|
คลอดประกาศกระทรวงคุมบัตรเครดิต ใครได้ใครเสีย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย 12 พฤศจิกายน 2545 กระทรวงการคลังออกประกาศกระทรวง เพื่อกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิต โดยใช้อำนาจตามกฎหมายคณะปฏิวัติ (ปว. 58) มาตรา 5 สาระสำคัญประกาศกระทรวงการคลัง ให้อำนาจกำหนดเพดานดอกเบี้ยผิดนัดชำระบัตรเครดิต 18% ต่อปี การรวมสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) อยู่ภายใต้การดูแลธนาคารแห่งประเทศไทยเช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ กำหนดรายได้ขั้นต่ำผู้สามารถถือบัตรเครดิต 15,000 บาทต่อเดือน หลังจากเพิ่งปลดเพดานดังกล่าวเมื่อเมษายน ยังให้อำนาจกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบการ ให้ทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท กำหนดเพดานดอกเบี้ยเบิกเงินสดล่วงหน้า 3% การต้องแจ้งผู้ถือบัตรทราบล่วงหน้า ค่าธรรมเนียมอื่นๆ การใช้บัตร เช่น ค่าธรรมเนียมรายปี ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ฯลฯ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เกี่ยวกับการกำกับธุรกิจบัตรเครดิตทั้งระบบ ทั้งของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ กฎหมายใหม่ดังกล่าว เป็นทางออกเร่งด่วนที่จำเป็น ตอบรับกระแสสังคม และตรงความต้องการหลายๆ ฝ่าย ที่อยากจะเห็นกฎหมายเฉพาะ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วบัตรเครดิตปัจจุบัน และอนาคต เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น จากผลข้างเคียงที่ได้รับ จากความสะดวกสบายการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อหลายฝ่าย จากการออกกฎหมายใหม่ครั้งนี้ ดังนี้ ผลกระทบเพดานดอกเบี้ยใหม่ การกำหนดเพดานดอกเบี้ยไม่เกิน 18% แน่นอนว่า ประโยชน์ย่อมต้องตกแก่ผู้บริโภคมากที่สุด ขณะที่ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิต ย่อมได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกัน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยสรุปให้เห็นประเด็นต่างๆ ต่อไปนี้ § ด้านผู้ประกอบการบัตรเครดิตที่เป็นธนาคารพาณิชย์ แบ่งผลกระทบ 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย และกลุ่มธนาคารต่างชาติ หรือธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศที่มีสาขาในไทย และธนาคารพาณิชย์ลูกครึ่ง § การพิจารณาเบื้องต้น ธนาคารพาณิชย์ 2 กลุ่มนี้ กำหนดดอกเบี้ยค้างชำระบัตรเครดิตแตกต่างกัน โดยกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ขอบเขตอัตราดอกเบี้ยแคบกว่า ดังแสดงในตาราง
รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย (อัตราดอกเบี้ย ณ 30 ตุลาคม) ผลกระทบจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ย รวมค่าปรับค้างชำระ 18% ต่อธนาคารทั้ง 2 กลุ่ม ดังนี้ ผลดี ผลเสีย ธนาคารพาณิชย์ไทย § จะไม่กระทบมากนัก เพราะอัตราดอกเบี้ยส่วนใหญ่ต่ำกว่า 18% อยู่แล้ว ธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่สามารถใช้ความได้เปรียบด้านราคา จากดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า แข่งขันกับธนาคารต่างชาติได้อีกต่อไป ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไทย อาจต้องให้ความสำคัญการบริการ และส่งเสริมการขายมากขึ้น เพื่อไม่ให้ลูกค้าเปลี่ยนไปใช้บริการธนาคารอื่น การส่งเสริมด้านบริการ และการขายดังกล่าว เพื่อแข่งขันกับธนาคารต่างชาติ ที่เหนือกว่าด้านเครือข่ายร้านค้าและโปรแกรมส่งเสริมการขายช่วงที่ผ่านมา ผลดี ผลเสีย ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ และธนาคารพาณิชย์ลูกครึ่ง § ความสามารถการแข่งขัน กับธนาคารพาณิชย์ไทยสูงขึ้น จากดอกเบี้ยลดลง ขณะที่ยังคงมีความได้เปรียบจากการทำการตลาดช่วงที่ผ่านมา ธนาคารจะให้ความสำคัญ ด้านความเสี่ยงมากขึ้น โดยจะเคร่งครัดเลือกลูกค้ามากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากไม่สามารถคิดดอกเบี้ย สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ไทยป้องกันความเสี่ยง เช่นที่เคยปฏิบัติแต่เดิมได้ § ธนาคารที่ดอกเบี้ยสูงกว่า 18% ค่อนข้างมาก บวกกับปริมาณยอดคงค้างบัตรเครดิตปริมาณสูง ย่อมได้รับผลกระทบ ที่มากจากการตั้งเพดานดอกเบี้ยครั้งนี้ เนื่องจากสะท้อนให้เห็น การพึ่งพิงรายได้ดอกเบี้ยมากกว่าธนาคารอื่นๆ จากการที่ธนาคารกลุ่มนี้ ต้นทุนการตลาดสูงอยู่ การตั้งเพดานดอกเบี้ยอาจส่งผลกำไรการดำเนินธุรกิจ ด้านผู้ประกอบการ Non-bank หรือสถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งดำเนินธุรกิจบริการบัตรเครดิต ย่อมจะเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ในการออกกฎใหม่ครั้งนี้ จากการที่กลุ่ม Non-bank มีเป้าหมายการตลาดลูกค้าระดับกลางและล่าง ที่ความเสี่ยงสูงกว่า การจำกัดเพดานดอกเบี้ย ย่อมกระทบธุรกิจผู้ประกอบการกลุ่มนี้ อย่างไรก็ดี จากการที่ผู้ออกบัตรกลุ่ม Non-bank บางราย มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย ทำให้น่าจะยืดหยุ่นมากในการสร้างรายได้จากแหล่งอื่นๆ ทดแทนได้ เช่น สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเงินสด เป็นต้น จึงเป็นไปได้ว่า ผู้ออกบัตรกลุ่ม Non-bank อาจต้องการจะรักษาฐานลูกค้าบัตรเครดิตให้มากที่สุด เพื่อประโยชน์เสริม ที่จะสามารถเสนอผลิตภัณฑ์อื่นๆ (Cross Sell) ผู้ประกอบการให้ลูกค้า ทดแทนรายได้ส่วนที่เสียไป จากธุรกิจบัตรเครดิตได้ ด้านผู้บริโภคผู้ถือบัตรเครดิต ผู้ซึ่งย่อมได้ประโยชน์มากที่สุดจากกฎหมายใหม่นี้ เพราะสามารถจะทราบขอบเขตค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น จากการค้างชำระบัตรเครดิต จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือวางแผนการใช้จ่ายเงินได้ระดับหนึ่ง จากอดีต ที่ความหลากหลายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมปลีกย่อยต่างๆ อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่ม ไม่ตระหนักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จนกระทั่งใบแจ้งหนี้มาถึง โดยเฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตหลายๆ ใบ ที่อาจสับสนได้ จากอัตราดอกเบี้ยหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ผู้บริโภคอาจได้รับประโยชน์ และความสะดวก ใช้บริการบัตรเครดิตมากขึ้น จากแนวโน้มผู้ประกอบการ อาจมุ่งเน้นให้บริการคุณภาพ มากกว่าแข่งกันตัดราคา รวมทั้งตั้งเพดานดอกเบี้ย 18% อาจช่วยลดการโยกย้ายหนี้บัตรเครดิต จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง (Balance Transfer/Refinance) จากความแตกต่างดอกเบี้ยผู้ออกบัตรน้อยลง เมื่อเทียบกับก่อนจะประกาศเพดานดอกเบี้ย 18% อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเห็นว่า การมีเพดานดอกเบี้ย อาจไม่สามารถลดความเสี่ยงการเพิ่มหนี้และใช้จ่ายเกินตัว ผ่านบัตรเครดิต ตราบใดที่ผู้ใช้บัตรยังมีนิสัยขาดระเบียบ บัตรเครดิตหลายใบ ขาดการวางแผนการใช้จ่าย โดยไม่คำนึงถึงรายได้ตนเอง ผลกระทบการกำหนดรายได้ขั้นต่ำอย่างเดิม 15,000 บาทต่อเดือน ผลกระทบธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ ย่อมไม่มากนัก เนื่องจากผู้มีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท เป็นฐานลูกค้าเดิมธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว จึงไม่น่าจะมีผลกระทบปริมาณบัตรเครดิตทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์โดยรวมมากนัก น่าสังเกตว่า การยกเลิกรายได้ขั้นต่ำครั้งแรกเมษายน ยังไม่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดปริมาณฐานบัตรเครดิตธนาคารพาณิชย์มากนัก เมื่อเทียบช่วงเวลาก่อนหน้าอีกหลายไตรมาส โดยดูจากการเติบโตแบบไตรมาสต่อไตรมาส และแบบปีต่อปี ดังตารางด้านล่าง คาดว่าฐานลูกค้าธนาคารที่จะถูกกระทบ จากการปรับเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำกลับมาที่ 15,000 บาทต่อเดือน จะไม่มากนัก
ที่มา: ธนาคารแห่งประเทศไทย
แต่มุมมองตรงข้าม อาจทำให้ผู้บริโภครายได้ต่ำ กู้ยืมจากธุรกิจเงินกู้นอกระบบมากขึ้น เพราะไม่สามารถเป็นสมาชิกบัตรเครดิตในระบบได้ ผลกระทบภาพรวมธุรกิจบัตรเครดิต โดยรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นด้วยกับการออกกฎหมายใหม่ครั้งนี้ จากประโยชน์ที่ได้ สร้างบรรทัดฐานเดียวกัน เพื่อวางกฎเกณฑ์ควบคุมดูแลธุรกิจบัตรเครดิตให้ได้ทั้งระบบ เป็นการสร้างระบบการบริหารจัดการรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การขยายตัวธุรกิจบัตรเครดิตอย่างมีคุณภาพ ขณะที่ผู้บริโภคจะได้รับการคุ้มครอง ซึ่งน่าจะส่งผลดีระยะยาว และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับภาคการเงินล่วงหน้า ก่อนที่สินเชื่อบัตรเครดิตที่มีมาก จะกลายเป็นส่วนหนึ่งปัญหาหนี้เสียของระบบ จะมีผลกระทบสถาบันการเงิน การปล่อยสินเชื่อโดยรวม และการขยายตัวเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจบัตรเครดิต หลังจากประกาศใช้กฎหมายใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์โดยรวมธุรกิจบัตรเครดิต ดังนี้ ธุรกิจบัตรเครดิตยังคงจะขยายตัวต่อไป จากความนิยม และความสะดวก ที่ผู้บริโภคได้รับในการใช้บัตรเครดิตแทนเงินสด และจากรายการส่งเสริมการขายน่าสนใจ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อัตราการเติบโต จะเพิ่มในอัตราลดลง เมื่อเทียบช่วงก่อนออกกฎหมายใหม่ จากเหตุผลว่า กลุ่มผู้บริโภคที่รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท มีมาก และเป็นฐานลูกค้าใหญ่ บวกผู้มีรายได้มากกว่า 15,000 บาท ย่อมเป็นผู้ถือบัตรเครดิตอยู่ก่อนแล้ว นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ที่ผู้ประกอบการบางรายอาจกลับมาคิดค่าธรรมเนียมรายปี หรือค่าธรรมเนียมแรกเข้า ย่อมมีส่วนทำให้ลูกค้าบางกลุ่มคืนบัตร ปริมาณบัตรเครดิตในระบบ คงจะไม่เติบโตรวดเร็วนัก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์จำนวนบัตรเครดิตทั้งระบบ (ธนาคารพาณิชย์และ Non-bank) สิ้นปี 2545 ประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบัตร จากประมาณ 3.6 ล้านบัตรปีก่อนหน้า การใช้จ่ายผ่านบัตร จะยังคงแนวโน้มสูงขึ้น แต่เพิ่มในอัตราลดลง เนื่องจากคาดว่าสถาบันต่างๆ ยังคงส่งเสริมการขาย เพื่อใช้จ่ายผ่านบัตรลูกค้ามากขึ้น ซึ่งอาจมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ภายใต้แรงกดดันยากลำบากขึ้นในการขยายฐานบัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคาดว่า ฐานบัตรเครดิตที่แนวโน้มเติบโตอัตราลดลง จะส่งผลปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรของผู้บริโภค สิ้นปี 2545 จะเติบโตไม่เกิน 30% เมื่อเทียบปี 2545 เมื่อเทียบการเติบโตประมาณ 36% ปีก่อนหน้า ยอดคงค้างบัตรเครดิตที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวกว่าช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีผลจากปริมาณบัตรเครดิตในระบบ และปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร ที่เพิ่มขึ้นอัตราลดลง ส่วนหนึ่งจากค่าใช้จ่ายการใช้บัตรเครดิตลดลง จากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยต่ำลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดคงค้างบัตรเครดิต สิ้นปี 2545 จะเติบโตประมาณ 25% จากการเติบโต 26% ปีก่อนหน้า การแข่งขันระหว่างผู้ออกบัตรจะยังคงเข้มข้น แม้กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย 18% และรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอาจกระทบการดำเนินธุรกิจผู้ออกบัตรบางราย ที่ต้องปรับตัว รวมทั้งอาจนำมาสู่การพยายามลดต้นทุน หรือหารายได้เพิ่ม เพื่อชดเชยดอกเบี้ยที่ถูกจำกัด แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การแข่งขันธุรกิจบัตรเครดิต จะยังคงเข้มข้นต่อไป โดยผู้ออกบัตร จะยังคงจะทุ่มมาตรการการตลาด เพื่อขยายฐานธุรกิจของตน และเพื่อรักษาลูกค้าเดิม ตลอดจนถึงกระตุ้นลูกค้ามียอดใช้บัตร ซึ่งจะนำมาสู่รายได้ผู้ออกบัตร § ขณะเดียวกัน ลูกค้าหรือผู้ถือบัตร จะยังคงมีอำนาจต่อรอง ที่จะเลือกใช้บริการและผลิตภัณฑ์ที่มีเสนอหลากหลาย ความแตกต่างอาจอยู่เพียงที่ว่า การขยายตัวธุรกิจบัตรเครดิต จะเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ขณะที่ความสำเร็จผู้ออกบัตร จะขึ้นกับความสามารถการตลาด การรักษาฐานลูกค้า ตลอดจนการบริหารต้นทุนค่าใช้จ่าย และความเสี่ยง ให้เหมาะสม สรุป ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 แห่งประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ถูกใช้ควบคุมดูแลธุรกิจบัตรเครดิต จากกระแสสังคมรอบด้าน ที่ต้องการจะให้มีกฎหมายเฉพาะ ดูแลธุรกิจบัตรเครดิต ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ และที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์(Non-bank) ประเด็นหลักที่ประกาศกระทรวงดังกล่าวให้อำนาจ ได้แก่ การกำหนดเพดานดอกเบี้ย 18% กลับไปใช้เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ในการสามารถสมัครบัตรเครดิต โดยไม่มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง กำหนดทุนจดทะเบียนผู้ประกอบการไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ฯลฯ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และผู้บริโภค จากการกำหนดเพดานดอกเบี้ย 18% และกำหนดรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือน ผลกระทบจะแยกจากกัน ตามประเภทผู้ประกอบการ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ไทย ธนาคารพาณิชย์ต่างชาติ และธนาคารลูกครึ่ง สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเห็นว่า ผู้บริโภคยังคงได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกฎหมายครั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ประกาศกระทรวงการคลัง สร้างกรอบควบคุมธุรกิจบัตรเดรดิตเหมาะสม ซึ่งนอกจากสร้างการกำกับดูแลทั่วถึง ยังสร้างแบบแผนที่เป็นหลักปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน การขยายตัวของธุรกิจนี้ จึงจะเติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธุรกิจบัตรเครดิตจะมีแนวโน้มขยายตัวชะลอ แต่ขยายตัวมีคุณภาพมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สิ้นปี 2545 บัตรเครดิตทั้งระบบจะประมาณไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบัตร จาก 3.6 ล้านบัตรปีก่อนหน้า การใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงแนวโน้มสูงขึ้น แต่เพิ่มในอัตราชะลอตัว จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนบัตรเครดิตอัตราลดลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรผู้บริโภค ปลายปี 2545 จะเติบโตไม่เกิน 30% จากการเติบโต 36% ปีก่อนหน้า ยอดคงค้างบัตรเครดิตที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งจากการกำหนดเพดานดอกเบี้ยใหม่ ที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยโดยรวม ที่ลดลง และจากการเติบโตที่ชะลอของบัตรเครดิต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดคงค้างบัตรเครดิตสิ้นปี 2545 จะเติบโตประมาณ 25% จากการเติบโต 26% ปีก่อนหน้า ท้ายที่สุด รูปลักษณ์การแข่งขันผู้ประกอบการธุรกิจนี้ จะยังคงเข้มข้น โดยลูกค้าจะเป็นผู้มีอำนาจต่อรองตลาดนี้ ซึ่งผู้ประกอบการต่างๆ ย่อมต้องพยายามรักษาฐานลูกค้าเดิมให้ได้ การเสนอบริการและรายการส่งเสริมการขายที่ดี จึงจำเป็นมากขึ้นในตลาดนี้ ในการสามารถครองใจผู้บริโภคให้ได้มากกว่าคู่แข่งตลาดเดียวกัน ท้ายที่สุด แม้จะออกกฎควบคุมเพดานอัตราดอกเบี้ย และกำหนดรายได้ขั้นต่ำ แต่ความยั่งยืน และคุณภาพสินเชื่อบัตรเครดิตในระบบ ยังคงจะขึ้นกับวินัยการใช้จ่ายผู้ถือบัตร ขณะเดียวกัน ผู้ออกบัตรควรต้องติดตามข้อมูล และความเสี่ยงจากการใช้จ่ายลูกค้า เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาฟองสบู่ในอนาคต ดังเช่นที่กำลังเกิดกับบางประเทศขณะนี้ | ||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าเเรก |