|
53
ธุรกิจปีแพะ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ธันวาคม 2545 ทิศทางเศรษฐกิจไทยปีแพะ2546 แนวโน้มจะเผชิญความเสี่ยงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปี 2545 ที่สำคัญคือ ความเสี่ยงความไม่แน่นอนภาวะสงครามตะวันออกกลาง ความเสี่ยงที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจก้าวสู่ภาวะถดถอยครั้งใหม่ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอ่อนแอจากปัญหาโครงสร้างสถาบันการเงิน ที่ยังแก้ไขไม่สำเร็จ ขณะที่สหภาพยุโรปสัญญาณชะลอตัวเศรษฐกิจเด่นชัดตั้งแต่ปลายปี2545 ยังจะมีผลต่อเนื่องสู่ปี 2546 ทั้ง 3 กลุ่มเศรษฐกิจที่เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกดังกล่าว แนวโน้มจะมีปัญหามากขึ้นปี 2546 จะส่งผลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว จะส่งผลกระทบเศรษฐกิจและภาคธุรกิจส่งออกของไทยชะลอตัวตาม บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดประเมินแนวโน้มภาวะธุรกิจ อุตสาหกรรม 53 ประเภท ปีแพะ 2546 โดยใช้หลักเกณฑ์พิจารณาตัวแปรที่สำคัญ เลือกธุรกิจที่จะศึกษาวิจัย และกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อประกอบการพิจารณาว่า จะจัดกลุ่มธุรกิจนั้นๆ อยู่กลุ่มใด ตัวแปรหลักสำคัญที่จะใช้ประเมินสภาพธุรกิจปี 2546 หลักเกณฑ์และแนวทางจัดกลุ่มธุรกิจ ดังนี้ O หลักเกณฑ์เลือกธุรกิจเพื่อศึกษาวิจัย ประกอบด้วย 1) เป็นธุรกิจมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออก และสร้างรายได้ให้ประเทศ 2) เป็นธุรกิจมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องอนาคต 3) เป็นธุรกิจมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม 4) เป็นธุรกิจกำลังอยู่ในความสนใจนักลงทุน และประชาชน 5) เป็นธุรกิจมีข้อมูลด้านต่างๆ มากพอจะวิเคราะห์-วิจัย - หลักเกณฑ์ใช้จัดกลุ่มธุรกิจ ส่วนนี้ กำหนดตัวแปรหลักสำคัญเพื่อประกอบการพิจารณา 4 ด้าน ครอบคลุมการผลิต การตลาด (การขาย) การพัฒนา และด้านเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่ธุรกิจนั้นๆ เผชิญอยู่ โดยแต่ละด้าน จะมีตัวแปรประกอบการพิจารณาในรายละเอียด ครอบคลุมประเด็นหลักสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1) ด้านการผลิต ประกอบด้วย ตัวแปร กำลังผลิต การใช้อัตรา กำลังผลิต อัตราขยายตัวการผลิต-จำหน่าย ความพร้อมวัตถุดิบ การพึ่งวัตถุดิบในประเทศ และ/หรือจากต่างประเทศ คุณภาพวัตถุดิบ และราคาวัตถุดิบ รวมทั้งต้นทุน-คุณภาพแรงงาน และจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจ 2) ด้านการตลาด (การขาย) ประกอบด้วยตัวแปรต่อไปนี้ 1.1) ตลาดในประเทศ ได้แก่ ยอดขาย อัตราเติบโตยอดขาย และสถานการณ์ การแข่งขันแต่ละช่วงเวลา 1.2 ) ตลาดต่างประเทศ ได้แก่ มูลค่าส่งออก อัตราเติบโตมูลค่าส่งออก และส่วนแบ่งตลาดสำคัญ เปรียบเทียบคู่แข่งแต่ละช่วงเวลา 3) ด้านการพัฒนา ประกอบด้วย คุณภาพสินค้า รูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง โอกาสขยายตัวการผลิตและการขายในอนาคต รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตและการตลาด 4) ด้านปัญหาธุรกิจ ประกอบด้วย นโยบาย/มาตรการภาครัฐ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การกีดกันการค้า การเปลี่ยนแปลงภาวะเศรษฐกิจในประเทศ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจประเทศคู่ค้า สถานการณ์การเงิน/สินเชื่อ การขยายเครือข่ายธุรกิจ โอกาสและอุปสรรคการเข้ามาของธุรกิจรายใหม่ รวมตลอดถึงจุดอ่อน-จุดแข็งภายในธุรกิจนั้นๆ การวิเคราะห์และประเมินภาวะธุรกิจทั้ง 53 ประเภทรอบปี2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโต กลุ่มธุรกิจภาวะทรงตัว และกลุ่มธุรกิจพึงระวัง ซึ่งแต่ละกลุ่มธุรกิจ จะประกอบด้วยสินค้า ต่อไปนี้ - กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโต ประกอบด้วย 16 ธุรกิจ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ธุรกิจบริการด้านการบริหารและที่ปรึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์และชิ้นส่วน สุราแช่พื้นเมือง ปูนซิเมนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ โรงภาพยนตร์ ข้าว ยางพารา รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน ศูนย์วัสดุก่อสร้าง บริการรับสร้างบ้าน ธุรกิจบ้านจัดสรร ผัก-ผลไม้และผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มชูกำลัง - กลุ่มธุรกิจภาวะทรงตัว ประกอบด้วย 28 ธุรกิจ ได้แก่ เซอร์วิสอาพาร์ตเมนต์ สถานีบริการน้ำมัน เครื่องใช้ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ผลิตภัณฑ์มันสำประหลัง ธุรกิจก่อสร้าง น้ำผักและผลไม้ เบียร์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์นม อาคารสำนักงาน เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ ผลิตภัณฑ์ไก่ ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ อาคารชุดพักอาศัย อัญมณีและเครื่องประดับ เยื่อกระดาษ โรงแรมระดับ4-5 ดาว ทัวร์อินบาวด์ คอมพิวเตอร์ น้ำมันหล่อลื่น รองเท้ากีฬา เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ทัวร์เอาท์บาวด์ ธุรกิจโฆษณา และธุรกิจสนามกอล์ฟ - กลุ่มธุรกิจพึงระวัง ประกอบด้วย 9 ธุรกิจ ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเลกระป๋อง กุ้งและผลิตภัณฑ์ อ้อยและน้ำตาล โชห่วย ของเด็กเล่น ดอกไม้ประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื้อหาโดยละเอียดสินค้าแต่ละกลุ่มธุรกิจปี 2546 ดังนี้ กลุ่มที่ 1 : ธุรกิจแนวโน้มเติบโต การประเมินภาวะธุรกิจปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย อาศัยหลักเกณฑ์ประเมินที่กำหนด แบ่งธุรกิจในกลุ่มแนวโน้มเติบโตได้ 16 ธุรกิจ เนื้อหาสาระแต่ละธุรกิจ ดังนี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร : ตลาดนอก-ตลาดในยังเติบโต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรปี 2546 จะมีมูลค่ารวมกันประมาณ 40,000 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 20-30 ซึ่งขยายตัวสวนทางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่ กระแสนิยมสินค้าอุปโภคและบริโภคใกล้เคียงธรรมชาติ กระแสการแพทย์ทางเลือก กระแสบริโภคอาหารมีคุณประโยชน์ เพื่อป้องกันการเกิดโรค และการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ ทำให้ปัจจุบัน งานวิจัยหลายชิ้นอธิบายคุณประโยชน์นานัปการสมุนไพร มาตรการที่ต้องเร่งส่งเสริม เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์สมุนไพรอนาคตแจ่มใส ได้แก่ มาตรการผลิต แนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรอนาคต ต้องเน้นส่งเสริมผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ เพื่อป้อนโรงงานแปรรูป โรงงานแปรรูปสมุนไพร แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ใช้สมุนไพรเป็นวัตถุดิบ เช่น อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องดื่ม เป็นต้น และโรงงานผลิตยาสมุนไพร มาตรการการตลาดในประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลส่งเสริมเกษตรกร หรือกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร รวมตัวกันผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยอาศัยวัตถุดิบในท้องถิ่น การส่งเสริมการขยายตัวตลาดในประเทศผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องสร้างจุดขายสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดดเด่น คือ ปลอดภัย ได้รสชาติ ร่วมสืบสานภูมิปัญญาไทย เพื่อให้สินค้าเป็นที่ยอมรับกลุ่มผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ มาตรการส่งออก การส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องเริ่มจากการแนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเป็นที่รู้จักของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างประเทศมากขึ้น เช่น กรณีนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรแสดงงานแสดงสินค้าต่างๆ ทำให้ผู้ซื้อต่างประเทศ มีโอกาสสำรวจราคา หรือดูส่วนประกอบของตัวยา เพื่อเตรียมทำตลาดอนาคต หรือมีโอกาสรู้จักผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อจะเปิดตลาดอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงถึงพร้อมกับนโยบายที่จะผลักดันส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์สมุนไพร คือควรหาทางปกป้องสิทธิประโยชน์พืชสมุนไพรไทยควบคู่ไปด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อนักวิจัยต่างประเทศนำสมุนไพรไทยศึกษา แล้วพบคุณสมบัติพิเศษด้านเวชภัณฑ์เมื่อค้นพบแล้ว ก็ฉวยโอกาสจดสิทธิบัตร ซึ่งเป็นปัญหาที่ไทยต้องเตรียมรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกอนาคต คาดว่าปี 2546 ผลิตภัณฑ์สมุนไพรยังมีแนวโน้มแจ่มใส โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์สมุนไพรพึ่งตลาดในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นยาสมุนไพร อาหารเสริมสุขภาพจากสมุนไพร เครื่องสำอางจากสมุนไพร และเครื่องดื่มจากสมุนไพร แต่ผลิตภัณฑ์ที่จะยังเติบโตต่อไปได้ มีเงื่อนไขว่า ราคาต้องอยู่ในเกณฑ์ที่ผู้บริโภคยอมรับได้ ผู้บริโภคเชื่อถือมาตรฐานผลิต และคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพร แนวโน้มผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีอนาคตแจ่มใส น่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรผลิตในประเทศ ที่รับรองมาตรฐานจากหน่วยงานราชการ ส่วนผลิตภัณฑ์สมุนไพรนำเข้า ซึ่งแนวโน้มราคาจะอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ผลิตในประเทศ จะมีปัญหาผลักดันยอดขาย เนื่องจากผู้บริโภคยังเน้นประหยัดค่าใช้จ่ายช่วงภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพจากสมุนไพร แนวโน้มปี 2546 ตลาดจะชะลอตัวต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เนื่องจากช่องทางจำหน่ายหลัก คือ ช่องทางขายตรง ซึ่งประเมินว่า อัตราขยายตัวธุรกิจขายตรงจะชะลอตัว เนื่องจากคาดว่า ยอดจำหน่ายกลุ่มอาหารเสริมสุขภาพลดลง จากการที่ผู้บริโภคยังคงประหยัดการใช้จ่าย และอาหารเสริมเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคคิดว่าไม่จำเป็น ไม่มั่นใจว่า จะได้ผลตามที่ผู้ขายกล่าวอ้าง ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่างเตือนผู้บริโภคเพิ่มความระมัดระวังเลือกซื้อสินค้าอาหารเสริมสุขภาพ เนื่องจากอาจถูกหลอก ซึ่งมีส่วนอย่างมากทำให้ผู้บริโภคลังเลซื้ออาหารเสริมสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหนุนสำคัญ คือ นโยบายรัฐบาล ที่ส่งเสริมผลิตสมุนไพรเชิงพาณิชย์ และส่งเสริมใช้ยาสมุนไพรในโรงพยาบาลรัฐ รวมทั้งบรรจุยาสมุนไพรบางประเภทในบัญชียาหลัก ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ผู้บริโภค ทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร เริ่มเป็นที่ยอมรับแพร่หลายมากขึ้น แนวโน้มส่งออกสมุนไพรและสารสกัดจากสมุนไพร คาดว่ายังคงแจ่มใส เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ที่เป็นแหล่งสมุนไพรอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทรัพยากรสมุนไพร ไทยต้องรักษาจุดแข็งเรื่องนี้ เพื่อจะให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยผงาดอยู่แถวหน้าประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำคัญของโลก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป : ฟาสต์ฟูดคู่ครัวไทย ขวัญใจชนทุกระดับ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารคู่ครัวไทยที่ราคาจำหน่ายไม่สูงมากนัก อีกทั้งยังสามารถดัดแปลงทำอาหารรูปแบบต่างๆ ได้หลากหลาย ส่งผลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ตลาดค่อนข้างใหญ่ ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ที่ต้องการความสะดวก และประหยัดบริโภค ประกอบกับการรุกเข้ามาของผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหม่กันยายนปี 2545 ผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง มีศักยภาพการตลาดค่อนข้างสูง จึงช่วยกระตุ้นตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคึกคัก และเติบโต ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทย ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าแนวโน้มเติบโตปี 2546 รายละเอียดดังนี้ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เนื่องจากอาหาร ถือเป็นสินค้า 1 ในปัจจัย 4 จำเป็นในการดำรงชีวิต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ก็เป็นอาหารรูปแบบหนึ่ง ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาประกอบอาหารน้อยลง ปัจจุบัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพัฒนารูปแบบ รวมทั้งรสชาติสินค้าหลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสรรตามความชอบ ส่งผลได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ประการสำคัญคือ การแข่งขันในตลาดรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการรายต่างๆ ทุ่มงบประมาณจัดกิจกรรมการตลาดค่อนข้างสูง เป็นปัจจัยทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขยายตัว ปัจจุบัน ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่าประมาณ 9,000-9,500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 5-10 ต่อปี ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ส่งผลหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ สนใจเข้ามาตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดเวลา แต่ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหม่น้อยรายประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถฝ่ากระแสแข่งขันรุนแรง จากผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาด ซึ่งมีชื่อเสียง และรสชาติสินค้า รวมทั้งช่องทางจำหน่ายแข็งแกร่ง ได้ ที่ผ่านมา ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงประมาณ 3 รายคือ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) (มาม่า) บริษัทโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด (ไวไว) และบริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด (ยำยำ) กลยุทธ์การตลาดที่ผู้ประกอบการใช้ มีทั้งลด แลก แจก แถม พัฒนารสชาติสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้า รวมทั้งทุ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก ผู้ประกอบการบางรายใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ติด 1 ใน 10 สินค้าใช้งบโฆษณาสูงสุด เป็นค่าใช้จ่ายถึงประมาณ 250-300 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว ปัจจัยตัดสินว่า สินค้าผู้ประกอบการรายใดจะสามารถจำหน่าย และส่วนแบ่งตลาดมากน้อยเพียงใด จะขึ้นกับการพัฒนารสชาติสินค้าเป็นสำคัญ ราคาจำหน่าย ถือเป็นปัจจัยรอง เนื่องจากราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปัจจุบัน ระดับไม่สูงมากนัก เพียงประมาณ 4-5 บาทเท่านั้น สภาพตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปี 2546 แม้ตลาดจะยังคงเติบโต ด้วยสภาพเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2545 แต่คาดว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา หลังจากผู้ประกอบการรายใหม่เข้าตลาด คือบริษัท 4 พีเพิล ฟูดส์ จำกัด ภายใต้ยี่ห้อ 4 ME ผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นผู้ประกอบการวงการบันเทิงเพลงและภาพยนต์ ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้า วางตลาดกันยายน 2545 ตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดในประเทศประมาณร้อยละ 5 รวมทั้งมีแผนจะขยายไปตลาดต่างประเทศปี 2546 ช่วงแรก จะเริ่มที่ไต้หวันก่อน เนื่องจากมีฐานธุรกิจบันเทิงอยู่แล้ว ทำให้ผู้บริโภครู้จัก และง่ายต่อการทำตลาดพอสมควร ผู้ประกอบการรายใหม่ดังกล่าว แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เคยเข้าตลาด และไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องออกจากตลาด เนื่องจากพร้อมทั้งด้านการผลิตและการตลาด ส่วนการผลิต ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่รับหน้าที่ผลิตทำให้ลดต้นทุนตั้งโรงงานได้ ส่วนการจำหน่าย มีผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ดูแล ขณะที่การทำตลาด นับว่ามีจุดแข็งพอสมควร เนื่องจากบริษัทนี้ ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง ทั้งละคร ภาพยนตร์ และเทปเพลง รวมทั้งกลุ่มศิลปินดารานักร้องในสังกัด ที่มีชื่อเสียง ซึ่งช่วยสร้างการยอมรับตัวสินค้าระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นตลาดเดียวกับธุรกิจเพลง ซึ่งผู้ประกอบการรายใหม่ชำนาญ น่าสังเกตว่า หลังการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งผลการแข่งขันธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทวีความรุนแรงมากขึ้นทันที ผู้ประกอบการรายเดิม ที่ครองส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน ต่างเร่งจัดกิจกรรมการตลาดอย่างหนัก ทั้งเพิ่มงบประมาณจัดกิจกรรมการตลาด และส่งเสริมการขาย จัดกิจกรรมให้รางวัลร้านค้า เพื่อจูงใจสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ประการสำคัญคือ นำผู้เชี่ยวชาญอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป โฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อรับรองรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ใช้ศิลปินดารานักร้องในสังกัด ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าให้ โดยสรุป ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงเติบโตได้อีกมาก ตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโตต่อเนื่อง แต่น่าสังเกตว่า สภาพการแข่งขันก็ทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ขณะเดียวกัน ปัญหาและอุปสรรคตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่สำคัญอีกประการ คือสินค้าประเภทนี้ กำไรต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ เนื่องจากราคาจำหน่ายสินค้าไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องต้นทุนผลิต ทั้งด้านแรงงานและวัตถุดิบ ได้ มีปัจจัยจากการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละราย ไม่กล้าจะปรับราคาจำหน่าย เพราะอาจกระทบยอดจำหน่าย ราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงประมาณ 4-5 บาทต่อซองมานาน ขณะที่ผู้ประกอบการบางราย ก็ออกผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าแทน การที่ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะฝ่ากระแสการแข่งขันรุนแรง เพื่อครอบครองส่วนแบ่งตลาด ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องได้ ต้องมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการจดจำ และเพิ่มความภักดีสินค้าให้นานที่สุด ผู้ประกอบการควรพัฒนาและวิจัยเพิ่มรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ตรงตามความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภค มักชอบทดลองของใหม่ และไม่ยึดติดยี่ห้อและรสชาติสินค้าใดสินค้าหนึ่ง สังเกตได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะเลือกซื้อหลายๆ ยี่ห้อ และหลายรสชาติ เพื่อไม่ให้จำเจในการรับประทาน หากรสชาติสินค้าเป็นที่นิยมของผู้บริโภค จะได้รับการตอบรับอย่างดี ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควรมุ่งเน้นประสิทธิภาพการผลิตและการจัดการ เพื่อลดต้นทุนสินค้า ประการสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันตลาดในประเทศ ผู้ประกอบการควรสนใจขยายการส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพร่หลาย แต่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาคุณภาพสินค้า ให้เป็นไปตามกฎระเบียบประเทศต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากีดกันการค้า หากผู้ประกอบการทำได้เช่นนี้ จะอยู่รอดในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งแข่งขันรุนแรง ได้ ธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ : จุดขายคือความเป็นมืออาชีพ หลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา บริการอสังหาริมทรัพย์ เป็นธุรกิจโอกาสการตลาดสูง ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นบริการเกี่ยวกับปัญหาคั่งค้างภาคอสังหาริมทรัพย์ระบบเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังช่วงวิกฤต รวมทั้งสภาพแวดล้อมธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพบริหารจัดการมากขึ้น บริษัทบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในตลาด มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญการบริหารจัดการทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ ผลงานบริหารเป็นที่ยอมรับ บุคลากรที่เชี่ยวชาญ และให้คำปรึกษาลูกค้าได้ การบริการมีหลายรูปแบบ อาทิ - ธุรกิจที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้บริการวิจัย และข้อมูลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์- ธุรกิจบริหารอาคาร หรือทรัพย์สินส่วนกลางอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน - ธุรกิจบริหารการขาย หรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตัวแทนซื้อขายบ้านมือสอง การบริหารการขายให้โครงการจัดสรร หรือโครงการอาคารชุดพักอาศัย การดำเนินการด้านให้เช่าพื้นที่ เช่น อาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ตลอดจนรับบริหารขายทรัพย์สินให้สถาบันการเงิน ซึ่งมีพอร์ตทรัพย์สินรอการขายในมือ - จัดประมูลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำหน้าที่จัดกประมูลขายทรัพย์สิน แม้ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ มีค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เข้าง่าย ใช้ทุนน้อย และสร้างรายได้ดี ต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงการแข่งขันธุรกิจ แตกต่างกันตามประเภทบริการ และระดับคุณภาพผู้ประกอบการ ธุรกิจ ที่แข่งขันสูง จะเป็นธุรกิจตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ธุรกิจจัดประมูล ธุรกิจที่ปรึกษาและวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริหารอาคาร ตลอดจนธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ ที่กลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับพรีเมี่ยม จะแข่งขันไม่มากนัก เพราะตลาดต้องการบริการจากมืออาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่ บริษัทกลุ่มนี้ จะเป็นบริษัทชั้นนำต่างประเทศ ที่ตั้งเครือข่ายในไทย ปัจจัยสำคัญทำให้ธุรกิจนี้เติบโตดี คือ ประการแรก ทรัพย์สินไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) ระบบเศรษฐกิจมีมาก ณ กันยายน 2545 ทรัพย์สินในมือสถาบันการเงิน ซึ่งรวมทรัพย์สินรอการขายอยู่กับสถาบันการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน และทรัพย์สินในกระบวนการขายทอดตลาดกรมบังคดี รวมกันประมาณ 470,000 ล้านบาท การบริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ นอกจากสถาบันการเงินจะตั้งฝ่ายทรัพย์สินรอการขายของตนเอง ยังใช้บริการตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทจัดการประมูลช่วงระบายทรัพย์สินเหล่านี้ ปัจจัยประการที่ 2 คือปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะใช้บริการภายนอกมากขึ้น (Outsourcing) เช่น มอบหมายบริหารขายโครงการ และทำกิจกรรมการตลาด บริหารอาคาร จัดการทรัพย์สินส่วนกลางโครงการ เป็นต้น ปัจจัยทั้ง 2 เป็นส่วนสำคัญทำให้ตลาดเติบโตดีปี 2545 แนวโน้มปี 2546 คาดว่า ธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ จะยังคงขยายตัวดี การเติบโตตลาดที่อยู่อาศัย จากผลอัตราดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการส่งเสริมภาครัฐ จะส่งผลส่งดีธุรกิจบ้านมือสอง เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทรับบริหารการขายและการตลาดให้โครงการจัดสรร การเร่งจัดการทรัพย์สินไม่ก่อให้เกิดรายได้สถาบันการเงิน จะส่งผลดีบริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้มีโอกาสรับงานหน่วยงานเหล่านั้นมากขึ้น ขณะที่บริษัทจัดประมูล จะมีงานเพิ่มขึ้น จากการที่สถาบันการเงินจะรวมตัวกันจัดมหกรรมขายทรัพย์สินบ่อยครั้งขึ้น ธุรกิจบริหารอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น อาจขยายตัวส่วนการใช้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งต้องควบคุมงบประมาณรายจ่าย จึงต้องหาบริษัทมืออาชีพ บริหารค่าใช้จ่ายให้คงที่ ขณะที่การขยายการลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยเพิ่มปริมาณงาน เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ ต้องการบริการดูแลอสังหาริมทรัพย์ ให้มีสภาพดี และรักษามูลค่าทรัพย์สินให้คงอยู่ยาวนาน นอกจากนี้ กฏหมายนิติบุคคลบ้านจัดสรร จะส่งผลให้ต้องการใช้บริการบริษัทเหล่านี้เพิ่มขึ้น รถยนต์และชิ้นส่วน : พุ่งแรงรับเศรษฐกิจฟื้นตัว ปี 2545 เป็นปีแห่งการกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย ด้วยยอดจำหน่ายในประเทศ ที่คาดว่าจะสูงถึงเกือบ 4 แสนคัน เทียบ 297,052 คันปี 2544 คาดว่าภายใน 1-2 ปี ยอดจำหน่ายรถยนต์จะกลับสู่ระดับที่เคยสูงสุดก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ คือ 589,126 คัน ปี 2539 ได้ค่อนข้างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น มีแนวโน้มไทยกำลังจะกลายเป็นฐานผลิตสำคัญภูมิภาคเอเซีย เพื่อส่งออกรถยนต์สู่ตลาดโลกอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ผลิตและการค้า บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกหลายบริษัท โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น ที่กำลังย้ายฐานผลิตมาไทย ก่อนหน้านี้ การขยายตัวการส่งออกรถยนต์ไทย เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะตกต่ำยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศครั้งนั้น ทำให้ผู้ประกอบการะบายปริมาณรถยนต์ที่ผลิต ด้วยการส่งออก จากส่งออกเพียง 14,000 คันปี 2539 การส่งออกก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ เป็นกว่า 175,000 คันปี 2544 และประมาณ 180,000-190,000 คันปี 2545 ภาวะสดใสอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยปี 2545 เป็นผลจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้น ตัดสินใจซื้อรถยนต์อีก หลังจากไม่ได้เปลี่ยนรถมานาน ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผนวกอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ เอื้อประโยชน์ผู้เช่าซื้อรถยนต์ ทำให้ตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักอีก แม้จะมีปัจจัยลบบ้าง เช่น ความผันผวนราคาน้ำมัน เนื่องจากวิตกสงครามสหรัฐ-อิรัก ตลอดจนภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัด แต่แทบไม่ส่งผลกระทบตลาดรถยนต์ โดยช่วง 10 เดือนแรกปี 2545 ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศสูงถึง 325,818 คัน เพิ่มขึ้น 39.6% จากช่วงเดียวกันปี 2544 ปัจจุบัน มีการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ทำให้ขณะนี้ ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุด ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มขยายการลงทุน โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศ เพิ่มขึ้นอีก บริษัทเหล่านี้ หันเน้นส่งออก โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก ทิศทางที่ชัดเจนขยายการผลิตและส่งออก โดยใช้ไทย เป็นฐานผลิตเพื่อลดต้นทุน จึงมีส่วนสำคัญยิ่ง กำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์รัฐบาลไทยปัจจุบัน ซึ่งดำเนินมาตรการต่างๆ สอดคล้องทิศทางดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มกราคม 2545 เพื่อเพิ่มการจูงใจการลงทุน