มาตรการภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ …. ต้องรักษาสมดุลการใช้จ่าย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ผู้จัดการออนไลน์  วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2545

วันที่ 3 ธันวาคม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามข้อเสนอกระทรวงการคลัง มาตรการภาษีเสริมรายได้ผู้มีรายได้น้อย รวมถึงสนับสนุนการฟื้นตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยมาตรการฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเรียกเก็บจากการขายที่อยู่อาศัยเดิม เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ และขยายเวลาให้สิทธิประโยชน์ภาษีมาตรการสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2545 ต่อไปอีก 1 ปี

ประกอบด้วย

1.มาตรการภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างหนี้

2.มาตรการภาษีกรณีปรับปรุงโครงสร้างองค์กร

3.มาตรการลดภาษีธุรกิจเฉพาะเรียกเก็บจากการขายอสังหาริมทรัพย์อัตรา 3.3% เหลือ 0.11% และมาตรการภาษีเพื่อเสริมรายได้ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จะเพิ่มช่วงเงินได้พึงประเมิน (รายได้สุทธิหลังหักค่าลดหย่อนตามสิทธิต่างๆ แล้ว) ที่จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคล จากวงเงิน 50,000 บาทแรก เพิ่มเป็น 80,000 บาทแรก มีผลบังคับใช้เงินได้ที่ได้รับปี 2546 เป็นต้นไป

ภายใต้สมมุติให้ค่าใช้จ่ายหักได้มีเพียง 2 รายการ คือ ค่าใช้จ่ายเหมาร้อยละ 40 ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 60,000 บาท และค่าลดหย่อน 30,000 บาท มาตรการดังกล่าวจะทำให้ช่วงรายได้ (ก่อนหักค่าลดหย่อนต่างๆ) ที่ได้รับยกเว้นภาษีผู้ยื่นชำระภาษีประเภทต่างๆ เปลี่ยนแปลง ดังนี้

ช่วงรายได้ (ก่อนหักค่าลดหย่อนต่างๆ) ที่ได้รับยกเว้นภาษีผู้ยื่นชำระภาษีประเภทต่างๆ

ปัจจุบัน ข้อเสนอใหม่ การเพิ่มขึ้นรายได้รับยกเว้นภาษี
รายได้/เดือน รายได้/ปี รายได้/เดือน รายได้/ปี รายได้/เดือน รายได้/ปี  ร้อยละ
1. กรณีคนโสด 11,111 133,333 14,167 170,000  3,056 36,667  27.5
 2. กรณีคู่สมรส ไม่มีเงินได้  14,167 170,000 16,667 200,000 2,500  30,000 17.6
3. กรณีคู่สมรส และบุตร 1 คน 15,417  185,000 17,917 215,000 2,500 30,000 16.2
4. กรณีคู่สมรส
และบุตร 2 คน
16,667 200,000 19,167 230,000 2,500 30,000 15
5. กรณีคู่สมรส
และบุตร 3 คน
17,917 215,000 20,417 245,000 2,500 30,000 14

ที่มา: กรมสรรพากร

 ข้อคิดเห็นและเสนอแนะ

 การที่ปี 2546 วงเงินงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปรับลดจากวงเงินปีงบประมาณ 2545 ทำให้อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยต้องขึ้นกับการใช้จ่ายภาคเอกชนมากกว่าการใช้จ่ายภาครัฐเช่นที่ผ่านมา

 มาตรการภาษี เพิ่มช่วงเงินได้พึงประเมินได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว จึงเป็นมาตรการที่เหมาะสม นอกจากนี้ การที่ไทยอาจยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงปัจจัยภายนอกจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจเกิดขึ้น จะส่งผลการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจไทยในที่สุด

 การลดภาระผู้เสียภาษี อาจช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และช่วยประคับประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจยังคงต่อเนื่องไปได้ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2545

 ผู้ยื่นขอเสียภาษีส่วนใหญ่ จะเป็นผู้มีรายได้น้อย 68.5% เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินช่วง 0-80,000 บาทต่อปี มาตรการภาษีดังกล่าว จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้เสียภาษีส่วนมาก

 โดยหลักการเศรษฐศาสตร์ ผู้มีรายได้น้อย จะมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายบริโภคต่อรายได้สูง มีความโน้มเอียงบริโภค (Marginal propensity to consume-MPC) ค่อนข้างสูง เมื่อรายได้มากขึ้น

 ค่าความโน้มเอียงการบริโภค หมายถึง สัดส่วนระหว่างการเพิ่มขึ้นการใช้จ่ายต่อการเพิ่มขึ้นรายได้ ซึ่งการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกิดการผลิต จ้างงาน และบริโภคต่อเนื่องอีกหลายรอบในระบบเศรษฐกิจ จะทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น

