|
8 เดือนแรกปี 2545 FDI ลดลง 97% : ปัญหาและแนวโน้ม ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 13 พฤศจิกายน 2545 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) รูปเงินไหลเข้าไทยช่วงที่ผ่านมาปี 2545 ลดลงอย่างมาก ตัวเลขเบื้องต้นมูลค่าการลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศ (Net Flows of FDI) ทำโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ช่วงมกราคมถึงสิงหาคม มูลค่า 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงถึงร้อยละ 97 เทียบมูลค่า 2,272 ล้านดอลลาร์ช่วงเดียวกันปี 2544 ตัวเลขเดือนล่าสุด ยังเป็นข้อมูลเก็บเบื้องต้น ซึ่งสังเกตได้ว่า มักสูงขึ้นบ้างระยะ 2-3 เดือนต่อมา อย่างไรก็ตาม หากทิศทางการลงทุนช่วงที่เหลือของปียังไม่ดีขึ้น มูลค่าลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศปีนี้อาจต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์รอบ 15 ปี ตั้งแต่ปี 2531 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์มูลเหตุ และผลกระทบการลดลงการลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศ ดังนี้ FDI หดตัวสูง จากเงินทุนไหลเข้าลด เงินทุนไหลออกพุ่ง สาเหตุที่การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศลดลงอย่างมากเป็นประวัติการณ์ เกิดจากการลงทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ (FDI Inflow) ช่วง 8 เดือนแรกปี 2545 ลดลงร้อยละ 32.1 เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน มูลค่า 3,524 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ด้านเงินลงทุนไหลออก กลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 มูลค่า 3,455 ล้านดอลลาร์ สัดส่วนเงินทุนไหลออกต่อเงินทุนไหลเข้าช่วง 8 เดือนปีนี้ เพิ่มสูงถึงร้อยละ 98 จากร้อยละ 58 ปี 2544 หมายถึงว่า เงินลงทุนสุทธิที่ได้รับเพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ของมูลค่าเงินลงทุนไหลเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ปัจจัยเกี่ยวข้อง และประเด็นน่าพิจารณา เกี่ยวกับการลดลงเงินทุนไหลเข้า และการเพิ่มขึ้นเงินทุนไหลออก ดังนี้ เงินทุนไหลเข้า (Inflow) ลดลง การที่การลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาช่วงปีนี้ลดลงร้อยละ 32 ส่วนหนึ่งจากปัจจัยภายนอกประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะชะลอตัว แนวโน้มยังไม่แน่นอนสูง จึงส่งผลกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ประกอบกับระดับกำลังผลิตส่วนเกินในโลกยังมาก ทำให้การลงทุนโดยตรงต่างประเทศทั่วโลกปีนี้ลดลง รายงานที่ประชุมว่าด้วยการค้าและการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNCTAD) คาดว่า การลงทุนต่างประเทศของโลกปี 2545 จะลดลงร้อยละ 27 จากปี 2544 โดยมีมูลค่า 534,000 ล้านดอลลาร์ จีนยังเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่ ดึงดูดเงินลงทุนประเทศต่างๆ ด้วยความน่าสนใจ ทั้งเป็นตลาดขนาดใหญ่ และแรงงานราคาถูก ทำให้นักลงทุนต่างชาติบางรายหันเหเป้าหมายการลงทุนจากภูมิภาคอาเซียนไปจีน ปีนี้คาดว่า จะมีเงินทุนจากต่างประเทศจีนสูงประมาณ 54,000-58,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าร้อยละ 10 