อุตสาหกรรมรถยนต์ และชิ้นส่วน โดยอนุญาตผู้จะลงทุนโรงงานผลิต หรือประกอบรถยนต์ ได้รับยกเว้นภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักรเหมือนกัน ไม่ว่าจะตั้งโรงงานอยู่เขตใด ต่างจากเดิม ที่ได้รับยกเว้น หรือระดับลดหย่อนภาษีตามเขตที่ตั้ง ทุกโครงการ ต้องมีขนาดลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ต้องผลิตเพื่อส่งออกที่เป้าหมายชัดเจน บีโอไอคาดว่า จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์บรรทุกเล็ก (รถปิคอัพ) จะทำให้การส่งออกรถยนต์ทั้งหมด เพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 150,000 คัน มูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี ก่อเกิดการลงทุนประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัท โตโยต้า มอเตอร์แสดงความจำนงจะลงทุนขยายกำลังผลิตรถยนต์ปิคอัพในไทย ตามนโยบายบีโอไอ ปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการในไทย ร่วมกันกำหนดแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยกำหนดกลยุทธ์พัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก Product Champion หรือประเภทรถยนต์ที่มีศักยภาพที่สุดเวลานี้ คือรถยนต์บรรทุก ปิคอัพ ซึ่งปัจจุบัน เป็นประเภทรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายมากที่สุดในไทย คือประมาณ 60% ของการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด ปี 2544 ยอดขายรถยนต์ในไทย 297,052 คัน เป็นรถยนต์ปิคอัพขนาด 1 ตัน 168,639 คัน ขณะเดียวกัน ส่งออกรถยนต์ปิคอัพประมาณ 130,000 คัน จากรถยนต์ส่งออกทั้งหมด 175,299 คัน ช่วง 10 เดือนแรกปี 2545 ไทยยอดขายรถยนต์ปิคอัพ 223,979 คัน หรือราว 68% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 325,818 คัน กระแสข่าวที่ได้รับความสนใจมากช่วงปีที่ผ่านมา คือการที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแผนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2547 หลังประกาศ จะให้เวลาปรับตัวของผู้ประกอบการอีก 2 ปี ก่อนจะให้โครงสร้างภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ปี 2549 แนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตดังกล่าว จะแบ่งประเภทยานยนต์ใหม่เหลือเพียง 4 กลุ่ม คือ 1. รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง 2. รถยนต์นั่งเกิน 10 ที่นั่ง 3. รถยนต์มีกระบะ 4. รถสามล้อเครื่อง รถตุ๊กตุ๊ก รถจักรยานยนต์ วัตถุประสงค์หลักข้อเสนอปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว เพื่อความสะดวกและคล่องตัว เก็บภาษีภาวะแนวโน้มที่อุตสาหกรรมรถยนต์มีพัฒนาการรวดเร็ว ทั้งรูปแบบรถยนต์และเทคโนโลยี ยังเพื่อลดปัญหาตีความประเภทรถยนต์และปัญหาหลบเลี่ยงภาษี ปัจจุบัน โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ของไทย ค่อนข้างซับซ้อน แบ่งยานยนต์ประเภทต่างๆ นับสิบประเภท เก็บภาษีอัตราแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ร้อยละ 3 จนถึงร้อยละ 48 อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่เปิดเผยตัวเลขอัตราภาษี ซึ่งต้องศึกษาในรายละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะมีผลบังคับใช้อนาคต เนื่องจากการแบ่งกลุ่มประเภทรถยนต์ใหม่นี้ จะส่งผลกระทบราคารถยนต์ ตลอดจนโครงสร้างตลาดรถยนต์อนาคต คาดว่าปี 2546 ตลาดรถยนต์จะยังคงคึกคักต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจประเทศ ที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่จะยังต่ำ และการส่งเสริมการขายจากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ สู่ตลาด จูงใจผู้บริโภคด้วยข้อเสนอเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายในประเทศสูงถึง 5 แสนคันได้ปี 2546 ขณะที่การส่งออก จะขยายตัวเป็นลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเปิดเสรีการค้า ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซี่ยน (AFTA) และ WTO คาดว่าปริมาณส่งออกจะกระโดดสูงขึ้นมาก หลังจากการตั้งหรือขยายโรงงาน เนื่องจากโครงการย้ายฐานผลิตรถยนต์มาไทย ที่จะเสร็จอีก 1-2 ปีข้างหน้า ปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธุรกิจรถยนต์จะขยายตัวประมาณร้อยละ 20 หรือมากกว่านั้น อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย จึงจัดอยู่กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโตชัดเจน สิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ ภาวะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้ตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ขยายตัวตาม ทำให้แนวโน้มการลงทุน อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งจากในและต่างประเทศ เพิ่มขึ้นมาก เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมรถยนต์ ยิ่งเมื่อแนวโน้มชัดเจนว่า ทั้งนโยบายภาครัฐ และกลยุทธ์ธุรกิจบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกต่างสนับสนุน และดำเนินการ ให้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกอนาคตอันใกล้นี้ ยิ่งทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ๆ หลายรายในไทยขยายกำลังผลิต หรือเตรียมจะลงทุนเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการโรงงานรถยนต์ อาทิ กลุ่มบริษัท เดนโซ่ ผู้ผลิตแอร์รถยนต์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ บริษัท อาปิโกไฮเทค ผู้ผลิตอุปกรณ์จับยึดสำหรับประกอบตัวถังรถยนต์และชิ้นส่วนปั๊มขึ้นรูป บริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ ผลิตระบบไฟส่องสว่างรถยนต์ บริษัท สยามยีเอสแบตเตอรี่ บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ฯ เป็นต้น คาดว่าปี 2546 ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมดของไทย ซึ่งปัจจุบันมูลค่ากว่าแสนล้านบาท จะเติบโตใกล้เคียงปี 2545 คือราวร้อยละ 12-13 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่วิตกกันขณะนี้ คือการขยายกำลังผลิต และเพิ่มการลงทุน ของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ จะทำโดยผู้ประกอบการกิจการร่วมลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีศักยภาพการเงิน
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ตลอดจนความสามารถการแข่งขันเหนือกว่าผู้ประกอบการคนไทย
ส่งผลผู้ประกอบการคนไทยต้องปรับปรุงประสิทธิภาพผลิตเร่งด่วน
สุราแช่พื้นเมือง : ตลาดเฟื่องฟู ชูภูมิปัญญาท้องถิ่น ปัจจุบัน สุราแช่พื้นเมือง เป็นผลผลิตภูมิปัญญาชาวบ้าน กำลังเป็นที่นิยมจากผู้บริโภคคนไทยอย่างมาก เนื่องจากประชาชนคนไทยคุ้นเคยการบริโภคสุราแช่พื้นเมืองมาช้านาน ประกอบกับราคาจำหน่าย ก็ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ อาทิ สุรา หรือเบียร์ ที่จำหน่ายปัจจุบัน ประการสำคัญคือ การที่ภาครัฐไทยได้สนับสนุนการผลิตและการตลาด สุราแช่พื้นเมืองต่อเนื่อง ทำให้ตลาดสุราแช่พื้นเมืองขยายตัว ปี 2545 ตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม ปริมาณสุราแช่พื้นเมืองเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 264.7 ต่อเดือน รายได้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 196 ต่อเดือน ยังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหลายฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ รวมทั้งผู้ประกอบการค้าปลีก สนใจช่วยด้านการตลาดให้สุราแช่พื้นเมือง ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจัดให้สุราแช่พื้นเมือง เป็นสินค้าที่มีแนวโน้มเติบโตปี 2546 รายละเอียดดังนี้ สุราแช่พื้นเมือง ประกอบด้วย อุ กระแช่ สาโท รวมทั้งไวน์ผลไม้ ผลิตกันมาช้านานตามท้องถิ่นชนบท ส่วนใหญ่ วัตถุดิบใช้ทำสุราแช่พื้นเมือง ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติเช่น ข้าว น้ำตาลสดจากตาลโตนด น้ำตาลจากยอดมะพร้าว เป็นต้น เดิม รัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริม หรือสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดเล็กท้องถิ่น ผลิตและจำหน่ายสุราแช่พื้นเมือง ต่อมา ภาครัฐมีนโยบายเปิดเสรีการผลิตสุราทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสุราแช่ประเภทไวน์ เบียร์ รวมถึงสุรากลั่นประเภท สุราขาว สุราผสม สุราปรุงพิเศษ และสุราพิเศษ ปี 2543 รวมทั้งเพื่อสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2543 ยกเลิกควบคุมการผลิตสุราแช่พื้นเมือง ท้ายที่สุด 12 ธันวาคม 2544 กระทรวงการคลังประกาศกฎเกณฑ์ผลิตสุราแช่พื้นเมือง สาระสำคัญคือ 1. ไม่กำหนดเงินลงทุนและขนาดพื้นที่โรงงาน รวมทั้งไม่กำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ต้องผลิตสุราแช่พื้นเมือง ต่างจากกฎเกณฑ์ตั้งโรงงานสุรากลั่น ที่กำหนดให้ต้องผลิตขั้นต่ำวันละ 30,000 ลิตร และต้องมีพื้นที่โรงงานไม่น้อยกว่า 200 ไร่ 2. ผู้ขออนุญาตต้องเป็นสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล 3. ต้องใช้เครื่องจักรกำลังแรงม้าต่ำกว่า 5 แรงม้า หรือใช้คนงานน้อยกว่า 7 คน การที่ภาครัฐไทยส่งเสริม และสนับสนุน ผลิตสุราแช่พื้นเมืองจริงจัง ทั้งการผลิตและการตลาด ส่งผลสุราแช่พื้นเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากข้อมูลกรมสรรพาสามิต มกราคม 2545 ผู้ประกอบการเสียภาษีสุราแช่พื้นเมืองเพียง 1 ราย ปริมาณสุราเสียภาษี 5,670 ลิตร ภาษีสุราที่จัดเก็บได้ 70,875 บาท พอถึงกรกฎาคม ผู้ผลิตสุราแช่พื้นเมืองเข้าระบบเสียภาษีสรรพสามิต เพิ่มเป็น 202 ราย ปริมาณสุราเสียภาษี 3.45 ล้านลิตร รายได้ภาษีสุราแช่พื้นเมือง 17.7 ล้านบาท เมื่อรวมตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม 2545 ปริมาณสุราแช่พื้นเมืองเสียภาษีทั้งสิ้น 7.8 ล้านลิตร เป็นรายได้ภาษีสรรพสามิต 40.3 ล้านบาท เฉลี่ยช่วงตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม 2545 ปริมาณสุราแช่พื้นเมืองเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 264.7 ต่อเดือน ส่วนรายได้ภาษีสรรพสามิต เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 196 ต่อเดือน การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสุราแช่พื้นเมือง ส่งผลกระทบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ ทั้งตลาดสุราขาว รวมทั้งตลาดเบียร์ พอสมควร เนื่องจากตลาดกลุ่มผู้บริโภคใกล้เคียงกัน ประกอบกับความคุ้นเคยประชาชนต่างจังหวัด ที่นิยมดื่มสาโทจากการหมักกันเองในอดีต ขณะที่บางกลุ่ม ต้องการทดลองสินค้าใหม่ๆ ประการสำคัญคือ ราคาจำหน่ายสุราแช่พื้นเมืองที่ไม่สูงมากนัก เพียงประมาณ 20-25 บาทต่อขวด ขณะที่ราคาจำหน่ายสุราขาวประมาณ 65-70 บาทต่อขวด และเบียร์ประมาณ 35-40 บาท เมื่อพิจารณาปริมาณจำหน่ายเบียร์ช่วงครึ่งแรกปี 2545 ซึ่งปริมาณ 587.06 ล้านลิตรใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีก่อน คือ 587.64 ล้านลิตร ทั้งที่ปกติ อัตราขยายตัวปริมาณจำหน่ายเบียร์ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5-10 ปัจจัยส่วนหนึ่ง เป็นผลจากการเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดสุราแช่พื้นเมืองนั่นเอง ความนิยมของผู้บริโภคต่อสุราแช่พื้นเมือง สังเกตได้จากการจัดเทศกาลสุราแช่พื้นเมืองกันยายน ประชาชนสนใจร่วมงาน และซื้อผลิตภัณฑ์สุราแช่พื้นเมือง จำนวนมาก ตลาดสุราแช่ที่เติบโตดังกล่าว ส่งผลปัจจุบัน ผู้ประกอบการผลิตเบียร์รายใหญ่ สนใจช่วยพัฒนาคุณภาพสินค้า และบรรจุภัณฑ์ สุราแช่พื้นเมือง ให้มีมาตรฐาน ผ่านสมาคมสุราแช่พื้นเมืองแห่งประเทศไทย ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสสุราแช่พื้นเมือง ร่วมงานเทศกาลเบียร์การ์เด้นช่วงปลายปี 2545 อีกด้วย ยังมีผู้ประกอบการค้าปลีก ทั้งดิสเคาท์สโตร์ และร้านค้ามินิมาร์ทต่างๆ สนใจจะจำหน่ายสินสุราแช่พื้นเมืองให้ นอกจากตลาดในประเทศ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการสุราแช่พื้นเมืองบางราย ขยายตลาดต่างประเทศได้แล้ว อาทิ ตลาดจีน รวมทั้งตลาดประเทศใกล้เคียงกลุ่มอินโดจีน ซึ่งคุ้นเคยกับสุราแช่พื้นเมืองระเภทอุ กระแช่ สาโท อย่างดี สรุป สุราแช่พื้นเมืองแนวโน้มจะเติบโตอีกมาก ปัจจัยสนับสนุนหลายประการ อาทิ การส่งเสริมและสนับสนุนจริงจังของภาครัฐและเอกชน ปัจจัยความหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ทำสุราแช่พื้นเมือง ราคาจำหน่ายค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทอื่นๆ แม้สุราแช่พื้นเมืองจะยังอยู่ระยะเริ่มต้นธุรกิจเท่านั้น ซึ่งยังต้องวิจัยและปรับปรุงผลผลิต เพื่อสอดคล้องกับตลาด ทั้งรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด ระยะยาว จะทำให้เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภค และขยายตลาดได้อีกมาก ประการสำคัญ อนาคต หากผู้ประกอบการพัฒนาสุราแช่พื้นเมือง ทั้งบรรจุภัณฑ์ ให้ทันสมัย และคุณภาพ เก็บได้นานขึ้น เช่นเดียวกับสุราแช่ประเทศอื่นๆ อาทิ สาเกญี่ปุ่น ที่เก็บไว้ได้นาน จะส่งเสริมให้สุราแช่พื้นเมืองของไทย ทั้งอุ กะแช่ และสาโท เป็นสินค้าท้องถิ่นจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซื้อเป็นของที่ระลึกติดมือกลับประเทศได้ เช่นสาเกญี่ปุ่น และไวน์ฝรั่งเศส ปูนซิเมนต์ : เติบโตสูงตามภาวะก่อสร้างในประเทศ อุตสาหกรรมปูนซิเมนต์เติบโตสูงปี 2545 จากการขยายตัวภาคก่อสร้าง การก่อสร้างภาคเอกชน ขยายตัวทั้งประเภทที่อยู่อาศัย พาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ขณะที่การก่อสร้างภาครัฐ ขยายตัวตามการก่อสร้างโครงการพื้นฐาน โดยเฉพาะการเร่งก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งออกปูนซิเมนต์ ขยายตัวต่อเนื่อง การผลิตปูนซิเมนต์ปรับตัวพ้นช่วงถดถอยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ เริ่มกลับมาขยายตัวตั้งแต่ต้นปี 2544 ส่วนสำคัญ จากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กระเตื้องขึ้นของกิจกรรมก่อสร้างที่อยู่อาศัย ปี 2545 ภาคอสังหาริมทรัพย์เติบโตสูงขึ้น ขยายขอบเขตครอบคลุมสู่อสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ มากขึ้น อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ศูนย์การค้า โรงแรม ปี 2545 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จะมีปริมาณผลิตปูนซิเมนต์ทั้งสิ้นประมาณ 33 ล้านเมตริกตัน เทียบกับ 27.9 ล้านตันปี 2544 เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.2 ปูนเม็ด คาดว่าจะผลิต 38.