แนวโน้ม NPL ปี 46…เผชิญความเสี่ยงจากสงคราม-รอความชัดเจนเรื่องนิยามจากทางการ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2545

พิจารณาสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ข้อมูลล่าสุดพฤศจิกายน ข้อมูลยอดคงค้าง NPL ระบบธนาคารพาณิชย์ (ประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ไทย และธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) ซึ่งรายงานโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดลง หลังจากเพิ่มขึ้นเดือนก่อนหน้า

สะท้อนสถานการณ์ปัญหา NPL ที่ยังไม่นิ่งระบบธนาคารพาณิชย์ ยอดคงค้าง NPL ลดจากเดือนก่อนหน้าประมาณ 9,160 ล้านบาท จากยอดคงค้าง 463,248 ล้านบาทตุลาคม เป็น 454,088 ล้านบาทพฤศจิกายน

ขณะที่สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลง จาก 10.36% ตุลาคม เป็น 10.09% พฤศจิกายน ตัวเลข NPL บทความนี้ รายงานตัวเลขหนี้เสีย ไม่รวมสินทรัพย์เสียที่ธนาคารตั้งสำรองครบร้อยละ 100 ซึ่ง ธปท.อนุญาตให้ตัดหนี้สูญ

ธปท.ระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง น่าจะสามารถปรับการคำนวณ NPL ตามมาตรฐานใหม่ได้ธันวาคมปีนี้ ข้อมูลปัจจุบัน ธนาคารบางแห่งปรับแล้ว ขณะที่บางแห่ง ยังคงใช้ตามเกณฑ์เดิม ทำให้อาจไม่สามารถนำข้อมูล NPL สิ้นพฤศจิกายนนี้ประเมินสถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพได้ชัดเจน

บทความนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานข้อมูลตัวเลข NPL สถานการณ์ล่าสุด ซึ่งแบ่งเป็นข้อมูล NPL ระบบสถาบันการเงินกันยายน ที่แจกแจงให้เห็นสาเหตุการเปลี่ยนแปลง NPL สุทธิว่า มาจากรายการใด น้ำหนักมากน้อยเพียงไหน

ข้อมูล NPL สิ้นพฤศจิกายน ระบบธนาคารพาณิชย์ ปรากฏตามท้ายรายงาน ธ.พ.1.1 ซึ่งยังไม่ได้แจกแจงรายละเอียดที่มาการเปลี่ยนแปลง NPL สุทธิ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังประเมินสถานการณ์แนวโน้ม NPL ระบบสถาบันการเงินสิ้นปี 2545 รวมถึงปี 2546 ดังต่อไปนี้

 ข้อมูล NPL สิ้นกันยายน : แจกแจงรายละเอียดที่มาการเปลี่ยนแปลงยอด NPL สุทธิ

ข้อมูล NPL ที่แจกแจงสาเหตุการเพิ่มขึ้น/ลดลง ล่าสุดเป็นข้อมูลกันยายน NPL ระบบสถาบันการเงินลดสุทธิประมาณ 2.55 พันล้านบาท ยอดคงค้างที่ 468,564 ล้านบาท สัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 10.12%

NPL สุทธิที่ลดลง เป็นผลจากการลดลง NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ และเหตุผลอื่นๆ ได้แก่ NPL ชำระจนค้างไม่ถึง 3 เดือน โอนไป AMC และ TAMC รวมทั้งกันสำรองครบร้อยละ 100 ของลูกหนี้ชั้นสงสัยจะสูญ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้น NPL ทั้ง NPL รายใหม่ และ NPL ย้อนกลับ เพิ่มขึ้นอีก หลังจากชะลอตัวเดือนก่อนหน้า

 

ตาราง 1 : การเปลี่ยนแปลง NPL สุทธิ (เทียบเดือนก่อนหน้า)
(หน่วย : ล้านบาท)     
ม.ค. 2545 ก.ค. 2545 ส.ค. 2545 ก.ย. 2545 ม.ค.-ก.ย.
1. NPL ต้นงวด 473,991 468,401 474,031 471,110 473,991
2. การเพิ่มขึ้นของ NPL 31,130 25,363 19,413 30,327 258,712
2.1 NPL รายใหม่ 6,830 8,836 6,395 8,088 86,021
2.2 NPL เคยปรับปรุง
โครงสร้างหนี้
24,300 16,527 13,018 22,239 172,691
3. การลดลงของ NPL 27,783 19,733 22,334 32,873 264,139
3.1 ปรับปรุง
โครงสร้างหนี้ 
11,834 10,578 14,040 15,359 124,422
3.2 เหตุผลอื่น 15,949 9,155 8,294 17,514 139,717
4. NPL เพิ่มขึ้น / (ลดลง) สุทธิ 3,347 5,630 (2,921) (2,546)  (5,427)
5. NPL สิ้นงวด 477,338 474,031 471,110 468,564 468,564