ของการลงทุนโดยตรงต่างประเทศทั่วโลก เพิ่มจาก 46,800 ล้านดอลลาร์ปี 2544 ส่งผลจีนก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้รับจากลงทุนรายใหญ่อันดับ 1 ของโลก แทนที่สหรัฐ ที่ครองตำแหน่งมาตลอด ปัจจัยภายในประเทศ เงินลงทุนที่เข้ามาน้อยลงช่วงปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากปี 2544 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลโครงการลงทุนต่างประเทศ ที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ปี 2544 มูลค่าลดกว่าร้อยละ 50 ซึ่งจะมีส่วนทำให้เงินลงทุนที่เข้ามาจริงปี 2545 ลดลงตาม ประเด็นน่าพิจารณาอีกข้อคือ ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ตามความหมายการเก็บโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นสถิติเงินลงทุนที่นักลงทุนต่างชาตินำเข้ามาในประเทศ ในรูปการลงทุนเรือนหุ้น (Equity Investment) (สัดส่วนถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป) และรูปแบบเงินกู้ยืมบริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือ แต่ไม่รวมเงินลงทุนที่บริษัทต่างชาติในไทย นำกำไรในประเทศกลับมาลงทุนใหม่ (Reinvestment) ซึ่งบริษัทต่างชาติที่มีฐานลงทุนในไทยเป็นเวลายาวนาน มักใช้เงินลงทุนจากในประเทศ จากกำไรสะสมจากการดำเนินงาน โดยไม่ต้องพึ่งการนำเงินลงทุนเข้าจากต่างประเทศ การสอบถามบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่บางราย บริษัทมักใช้แหล่งเงินลงทุนรูปแบบนี้ การลงทุนที่มีแหล่งเงินทุนภายในประเทศนี้ จะไม่ปรากฎในสถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย คำกล่าวของนายทราน ดัค มินห์ รองเลขาธิการสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งพูดถึงแนวโน้มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอาเซียน ในการสัมมนาระหว่างงานแสดงสินค้าอาเซียนที่กรุงเทพฯ ระบุว่า กรณีสิงคโปร์และมาเลเซีย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศรูปแบบนำกำไรกลับมาลงทุนใหม่ (Reinvestment) สูงร้อยละ 75 ของ FDI ทั้ง 2 ประเทศปี 2544 สำหรับไทย ยังไม่มีการเก็บตัวเลขส่วนนี้ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ระดับนำกำไรกลับมาลงทุนกรณีไทย โดยพิจารณาตัวเลขนำส่งกำไรกลับประเทศในรูปเงินปันผล (รายจ่ายผลประโยชน์จากการถือหุ้น บัญชีดุลชำระเงิน) พบว่า ระดับส่งกำไรของนักลงทุนต่างชาติช่วงที่ผ่านมา ไม่เปลี่ยนแปลงนัก แม้มูลค่าสะสมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นตลอด สะท้อนสมมติฐานว่า กำไรสะสมบริษัทต่างชาติในไทย ถูกหมุนเวียนกลับเข้าลงทุนภายในประเทศโครงการต่อเนื่องไม่น้อย ถ้าตัวเลขดังกล่าวเก็บรวบรวมไว้ในสถิติการลงทุนจากต่างประเทศ จะเป็นประโยชน์ทำให้เข้าใจสถานะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชัดเจนยิ่งขึ้น เงินทุนไหลออก (Outflow) เป็นปัญหาร้ายแรงหรือไม่ ? การวิเคราะห์องค์ประกอบเงินลงทุนไหลออกช่วงที่ผ่านมาจนถึงปี 2544 (สถิติล่าสุด) เงินลงทุนไหลออกส่วนมาก เป็นรูปชำระคืนเงินกู้ให้บริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือ สัดส่วนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 80 ของเงินลงทุนไหลออกจากประเทศทั้งหมด ปี 2544 