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากปี 2544 ถ้ารวมปริมาณผลิตปูนซิเมนต์และปูนเม็ด สังเกตได้ว่า ระดับปริมาณผลิต กลับขึ้นมาเท่ากับช่วงปี 2539 ก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ อัตราใช้กำลังผลิตซิเมนต์ปี 2545 คาดว่าจะประมาณร้อยละ 59.8 สูงขึ้นมาก จากร้อยละ 52.3 ปี 2544 ปี 2545 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดจำหน่ายปูนซิเมนต์ภายในประเทศจะมีปริมาณ 23.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จาก 19 ล้านตันปี 2544 ราคาปูนซิเมนต์ปี 2545 ผันผวนช่วงต้นปี จากระดับราคาปูนซิเมนต์ตกต่ำ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2544 จนถึงมีนาคม 2545 เป็นผลจากสงครามตัดราคา และการออกไฟต์ติ้งแบรนด์ราคาถูก เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ภาวะเช่นนั้นสิ้นสุดหลังความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตปูนซิเมนต์ตกลงกันจะไม่ใช้กลยุทธตัดราคากันอีก จากนั้น ราคากลับสูงขึ้นช่วงปลายมีนาคม 2545 แต่ต่อมาลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูกาลก่อสร้าง และเกิดน้ำท่วมหลายจังหวัดทั่วประเทศ ราคาปูนซิเมนต์เฉลี่ยปี 2545 คาดว่าจะต่ำกว่าปี 2544 ประมาณร้อยละ 8 ดัชนีราคาสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทปูนซิเมนต์ ปี 2545 คาดว่าจะอยู่ที่ 141 เทียบกับเฉลี่ย 154 ปี 2544 ตลาดต่างประเทศ ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ความต้องการในประเทศลดลง ผู้ผลิตหันหาตลาดส่งออกเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกสัดส่วนสูงขึ้น อยู่ประมาณเกือบร้อยละ 30 ของปริมาณผลิตปูนซิเมนต์และปูนเม็ดทั้งหมด จากเดิมส่งออกน้อยมาก ส่วนหนึ่งยังมีสาเหตุจากบริษัทธุรกิจปูนซิเมนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกหลายราย ได้แก่ กลุ่มโฮลซิม ซิมองต์ฟรองเซส และซีเม็กซ์ ถือหุ้นกิจการปูนซิเมนต์ของไทย ตลาดส่งออกสำคัญของไทย คือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกปูนซิเมนต์ใหญ่ที่สุดของไทย หรือมากกว่าร้อยละ 30 ของการส่งออกปูนซิเมนต์ของไทยทั้งหมด รองลงมาคือตลาดประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน ประมาณร้อยละ 30 และเอเชียใต้ เช่น บังคลาเทศ ศรีลังกา ประมาณร้อยละ 15 ปี 2545 คาดว่าการส่งออกปูนซิเมนต์จะมีปริมาณ 18.3 ล้านเมตริกตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปี 2544 และมูลค่าส่งออกประมาณ 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เทียบปี 2544 มูลค่าที่เพิ่มขึ้นการส่งออก เป็นผลจากปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาต่างประเทศดีขึ้น ตามความต้องการใช้ต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐ ประเทศแถบอาเซียน และกลุ่มเอเชียตะวันออก รวมทั้งขยายตลาดส่งออกละตินอเมริกา แนวโน้มอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ปี 2546 คาดว่ายังคงขยายตัวสูง แต่อัตราขยายตัวจะชะลอกว่าปี 2545 ปัจจัยที่จะมีผลให้ธุรกิจเติบโต ยังคงมาจากความต้องการภายในประเทศ จากการเติบโตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และเร่งโครงการก่อสร้างภาครัฐ โครงการก่อสร้างพื้นฐาน เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ ระบบคมนาคมขนส่ง ตลาดต่างประเทศ คาดว่าตลาดเอเชียจะยังขยายตัวต่อเนื่อง จากโครงการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ตลาดสหรัฐคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2545 ปัจจัยบวกจากการเติบโตภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะปริมาณซื้อบ้านใหม่ ซึ่งเป็นผลจากดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านในสหรัฐต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ทิศทางปี 2546 ยังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือภาวะสงคราม และการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ที่อาจมีผลให้การลงทุนก่อสร้างของไทยและประเทศต่างๆ ชะลอ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์ปี 2546 ภายใต้สมมติฐานไม่มีปัจจัยรุนแรงเกิดขึ้นต่างประเทศ และเศรษฐกิจโลกเติบโตใกล้เคียงปี 2545 กรณีนี้คาดว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมปูนซิเมนต์จะเติบโตประมาณร้อยละ 9 ปี 2546 คาดว่า ปริมาณผลิตปูนซิเมนต์จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เป็น 36.3 ล้านตัน ปูนเม็ดจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็น 41 ล้านตัน ยอดขายปูนซิเมนต์ภายในประเทศปี 2545 คาดว่าจะมีปริมาณ 27 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ขณะที่ส่งออกคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น 19.5 ล้านตัน ราคาปูนซิเมนต์ แม้ราคาเฉลี่ยปี 2545 ลดจากปีก่อนหน้า เนื่องจากมีช่วงผู้ผลิตใช้กลยุทธตัดราคาขาย แต่ปี 2546 คาดว่าราคาปูนซิเมนต์จะกลับขึ้นมาใกล้เคียงระดับราคาปี 2544 เป็นราคาเพดานที่บริษัทผู้ผลิตปรับขึ้นแล้วตั้งแต่ปลายปี 2543 ระดับราคาที่กลับสูงขึ้น เป็นไปตามภาวะตลาดที่ดีขึ้น การแข่งขันราคาจึงน้อยลง
อย่างไรก็ตาม สงครามตะวันออกกลางเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ หากการเจรจาปลดอาวุธอิรักโดยสันติไม่สำเร็จ ทำให้สหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารกับอิรักช่วงไตรมาสแรกปี 2546 กรณีสงครามจบลงรวดเร็ว และไม่ขยายผลวงกว้าง คาดว่ามีผลทำให้โครงการก่อสร้างใหม่จะชะลอการเริ่มต้นโครงการ แต่โครงการก่อสร้างที่เริ่มเดินหน้าแล้วตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีไม่น้อย คาดว่าจะก่อสร้างต่อไป จะเป็นผลให้ความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในประเทศ จะยังขยายตัวในเกณฑ์ดี ตลาดส่งออกประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชีย จะไม่มีผลกระทบมาก เนื่องจากเป็นโครงการพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศระยะยาว อุปสรรคการขนส่งไม่มากนัก แต่ตลาดสหรัฐคงถูกกระทบค่อนข้างมาก นอกจากนี้ ภาวะสงครามส่งผลราคาน้ำมันผันผวนสูง จะกระทบต้นทุนผลิต และการขนส่งปูนซิเมนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ปี 46 : ผู้ใช้ยังเพิ่ม ตลาดต่างจังหวัดเด่น ปี 2545 เป็นปีที่การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงสูงสุด หลังประกาศปลดล็อกรหัสประจำเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (อีมี่) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้ง 4 ราย คือเอไอเอส ดีแทค ดีพีซี และออเร้นจ์ พร้อมปรับโปรโมชั่นค่าแอร์ไทม์ และกระตุ้นตลาดโทรศัพท์พรีเพด ทำให้ยอดผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มต่อเนื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ภายในสิ้นปี 2545 ผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มเป็น 18.5 ล้านเลขหมาย หรือประมาณร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ปี 2546 คาดว่าการแข่งขันให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะเข้นข้นขึ้น เนื่องจากจะมีผู้ให้บริการรายใหม่ เปิดบริการเพิ่มอีก 2 ราย คือไทยโมบาย หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1900 เมกกะเฮิร์ซ บริษัท ทศท. คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเริ่มเปิดทดลองตลาดช่วงท้ายปี 2545 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) แม้ตัวเลขผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโตก้าวกระโดดปี 2545 ก็ตาม ปี 2546 โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังมีแนวโน้มจะขยายตัวเพิ่มอีก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงจัดธุรกิจนี้อยู่ในภาวะเติบโตต่อไปได้ปี 2546 ปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณว่า จะมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มอีกประมาณ 5.5 ล้านราย เพิ่มเป็น 24 ล้านราย หรือประมาณร้อยละ 38 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ การเติบโตโทรศัพท์พรีเพด หรือบัตรเติมเงิน ยังคงมีสัดส่วนสูง การขยายตัวผู้ใช้บริการต่างจังหวัด จะอยู่ในอัตราสูงกว่าตลาดกรุงเทพฯ เนื่องจากการแข่งขันผู้ให้บริการ ปลดล็อกรหัสประจำเครื่องลูกข่าย แยกจำหน่ายซิมการ์ด หรือบัตรบันทึกข้อมูลหมายเลขจากตัวเครื่อง ทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่แบ่งส่วนตลาดจากกันค่อนข้างชัดเจน แบ่งเป็น 1. ตลาดผู้ให้บริการเลขหมาย ประกอบด้วยผู้ให้บริการ 6 ราย รวมรายใหม่ที่กำลังเข้าตลาด คือเอไอเอส ดีแทค ดีพีซี ทีเอออเร้นจ์ ทศท. และ กสท. ผู้ให้บริการแต่ละราย ต่างเร่งขยายฐานลูกค้า ด้วยโปรโมชั่นค่าโทร เพื่อดึงดูดลูกค้าใช้บริการ อัตราค่าโทรลดเหลือเพียงนาทีละ 0.77-3 บาท คิดค่าโทรเป็นวินาที ยกเว้นค่าบริการรายเดือน เป็นต้น ผู้ให้บริการยังเน้นการตลาดระบบพรีเพดมากขึ้น ยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบพรีเพดเพิ่มเป็นร้อยละ 70 ขณะที่ยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์โพสเพด หรือจ่ายรายเดือน ลดเหลือร้อยละ 30 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด แม้โทรศัพท์พรีเพดมีข้อดี คือผู้ให้บริการไม่ต้องแบกภาระความเสี่ยงหนี้เสียจากไม่จ่ายค่าบริการ แต่มีผลให้รายได้ต่อเลขหมายผู้ให้บริการลดตาม จากเดิมสูงกว่า 1,000 บาทต่อหมายเลข เหลือเพียง 500-600 บาท เห็นได้ว่า ผู้ให้บริการต้องหาแหล่งรายได้ใหม่ โดยเฉพาะเปิดบริการเสริม ทั้งที่เป็นข้อมูลเสียงและไม่ใช่เสียง บริการได้รับความนิยมมากคือ บริการส่งข้อความสั้น (SMS) ยังมีบริการเสริมที่กำลังเป็นที่สนใจมาก คือบริการส่งข้อความทั้งภาพและเสียงพร้อมกัน (MMS) ยังมีบริการเกี่ยวเนื่องการใช้อินเทอร์เน็ต และบริการอื่นๆ น่าสังเกตว่า บริการเสริมต่างๆ ที่ให้บริการนั้น อัตราค่าบริการเรียกเก็บ ทั้งแบบคิดค่าบริการตามระยะเวลาใช้งาน ค่าบริการนาทีละ 1-10 บาท และแบบคิดค่าบริการเหมาจ่ายรายเดือน สำหรับลูกค้าโพสเพด บริการเสริมเหล่านี้ จะมีบทบาทสำคัญหารายได้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปี 2546 มากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณว่า รายได้เสริมจะประมาณร้อยละ 60 ของรายได้รวมผู้ให้บริการ นอกจากเปิดบริการเสริมหลากหลาย เห็นได้ว่า ผู้ให้บริการต่างรุกทำตลาดต่างจังหวัด ซึ่งแนวโน้มเติบโตสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการที่มีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ จะได้เปรียบช่วงชิงฐานลูกค้าต่างจังหวัดมากกว่า 2. ตลาดเครื่องลูกข่าย เดิมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีบทบาทสำคัญตลาดเครื่องลูกข่ายมาก รายได้หลักผู้ให้บริการ คือกำไรจากการจำหน่ายเครื่องลูกข่ายส่วนหนึ่ง ผู้ให้บริการแต่ละราย มีตัวแทนจำหน่ายเครื่องลูกข่ายของตนเอง เพื่อกระจายเครื่องลูกข่าย จำหน่ายยังตัวแทนจำหน่ายหลัก และผู้ค้าปลีกเครื่อง แต่หลังปลดล็อกรหัสประจำเครื่อง (อีมี่) ตลาดเครื่องลูกข่ายขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง ผู้จำหน่ายเครื่องรายย่อย และผู้นำเข้าเครื่องลูกข่ายโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มขึ้น แนวโน้มตลาดเติบโตสูงกว่าหมายเลขโทรศัพท์เปิดใช้งานปี 2545 เนื่องจากความต้องการจากทั้งส่วนเลขหมายเปิดใช้งานใหม่ และเลขหมายเปิดใช้งานเดิม ต้องการเปลี่ยนเครื่องโทรศัพท์เดิมเป็นเครื่องใหม่ ที่ทันสมัย หรือเทคโนโลยีทันสมัยมากขึ้น หรือตลาดเครื่องทดแทน จะเติบโตต่อเนื่อง เป็นผลเนื่องจากปลายปี 2545 เปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเครื่องลูกข่ายที่สำคัญ โดยเฉพาะเทคโนโลยีภาพ เปลี่ยนจากจอภาพขาวดำ เป็นจอภาพสี เปลี่ยนรูปแบบส่งข้อความด้วยตัวอักษรเพียงอย่างเดียว เป็นส่งข้อความเป็นได้ทั้งภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหว เวลาเดียว ยังพัฒนาอุปกรณ์เสริม เช่น กล้องถ่ายภาพดิจิทัล หรือการเชื่อมต่อกับเครื่องมือสื่อสารอื่นๆ เป็นปัจจัยกระตุ้นยอดจำหน่ายเครื่องลูกข่ายขยายตัวได้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณว่า ยอดจำหน่ายเครื่องลูกข่ายปี 2546 จะสูงถึง 10 ล้านเครื่อง (6.5 ล้านเครื่องจากผู้ใช้บริการรายใหม่ และ 3.5 ล้านเครื่องจากตลาดเครื่องทดแทน) แม้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ปี 2546 จะมีแนวโน้มเติบโตอต่อเนื่องจากปี 2545 แต่ยังคงมีปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง การแปรสัญญาร่วมการงาน ที่เอกชนผู้ให้บริการทำไว้กับทั้ง ทศท. และ กสท. ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปแนวทางการแปรสัญญาที่แน่ชัด ในขณะที่ทั้งสองหน่วยงานได้แปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นเอกชน และจะเริ่มเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือนเป็นคู่แข่งในการดำเนินธุรกิจกับเอกชนแล้วในเร็ววัน ธุรกิจโรงภาพยนตร์ : ตลาดยังรุ่ง ผู้ประกอบการเร่งขยายสาขา ธุรกิจโรงภาพยนตร์ปี 2545 นับว่ามีการขยายตัวสูง จะเห็นได้จากผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์ ต่างเร่งขยายสาขา และเพิ่มโรงภาพยนตร์ที่อยู่ในเครือออกไปตามย่านชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบชานเมือง ทั้งโรงภาพยนตร์แบบสแตนอโลน และโรงภาพยนตร์ตามศูนย์การค้า ของผู้ประกอบการ 3 รายใหญ่ คือ เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์, เอสเอฟ และ อีจีวี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณว่า มูลค่าตลาดโรงภาพยนตร์ในปี 2545 มีมูลค่าถึง 4,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2544 ถึงร้อยละ 34 และคาดว่าจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2546 โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณร้อยละ 20-25 มีมูลค่าตลาดประมาณ 4,800-5,000 ล้านบาท ธุรกิจโรงภาพยนตร์จะมีแนวโน้มตลาดสดใส แต่ก็มีภาวะการแข่งขันที่รุนแรง โดยจะเห็นได้จากการขยาย จำนวนโรงภาพยนตร์รวมทั้งปรับปรุงโรงภาพยนตร์เดิมในแหล่งชุมชนต่างๆ ถึงกว่า 100 แห่ง ภายในปี 2545 เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 1,500 ล้านบาท โรงภาพยนตร์แต่ละแห่งทั้งที่สร้างใหม่และปรับปรุง เน้นที่ระบบเสียง ความสะดวกสบายของที่นั่ง ความหรูหราของสถานที่ การขยายช่องทางการจำหน่ายตั๋วให้ทันสมัยและรวดเร็วขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาใช้บริการมากขึ้น แต่ละแห่งยังตั้งห่างจากกันไม่มากนัก ทำให้ผู้ที่ต้องการชมภาพยนตร์สามารถเลือกชมภาพยนตร์ได้หลากหลายแห่งมากขึ้น กลยุทธ์การตลาดที่ผู้ประกอบการต่างใช้ดึงดูดผู้ชมจึงมีหลากหลายมากขึ้น เช่น ลดอัตราค่าชมภาพยนตร์ช่วงวันธรรมดา การทำสมาชิกพร้อมกับเสนอส่วนลดทั้งการชมภาพยนตร์และการซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมรายการ การจัดรายการชิงรางวัล และการจัดเปิดตัวภาพยนตร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่จะดึงดูดให้ผู้ชมเข้าชมภาพยนตร์นั้นยังต้องขึ้นอยู่กับตัวภาพยนตร์หรือหนังที่จะเข้าฉายเป็นปัจจัยสำคัญ ช่วงที่ผ่านมา การขยายตัวของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยได้เข้ามามีบทบาทต่อรายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์มากขึ้น สัดส่วนถึงร้อยละ 40 รายได้จากการฉายภาพยนตร์ ที่เหลือเป็นรายได้จากภาพยนตร์ต่างประเทศ ภาพยนตร์ไทยที่จะเข้าฉายปี 2546 คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 40 เรื่อง ขณะที่ภาพยนตร์ฮอลีวู๊ด จะเข้าฉายอีกไม่ต่ำกว่า 250 เรื่อง น่าสังเกตว่า ผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์ ต่างหันมาสนใจรายได้เสริมอื่นๆ เพิ่มขึ้น นอกจากรายได้หลักที่มาจากการฉายภาพยนตร์ เห็นได้จากการขยายธุรกิจต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจโฆษณาโดยผ่านสื่อจอภาพยนตร์ ธุรกิจการเช่าพื้นที่เพื่อจำหน่ายสินค้า ธุรกิจโบวลิ่ง หรือแม้แต่การเปิดคาราโอเกะ เป็นต้น บริการเสริมเหล่านี้ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ที่เติบโตสูง สัดส่วนถึงร้อยละ 20-30 ของรายได้รวมทั้งหมดของธุรกิจโรงภาพยนตร์ รายได้การฉายภาพยนตร์สัดส่วนประมาณร้อยละ 70-80 ของรายได้รวมภาพยนตร์ ข้าว : ยอดส่งออกกระเตื้อง ตามตลาดโลก การผลิตข้าวปี 2546 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2545 แม้เกิดภาวะน้ำท่วมซึ่งสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวนาปี แต่คาดว่าชาวนาจะเพิ่มปริมาณการผลิตข้าวช่วงนาปรัง ภาวะค้าข้าวปี 2546 คาดว่ามีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวหอมมะลิซึ่งมีแนวโน้มว่าราคาจะอยู่ในเกณฑ์ที่สูงกว่าในปี 2545 ปัจจัยหนุนราคาข้าวให้มีแนวโน้มกระเตื้องขึ้นในปี 2546 แยกออกได้เป็นปัจจัยในประเทศและปัจจัยในต่างประเทศ ดังนี้ 1. ปัจจัยในประเทศ 1.1 ภาวะน้ำท่วม ราคาข้าวเปลือกและการส่งออกข้าวไปตลาดต่างประเทศ ขณะนี้มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีฤดูกาลผลิตปี 2545/46 ประมาณ 20.4 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ปัญหาน้ำท่วมภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ข้าวเปลือกได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 1 ล้านตันข้าวเปลือก 1.2 จึงคาดว่าปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกนาปีที่จะเก็บเกี่ยวได้อยู่ที่ประมาณ 20 ล้านตัน ซึ่งความเสียหายจากน้ำท่วมจะส่งผลให้ระดับราคาข้าวในตลาดแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เนื่องจากภาวะน้ำท่วมแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญ คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ปัจจุบันราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ 6,900-7,000 บาทต่อตัน ราคาข้าวเปลือกก็มีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากภาวะน้ำท่วมในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าว แต่ปัจจุบันพื้นที่ภาคกลางยังคงประสบภาวะน้ำท่วมทำให้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามชาวนาและโรงสีในเขตภาคกลาง ปรากฏว่าพื้นที่นาบางส่วนได้รับความเสียหายต้องปลูกทดแทนทำให้ผลผลิตข้าวจะออกสู่ตลาดล่าไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งจะนับเป็นผลผลิตข้าวนาปรัง ส่วนโรงสีบางโรงที่ตั้งอยู่ในที่ลุ่มได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมทำให้ข้าวที่เก็บสต็อกไว้เปียกน้ำ ต้องนำออกมาขายเป็นเกรดสำหรับโรงงานอาหารสัตว์ ทำให้ต้องประสบกับภาวะขาดทุน ดังนั้นคาดว่าปริมาณข้าวนาปีที่ออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้จะมีปริมาณลดลง ส่งผลให้ราคาข้าวกระเตื้องขึ้น ภาวะน้ำท่วมยังมีผลบวกต่อการส่งออกข้าวของไทยด้วย กล่าวคือ แม้ว่าประเทศไทย จะประสบปัญหาน้ำท่วม ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพืชไร่และข้าวเปลือกในเขตพื้นที่ต่างๆ แต่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ก็ประสบปัญหาภัยทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายพืชไร่และข้าวด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อประเมินสถานการณ์ความเสียหายของประเทศดังกล่าวแล้ว คาดว่าจะมีความต้องการข้าวไทยเพิ่มสูงขึ้น เช่น ฟิลิปปินส์ต้องการข้าวเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 300,000 ตัน อินโดนีเซียอีกหลายแสนตันและอีกหลายประเทศ ดังนั้นประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประสบปัญหาภัยทางธรรมชาติ จะสนใจนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มมากขึ้น แต่ปริมาณการนำเข้าจะเพิ่มมากเท่าใดนั้น ฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทย ในการตั้งทีมเจรจาขายข้าวของภาครัฐไปหารือประเทศเหล่านี้ 2. มาตรการจำนำข้าวเปลือก โดยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเปิดรับจำนำในฤดู กาลใหม่นี้จะไม่แตกต่างจะฤดูกาลผลิตของเดิมมากนัก แต่โดยรวมคาดว่าราคารับจำนำข้าวเปลือก ในฤดูกาลใหม่นี้จะทำให้ชาวนามีรายได้สูงขึ้น กล่าวคือ ราคาที่รับจำนำเป็นราคาที่เกษตรกรจะได้รับกำไรร้อยละ 33 ซึ่งสูงขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมาที่ชาวนาได้รับกำไรเพียงร้อยละ 25 รัฐบาลคาดว่าปีนี้ จะไม่มีปัญหาระบายข้าวสู่ตลาด เนื่องจากปริมาณสต็อกข้าวเหลือเพียง 8 แสนตันเท่านั้น มาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูการผลิตปี 2545/46 รัฐบาลตั้งเป้าหมายรับจำนำทั้งสิ้น 9 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3 แสนตัน แต่คาดว่าจะมีข้าวเข้าสู่โครงการเพียง 4.5 ล้านตันเท่านั้น และคาดว่าจะมีโรงสีเข้าร่วมโครงการ 400 แห่ง เมื่อเทียบการรับจำนำข้าวในปีที่ผ่านมาที่ตั้งเป้ารับจำนำข้าว 8.7 ล้านตัน แต่มีข้าวเข้าโครงการเพียง 4.29 ล้านตัน ซึ่งนับว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ เห็นได้ว่ามาตรการรับจำนำข้าวในปีนี้รัฐบาลยังคงให้โรงสีเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับจำนำข้าวจากเกษตรกร แต่จะให้ความสำคัญกับกลุ่มโรงสีของสหกรณ์การเกษตรมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อทำให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง ส่วนโรงสีเอกชน รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นลำดับถัดไป โรงสีเหล่านี้ ต้องไม่เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ร่วมโครงการเนื่องจากตรวจพบว่าทุจริตในการรับจำนำข้าวในฤดูกาลที่ผ่านมา การดำเนินมาตรการรับจำนำข้าวให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) เป็นผู้รับจำนำ เริ่มตั้งแต่ 1 พ.ย. 2545-28 ก.พ. 2546 กำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 3 เดือนนับถัดจากเดือนที่รับจำนำ แบ่งเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิ 5 ล้านตัน ข้าวเปลือกเจ้า 3 ล้านตัน และข้าวเปลือกเหนียว 1 ล้านตัน เสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าว (กนข.) และคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) 10 ตุลาคม 2545 สำหรับการรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิจะแบ่งเป็น 4 ชั้นคุณภาพ ความชื้นไม่เกิน 15% โดยคุณภาพต่ำสุดคือสีได้ต้นข้าว 36 กรัมขึ้นไปจากต้นข้าว 100 กรัมรับจำนำตันละ 6,500 บาท สีได้ต้นข้าว 38 กรัมขึ้นไปตันละ 6,600 บาท สีได้ต้นข้าว 40 กรัมขึ้นไปตันละ 6,700 บาท และสีต้นข้าวได้ 42 กรัมขึ้นไปตันละ 6,800 บาท ส่วนการรับจำนำที่ยุ้งฉางของเกษตรกรให้รับจำนำในราคาเดียวคือตันละ 6,500 บาท เว้นแต่เกษตรกรจะสามารถตรวจคุณภาพ และมีคุณภาพสูงกว่าขั้นต่ำ จะได้ราคาดีขึ้น ส่วนข้าวเปลือกเหนียวและข้าวเปลือกเจ้ารับจำนำในราคาเท่ากับฤดูกาลที่แล้ว คือ ข้าวเปลือกเจ้า 100% รับจำนำตันละ 5,330 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 5% ตันละ 5,235 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 10% ตันละ 5,045 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 15% ตันละ 4,950 บาท และข้าวเปลือกเจ้า 25% ตันละ 4,760 บาท ขณะที่ข้าวเปลือกเหนียว 10% เมล็ดยาวตันละ 5,900 บาท ข้าวเปลือกเหนียวคละตันละ 5,650 บาท คาดว่าจะทำให้เกษตรกร ขายข้าวได้ราคาดีกว่าปีที่ผ่านมาประมาณร้อยละ 33 จากปีก่อนมีกำไรที่ร้อยละ 25 คาดว่าจะมีเกษตรกรนำข้าวมาจำนำประมาณ 4.5 ล้านตันจากเป้ารับจำนำ 9 ล้านตัน ซึ่งจะใช้เงินในการรับจำนำประมาณ 26,000 ล้านบาท แนวทางควบคุมทุจริตที่เกิดขึ้นจากมาตรการจำนำข้าวปี 2545 ได้แก่ โรงสีเอกชนที่มีพฤติกรรมทุจริตในปี 2545 ปี 2546 จะถูกขึ้นบัญชีดำและไม่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ ส่วนการแปรสภาพจะสั่งให้โรงสีแปรสภาพสม่ำเสมอประมาณร้อยละ 40-50 ของปริมาณที่ได้รับจำนำเพื่อป้องกันปัญหาข้าวล้นโรงสี อย่างไรก็ตามรัฐจะคุมเข้มมากขึ้น โดยจะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด กำกับดูแลและตรวจสอบทุกขั้นตอนเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตเหมือนปีที่ผ่านมา โดยจะกำหนดให้โรงสีที่เข้าร่วมโครงการห้ามรับจำนำข้าวข้ามเขตจังหวัดเพื่อป้องกันปัญหาเวียนเทียนข้าว ห้ามไม่ให้โรงสีรับฝากข้าวเปลือกจากเกษตรกร หากโรงสีใดรับฝากไว้จะถือว่าเป็นข้าวเปลือกของโรงสีไม่ใช่ข้าวที่ได้จากการรับจำนำ แต่หากเป็นข้าวที่จะนำมาจำนำก็จะต้องมีใบประทวนเพื่อป้องกันปัญหาการนำข้าวมากองปนกันและพิสูจน์ได้ยาก นอกจากนี้ยังจะห้ามไม่ให้โรงสีนำข้าวที่ได้จากการรับจำนำไปฝากเก็บไว้ที่อื่น นอกจากโรงสีที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น เพื่อป้องกันการนำข้าวไปขายก่อนที่จะนำส่งรัฐห้ามไม่ให้โรงสีนำข้าวสารจากที่อื่นที่ไม่ได้แปรสภาพจากข้าวเปลือก ที่ได้จากการรับจำนำไปส่งมอบเข้าโกดังกลาง อคส.และ อ.ต.ก. เพราะจะทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเสียโอกาส ที่จะจำนำข้าวกับโรงสี และกำหนดให้แต่ละโรงสีรับจำนำได้ไม่เกิน 30 เท่าของกำลังการผลิตของโรงสี 2. ปัจจัยต่างประเทศ 2.1 คณะมนตรีว่าด้วยความร่วมมือค้าข้าว (Council of Rice Trade Cooperation : CRTC) ไทยเชิญรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์จาก 4 ประเทศผู้ค้าข้าวในเอเชียประกอบด้วยอินเดีย ปากีสถาน เวียดนาม และจีน ร่วมประชุม 9 ตุลาคม 2545 เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน โดยหลักการเริ่มต้นจะพยายามไม่ให้มีการตัดราคากันเองในตลาดโลก และราคาข้าวในตลาดโลกมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้น จะแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าและผลิตข้าว ปรับปรุงเทคโนโลยีผลิตข้าว เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว เนื่องจากแต่ละประเทศ ผลิตข้าวและต้นทุนผลิตแตกต่างกัน รวมทั้งยุทธศาสตร์ข้าวแต่ละประเทศ โดยอาศัยความเป็นเพื่อนและความไว้ใจซึ่งกันและกัน ความร่วมมือที่จะมีขึ้นอาจจะเป็นในรูปของการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกัน และจะมีการประชุมร่วมกันทุกปีในเดือนตุลาคม โดยในเดือนตุลาคม 2546 เวียดนามจะเป็นเจ้าภาพในการประชุม คาดว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะทำให้ประเทศผู้ผลิตข้าวมีอำนาจการต่อรองมากขึ้น และคาดว่าราคาข้าวในประเทศในปี 2546 เพิ่มขึ้นถึงเฉลี่ยร้อยละ 30 ทั้งนี้มีความมั่นใจว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหาในด้านการตลาด เพราะตลาดข้าวเป็นตลาดใหญ่มีผู้บริโภคข้าวถึงร้อยละ 45 ของโลก แนวโน้มจะเพิ่มเป็นร้อยละ 55 อีกทั้งเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ค้ารายใหญ่ของโลกแล้ว สหรัฐฯยินดีร่วมมือ แต่ไทยขอเจรจากับประเทศผู้ผลิตข้าวในเอเชียให้เรียบร้อยก่อน 2.2 ความต้องการข้าวในตลาดโลกเพิ่มมากขึ้น องค์การอาหารและเกษตร แห่งสหประชาชาติคาดการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 2545/46 เท่ากับ 593 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึง 3.3 ล้านตันข้าวเปลือก นับว่าเป็นปริมาณการผลิตข้าวที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2539/40 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ผลผลิตข้าวโลกลดลง เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วงในแหล่งปลูกข้าวสำคัญ โดยเฉพาะผลผลิตข้าวของอินเดียในปี 2545/46 คาดว่าจะเหลือเพียง 136 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงถึง 2 ล้านตันข้าวเปลือกเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา ลดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2535/36 เป็นต้นมา คาดปริมาณผลิตข้าวหลายประเทศแนวโน้มลดลง ได้แก่ กัมพูชา บราซิล ออสเตรเลีย เวเนซูเอลลา และเกาหลีใต้ คาดว่าปริมาณสต็อกข้าวจะเหลืออยู่เพียง 105.1 ล้านตันข้าวสารหรือเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมาแล้วลดลงร้อยละ 8 ซึ่งเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ปริมาณสต็อกข้าวในตลาดโลกลดลง โดยเฉพาะปริมาณสต็อกข้าวในอินเดีย ภาวะค้าข้าวปี 2546 ความต้องการข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 25.7 ล้านตันข้าวสาร หรือเพิ่มขึ้นถึง 100,000 ตันข้าวสารเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา และนับว่ามากเพิ่มขึ้นมากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 2541 โดยคาดว่าประเทศที่จะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นได้แก่ แอฟริกาใต้ คิวบา จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ ซึ่งผู้ส่งออกข้าวของไทยต้องเร่งเจาะขยายการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้ 2.3 การแข่งขันค้าข้าวจากอินเดียลดลง ปี 2545 อินเดียเข้ามาเป็นคู่แข่ง ขันในการส่งออกข้าวของไทยในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ทำให้การส่งออกข้าวต้องเผชิญปัญหาการแข่งขัน ที่รุนแรงมากขึ้น จากเดิมที่ไทย ต้องแข่งขันในการส่งออกข้าว กับเวียดนาม เนื่องจากผลผลิตข้าวในอินเดียในปี 2544/45 เพิ่มขึ้นเป็น 136.1 ล้านตันข้าวเปลือก เมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิตเพียง 127.3 ล้านตันข้าวเปลือกแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.9 รวมทั้งปริมาณสต็อกข้าวในเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากรัฐบาลอินเดียเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อยกระดับราคาข้าวในประเทศ ทำให้รัฐบาลอินเดีย ระบายข้าวออก โดยขายข้าวตัดราคาตลาดโลก ราคาข้าวของอินเดียต่ำกว่าไทยเฉลี่ยประมาณตันละ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ส่งออกข้าวไทยต้องสูญเสียตลาดข้าวสำคัญไปบางส่วนโดยเฉพาะตลาดข้าวนึ่งในประเทศแถบแอฟริกา อย่างไรก็ตามคาดว่าในปี 2545/46 ผลผลิตข้าวของอินเดียจะลดลงเหลือเพียง 133.1 ล้านตันข้าวเปลือก หรือลดลงอีกร้อยละ 2.2 เนื่องจากภาวะฝนทิ้งช่วง นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวของอินเดียยังได้รับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมอีกประมาณ 10 ล้านตัน แม้ว่ารัฐบาลอินเดีย ยังจะให้การสนับสนุนการส่งออกข้าว แต่จากภาวะสต็อกข้าวที่ลดปริมาณลง และผลผลิตข้าวที่มีแนวโน้มลดลง ทำให้คาดว่าการแข่งขันการส่งออกข้าวไม่รุนแรงเหมือนในปี 2545 แม้การค้าข้าวปี 2546 แนวโน้มแจ่มใส แต่ก็มีปัญหาการส่งออกข้าวต้องเร่งแก้ไขดังนี้ 1. ปัญหาสต็อกข้าวอยู่ในเกณฑ์สูง ผู้ส่งออกข้าววิตกกังวลกับการส่งออกโดย เฉพาะปัญหาสต็อกข้าวของรัฐบาลจะมีปัญหาทั้งต้นทุนการเช่าโกดังเก็บที่ต้องจ่ายให้เจ้าของโกดังอย่างน้อย จึงเป็นภาระต้นทุนสูงขึ้น แม้ว่าขายได้ราคาสูง แต่ไม่คุ้มกับความสูญเสียของค่าเช่าโกดัง หากรัฐบาลตัดสินใจระบายข้าวออกมาในคราวเดียว จะมีผลต่อราคาตลาดให้ตกต่ำลงทันที ซึ่งในช่วงปลายปีข้าวในฤดูกาลใหม่ จะเข้าสู่ตลาดจะทำให้ราคาข้าวในฤดูกาลใหม่ราคาตก ซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปแทรกแซงอีก ปัญหาที่จะตามมาคือ สถานที่เก็บ หากยังระบายของเก่าไม่หมดและสต็อกใหม่เข้ามา ทำให้ไทยอาจต้องแบกภาระสต็อกเหมือนกับอินเดียและฟิลิปปินส์ 2. ภาวะแข่งขันตลาดโลกสูง ตลาดส่งออกข้าวของไทยจากนี้ไปจะมีปัญหาเรื่อง การแข่งขันสูง เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลายประเทศเริ่มส่งออกข้าวเพิ่มขึ้น โดยข้าวคุณภาพปานกลางและคุณภาพต่ำไทย ต้องเผชิญการแข่งขันจากคู่แข่งรายเดิมอย่างเวียดนาม อินเดีย และคู่แข่งรายใหม่คือจีน ซึ่งมีการพัฒนาข้าวหอมพันธุ์จงเจี้ยน ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิของไทยอย่างมาก ทำให้จีนหันมารุกตลาดส่งออกข้าวหอมมากขึ้น หากเป็นข้าวคุณภาพใกล้เคียงกันก็จะมีปัญหาเรื่องราคา เพราะประเทศเหล่านี้ จะขายข้าวถูกกว่าไทยตันละ 30-40 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับข้าวคุณภาพสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ที่ต้องเผชิญคู่แข่งสำคัญอย่างสหรัฐฯ เกรงว่าตลาดข้าวหอมมะลิไทยทั้งในตลาดสหรัฐฯและแคนาดาจะต้องสูญเสียไป โดยสหรัฐฯได้เร่งวิจัยและผสมพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย จนได้เป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์ใหม่ และได้แนะนำสู่ตลาดโลก อนาคตสหรัฐฯ จะส่งออกทั้งข้าวเมล็ดยาว และข้าวหอมมะลิพัฒนาจากพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย ขณะเดียวกัน ปัญหาปลอมปนข้าวชนิดอื่นๆในข้าวหอมมะลิเพื่อส่งออกจะทำให้เสียทั้งคุณภาพและราคา ทำให้ตลาดข้าวหอมมะลิไทยเสียหายด้วย การที่สหรัฐฯ ประกาศใช้กฎหมายอุดหนุนภาคเกษตรกรรมฉบับใหม่ (Farm Act 2002) ทำให้สินค้าข้าวของสหรัฐฯมีราคาต่ำกว่าไทยมาก ทั้งที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่าไทยประมาณเกือบหนึ่งเท่าตัว ทำให้สามารถแย่งตลาดข้าวไทยไปได้ปีละ 3 ล้านตัน คาดว่ายดนามอาจกลับมาเป็นคู่แข่งในการส่งออกข้าวที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากคาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวของเวียดนามปี 2545/46 เท่ากับ 32.3 ล้านตันข้าวเปลือก หรือเพิ่มขึ้นถึง 3 แสนตัน รวมทั้งผลผลิตข้าวในทวีปแอฟริกามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผลผลิตข้าวในไนจีเรีย ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าข้าวที่สำคัญของไทย ดังนั้นไทยคงต้องเร่งเจรจาค้าข้าว กับประเทศที่คาดว่าจะนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเพื่อขยายตลาดส่งออกข้าวรับมือกับการแข่งขันกับเวียดนาม 3. การปรับระบบการนำเข้าข้าวของประเทศคู่ค้า การค้าข้าวกับจีนยุ่งยากมาก ขึ้น เนื่องจากจีนปรับระบบการซื้อข้าวใหม่ โดยก่อนส่งข้าวลงเรือหลังการตอบรับคำสั่งซื้อแล้ว ผู้ส่งออกต้องส่งตัวอย่างข้าวที่จะส่งมอบบรรจุถุงๆละ 5 กิโลกรัมหรือ 10 กิโลกรัม ให้ผู้นำเข้าจีนตรวจสอบคุณภาพก่อน หากการตรวจสอบไม่ผ่าน ก็จะส่งเข้าไม่ได้ ซึ่งการปรับระบบการซื้อข้าวของจีนทำให้เกิดความล่าช้าในการส่งออก และเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย เนื่องจากการส่งตัวอย่างข้าวไปตรวจสอบทำให้การส่งมอบล่าช้าออกไปประมาณ 1 เดือน ทำให้ปี 2545 จีนสั่งซื้อข้าวหอมมะลิไทยเพียง 100,000 ตัน จากที่เคยมีการคาดว่าจะมีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปจีนทั้งหมด 500,000 ตัน คาดว่าระบบการค้าข้าวที่เปลี่ยนแปลงไปของจีนนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงปริมาณการส่งออกข้าวไปยังจีนในปี 2546 ด้วย นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2546 เป็นต้นไป ฮ่องกงจะเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโดยเสรี รวมทั้งกรมการค้าและอุตสาหกรรมฮ่องกงยังกำหนดให้มีการสำรองข้าวไว้ในระดับ 13,500 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณสำรองข้าวสำหรับการบริโภคโดยรวมได้เป็นเวลานาน 15 วัน ผู้นำเข้าทุกราย ต้องมีส่วนร่วมในการทำให้ปริมาณข้าวในสต็อกอยู่ในระดับดังกล่าวตลอดเวลา ซึ่งการเปิดตลาดข้าวเสรีของฮ่องกงจะส่งผลกระทบทำให้ไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปขายได้น้อยลง เนื่องจากระบบนำเข้าข้าวใหม่จะยกเลิกมาตรการจูงใจในการนำเข้าข้าวจากไทยที่เคยมีการทำความตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี 2524 โดยตกลงร่วมกันว่า ไทยต้องคืนเงินที่ได้จากการขายข้าวตันละ 45 บาทให้ผู้นำเข้าฮ่องกง เพื่อเป็นมาตรการจูงใจให้ฮ่องกงสนใจนำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น ความหวังของสินค้าข้าวไทย ฝากกับแผนยุทธศาสตร์ข้าว (ปี 2545-2549) ซึ่งมียุทธศาสตร์สำคัญในการควบคุม และจัดการผลผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับปรุงคุณภาพสินค้าข้าวให้มีมาตรฐาน การขยายตลาดส่งออกข้าว และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มรายได้ ตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวมีเป้าหมายว่าภายในปี 2549 ชาวนาไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 20,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี ผลผลิตข้าวคุณภาพดีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80 เป็นร้อยละ 90 ปริมาณการส่งออกข้าวสารอยู่ระหว่าง 7.0-7.5 ล้านตันข้าวสารต่อปี และส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวจากปริมาณการส่งออกในปัจจุบัน ยางพารา : ยานยนต์ฟื้นตัว ดันราคายางพุ่ง ปริมาณผลิตยางพาราไทยปี 2546 เท่ากับ 2.50 ล้านตัน เมื่อเทียบกับในปี 2545 ที่มีปริมาณการผลิตเท่ากับ 2.46 ล้านตันแล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เนื่องจากยางพันธุ์ดีที่ปลูกทดแทนให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น และราคายางที่อยู่ในเกณฑ์สูง จูงใจเกษตรกรเปิดกรีดยางมากขึ้น ความต้องการใช้ยางธรรมชาติในอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ยางในปี 2546 คาดว่าจะมีปริมาณ 0.27 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจาก 0.26 ล้านตันในปี 2544 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 เนื่องจากบริษัทต่างประเทศใช้ไทยเป็นฐานในการผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่รถยนต์ที่มีการใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมถุงมือยางยังขยายตัวด้วย รวมทั้งการสนับสนุนนโยบาย ของหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ใช้ผลิตภัณฑ์ยางที่ผลิตในประเทศ และให้มีการใช้ยางธรรมชาติในประเภทอื่นๆเพิ่มขึ้น โดยสนับสนุน ให้มีการใช้ยางธรรมชาติ ลาดถนนแทนการใช้ยางมะตอย คาดว่าปี 2546 ราคายางมีแนวโน้มกระเตื้องขึ้น เนื่องจากการเกิดภาวะแห้งแล้งในแหล่งผลิตยางที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ทำให้ปริมาณการผลิตยางออกสู่ตลาดโลกลดลง รวมทั้งการที่ค่าเงินรูเปี๊ยะห์ของอินโดนีเซียแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้อินโดนีเซียไม่สามารถดัมพ์ตลาดยางได้เช่นเดียวกับปี 2544-2545 คาดว่าปี 2546 การส่งออกยางของไทยเท่ากับ 2.23 ล้านตัน เมื่อเทียบกับในปี 2545 แล้วเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 ตลาดส่งออกยางที่สำคัญของไทย คือ ญี่ปุ่น จีนและเกาหลีใต้ โดยญี่ปุ่นเป็นตลาดที่นิยมนำเข้ายางแผ่นรมควัน ไทยครองสัดส่วนตลาดนี้ถึงร้อยละ 74 ส่วนตลาดจีน ไทยครองสัดส่วนตลาดร้อยละ 60 และเกาหลีใต้ไทยครองตลาดร้อยละ 45 ซึ่งในแต่ละตลาดคู่แข่งที่สำคัญ คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย คาดว่าในปี 2546 ตลาดจีนจะยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจ เนื่องจากการที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกทำให้จีนต้องเปิดตลาดนำเข้ายางอีก 100,000 ตัน จากโควตานำเข้ายางปกติที่ให้แก่ผู้นำเข้าภายในประเทศราว 240,000 ตันต่อปี โควตาที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจีนตกลงที่จะซื้อยางจากไทย 50,000 ตัน ซึ่งยางที่จีนนำเข้าจากไทยมากที่สุด คือ ยางแท่ง ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 47 ของมูลค่ายางที่นำเข้าทั้งหมด โดยยางที่จีนนำเข้าส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ตลาดยางน่าสนใจ คือ สหรัฐฯ สหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งประเทศเหล่านี้ทางอินโดนีเซียครองตลาดเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากตลาดเหล่านี้นิยมนำเข้ายางแท่ง การจะเจาะขยายตลาดนี้ได้ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทย ต้องปรับกลยุทธ์การผลิตและการตลาดใหม่ เพิ่มการผลิตยางแท่งมากขึ้น แทนที่ผลิตยางแผ่นรมควัน ควรปรับเพิ่มการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ที่ส่งออก แทนที่การส่งออกในรูปของวัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นผลพลอยได้จากการลดผลกระทบจากการที่ราคายางในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงอีกด้วย นโยบายรัฐบาลช่วยสนับสนุนให้ราคายางปี 2546 แนวโน้มกระเตื้องขึ้น ได้แก่ 1. นโยบายรักษาระดับราคายางที่เกษตรกรขายได้ให้อยู่ในระดับกิโลกรัมละ 30 บาทปี 2546 โดยมีนโยบายสนับสนุนสถาบันเกษตรกรในการจัดตั้งโรงอัดก้อนและโกดังเก็บยาง 146 แห่งในวงเงิน 400.02 ล้านบาท รวมถึงมีการจัดสร้างโรงงานผลิตยางรมควันของสถาบันเกษตรกร โดยมีการจัดวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียน 3,015 ล้านบาท ยังสนับสนุนการจัดสร้างโรงงานรมควันยางให้กับสหกรณ์การเกษตรในช่วงปี 2545-2546 วงเงิน 3,415.42 ล้านบาท โดยต้องเป็นกลุ่มที่มีกำลังการผลิตเกิน 10 ตันต่อวัน ทั้งนี้เพื่อให้สถาบันเกษตรกรเหล่านี้นำยางไปส่งให้กับบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ คาดว่าจะมีการก่อสร้างจำนวน 666 แห่ง 2. รัฐบาลปรับแผนยุทธ์ศาสตร์ยางใหม่ หัวใจสำคัญของแผนคือ 2.1 ควบคุมพื้นที่การปลูกยางให้อยู่ที่ 12 ล้านไร่ และส่งเสริมให้มีการปลูกปาล์มน้ำมันทดแทน มีการควบคุมระบบข้อมูลพื้นที่ปลูกยาง ผลผลิตยางของไทยเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการวิเคราะห์ที่ทันสมัย 2.2 ส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ ให้เพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีการใช้ยางในประเทศร้อยละ 10 ของปริมาณการผลิตยางทั้งหมด ให้เพิ่มเป็นร้อยละ 20 เพื่อลดการพึ่งพาตลาดส่งออก รวมทั้งมีนโยบายสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ หันมาใช้ยางธรรมชาติ เช่นการเจรจาให้กระทรวงคมนาคม นำยางพาราเป็นส่วนผสมในการก่อสร้างถนน 2.3 สร้างนิคมอุตสาหกรรมเมืองยางพาราครบวงจรซึ่งจะมารองรับในโครงการปฏิรูปยางพาราไทยได้อย่างดี โดยรัฐบาลเตรียมงบประมาณ ในการลงทุนโครงการนี้กว่า 700 ล้านบาท ซึ่งจะมีการพัฒนาวิจัย และการลงทุนอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราในนิคมดังกล่าว ซึ่งจะมีความสะดวกและง่ายในการจัดการทั้งเรื่องน้ำ และระบบบำบัดน้ำเสีย โดยโครงการนิคมเมืองยางแห่งแรกจะตั้งขึ้นที่นิคมอุตสาหกรรมฉลุง จังหวัดสงขลา และมีแผนว่าจะมีการจัดตั้งแห่งที่สองที่อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2. การตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ ผู้ผลิตยางรายใหญ่ของโลก 3 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย เจรจากันเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ เพื่อเป็นองค์กรความร่วมมือ ที่จะรักษาเสถียรภาพราคายางตลาดโลก โดยการควบคุมปริมาณการผลิตและการส่งออก จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว 31 ตุลาคม 2545 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ชำระเงินทุนจดทะเบียนครั้งแรก 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (จากทุนจดทะเบียนที่ไทยจะต้องชำระทั้งหมด 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) สัดส่วนการร่วมทุน 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คือ 2:1.5:1 ระหว่างไทย อินโดนีเซียและมาเลเซียตามลำดับ (เงินทุนจดทะเบียนเรียกเก็บตามสัดส่วนปริมาณการผลิตยางธรรมชาติของแต่ละประเทศ) ซึ่งไทยเปิดโอกาสให้ทั้งมาเลเซีย และอินโดนีเซียสามารถเพิ่มทุนในวิธีนำสต็อกยางมาร่วมทุนได้ ข้อตกลงประกอบด้วย 1. มาตรการปรับปริมาณการผลิต(Supply Management Scheme : SMS) ให้แต่ละประเทศลดกำลังการผลิตยางภายในประเทศลงร้อยละ 4 ตั้งแต่ปี 2545-2546 เพื่อเสริมกับการลดการส่งออก แนวทางคือ ไม่เพิ่มพื้นที่การปลูกยาง และเร่งโค่นต้นยางเก่าหมดสภาพและปลูกทดแทนภายใน 5-6 ปีในพื้นที่ 350,000 ไร่ต่อปี ซึ่งมีผลทำให้ผลผลิตยางลดลง 80,000 ตัน ซึ่งจะมีผลทำให้ราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้นำเข้าในต่างประเทศ จะต้องปรับตัวเตรียมพร้อม กับปริมาณยางในตลาดโลกที่จะลดลง นอกจากนี้ เน้นใช้ยางภายในประเทศเพิ่มเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณผลิตยางทั้งหมด คาดว่าหลังจาก 5-6 ปี รัฐบาลจะสามารถจัดการระบบรักษาเสถียรภาพของอุปสงค์และอุปทานยางสมดุลยิ่งขึ้น 3. มาตรการปรับปริมาณการส่งออก (Ageeed Export Tonnage Scheme : AETS) ข้อตกลงในการลดการส่งออกยางร้อยละ 10 ของการส่งออก โดยให้เก็บไว้ในสต็อกที่รัฐบาลทั้ง 3 ประเทศจะเข้ามาสนับสนุนด้านโกดังจัดเก็บยางให้กับผู้ส่งออก โดยไม่ต้องให้เอกชนต้องมีภาระค่าเช่าโกดัง ขณะที่แนวทางการจำหน่ายยางในสต็อกร้อยละ 10ของแต่ละประเทศนั้นจะบริหารโดยบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ(International Rubber Company :IRC)โดยกำหนดให้มีการหมุนเวียนการขายยางในสต็อกในแต่ละประเท คาดว่าจะทำให้ปริมาณยางที่ส่งออกของแต่ละประเทศลดลงเฉลี่ย 4-5 แสนตันต่อปี โดยคาดว่าการส่งออกยางไทยจะลดลงจากเดิม 2.2 ล้านตัน เหลือ 1.8 ล้านตันในปี 2545 และเหลือ 1.6 แสนตันในปี 2546 มาเลเซียลดลงจากเดิม 4-5 แสนตัน เหลือ 2 แสนตัน และอินโดนีเซียลดลงจากเดิม 1.2-1.5 ล้านตันเป็น 1.2 ล้านตัน ไทยเสนอแผนการ เพื่อลดปริมาณส่งออกยาง โดยเสนอให้ปลูกต้นยางทดแทน ซึ่งหลังจากตัดต้นยาง จะปลูกยางแทนใหม่พื้นที่ 3.5 แสนไร่ต่อปี หรือปลูกพืชอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ทดแทนปลูกยาง เช่น อินโดนีเซีย ส่งเสริมปลูกปาล์มน้ำมันทดแทน เป็นต้น แนวทางดังกล่าว ถือเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยาง ในแง่ของราคาและการตลาดของประเทศผู้ผลิตและส่งออก คาดว่าจะมีผลทำให้ราคายางในตลาดโลกมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตและความต้องการจะปรับลงมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน : รถราคาประหยัด กระตุ้นตลาดโตเร็ว ธุรกิจผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์และชิ้นส่วนประกอบในปี 2546 ยังมีแนวโน้มดี เนื่องจากมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่ช่วยเกื้อหนุนให้ตลาดภายในประเทศขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ - อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำจูงใจให้ลูกค้าซื้อแบบผ่อนชำระ - มีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการเช่าซื้อรถจักรยานยนต์มากขึ้น ทั้งสถาบัน การเงิน และที่ไม่ใช่สถาบันการเงินซึ่งต่างแข่งขันกันขยายสินเชื่อเพื่อการบริโภค รวมทั้งดีลเลอร์จำหน่ายรถจักยานยนต์เองที่หารายได้เพิ่มด้วยการจัดไฟแนนซ์บริการแก่ลูกค้าที่ซื้อรถจักรยายนต์ - เงื่อนไขการผ่อนชำระที่จูงใจลูกค้า อาทิ ดาวน์ต่ำ และผ่อนระยะเวลานาน รวมทั้งการแจกแถมอุปกรณ์และของชำร่วยต่างๆ - การพัฒนาในด้านบริการหลังการขายดึงดูดลูกค้า เช่น ซ่อมบำรุงฟรี2 ปีหรือ 30,000 กม. - จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งกิจกรรมหน้าร้านจำหน่าย และกิจกรรม นอกพื้นที่ซึ่งเข้าตรงกลุ่มผู้บริโภคในต่างจังหวัด - การพัฒนาบริการรถมือสองขึ้นมาเพื่อรองรับการขยายตลาดระดับล่าง และกระตุ้นยอดจำหน่ายรถใหม่ ผู้ผลิตยังแข่งขันกันพัฒนารถจักรยานยนต์รุ่นประหยัดออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงกลางปี 2545 ซึ่งสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ยังขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้น สามารถครอบคลุมตลาดระดับล่างโดยเฉพาะตลาดในต่างจังหวัด ไม่ให้ถูกรถจักรยายนต์นำเข้าราคาถูกจากจีนแย่งตลาดในส่วนนี้ไป โดยค่ายฮอนด้า ซึ่งครองตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศอยู่ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 75 และค่ายซูซูกิซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 13 ต่างผลิตรถรุ่นประหยัดออกมาจำหน่ายในราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 3 หมื่นบาท คือ รุ่นเวฟ 100 ของฮอนด้าและรุ่นสแมช จูเนียร์ นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ยี่ห้อใหม่ คือ ไทเกอร์ เริ่มส่งรถราคาประหยัดในรุ่นสมาร์ทออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อกลางปี 2545 ตลาดรถจักรยานยนต์ จึงมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3 ต่อเนื่องมายังไตรมาสสุดท้ายของปี 2545 โดยมีแรงหนุนจากการขยายตัวของรถประเภทครอบครัวซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 90 เนื่องจากรถราคาประหยัดที่ผลิตออกมาเป็นรถเครื่องยนต์ 4 จังหวะประเภทครอบครัว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในตลาด ตลาดรถจักรยายนต์ในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องไปในช่วงปี 2546 โดยคาดว่ายอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็น 1.6 ล้านคัน เทียบกับในปี 2545 ที่เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 43 เป็น 1.3 ล้านคัน ด้านตลาดส่งออกของรถจักรยายนต์และชิ้นส่วนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราไม่สูงนัก ส่วนใหญ่เป็นการส่งไปจำหน่ายยังตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในระยะหลังส่งออกในรูปชิ้นส่วนประกอบมากขึ้น เพราะแต่ละประเทศเพื่อนบ้านต่างมีโรงงานประกอบรถจักรยายนยนต์ของตนเอง ประกอบกับเสียตลาดบางส่วนให้รถจักรยายนต์นำเข้าจากจีนที่มีราคาถูกมากไป โดยตลาด 3 อันดับแรก ที่ประเทศไทยส่งรถจักรยายนต์ ไปจำหน่าย คือ สหรัฐอเมริกา กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนตลาดที่ประเทศไทย ส่งชิ้นส่วนประกอบ และอะไหล่ไปจำหน่ายมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ เวียดนาม กัมพูชา และลาว ปี 2546 คาดว่าการส่งออกรถจักรยายนต์และชิ้นส่วนประกอบของไทยจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 16.0 เป็นประมาณ 14,800 ล้านบาท ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่ คือ ประมาณเกือบร้อยละ 60 เป็นมูลค่าการส่งออกรถจักรยานยนต์สำเร็จรูปและแบบ CKD ที่เหลือเป็นมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนประกอบและอะไหล่ ศูนย์วัสดุก่อสร้าง : เติบโตตามกระแสโมเดิร์นเทรด ศูนย์วัสดุก่อสร้าง หรือ โฮมเซ็นเตอร์สไตล์โมเดิร์นเทรด เป็นธุรกิจที่เติบโตได้ดีในช่วงปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ทำให้ได้รับความนิยม คือ ความสะดวก มีสินค้าให้เลือกหลากหลายครบครันก่อสร้าง ต่อเติม การตกแต่ง และดูแลรักษาบ้าน อีกทั้งราคาก็ไม่ได้แพงกว่าร้านค้าทั่วไป ผู้ประกอบการที่แข่งขันกันอยู่ธุรกิจนี้ มีน้อยราย แต่ละรายต่างก็มีจุดเด่นจุดขายแตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีรูปแบบ Buy-It-Yourself และ Do-It-Yourself ตลาดศูนย์วัสดุก่อสร้าง โฮมโปร ของบริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ครองส่วนแบ่งสูงสุดในตลาด โดยเน้นการเป็นวันสต็อป เซอร์วิส ศูนย์รวมวัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์เครื่องใช้ และเครื่องมือเกี่ยวกับบ้านเกือบทุกประเภท ปัจจุบัน โฮมโปรมีจำนวนร้านสาขา 11 แห่ง คาดว่าในปี 2546 ภายในครึ่งปีแรกจะเปิดเพิ่มอีก 3 แห่ง และช่วงครึ่งหลังอาจมีเพิ่มอีก 2 แห่ง เป็น 16 แห่ง โฮมโปรมีแผนการขยายสาขาทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ด้วยรูปแบบทั้งพื้นที่เช่าและสแตนด์อโลน ในกรุงเทพจะเน้นแหล่งทำเลที่มีบ้านจัดสรรตั้งอยู่จำนวนมาก ส่วนต่างจังหวัดเน้นเมืองที่หนาแน่นและมีกำลังซื้อสูง ต่างจังหวัดขณะนี้มีที่โคราช ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยตั้งเป้าหมายเปิดสาขาให้ได้ทั้งหมด 30 ถึง 35 สาขาทั่วประเทศ ใช้เงินลงทุนแห่งละประมาณ 200 ล้านบาท ใช้พื้นที่ประมาณ 5,000-8,000 ตารางเมตร โฮมเวิร์ค ในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล ปัจจุบันมีสาขา 3 แห่ง ภายในปี 2546 จะมีการขยายสาขาเพิ่มอีก 5 แห่ง โฮมเวิร์ค จะมีคอนเซ็ปท์ คล้ายโฮมโปร แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับห้างเซ็นทรัล และยังขยายอยู่เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท จากเครือซิเมนต์ไทย จะเป็นลักษณะร้านแฟรนไชส์ ที่เน้นสินค้าประเภทฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะมีการปรับรูปแบบจากร้านค้าวัสดุก่อสร้างเอเย่นต์เครือซิเมนต์ไทยเดิมที่มีอยู่มากกว่า 330 แห่งทั่วประเทศ แปลงโฉมเป็นร้านรูปแบบโมเดิร์นเทรด ซึ่งมีร้านต้นแบบคือ สาขาสุขาภิบาล 3 รามคำแหง ที่เพิ่งเปิดดำเนินการช่วงต้นปี 2545 ร้านแต่ละแห่งใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000,000 บาท บนเนื้อที่ 400 ตารางเมตรขึ้นไป โดยร้านต้นแบบมีเนื้อที่ 1,350 ตารางเมตร และบริษัทคิดค่าแฟรนไชส์ประมาณ 500,000 บาทสำหรับการเปิดร้านรูปแบบใหม่ จากเดิม 200,000 บาท ภายในปี 2545 บริษัทตั้งเป้าปรับปรุงสาขาให้ได้ 20 แห่ง และอีก 80 แห่งในปี 2546 นอกจากผู้เล่นรายใหญ่ 3 รายที่กล่าวมาแล้ว ยังมีรายอื่นๆ เช่น ทรู แวลูว์ ซึ่งผู้ริเริ่มศูนย์วัสดุก่อสร้างแห่งแรก แต่ตอนหลังปิดสาขาไป 2 แห่ง ปัจจุบันเหลือเพียง 2 แห่ง เดคคอร์มาร์ท ร้านวัสดุอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน้นสินค้านำเข้า ปัจจุบันมีสาขา 3 แห่งและปี 2546 จะเปิดอีก 1 แห่ง ร่วมกับแกรนด์โฮมมาร์ทกลุ่มเครือญาติ ซึ่งก็มีร้านศูนย์วัสดุก่อสร้างอยู่ 3 แห่งปัจจุบัน ยังมีร้านค้าเอเยนต์ที่มีลักษณะโชว์รูม อย่างบุญถาวรและอินเตอร์สุขภัณฑ์ รวมถึงโครงการเอเชีย เซ็นเตอร์ บางนา ที่เป็นทรัพย์สินรอการขายของธนาคารเอเชีย ซึ่งจะปรับเปลี่ยนจากศูนย์การค้าอิมพีเรียลเดิมมาเป็นศูนย์รวมสินค้าบ้านครบวงจร บนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร คงจะเป็นศูนย์การค้าวัสดุเกี่ยวกับบ้านที่เข้ามาสร้างสีสรร และเพิ่มความร้อนแรงให้กับธุรกิจนี้ไม่น้อย ภาวะตลาดปี 2545 ธุรกิจมีการขยายตัวดีเป็นไปตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่เติบโตสูง โดยลูกค้ามีทั้งผู้ซื้อบ้านใหม่ที่หาซื้อของตกแต่งบ้าน ผู้ซื้อบ้านมือสองที่ปรับปรุงสภาพและตกแต่งเพื่อเข้าอยู่ใหม่ ขณะที่ความต้องการซ่อมแซมต่อเติมบ้าน ของผู้อยู่อาศัยเดิมก็ยังคงเป็นตลาดที่มีความต่อเนื่อง ผู้ประกอบการรายใหญ่อย่าง โฮมโปร เปิดเผยผลประกอบการ 9 เดือนปี 2545 ว่ายอดขายรวมเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 40 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ส่วนซิเมนต์ไทยโฮมมาร์ท เปิดเผยว่าการปรับรูปแบบร้านทำให้ยอดขายของบริษัทดีขึ้นกว่าเดิมร้อยละ 20-30 ปี 2546 การแข่งขันคงมีสูงขึ้น จากจำนวนสาขาที่จะเพิ่มขึ้นอีก โดยเป็นโฮมเซ็นเตอร์ครบวงจรประมาณ 10 แห่ง แต่การขยายสาขาก็ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเดินทางไปไกลเนื่องจากสาขามีน้อย ก็จะมีร้านสาขาขยายมาตั้งอยู่ใกล้ทำเลที่พักอาศัยของตนมากขึ้น การเปิดเผยของโฮมโปร ผู้นำในตลาดนี้ ตลาดร้านค้าวัสดุก่อสร้างมีมูลค่าตลาดรวม 50,000 ล้านบาท ซึ่งโฮมโปรมีเป้าหมายในอนาคตระยะกลางถึงยาวที่จะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากเดิมร้อยละ 10 ขึ้นมาให้สูงกว่าร้อยละ 40 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าธุรกิจศูนย์วัสดุก่อสร้างมีโอกาสในการเติบโตดี เนื่องจากปัจจัยสนับสนุนคือ ปัจจุบันเป็นวงจรขาขึ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจยังมาจากรูปแบบของธุรกิจ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความสะดวก การบริการที่ดีและทันสมัย และสามารถรองรับรูปแบบพฤติกรรมการใช้จ่ายในยุคเครดิต รวมทั้งเป็น ธุรกิจสมัยใหม่ที่ยังมีช่องให้ขยายธุรกิจได้อีกเป็นเวลาหลายปี อย่างไรก็ตาม การรุกตลาดของโมเดิร์นเทรดขนาดใหญ่คงส่งผลกระทบต่อเอเย่นต์วัสดุก่อสร้างเดิมไม่น้อย ทำให้ยอดขายที่เคยมีอยู่ลดลงจากการที่ผู้บริโภคหันไปเข้าร้านโฮมเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีบริการสะดวกสบาย มีสินค้าให้เลือกมาก จนเริ่มกังวลว่า ทิศทางร้านค้าวัสดุก่อสร้างรายย่อยจะเดินตามรอยร้านโชวห่วยค้าปลีกอีกหรือไม่ ความกังวลดังกล่าว เป็นสิ่งที่ร้านเอเยนต์ และร้านค้าวัสดุรายย่อย อาจต้องหาแนวทางปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หาช่องว่างในตลาด และกลยุทธในการแข่งขันเพื่อให้อยู่รอดได้ บริษัทรับสร้างบ้าน : สนองความต้องการลูกค้าที่เฉพาะเจาะจง บริษัทรับสร้างบ้านเป็นธุรกิจหนึ่งที่มีการเติบโตสูงในช่วงปี 2545 โดยมีปัจจัยสนับสนุนในด้านมาตรการ กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ความต้องการในการมีที่อยู่อาศัยมีเพิ่มมากขึ้น นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านมีลูกค้าอยู่อย่างต่อเนื่อง จำนวนผู้ที่ต้องการมีบ้าน จะมีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่มีความต้องการเฉพาะตัว เช่น ผู้ที่ต้องการบ้านที่ได้รับการออกแบบ อย่างสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของตน ผู้ที่มีที่ดินของตัวเองอยู่แล้วและต้องการปลูกสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง หรือผู้ที่มีความต้องการบ้านในทำเลซึ่งไม่มีโครงการบ้านจัดสรรตั้งอยู่ ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงนี้เป็นผลทำให้ผู้บริโภคกลุ่มนี้ เลือกที่จะใช้บริการจากบริษัทรับสร้างบ้าน ช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ สังเกตได้ว่า บ้านที่ปลูกสร้างเอง จะได้รับผลกระทบจากภาวะถดถอย ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์น้อยกว่า โครงการบ้านจัดสรร ในปี 2545 หากพิจารณาจากสถิติที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จำนวนบ้านที่ปลูกสร้างเองปี 2545 จะมีจำนวนประมาณ 18,500 หน่วย ลดลงประมาณร้อยละ 5.8 จาก 19,639 หน่วยปี 2544 สาเหตุเนื่องจากโครงการบ้านจัดสรร ถูกพัฒนาออกมามากขึ้น ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสเลือกสินค้าคุณภาพดีในทำเลหลากหลายมากขึ้น ตลาดบ้านปลูกสร้างเอง ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดอยู่ในระดับประมาณ 35,000 ล้านบาทต่อปี ยังแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ตลาดบ้านที่สร้างโดยบริษัทรับสร้างบ้าน ที่ดำเนินธุรกิจให้บริการรับสร้างบ้านเต็มรูปแบบ เช่น มีแบบบ้านบริษัทเสนอลูกค้า มีการบริการซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพ และอีกกลุ่มเป็นตลาดของผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อย ซึ่งตลาดนี้มีสัดส่วนขนาดใหญ่ครองส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 80 ของตลาดบ้านปลูกสร้างเอง ขณะที่บริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพจะมีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 20 ตลาดนี้แม้มีขนาดเล็กกว่า แต่เป็นตลาดที่ลูกค้ามีกำลังซื้อสูง ให้ความสำคัญกับคุณภาพการก่อสร้าง คุณภาพสินค้า การรับประกันคุณภาพและบริการหลังการขาย รวมทั้งลูกค้ามีระดับความคาดหวังต่อความพึงพอใจในสินค้าที่สูงกว่า และเป็นระดับความต้องการ ที่สินค้าโดยทั่วไปในท้องตลาดสามารถตอบสนองได้ยาก ด้วยเหตุนี้ ยอดขายของบริษัทรับสร้างบ้านจึงยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะมีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างแน่นอน ขณะที่ลูกค้าของกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยมีโอกาสเคลื่อนย้ายไปสู่ตลาดบ้านจัดสรรได้มากกว่า ถ้ามีสินค้าตรงตามความต้องการ ปี 2545 บริษัทรับสร้างบ้านยังคงสามารถมียอดขายเพิ่มขึ้น บริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำในตลาดที่มีประมาณ 10 ราย ส่วนใหญ่ระบุว่ายอดขายเติบโตขึ้นประมาณร้อยละ 30 ในปี 2545 ข้อได้เปรียบของการปลูกสร้างบ้านเองคือ เจ้าของบ้านสามารถเลือกแบบบ้าน และดัดแปลงแบบให้สอดคล้องกับรูปแบบการใช้ชีวิต (Life Style) ของแต่ละครอบครัว รวมทั้งเลือกทำเลที่ต้องการปลูกสร้างบ้านได้ นอกจากนี้ผู้ที่มีที่ดินของตนเองอยู่แล้วก็จะลงทุนเพิ่มเฉพาะราคาค่าปลูกสร้างบ้านเท่านั้น ผู้ประกอบการธุรกิจที่อยู่อาศัยในยุคนี้ จะจับมือกันระหว่างธุรกิจต่างสาขา ตัวอย่างที่เห็นได้คือความร่วมมือระหว่างบริษัท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงิน และบริษัทรับสร้างบ้าน ในการพัฒนาโครงการเสนอขายแก่ผู้บริโภค ซึ่งทิศทางตลาดในลักษณะนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลให้บริษัทรับสร้างบ้านมีงานเข้ามาเพิ่มขึ้น ลักษณะนี้ ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีที่ดินในโครงการของตนเองอยู่ ใช้กลยุทธร่วมมือกับบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ และสถาบันการเงิน เพื่อจัดทำแพ็คเกจสินค้าเสนอให้กับลูกค้าที่จะเข้ามาซื้อที่ดินจัดสรรในโครงการ ชูจุดขายในเรื่องคุณภาพมาตรฐานของการก่อสร้างและความหลากหลายของรูปแบบบ้านที่บริษัทรับสร้างบ้านมีให้เลือก อีกทั้งยังตั้งอยู่ในโครงการจัดสรรที่มีระบบการจัดการดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง ส่วนสถาบันการเงิน จะปล่อยสินเชื่อให้ผู้ซื้อโดยตรง เพื่อชำระค่าที่ดินและค่าก่อสร้าง การรับสร้างบ้าน ผ่านโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นี้ เป็นตลาดอีกทางหนึ่งของบริษัทรับสร้างบ้านในปัจจุบัน นอกเหนือจากการรับบริการสร้างบ้านให้แก่ผู้อยู่อาศัยโดยตรง แนวโน้มอุปสงค์ในที่อยู่อาศัยยังมีทิศทางเติบโตได้ดีปี 2546 ปัจจัยเกื้อหนุนด้านอัตราดอกเบี้ยต่ำ และราคาก่อสร้างยังปรับตัวสูงขึ้นไม่มากนัก และความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงจะเป็นตลาดที่ระดับอุปสงค์ค่อนข้างมีเสถียรภาพ (Stable) คือเติบโตต่อเนื่อง ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่า แม้ตลาดบ้านจัดสรรราคาแพงเริ่มแข่งขันรุนแรงขึ้น อาจดึงลูกค้าบางส่วนจากตลาดรับสร้างบ้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2546 จำนวนบ้านปลูกสร้างเองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลโดยรวมจะลดลงประมาณร้อยละ 5-8 มาอยู่ที่ 17,000-17,500 หน่วย เป็นผลจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดบ้านจัดสรร ที่มีความพยายามขยายตลาดเพื่อผลักดันการเติบโตของยอดขาย โดยเฉพาะการรุกเข้ามาในตลาดบ้านราคาแพงที่มีมาร์จินกำไรสูง อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริษัทรับสร้างบ้านมืออาชีพน่าจะยังมีการเติบโตได้ดี เนื่องจากความได้เปรียบดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้การเติบโตเฉลี่ยอาจไม่สูงถึงระดับร้อยละ 30 อย่างเช่นในปีก่อนๆ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า บริษัทรับสร้างบ้านจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตได้สูงกว่าร้อยละ 10 ความไม่แน่นอนภาวะเศรษฐกิจปี 2546 จากปัญหาความเสี่ยงในด้านสงครามในตะวันออกกลางและโอกาสที่เศรษฐกิจอาจเติบโตชะลอลงจากปี 2545 น่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจรับสร้างบ้านบ้าง แต่ผลกระทบคงน้อยกว่าตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ เนื่องจากความมั่นคงทางรายได้ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และความเสี่ยงทางธุรกิจมีน้อยกว่า เพราะเป็นสินค้าสร้างตามออร์เดอร์ ซึ่งมีอุปสงค์จริงรองรับ อย่างไรก็ตาม ระดับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น อาจมีผลต่อผลกำไรธุรกิจ ผู้ประกอบการอาจมีช่องว่างให้ปรับราคาน้อย แม้ยามที่ต้นทุนอาจสูงขึ้น จากค่าวัสดุก่อสร้าง แต่ผู้ประกอบการต้องรักษาระดับราคา เพื่อให้แข่งขันได้ ธุรกิจบ้านจัดสรร : บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ เติบโตสูงต่อเนื่อง ธุรกิจบ้านจัดสรรเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจนับตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2543 และมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยอานิสงค์จากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล เช่น การลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ รวมทั้งสถาบันการเงินมีการแข่งขันเสนอโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเงื่อนไขพิเศษ ทำให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการซื้อที่อยู่อาศัยในช่วงจังหวะเวลานี้ ประกอบกับในด้านอุปทาน บริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัย ก็ได้ผลิตโครงการบ้านจัดสรร ออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากบริษัทหลายแห่ง ได้ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จ และกลับเข้ามาสู่ธุรกิจมากขึ้น ปี 2545 ธุรกิจบ้านจัดสรรเติบโตสูง คาดว่าจำนวนที่อยู่อาศัยโครงการจัดสรรที่สร้างเสร็จใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จะมีทั้งสิ้นประมาณ 15,000-15,500 หน่วย เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 55 จาก 9,691 หน่วยปี 2544 จำนวนนี้ คาดว่าเป็นบ้านเดี่ยวประมาณ 7,600 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากปี 2544 และทาวน์เฮาส์มีจำนวน 7,700 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 103 จากปี 2544 ปี 2546 ปัญหาภายนอกประเทศทั้งความไม่ชัดเจนของโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และความกังวลเกี่ยวกับสงคราม เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจบั่นทอนความมั่นใจของผู้บริโภคต่อทิศทางเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่อยู่อาศัยยังคงได้รับปัจจัยบวกจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ที่มีแนวโน้มลดลงได้อีกในช่วงปีข้างหน้า หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต้นทุนที่ต่ำลงในการซื้อที่อยู่อาศัย และผลตอบแทนจากการออมเงินที่ลดลง ประกอบกับปัจจัยด้านราคา อสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มค่อยๆ เริ่มปรับขึ้นจากจุดตกต่ำสุด รวมทั้งหากรัฐบาลขยายระยะเวลาสิ้นสุด มาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จาก 31 ธันวาคม 2545 ออกไปอีก ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นปัจจัย ที่มีอิทธิพลให้ธุรกิจบ้านจัดสรรมีการเติบโตได้ดีต่อไปปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์แนวโน้มตลาดบ้านจัดสรรปี 2546 ภายใต้เงื่อนไขว่า รัฐบาลมีการขยาย อายุมาตรการ กระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไปอีก 1 ปี และไม่มีสงครามเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง กรณีนี้คาดว่า จำนวนที่อยู่อาศัยประเภทจัดสรรที่สร้างเสร็จใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลจะมีจำนวนประมาณ 18,500 หน่วย เพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 20 จากปี 2545 โดยเป็นบ้านเดี่ยวประมาณ 8,500 หน่วย และทาวน์เฮาส์ 9,500 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 และร้อยละ 23 จากปี 2545
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การเติบโตสูงของตลาดบ้านจัดสรร ส่วนสำคัญมาจากแรงจูงใจในด้านตัวสินค้าในตลาดบ้านจัดสรร ที่ผู้ประกอบการได้นำเสนอสินค้าที่เน้นคุณภาพ ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นที่ต้องการ ในราคาไม่สูงนัก มีสินค้าดีๆ ให้เลือกหลากหลาย และตรงตามความต้องการ ของผู้ซื้อมากขึ้น ทำให้ผู้ที่คิดจะมีที่อยู่อาศัยตัดสินใจซื้อบ้านจากโครงการจัดสรรกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความต้องการที่เข้ามาสู่ตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ว่าเป็นการเริ่มฟื้นตัวจากกลุ่มผู้ซื้อที่มีรายได้สูงก่อนแล้วขยายลงมาสู่ผู้มีรายได้ปานกลาง ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันจำนวนบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยว เริ่มมีสัดส่วนขยับขึ้นมาถึงระดับสูงกว่าร้อยละ 50 ของจำนวนบ้านเดี่ยวจัดสรรในปี 2540 ขณะที่ทาวน์เฮาส์มีระดับอยู่ที่ไม่ถึงร้อยละ 20 ของจำนวนในปี 2540 สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัยโดยภาพรวมในปี 2546 จะยังไม่สูงนัก เพราะผู้ซื้อที่มีระดับรายได้ปานกลางลงมา ซึ่งเป็นฐานใหญ่ของตลาดยังไม่กลับเข้ามาสู่ตลาดมากนัก ตลาดทาวน์เฮาส์อาจดูคล้ายเติบโตสูง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะฐานปีก่อนต่ำมาก การแข่งขันในตลาดปี 2546 จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการทั้งรายเก่า และใหม่ที่เห็นโอกาส จากตลาดที่เติบโตต่างพากันเปิดโครงการใหม่มากขึ้น การแข่งขันสูงจะมีอยู่ในทุกตลาด สังเกตจากจำนวนที่อยู่อาศัย ที่เปิดขายในเขตกรุงเทพ และปริมณฑล โดยเฉพาะบ้านราคา 3 ล้านบาทขึ้นไปเป็นเซ็กเมนต์ที่คาดว่าจะมีการแข่งขันสูงสุด ซึ่งระยะหลังผู้ประกอบการรายใหญ่ หันมาแข่งในตลาดระดับบนกันมาก เนื่องจากมาร์จิ้นสูง และเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่มีอำนาจซื้อ แต่ตลาดนี้น่าจะยังครอบครองโดยบริษัทชั้นนำที่มีศักยภาพสูงในการเข้าถึงตลาดผู้ซื้อที่มีฐานะดี ส่วนตลาดทาวน์เฮาส์ระดับไม่เกิน 1 ล้านบาท แม้คาดว่าอุปสงค์ในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น จากความต้องการที่เริ่มขยายลงมาสู่กลุ่มผู้ซื้อที่รายได้ปานกลาง แต่ตลาดระดับนี้มีสินค้าคู่แข่งประเภทบ้านมือสองอยู่จำนวนมาก กา | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||