รวบรวมโดย : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 ภาพรวม NPL 9 เดือนแรกปี 2545 การเพิ่มขึ้นของ NPL ส่วนใหญ่ มาจาก NPL ย้อนกลับ เพิ่มถึงประมาณ 66% ของ NPL ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ขณะที่การลดลงของ NPL มาจากปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเหตุผลอื่นๆ ระดับใกล้เคียงกัน

สถานการณ์ NPL ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ ลดลงสุทธิประมาณ 5.4 พันล้านบาท อยู่ที่ 468,564 ล้านบาท สิ้นกันยายน จากยอดคงค้าง 473,991 ล้านบาท ปลายปี 2544 โดยระบบสถาบันการเงิน โอนหนี้ NPL ไปบริษัทบริหารสินทรัพย์ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย รวมกันประมาณ 30,000 ล้านบาท

NPL รายภาคธุรกิจ

เมื่อพิจารณาปัญหา NPL ระดับภาคธุรกิจ ส่วนปัญหา NPL รายใหม่ และ NPL ไหลย้อนกลับ หลังจากปรับโครงสร้างหนี้แล้ว พบว่า

 การคำนวณโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปัญหา NPL รายใหม่กันยายน หรือสัดส่วน

NPL รายใหม่ที่เข้ามาระหว่างเดือนเทียบยอดหนี้ performing loans งวดก่อนหน้า เพิ่มจาก 0.16% สิงหาคม เป็น 0.20% กันยายน

 พิจารณารายภาคธุรกิจ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่สัดส่วน NPL รายใหม่กันยายน เพิ่มขึ้น

จากสัดส่วนเดือนก่อนหน้า ภาคธุรกิจที่มีสัดส่วน NPL รายใหม่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยเดือนเดียวกันของระบบ รวมทั้งสูงกว่าสัดส่วนเดือนก่อนหน้า 3 อันดับแรก ได้แก่ ภาคเกษตร ประมง และป่าไม้ (0.42%) ภาคค้าส่งและค้าปลีก (0.30%) และภาคนำสินค้าเข้า (0.29%) 

ตาราง 2 : สัดส่วน NPL รายใหม่ที่เข้ามาระหว่างเดือน
กับยอดคงค้าง performing loans เดือนก่อนหน้า

ประเภทธุรกิจ ม.ค. 2545 มี.ค. 2545 มิ.ย. 2545 ก.ค. 2545 ส.ค. 2545 ก.ย. 2545
1. เกษตร ประมง และป่าไม้ 0.52 0.41 0.57 0.37 0.32 0.42
2. เหมืองแร่ และย่อยหิน 0.07 0.10 0.51 0.41 0.66 0.17
3. อุตสาหกรรม 0.13 0.22 0.72 0.27 0.17 0.24
4. ก่อสร้าง 0.57 0.87 0.78 0.48 0.49 0.37
5. ค้าส่ง และค้าปลีก 0.28 0.35 0.41 0.41 0.21 0.30
6. นำสินค้าเข้า 0.15 0.28 0.33 0.09 0.13 0.29
7. ส่งสินค้าออก 0.07 0.16 0.32 0.08 0.19 0.23
8. ธนาคาร และธุรกิจการเงิน 0.00 0.03 0.01 0.01 0.01 0.01
9. ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ 0.09 0.24 0.39 0.24 0.05 0.16
10. สาธารณูปโภค 0.18 0.40 0.17 0.04 0.02 0.04
11. บริการ 0.19 0.24 0.99 0.15 0.16 0.23
12. อุปโภคบริโภค ส่วนบุคคล 0.35  0.36 0.53 0.37 0.32 0.30
13. ธุรกิจเช่าซื้อ 0 0 0 0 0 0
รวม 0.17 0.24 0.44 0.22 0.16 0.20

คำนวณโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จากฐานตัวเลข ธปท.

