลักการสำคัญกฎหมายที่มุ่งมอบอำนาจให้ส่วนท้องถิ่น

       • คณะกรรมการอุทธรณ์ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 6 คนเป็นคณะกรรมการ มีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่ง และออกคำสั่งทุเลาการปฏิบัติตามคำสั่งที่คณะกรรมการจังหวัดไม่อนุญาตให้ตั้งหรือขยายสาขา และคำสั่งให้ระงับ หยุด หรือแก้ไขการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมา

       3. บทกำหนดโทษ การยกร่างกฎหมายฉบับนี้ กำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะส่งผลให้กฎหมายไม่สัมฤทธิ์ เจตนารมณ์ดังนี้

       • โทษทางปกครอง มาตรา 43 ซึ่งมีทั้งโทษที่ต้องประกาศหรือตำหนิโดยเปิดเผยต่อประชาชน และการปรับทางการปกครองตามมาตรา 43 (2) โดยค่าปรับไม่เกิน 200,000 บาทแต่ละกรรม คำนึงถึงพฤติกรรมแห่งการกระทำ และความเสียหายที่เกิดจาการกระทำนั้นด้วย

       • โทษทางอาญา หากผู้ถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่ยอมชำระค่าปรับ ก็นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองใช้บังคับ ซึ่งระบุรายละเอียดในมาตรา 45-47 และมาตรา 50-53 

       • โดยมีโทษหลายอัตราแล้วแต่กรณี เริ่มจากจำคุก 1 เดือนถึง 3 ปี ปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึงปรับสูงสุด 3,000,000 บาท และโทษทั้งจำและปรับ นอกจากนี้ยังเรียกปรับเพิ่มอีกไม่เกินวันละ 50,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืน

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า แม้หลักการ เนื้อหา และบทลงโทษร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งฉบับใหม่ จะยังไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของกลุ่มที่เกี่ยวข้องหลายราย ที่เห็นว่ายังไม่รัดกุมและครอบคลุมเพียงพอ แต่นับเป็นจุดริเริ่มต้นของพัฒนาการกฎหมายค้าปลีกเมืองไทย จากเดิมที่ไม่เคยมีกฎหมายดูแลธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะเลย ถูกละเลยมานานแล้ว 

       อย่างไรก็ตาม ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์จากมาตรการต่างๆ ข้างต้น ก็ไม่ควรหยุดนิ่งที่จะพัฒนากิจการ ทั้งส่วนความหลากหลายของสินค้า ราคาสินค้า หรือบริการเสริมต่างๆ รวมถึงระบบการบริหารการจัดการภายในกิจการ เพราะยุคการแข่งขันเสรี ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ซึ่งมีความพร้อมด้านเงินทุนและการบริหารการจัดการที่มีระบบ ย่อมต้องสรรหากลยุทธ์ต่างๆ เพื่อการแข่งขันเข้มข้นยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน 

       ประกอบกับผู้บริโภคสามารถรับข้อมูลสื่อสารอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคย่อมแสวงหาแหล่งจำหน่ายที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด ผู้ประกอบการที่สามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้มากและเร็วที่สุด ย่อมเป็นผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ในที่สุด

       บทสรุป

       ปัญหาสำคัญของธุรกิจค้าปลีกปัจจุบัน ประกอบด้วย ปัญหาการแข่งขันไม่เป็นธรรม การขยายตัวกลุ่มค้าปลีกสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบต่อเนื่อง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ซึ่งเป็นธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก และกิจการที่เกี่ยวข้อง ทั้งยี่ปั๊วและซาปั๊ว ที่ยังไม่มีการปรับตัว 

       ประการสำคัญที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย การเสริมศักยภาพธุรกิจค้าปลีกขนาดกลางและเล็ก ที่ล้วนเป็นของคนไทย ให้เข้มแข็ง ท่ามกลางกระแสการตลาดที่อาจจะเกิดการฮั้วกันได้ระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย จึงสมควรที่จะได้รับการแก้ไขโดยด่วน 

       จากการร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ส่วนมาตรการและกฎหมายจัดระเบียบค้าปลีก หรือภาคเอกชน ส่วนให้ความสำคัญปรับปรุงตนเองของเถ้าแก่ร้านค้าโชวห่วย 

       แต่ควรเป็นไปบนพื้นฐานการเสริมสร้างศักยภาพ มิใช่จำกัดบทบาทการค้า กล่าวคือผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าโชวห่วย หรือธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ยังคงต้องให้ความสำคัญ หรือไม่หยุดยั้ง ที่จะปรับปรุงศักยภาพ และมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เพื่อกำหนดทิศทางการแข่งขัน 

       ตราบใดที่ธุรกิจค้าปลีกยังคงเป็นตลาดแข่งขันเสรี และมีความเป็นธรรมทางการค้า สังคม อันประกอบด้วย ผู้บริโภค ผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง และผู้ผลิต ย่อมได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน 

       อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่เป็นธรรมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากภาวะแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด ไม่เอื้ออำนวย การปรับปรุงกฎหมาย ตลอดจนกฎระเบียบ ซึ่งเป็นเสมือนกฎกติกาการค้า จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกเมืองไทยเติบโต และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กลับหน้าเเรก