ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม : ประชาชนแบกภาระเพิ่ม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย    1 พฤศจิกายน  2545 

       30 ตุลาคม ประชาชนไทยต้องแบกรับภาระราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกครั้ง โดยปรับราคาขึ้นอีกกิโลกรัมละ 1 บาท เช่น ประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มขนาดถังบรรจุ 15 กิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดบรรจุที่ใช้กันแพร่หลายในครัวเรือน และร้านอาหารทั่วไป 

       ต้องแบกภาระรายจ่ายเพิ่มจากเดิมอีกถังละ15บาท จากเดิมเคยซื้อถังละ 204บาท ต้องจ่ายเพิ่มเป็นถังละ 219 บาท เท่ากับราคาเพิ่มร้อยละ 7.4 การปรับราคาก๊าซหุงต้มครั้งนี้ แม้ปรับขึ้นครั้งแรกรอบปี 2545 

       แต่การปรับราคาก๊าซหุงต้ม ดำเนินการมาแล้วถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่กลางปี 2544เรื่อยมา ภายใต้แผนปรับระบบราคาก๊าซหุงต้ม สู่ระบบลอยตัวเต็มที่ของทางการ ให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในปี 2546 

       จากกลางปี 2544 ที่ทางการเริ่มปรับระบบค้าก๊าซหุงต้ม สู่ระบบราคาลอยตัว ราคาก๊าซหุงต้มพุ่งแล้วถึงร้อยละ45 แต่การขึ้นราคาแต่ละครั้งที่ผ่านมา ทางการใช้วิธีปรับราคาแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ประชาชนไม่ค่อยรู้สึกว่า ได้รับผลกระทบมากนัก 

       ขณะเดียวกัน การปรับราคาตลอดระยะที่ผ่านมา อยู่ในช่วงจังหวะดี ที่ภาวะเงินเฟ้อประเทศต่ำ จึงไม่เป็นแรงกดดันพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเอารัดเอาเปรียบประชาชน 

       ขณะเดียวกัน ทางการก็ควบคุมดูแลราคาสินค้าใกล้ชิด หลังจากปรับราคาก๊าซหุงต้มขึ้นแต่ละครั้ง ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา ผลที่เกิดขึ้นตามมา ไม่ทำให้ราคสินค้าทั่วๆ ไปแพงขึ้น จากผลกระทบการปรับราคาก๊าซหุงต้มแต่ประการใด

       เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม ช่วงที่รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ระบบการค้าก๊าซหุงต้มภายในประเทศ ก้าวสู่ระบบลอยตัวสมบูรณ์ ภายในปี 2546 ขอยกตัวอย่างก๊าซหุงต้มขนาดถังบรรจุ 15 กิโลกรัม ที่ใช้กันแพร่หลายในครัวเรือนสังคมไทย ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจน การเปลี่ยนแปลงด้านราคา ตั้งแต่การปรับขึ้นภายใต้นโยบายราคาก๊าซหุงต้มลอยตัว ตั้งแต่กลางปี 2544 เป็นต้นมา

       การปรับราคาก๊าซหุงต้มครั้งแรก มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 5 พฤษภาคม 2544 ราคาก๊าซหุงต้มขนาดถังบรรจุ 15 กิโลกรัม ปรับราคาขึ้นเป็น 164 บาท จากถังละ 151 บาท ขึ้นไปร้อยละ 8.6 

       ครั้งที่สอง 13 กรกฎาคม 2544 ขึ้นราคาอีกถังละ 15 บาท เป็นถังละ 179 บาท ขึ้นร้อยละ 9.1 

       ครั้งที่สาม 15 พฤศจิกายน 2544 ขึ้นอีกร้อยละ 14 เป็นถังละ 204 บาท แล้วยืนราคานี้นานถึง 11 เดือนเศษ 

       ก่อนปรับราคาขึ้นครั้งที่ 4 เป็นถังละ 219 บาท ขึ้นราคาร้อยละ 7.4 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 30 ตุลาคมเป็นต้นไป

       สรุปรวมความ หลังจากทางการค่อยๆ ปรับราคาก๊าซหุงต้มเป็นระยะๆ ตั้งแต่ปี 2544 ภายใต้แผนปรับราคาก๊าซทั้งระบบ สู่การลอยตัวราคาก๊าซฯ อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2546 

       ราคาก๊าซฯ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นแล้วถึงร้อยละ 45 แนวโน้มจะต้องปรับราคาก๊าซหุงต้มเพิ่มอีก เนื่องจากปัจจุบัน รัฐบาลยังต้องชดเชยราคาก๊าซฯ ส่วนหนึ่ง ขณะที่ราคาก๊าซฯ ตลาดโลกจะยังคงแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