เงินลงทุนไหลออกเพื่อชำระคืนเงินกู้บริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือ 4,387 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าเงินลงทุนไหลออกทั้งหมด 5,063 ล้านดอลลาร์ การที่เงินทุนไหลออกด้านถือหุ้นยังสัดส่วนน้อย สะท้อนว่า การเลิกกิจการ หรือย้ายฐานผลิตออกไปของนักลงทุนต่างชาติ ยังไม่รุนแรงขณะนี้ ขณะที่การชำระคืนเงินกู้ ถือเป็นภาระการเงินที่ต้องปฏิบัติ เมื่อครบกำหนดเวลาชำระคืนหนี้ เงินลงทุนไหลออกที่เพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นนัยทางลบเสมอไป เงินลงทุนไหลออกจะเป็นปัญหาใหญ่ หากมีการย้ายฐานผลิตหนีออกจากประเทศนั้น แต่กรณีของไทย ส่วนใหญ่ชำระคืนเงินกู้ ระหว่างที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ หลายบริษัท ที่บริษัทแม่ต่างประเทศช่วยเหลือพยุงสถานะการเงินบริษัทลูกในไทยที่ประสบปัญหา เช่น ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ขาดทุนจากการดำเนินงาน หรือขาดสภาพคล่องการเงิน ความช่วยเหลือทางหนึ่ง คือให้เงินกู้บริษัทลูก ปัจจุบัน กล่าวได้ว่า ภาวะธุรกิจบริษัทในประเทศ เริ่มมีทิศทางดีขึ้น บริษัทแม่จึงลดการช่วยเหลือการเงินบริษัทลูก การคืนเงินกู้ จึงอาจเป็นสัญญาณสะท้อนความหมายด้านดี 2 ประการ คือสถานะการเงินบริษัทต่างชาติในไทย เข้มแข็งขึ้น และภาระดอกเบี้ยจ่ายจะลดลง จากการลดสัดส่วนหนี้ (รูป FDI) ปรากฎการณ์อีกสิ่งที่เกิดขึ้น ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ คือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นกิจการ (Take Over) มากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทปรับโครงสร้างสร้างหนี้ ถ้าเป็นการเปลี่ยนมือระหว่างผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติด้วยกัน มูลค่าการลงทุนที่ไหลเข้าและไหลออกจากการตกลงซื้อขาย (Deal) จะเป็นจำนวนใกล้เคียงกัน ทำให้ยอดการลงทุนสุทธิ ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก ผลที่เกิดจากปรากฎการณ์การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศลดลงอย่างมากช่วงปีนี้ กล่าวได้ว่า การลดลงของเงินลงทุนไหลเข้า เป็นไปตามทิศทางลงทุนของโลก หากรวมการลงทุนรูปแบบนำผลกำไรกลับมาลงทุนใหม่ (Reinvestment) การลงทุนต่างประเทศในไทย จะมีมูลค่าสูงกว่าที่ปรากฎในข้อมูลตัวเลขเงินลงทุนจากต่างประเทศ แต่ไม่อาจปฏิเสธว่า ปัจจัยการแข่งขันดึงดูดการลงทุนรุนแรงภูมิภาคนี้ เป็นอีกเหตุผล ทำให้การลงทุนที่เข้าไทยลดลง ส่วนด้านเงินลงทุนไหลออก ส่วนใหญ่ยังเป็นด้านชำระคืนเงินกู้ให้บริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือ การไหลออกรูปทุน ยังเป็นส่วนน้อย นอกจากนี้ การที่ธุรกิจในไทยประสบปัญหาการเงินหลังวิกฤตเศรษฐกิจ การไหลออกเงินลงทุนรูปเงินกู้ ด้านหนึ่งอาจแสดงสถานะการเงิน และผลประกอบการ ที่ดีขึ้นของบริษัทต่างชาติในไทย ไทยยังคงต้องพึ่ง FDI พัฒนาศักยภาพประเทศ หากสถานการณ์การลงทุนต่างประเทศ ยังคงลดต่อเนื่อง ย่อมมีผลกระทบการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเพื่อฟื้นฟูกิจการที่ประสบปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจ ไทยยังเล็กเกินกว่าที่มีเงินออมภายในประเทศเพียงพอจะใช้พัฒนาเศรษฐกิจ หากพิจารณามูลค่าการลงทุนโดยตรงสุทธิ ที่ไหลเข้ารูปเงิน