 ขนาดการเพิ่มขึ้นของจีดีพีต่อการเพิ่มขึ้นการใช้จ่าย ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า ค่าตัวทวี (Multiplier) การที่ผู้มีรายได้ต่ำ ค่าความโน้มเอียงการบริโภคสูง หมายความว่า หากผู้บริโภคกลุ่มนี้ รายได้สุทธิเพิ่มขึ้น (เนื่องจากภาระภาษีลดลง) จะใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสัดส่วนสูงกว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้น เมื่อการใช้จ่ายนั้น ถูกหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ในที่สุด  จะทำให้จีดีพีขยายตัวมาก  นั่นคือ ค่าความโน้มเอียงการบริโภคที่สูง จะทำให้ค่าตัวทวีสูงไปด้วย

 มาตรการภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้มีรายได้ต่ำ นับว่าเหมาะสม เนื่องจากอาจมีประสิทธิผลต่อการกระตุ้นการใช้จ่าย และการขยายตัวเศรษฐกิจมากกว่ามาตรการที่ให้ประโยชน์ผู้มีรายได้สูง

 การเพิ่มช่วงเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีให้สูงขึ้น จะทำให้ภาระภาษีผู้มีเงินได้สูงลดลงด้วย เนื่องจากอย่างน้อย จะทำให้ภาระภาษีช่วงรายได้พึงประเมิน 0-100,000 บาทต่อปีลดลง (หากช่วงรายได้พึงประเมิน และอัตราภาษีช่วงอื่นๆ ยังเหมือนเดิม) จะทำให้อัตราภาษีจ่ายจริง (สัดส่วนภาระภาษีต่อรายได้) ลดลงเช่นกัน

ข้อมูลการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2545

ช่วงเงินได้พึงประเมิน ผู้ยื่นขอเสียภาษี จำนวน สัดส่วน
0-50,000 3,126,806 54.6
50001-80,000 795,416 13.9
80,001-100,000 322,325 5.6
100,001-200,000 764,005 13.3
200,001-500,000 497,008 8.7
500,001-1,000,000 147,842 2.6
มากกว่า 100,000 69,649 1.2
รวม 5,723,051 100
ที่มา: กรมสรรพากร

  แม้มาตรการภาษีชุดใหม่ จะเป็นสิ่งที่ดีต่อการกระตุ้นการใช้จ่ายและเศรษฐกิจ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเห็นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังต้องให้ความสำคัญการรักษาสมดุล (balance) การใช้จ่ายประชาชนด้วย กล่าวคือ ต้องระวังไม่ให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว และทำให้มีหนี้มาก จนเกินความสามารถชำระหนี้

 รัฐจึงควรมีมาตรการ เพื่อเสริมสร้างวินัยการใช้จ่าย และดูแลควบคุมไม่ให้การใช้จ่ายกลับมาเป็นปัญหาภายหน้า ได้แก่ การกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ช่วงที่ผ่านมา รัฐมีบทบาทกำกับดูแลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยออกประกาศกระทรวง เพื่อกำกับดูแลธุรกิจบัตรเครดิตช่วงกลาง พ.ย.

 การลดภาระภาษี โดยเพิ่มช่วงเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษีดังกล่าว รัฐประเมินว่า อาจทำให้รัฐเสียรายได้เบื้องต้นประมาณปีละ 4 พันล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมรายได้ภาษีที่รัฐอาจต้องสูญเสีย จากมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์อีกประมาณปีละ 1.17 หมื่นล้านบาท ทำให้รายได้ภาษีอาจลดลงประมาณ 1.57 หมื่นล้านบาท

 อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การที่การลดภาระภาษีบุคคลธรรมดา อาจทำให้การใช้จ่ายประชาชนเพิ่มขึ้น จะทำให้การผลิตและจ้างงานเพิ่มขึ้นตาม ขณะที่มาตรการภาษีเพื่อฟื้นฟูอสังหาริมทรัพย์ อาจทำให้ภาคก่อสร้างยังคงขยายตัวต่อได้ จะทำให้การจ้างงานและรายได้หมุนเวียนต่อไปเรื่อยๆ

 การเพิ่มขึ้นการจ้างงาน อาจทำให้รัฐเก็บภาษีได้มากขึ้น ดังนั้น รายได้ที่รัฐอาจต้องสูญเสียจากมาตรการภาษีดังกล่าว อาจต่ำกว่าตัวเลขที่ทางการประมาณไว้เบื้องต้น (เพราะการขยายฐานรายได้) โดยเฉพาะหากความเชื่อมั่นภาวะเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น ซึ่งจะเสริมให้การใช้จ่ายผู้บริโภค และการทำงานกลไกตัวทวี มีประสิทธิภาพ