จากภาวะอากาศหนาวซีกโลกตะวันตก ที่ทำให้ความต้องการก๊าซฯ เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับสภาพอากาศที่หนาวเย็นช่วงฤดูหนาวปีนี้ ซึ่งคาดว่าปีนี้ สภาพอากาศจะหนาวเย็นมากกว่าทุกปี

       อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเหตุผลและความจำเป็น ที่ทางการต้องปรับราคาก๊าซหุงต้มสูงขึ้นเป็นระยะๆ พอจะสรุปประเด็นสำคัญดังนี้

       วิกฤตการณ์น้ำมันโลกปี 2522-2524 รัฐบาลดูแลความเดือดร้อนประชาชน จากราคาน้ำมันแพงขึ้นอย่างมาก โดยตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตรึงราคาน้ำมันปิโตรเลียมบางประเภทระดับต่ำ เช่น น้ำมันดีเซล ก๊าซหุงต้ม 

       โดยชดเชยราคาก๊าซหุงต้มมาตลอด เพราะเป็นเชื้อเพลิงจำเป็นระดับครัวเรือนประชาชนทั่วประเทศ และกลุ่มรถรับจ้าง เช่น รถแท็กซี่ รถสามล้อเครื่อง เป็นต้น

       • ปี 2534 รัฐบาลประกาศใช้ระบบราคาน้ำมันลอยตัวทั้งระบบ แต่ยังคงมีนโยบายชดเชยราคาก๊าซหุงต้มต่อไป ด้วยการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตลอดมา เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ไม่ให้เดือดร้อนจากปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ที่ราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ

       • ควบคุมราคาก๊าซหุงต้มระดับต่ำ ส่งผลให้ควบคุมค่าการตลาดกระบวนการค้าก๊าซหุงต้มระดับต่ำมาตลอด โดยไม่มีการปรับเพิ่มค่าการตลาด ตั้งแต่ช่วงวิกฤตการณ์น้ำมันโลกปี 2522 เป็นต้นมา กระทั่งถกลางปี 2541 จึงปรับเพิ่มค่าการตลาดก๊าซหุงต้ม ครั้งแรกในรอบ 19 ปีทีเดียว 

       • หลังจากนั้น ปรับค่าการตลาดขึ้นบ้าง แต่อัตราต่ำมาก ไม่คุ้มต้นทุน ที่เพิ่มขึ้นอัตราสูงกว่ามาก แต่รัฐยังควบคุมราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มต่อไป

       • ผลการตรึงราคาขายปลีก และค่าการตลาดก๊าซหุงต้ม ต่ำมากเป็นเวลายาวนานเช่นนี้ แม้ด้านหนึ่ง เป็นความหวังดีของรัฐบาล ที่ต้องดูแลความเดือดร้อนประชาชน ที่ได้รับผลกระทบวิกฤตการณ์น้ำมันโลก ช่วงปี 2522-2524 

       • แต่ส่งผลเกิดการบิดเบือนราคาก๊าซหุงต้มนานถึงกว่า 20 ปี ขณะเดียวกัน ผู้ค้าก๊าซต้องปรับตัวเอง โดยพยายามลดต้นทุนไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจ การค้าก๊าซฯ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนธุรกิจตนเองมาตลอด

       ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า แนวทางปรับราคาก๊าซหุงต้มเป็นระยะๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปของทางการ ที่กำลังดำเนินการเป็นขั้นเป็นตอนเวลานี้ เป็นวิธีการที่จะทำให้ราคาก๊าซหุงต้มปรับขึ้นสู่ราคาที่เป็นจริง ตามราคาก๊าซฯ ตลาดโลก ภายหลังรัฐชดเชยมานานถึงกว่า 20 ปี 

       ประชาชนจึงต้องปรับตัว รองรับการสูงขึ้นราคาก๊าซฯ ซึ่งเพิ่มขึ้นไม่มากนักแต่ละครั้ง ที่ทางการปรับราคาขึ้น หากเทียบอดีต ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประชาชนผู้ใช้ก๊าซหุงต้มทุกระดับ ได้รับประโยชน์เต็มที่มาแล้ว จึงน่าจะถึงเวลาที่ต้องใช้ก๊าซหุงต้มตามราคาแท้จริงกันเสียที

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีข้อสังเกตบางประการ ต่อผลกระทบ และการปรับตัวของประชาชนกลุ่มต่างๆ จากการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม ดังต่อไปนี้