     

 ขณะเดียวกัน พิจารณาปัญหา NPL ไหลย้อนกลับ หลังจากปรับโครงสร้างหนี้ (NPL

Re-entry) สัดส่วน NPL ย้อนกลับ ซึ่งคำนวณจากสัดส่วนยอดสะสม NPL ย้อนกลับ เทียบกับยอดสะสมหนี้ที่ปรับโครงสร้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นอีกครั้ง จาก 26.88% สิงหาคม เป็น 27.35% กันยายน 

 พิจารณารายภาคธุรกิจ 3 ภาคธุรกิจสัดส่วน NPL ย้อนกลับกันยายน สูงกว่า

ค่าเฉลี่ยเดือนเดียวกันของระบบ รวมทั้งสูงกว่าสัดส่วนเดือนก่อนหน้า ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม (เพิ่มจาก 27.90% เป็น 28.02%) ก่อสร้าง (เพิ่มจาก 30.98% เป็น 32.18%) และอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล (เพิ่มจาก 40.81% เป็น 43.46%) 

ตาราง 3 : สัดส่วนหนี้ NPL Re-entry ต่อหนี้ปรับโครงสร้าง*
ประเภทธุรกิจ ม.ค. 2545 มี.ค. 2545 มิ.ย. 2545 ก.ค. 2545 ส.ค. 2545 ก.ย. 2545
1. เกษตร ประมง และป่าไม้ 28.41 49.57 41.19 41.16 41.17 40.94
2. เหมืองแร่ และย่อยหิน 109.63 64.50 60.14 56.88 52.96 48.82
3. อุตสาหกรรม 38.71 26.25 30.65 29.89 27.90 28.02
4. ก่อสร้าง 36.60 29.97 31.81 30.86 30.98 32.18
5. ค้าส่ง และค้าปลีก 36.30 33.84 35.09 33.85 33.85 32.84
6. นำสินค้าเข้า 30.61 28.79 21.52 19.43 18.36 27.32
7. ส่งสินค้าออก 5.31 13.67 36.52 32.72 30.45 28.08
8. ธนาคาร และธุรกิจการเงิน 2.36 15.64 34.29 28.54 27.38 24.37
9. ธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ 27.24 13.52 14.56 15.94 14.30 15.20
10. สาธารณูปโภค 12.81 11.22 16.04 14.94 13.90 13.33
11. บริการ 57 35.65 25.86 26.24 25.78 25.65
12. อุปโภคบริโภค ส่วนบุคคล 47.80 39.73 41.18 41.28 40.81 43.46
13. ธุรกิจเช่าซื้อ 0 0 0 0 0 0
รวม 35.65 27.20 28.63 28.09 26.88 27.35
* เป็นสัดส่วนระหว่างยอดสะสม NPL ย้อนกลับ เทียบกับยอดสะสมหนี้ที่ปรับโครงสร้างทั้งหมด คำนวณโดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จากฐานตัวเลข ธปท.

พิจารณารายละเอียดที่มาการเปลี่ยนแปลง NPL ลดลงสุทธิกันยายน เป็นผลจากการลด NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ และเหตุผลอื่นๆ สะท้อนความพยายามแก้ไขปัญหา NPL คืบหน้ามากขึ้นของระบบสถาบันการเงิน 

อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นอีกครั้งของ NPL ทั้ง NPL รายใหม่ และ NPL ย้อนกลับ หลังจากชะลอตัวเดือนก่อนหน้า ยังสะท้อนว่า คุณภาพกระบวนการปล่อยสินเชื่อ และปรับโครงสร้างหนี้ระบบสถาบันการเงิน ยังคงไม่มีประสิทธิภาพมากเท่าที่ควร 