อาจดูเหมือนสัดส่วนไม่สูงนัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศสุทธิภาคการผลิต เฉลี่ยร้อยละ 4 ของการสะสมทุนภายในประเทศ (เครื่องชี้การลงทุนที่เกิดขึ้นภายในประเทศ) แต่ละปี แต่ผลการลงทุนจากต่างประเทศ ไม่ใช่เพียงมีเงินไหลเข้ามา แต่ยังนำเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องจักร เข้ามาด้วย ซึ่งหากพิจารณา มูลค่าโครงการลงทุน จากต่างประเทศที่ได้รับอนุมัติ ส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เฉลี่ยร้อยละ 17 ของการสะสมทุน ภายในประเทศ ถ้ารวมโครงการไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ สัดส่วนความสำคัญทุนต่างประเทศจะสูงกว่านี้ ในไทย การลงทุนภาคเอกชนประมาณร้อยละ 60-70 ของการสะสมทุนภายในประเทศทั้งหมด เงินทุนรูป FDI ข้อดีกว่าเงินทุนรูปเงินกู้หลายประการ ประการที่ 1 FDI ภาระผูกพันส่งเงินทุนคืนกลับน้อยกว่า แม้จะมี FDI รูปเงินกู้จากบริษัทในเครือ แต่ภายใต้ความเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน ความยืดหยุ่นจะมากกว่า เช่น เมื่อผิดนัดชำระคืน รวมทั้งต้นทุนดอกเบี้ยต่ำกว่า ประการที่ 2 FDI เป็นเงินทุนเข้ามา โดยเป้าหมายลงทุนระยะยาว การลงทุนนั้น เป็นทรัพย์สิน และเป็นทุน ที่สะสมภายในประเทศ ประการที่ 3 FDI สะสมทุน (Capital Formation) ที่เข้ามาพร้อมประโยชน์จ้างงาน (Employment) ขยายโอกาสการค้า จากการขยายตลาดส่งออก (Exports) ซึ่งเห็นความสัมพันธ์ชัดเจนว่า FDI ที่เข้าไทยตลอด 15 ปีที่ผ่านมา เป็นส่วนสำคัญผลักดันไทยเป็นประเทศส่งออกที่สำคัญเพิ่มขึ้นในประชาคมโลก นอกจากนี้ สิ่งที่มากับ FDI ที่ไม่อาจวัดได้มูลค่า (Intangible Assets) เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ (เทคโนโลยีผลิต) และซอฟท์แวร์ (การบริหารจัดการ) พัฒนาทักษะความชำนาญให้แรงงานในประเทศ พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในประเทศ เช่น ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ หรือทำธุรกิจร่วมกับบริษัทต่างชาติ ด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดตั้งแต่ปี 2548 จากการนำเข้า ที่จะเพิ่มต่อเนื่อง ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 100 ล้านดอลลาร์ปี 2548 และ 1.1 พันล้านดอลลาร์ปี 2549 เงินลงทุนจากต่างประเทศจึงยังสำคัญ ที่จะช่วยชดเชยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะมีส่วนช่วยรักษาสถานะดุลชำระเงิน และทุนสำรองระหว่างประเทศ ของไทย สิ่งที่ไทยยังต้องพึ่ง FDI อีกด้าน คือไทยยังต้องการเงินทุนที่จะเข้ามาฟื้นฟูกิจการ ที่ยังเป็นปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ยอดรวม NPL คงค้างระบบเศรษฐกิจสูงถึง 1.97 ล้านล้านบาท ณ มิถุนายน จำแนกเป็น NPL ระบบสถาบันการเงิน 843,313 ล้านบาท NPL บริษัทบริหารสินทรัพย์ธนาคารรัฐและเอกชน 532,401 ล้านบาท และ NPL บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) 598,458 ล้านบาท NPL บางโครงการ ยังมีโอกาสธุรกิจ แต่ข้อจำกัดทุนในประเทศ หรือขาดความสนใจจากกลุ่มทุนในประเทศ การมีนักลงทุนต่างชาติซื้อกิจการ จึงเป็นหนทางจะช่วยให้บริษัทเหล่านั้น เดินหน้าต่อไปได้ แนวโน้มปี 2546 แนวโน้มปี 2546 ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศ ยังคงจะมีผลต่อทิศทางการลงทุนในไทย การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2546 ยังไม่แน่นอนสูง จากความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะปฏิบัติการทางทหารต่ออิรักรอบ 2 หากเกิดสงคราม จะมีผลกระทบราคาน้ำมัน และการเติบโตเศรษฐกิจภูมิภาคต่างๆ ของโลก ซึ่งอาจส่งผลการลงทุนต่างประเทศในโลกปี 2546 จะยังหดตัวต่อเนื่องปีที่ 3 ตั้งแต่ปี 2544 แม้ไม่เกิดสงคราม ปัญหาก่อการร้าย จะยังคงเป็นความเสี่ยงระยะยาว ที่นักลงทุนต่างชาติต้องพิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือกเป้าหมายการลงทุน สำหรับไทย แนวโน้มความสนใจนักลงทุนต่างชาติดีขึ้น เห็นได้จากมูลค่าโครงการต่างประเทศที่ขอรับส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ระหว่างมกราคมถึงกันยายน มูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จาก 2.2 พันล้านดอลลาร์ช่วงเดียวกันปี 2544 โครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนเพิ่มในกิจการหมวดเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร หมวดโลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง และหมวดเคมีภัณฑ์ พลาสติกและกระดาษ หมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า แม้ลดลงเทียบกปีก่อน แต่มูลค่าโครงการสูงอันดับ 3 รองจากหมวดเกษตรและผลิตผลจากการเกษตร และหมวดโลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง ความสนใจของนักลงทุน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการส่งเสริมการลงทุนเชิงรุกบีโอไอ เช่น ทบทวนปรับปรุงให้สิทธิประโยชน์ กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย และดำเนินแนวทางการตลาดเชิงรุก ออกไปโรดโชว์ทำความเข้าใจ และดึงดูดนักลงทุน สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขณะเดียวกัน ด้านยุทธศาสตร์ภาคอุตสาหกรรม กล่าวได้ว่า ปัจจุบันภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกันจริงจัง ที่จะวางยุทธศาสตร์พัฒนาอุตสาหกรรมแต่ละประเภท เช่น ทำแผนแม่บทอุตสาหกรรมรายสาขา วางเป้าหมายจะยกระดับอุตสาหกรรมไทย ปรับปรุงประสิทธิภาพ และขั้นตอนบริการหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรม กล่าวได้ว่า แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรม ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนนักลงทุนต่างชาติ ปัจจัยกระทบภายนอกประเทศ ต้องติดตาม และปรับเปลี่ยนกลยุทธตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปัญหาก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในโลก และปัญหาเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในอาเซียน ดังเช่นเหตุการณ์ระเบิดแหล่งท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่บาหลี อินโดนีเซีย ตามด้วยเหตุการณ์วางระเบิดในฟิลิปปินส์ ช่วงตุลาคม แม้จะยังไม่อาจระบุชัดเจนถึงความเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในโลก แต่เหตุการณ์ดังกล่าว สั่นคลอนความเชื่อมั่นประเทศเหล่านั้น ความกังวลอาจขยายไปประเทศอื่นๆ ในอาเซียน สำหรับไทย หากเทียบประเทศอื่นในอาเซียน ไทยยังมีจุดได้เปรียบด้านความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ไม่มีกลุ่มที่มีความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองและสังคม เอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนระยะยาว รวมทั้งไทยพร้อมด้านสาธารณูปโภค มีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม ระดับที่สามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมพึ่งเทคโนโลยีระดับกลางขึ้นไปได้ ทั้งในแง่ทักษะความชำนาญบุคลากร และเครือข่ายอุตสาหกรรมสนับสนุน ปัจจัยภูมิศาสตร์การเมือง อาจส่งผลการตัดสินใจเลือกเป้าหมายการลงทุน สำหรับนักลงทุนจากบางประเทศ เช่น สหรัฐ อังกฤษ ออสเตรเลีย อาจหลีกเลี่ยงลงทุนจุดที่เสี่ยงต่อการเป็นเป้าหมายกลุ่มก่อการร้ายสูง ที่ผ่านมา นักลงทุนที่ลงทุนในอาเซียนมากที่สุดช่วงปี 2538-2544 คือนักลงทุนจากยุโรป ประมาณร้อยละ 25 ของการลงทุนในอาเซียน ขณะที่อันดับ 2 คือญี่ปุ่น ประมาณร้อยละ 16 และสหรัฐอันดับ 3 ประมาณร้อยละ 13 ประเทศอาเซียนที่มีการลงทุนจากสหรัฐสูงสุด ตามข้อมูลสถิติการลงทุนต่างประเทศของสหรัฐ ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย และอินโดนีเซีย กรณีประเทศไทย การลงทุนของสหรัฐเข้ามามากช่วง 3 ปี หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนนอกภาคผลิต เช่น กองทุนลงทุนธุรกิจประสบปัญหาการเงิน ปัจจุบัน ทุนจากสหรัฐที่ไหลกลับออกไป หลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ กล่าวได้ว่า นักลงทุนรายสำคัญที่เข้ามาภาคเศรษฐกิจจริงของไทย ยังคงเป็นญี่ปุ่น และประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชียตะวันออก คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน ทั้ง 4 ประเทศครองสัดส่วนร้อยละ 63 มูลค่าสะสม (Stock) การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ที่เข้ามาในไทยทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน ผลกระทบความเป็นไปได้ที่นักลงทุนสหรัฐจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในอาเซียน จึงไม่สูงนัก สหรัฐสัดส่วนการลงทุนในไทยร้อยละ 17 มูลค่ารวมการลงทุนโดยตรงสหรัฐ 5 ประเทศอาเซียน ระหว่างปี 2537 ถึงมิถุนายน 2545
์ ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดยข้อมูล US Department of Commerce อย่างไรก็ตาม ไทยมีโอกาสถูกกระทบจากความกังวลนักลงทุนต่อปัญหาก่อการร้าย ซึ่งกระแสข่าวที่ออกมา อาจทำให้นักลงทุนบางราย อาจไม่แน่ใจความปลอดภัยภูมิภาคอาเซียน โดยมองรวมทั้งภูมิภาค ปัจจัยข้อนี้ อาจทำให้นักลงทุนตัดสินใจหันลงทุนในจีน ซึ่งแทบจะไม่มีความเสี่ยงการก่อการร้ายสากล ดังนั้น นอกจากนโยบายส่งเสริมการลงทุน และนโยบายอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยควรมีมาตรการปัญหาก่อการร้าย ทั้งด้านรับมือป้องกันสถานการณ์รุนแรงไม่ให้เกิดขึ้นในไทย รวมทั้งทำความเข้าใจกับนักลงทุนต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มประเทศอาเซียน ควรเร่งหามาตรการดำเนินการปัญหาดังกล่าว เพราะอาจบั่นทอนผลประโยชน์ที่อาเซียนควรจะได้รับ จากความพยายามยาวนาน ในการดำเนินความร่วมมือในภูมิภาค จนมาถึงจุดที่เขตการค้าเสรีอาเซียนกำลังจะเริ่มตั้งแต่มกราคม 2546 เป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้า ลงทุน ท่องเที่ยว และการเติบโตของกิจกรรมเศรษฐกิจกลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคอาเซียน ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือการแก้ไขภาพพจน์ที่ถูกกล่าวว่า เป็นเป้าหมายก่อการร้าย ตลอดจนความเคร่งครัดรักษาข้อตกลงระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งการสานต่อแนวทางความร่วมมือเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ระหว่างอาเซียนบวก 4 ประเทศ คือจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืนของประเทศต่างๆ กลุ่มสมาชิก สรุป การวิเคราะห์ภาวะที่การลงทุนโดยตรงสุทธิจากต่างประเทศลดลงอย่างมากช่วง 8 เดือนแรกปี 2545 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การลดลงเงินลงทุนโดยตรง ที่ไหลเข้าไทยช่วงปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นไปตามทิศทางการลงทุนของโลก ขณะเดียวกัน ปัจจัยการแข่งขัน ดึงดูดการลงทุนรุนแรงภูมิภาคนี้ เป็นอีกเหตุผล ที่ทำให้การลงทุนที่เข้าไทยลดลง จากการที่เงินลงทุนส่วนหนึ่ง อาจเบี่ยงเบนสู่จีน ที่เป็นประเทศที่ได้เปรียบดึงดูดเงินลงทุนมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกขณะนี้ ส่วนเงินลงทุนไหลออก ส่วนใหญ่ยังเป็นด้านชำระคืนเงินกู้ให้บริษัทแม่ หรือบริษัทในเครือ โดยการไหลออกรูปทุน ยังเป็นส่วนน้อย การไหลออกเงินลงทุนรูปเงินกู้ ด้านหนึ่ง อาจแสดงสถานะการเงิน และผลประกอบการ ที่ดีขึ้นของบริษัทต่างชาติในไทย อย่างไรก็ตาม แม้เงินทุนไหลออกสำหรับไทยเวลานี้ ยังไม่ใช่เกิดจากการย้ายฐานผลิตออกของนักลงทุนเป็นปัจจัยหลัก แต่ต้องยอมรับว่า เงินทุนไหลออก มีผลต่อมูลค่าเงินลงทุนโดยตรงสุทธิ เป็นผลเสียต่อยอดดุลชำระเงิน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ไทยยังคงต้องพึ่งการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งเพื่อฟื้นฟูกิจการที่ประสบปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากเศรษฐกิจภายในของไทย ยังขนาดเล็กเกินกว่ามีเงินออมภายในประเทศเพียงพอจะใช้พัฒนาเศรษฐกิจ แนวโน้มการลงทุนปี 2546 แม้ความสนใจจากนักลงทุนจะเพิ่มขึ้น แต่ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก และปัจจัยเสี่ยงการเกิดสงคราม ยังคงเป็นตัวแปรจะมีผลต่อการลงทุน ที่จะเข้ามาปีหน้า ระยะต่อไป แนวโน้มการลงทุนจากต่างประเทศ ขึ้นกับประสิทธิผลนโยบายอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการลงทุนของไทย ขณะที่ปัจจัยภายนอกประเทศ เช่น ปัญหาก่อการร้าย ปัจจัยภูมิศาสตร์การเมือง อาจเป็นปัจจัยลบ ส่งผลต่อเนื่องยาวนานกว่าที่คาด ขณะที่ปัจจัยบวก จะมาจากความสำเร็จการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ว่าเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือความร่วมมือการเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจใกล้ชิดกับ 4 ประเทศเศรษฐกิจในเอเชีย คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งที่ 8 ต้นพฤศจิกายน มีการลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีจีนและอาเซียน และการลงนามข้อตกลงพัฒนาเขตการค้าเสรีญี่ปุ่นและอาเซียน ปูทางสู่การตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (EAFTA) จะเป็นประโยชน์โดยรวม นำพากลุ่มประเทศสมาชิก เติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน | ||||||||||||
| กลับหน้าเเรก |