       • กลุ่มผู้ใช้ก๊าซหุงต้มในครัวเรือน กลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจาการสูงขึ้นของราคาก๊าซฯ ครั้งนี้ประมาณร้อยละ7.4 หากคำนวณแบบถัวเฉลี่ย ที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ใช้ก๊าซฯ ขนาดถังบรรจุ 15 กิโลกรัม ซึ่งเฉลี่ยใช้ประมาณ 2-3 เดือนต่อ 1 ถังขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 3-5 คน 

       • ภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นต่อเดือนแต่ละครัวเรือน เพียงประมาณ 5-7 บาทเท่านั้น ประชาชนกลุ่มนี้ จึงได้รับผลกระทบเฉลี่ยไม่มากนัก การปรับตัวจึงไม่ยุ่งยากมากนัก เพียงให้สมาชิกภายในครัวเรือนประหยัดการใช้ก๊าซฯ เพียงเล็กน้อย ก็แทบจะไม่ได้รับผลกระทบ จากการสูงขึ้น ของราคาก๊าซฯ ครั้งนี้ 

       • เช่น ควรร่วมรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากันแต่ละมื้ออาหาร จะได้ไม่ต้องเปิดเตาทำอาหาร หรืออุ่นอาหารบ่อยๆ ทำให้สิ้นเปลืองก๊าซฯ โดยใช่เหตุ การรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน ยังเป็นการดีที่จะส่งเสริมสมาชิกในครอบครัว อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เป็นการสานสายใยครอบครัว ให้มีความรักและความผูกพันมากยิ่งขึ้น

       • ร้านจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป กลุ่มนี้หากใช้ค่าเฉลี่ยขายอาหาร 100-200 จานต่อวัน ระดับราคาขายเฉลี่ยจานละ 20 บาท จะใช้ก๊าซหุงต้มถังขนาดบรรจุ 15 กิโลกรัม ประมาณ 2-4 วัน ต่อการใช้ก๊าซฯ 1 ถัง จะมีผลต้นทุนเพิ่มจากการสูงขึ้นราคาก๊าซฯ ที่ปรับล่าสุดนี้ เพียงจานละ 5-8 สตางค์เท่านั้น 

       • พ่อค้า-แม่ค้าทั้งหลาย ไม่ควรจะขึ้นราคาข้าวแกง-ก๋วยเตี๋ยว แต่ควรแปลงวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการประชาสัมพันธ์ ด้วยการติดป้ายบอกว่า ร้านนี้ไม่ขึ้นราคาอาหาร 

       • แม้ก๊าซฯ ขึ้นราคาแล้ว แต่เรายังขายราคาเดิม เท่านี้ ลูกค้าเก่าจะไม่ตีจาก แถมยังจะได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น หากร้านคู่แข่ง ขึ้นราคาอาหาร จะมีลูกค้าจากร้านอื่น อุดหนุนร้านเราเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมายเลย

       • กลุ่มรถแท็กซี่และสามล้อเครื่อง กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่อัตราเพิ่มค่าโดยสาร ไม่น่าจะปรับขึ้น เพราะต้นทุนเพิ่ม น่าจะอยู่ในภาวะที่ยังรับได้ เช่น รถแท็กซี่ใช้ก๊าซฯ ปริมาณใช้ก๊าซฯ เฉลี่ยประมาณ 40-50 บาทต่อกะ (กะละ 12 ชั่วโมง) จะมีรายจ่ายค่าก๊าซฯเพิ่มขึ้น 20-24 บาท ต่อกะ 

       • หากคิดเฉลี่ยจำนวนเที่ยวที่วิ่งแต่ละกะ ภาระที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ประมาณเพียง 2-4 บาทต่อ1เที่ยววิ่ง (แต่ละกะ จะรับผู้โดยสารได้ 6-8 เที่ยววิ่ง) วิธีปรับตัวกลุ่มรถแท็กซี่และสามล้อเครื่อง ในการที่ไม่ต้องปรับราคาค่าโดยสารขึ้น 

       • คือต้องศึกษาหาเส้นทางลัด ให้ชำนาญมากขึ้น เพื่อหลีกหนีการจราจรแออัดคับคั่ง จะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก สามารถชดเชยการสูงขึ้นราคาก๊าซฯ ระดับหนึ่ง 

       • นอกจากนี้ ต้องหาวิธีจะไม่วิ่งรถเปล่า ไม่มีผู้โดยสาร ให้ลดลง ด้วยการใช้เครือข่ายวิทยุสื่อสารให้บริการมากที่สุด เพื่อประหยัดน้ำมันไปในตัว

กลับหน้าเเรก