 แม้รายได้ขั้นต้นที่รัฐคาดว่าต้องยอมเสีย 1.57 หมื่นล้านบาท จะเป็นส่วนน้อยของรายได้ทั้งหมดปีงบประมาณ 2546 ที่ประมาณการไว้ที่ 8.25 แสนล้านบาท (หรือประมาณ 2%) คิดเป็นเพียง 0.3% ของจีดีพี

 แต่การที่รัฐกำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันรักษาสัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ และรักษาวินัยการคลัง รัฐจึงควรมีมาตรการเพิ่มรายได้ภาษีที่จะไม่เพิ่มภาระภาษีผู้เสียภาษีกลุ่มปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เนื่องจากกลุ่มนี้ ค่าความโน้มเอียงบริโภคสูง

 เช่น ขยายฐานภาษีให้ผู้มีรายได้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น ข้อมูลยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีภาษี 2545 จำนวนผู้ยื่นขอเสียภาษีเพียง 5.7 ล้านคน คิดเป็นเพียง 17.8% ของจำนวนผู้ที่มีงานทำประมาณ 32 ล้านคน คิดเป็นเพียง 9.2% ของประชากรทั้งหมด 62 ล้านคน น้อยมากเมื่อเทียบกับสหรัฐ ที่มีประชากร 260 ล้านคน แต่ผู้เสียภาษี 150-160 ล้านคน หรือ 60%

โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การที่ปี 2546 วงเงินงบประมาณรายจ่ายรัฐบาลปรับลดจากวงเงินปีงบประมาณ 2545 ซึ่งทำให้อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยต้องขึ้นกับการใช้จ่ายภาคเอกชนเป็นสำคัญ ประกอบกับ การที่ไทยอาจยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงปัจจัยภายนอกจากสงครามตะวันออกกลางที่อาจเกิดขึ้น

มาตรการภาษีเพื่อลดภาระผู้เสียภาษีที่มีรายได้น้อย และมาตรการภาษีเพื่อฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ 3 ธ.ค. จึงเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะส่วนการเพิ่มช่วงเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นภาษี จาก 50,000 บาทเป็น 80,000 นั้น เป็นนโยบายเหมาะสม และสอดคล้องโครงสร้างผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดาปัจจุบัน

นอกจากจะเป็นประโยชน์ผู้ยื่นขอภาษีส่วนมาก (68.5% ของผู้ยื่นขอเสียภาษีทั้งหมด) มาตรการดังกล่าว จะมีผลดีต่อผู้มีรายได้น้อย กลุ่มที่มีค่าความโน้มเอียงการบริโภคต่อรายได้สูง อาจกระตุ้นการใช้จ่ายได้มาก

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังเห็นว่า การใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังต้องให้ความสำคัญการรักษาสมดุล (balance) การใช้จ่ายของประชาชนด้วย เพื่อไม่ให้ประชาชนใช้จ่ายเกินตัว จะทำให้มีปัญหาหนี้สินตามมา รัฐจึงควรมีมาตรการเสริมสร้างวินัยการใช้จ่าย และดูแลควบคุมไม่ให้การใช้จ่ายกลับมาเป็นปัญหาภายหน้า ได้แก่ การกำกับดูแลสินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน

ส่วนประเด็นรายได้ที่รัฐอาจต้องสูญเสีย การที่ภาระภาษีที่ลดลง อาจนำไปสู่การใช้จ่าย ผลิต และการจ้างงาน มากขึ้น รัฐอาจเก็บภาษีได้มากขึ้น ทำให้ในที่สุด รายได้ที่รัฐอาจต้องสูญเสีย จากมาตรการภาษี อาจต่ำกว่าตัวเลขที่ทางการประมาณไว้เบื้องต้น

นอกจากนี้ การที่จำนวนผู้ยื่นขอเสียภาษี ยังเป็นสัดส่วนน้อยต่อจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด รัฐจึงควรพัฒนามาตรการที่จะทำให้ผู้มีรายได้ เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมากขึ้น

แม้มาตรการภาษีที่ออกใหม่ อาจช่วยประคับประคองเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องได้ปี 2546 แต่การที่ประสิทธิผลมาตรการดังกล่าว ยังคงไม่แน่นอน โดยยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงปัจจัยภายนอก การพัฒนาด้านอื่น เช่น แก้ไขปัญหาพื้นฐาน ปรับโครงสร้างผลิต ตลอดจนเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ควบคู่ไปด้วย จึงจำเป็นเช่นกัน

 

กลับหน้าแรก