 ข้อมูลตัวเลข NPL ระบบธนาคารพาณิชย์ สิ้นพฤศจิกายน 

ตาราง 4 : ยอดคงค้าง NPL และสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม ระบบธนาคารพาณิชย์
ธนาคารพาณิชย์ ม.ค. 2545 ก.ย. 2545 ต.ค. 2545 พ.ย. 2545
ล้านบาท % ต่อสินเชื่อ ล้านบาท % ต่อสินเชื่อ ล้านบาท % ต่อสินเชื่อ  ล้านบาท % ต่อสินเชื่อ
ธ.พ. เอกชน 373,644 14.55 366,150 13.74 368,367 13.83 364,922  13.67
ธ.พ. รัฐ 71,717 5.66 74,386 5.73 77,068 5.88 71,024 5.32
รวม
ธนาคารไทย
445,361 11.61 440,536 11.11 445,435 11.20  435,945 10.88
ธ.พ. ต่างประเทศ 16,615 3.04 15,030 2.95 17,813 3.58 18,142  3.66
รวม
ธนาคารพาณิชย์ 
461,976 10.54 455,566 10.18 463,248 10.36 454,088 10.09
หมายเหตุ : ข้อมูล ธ.พ.เอกชน ตั้งแต่ เม.ย. รวมข้อมูลธนาคารธนชาตไว้ด้วย รวม 10 แห่ง

 ข้อมูลในตาราง เฉพาะข้อมูล NPL ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (13 แห่ง) ยอดคงค้าง NPL พฤศจิกายนลดลง ทั้งส่วนธนาคารเอกชนและธนาคารรัฐ หลังจากเพิ่มขึ้นตุลาคม โดยลดลงประมาณ 9.5 พันล้านบาทจากเดือนก่อนหน้า ยอดคงค้างรวม 435,945 ล้านบาท สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดลงอยู่ที่ 10.88% จาก 11.20% ตุลาคม 

ขณะเดียวกัน พิจารณาข้อมูล NPL ระบบธนาคารพาณิชย์ โดยรวมข้อมูลธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ สิ้นพฤศจิกายน ยอดคงค้าง NPL ลดลง ทิศทางเดียวกับข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยอดคงค้าง NPL ระบบธนาคารพาณิชย์ ลดประมาณ 9.2 พันล้านบาทพฤศจิกายน มียอดคงค้าง 454,088 ล้านบาท สัดส่วนต่อสินเชื่อรวมลดลง จาก 10.36% เป็น 10.09% 

 สถานการณ์แนวโน้ม NPL ระบบสถาบันการเงินสิ้นปี 2545 และปี 2546

สถานการณ์ NPL ระบบสถาบันการเงินช่วง 9 เดือนแรกปี 2545 ทิศทางปรับตัว NPL ยังคงไม่แน่นอน ยังคงมี NPL เพิ่มขึ้น ทั้ง NPL รายใหม่ และ NPL ย้อนกลับ ต่อเนื่อง ขณะที่การลดลงของ NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ ยังคงคืบหน้าลักษณะค่อยเป็นค่อยไป 

เนื่องจากปัญหาที่เหลือ ส่วนใหญ่เป็นกรณีแก้ไขได้ค่อนข้างยาก หรืออาจต้องใช้เวลาแก้ปัญหามากขึ้น ส่วนการโอนหนี้ไป AMC และ TAMC ของสถาบันการเงิน ถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ช่วยให้ยอดคงค้าง NPL ไม่เพิ่มขึ้นมากนัก สะท้อนว่า สถานการณ์ NPL ยังคงเป็นปัญหาสำคัญภาคสถาบันการเงินอยู่ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินสถานการณ์แนวโน้ม NPL ระบบสถาบันการเงิน สิ้นปี 2545 ว่า จะมียอดคงค้าง และสัดส่วนต่อสินเชื่อรวม ระดับไม่แตกต่างมากนักจากยอดคงค้างเดือนล่าสุด หรือตุลาคม ที่อยู่ที่ 475,952 ล้านบาท สัดส่วนต่อสินเชื่อรวม 10.29% ตามฐานตัวเลขเดิมที่ยังไม่ได้ปรับตามเกณฑ์ใหม่ ธปท. 

แนวโน้ม NPL ระบบสถาบันการเงินปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพิจารณาปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลกระทบความคืบหน้าจัดการปัญหา NPL ดังนี้ :- 

 นิยาม NPL ใหม่ : ตั้งแต่ธันวาคมเป็นต้นไป ธปท.จะรายงานตัวเลข NPL ระบบ

สถาบันการเงินตามเกณฑ์ใหม่ ซึ่งรายละเอียดความชัดเจนวิธีปฏิบัติตามเกณฑ์ใหม่ ยังคงต้องรอประกาศเป็นทางการจาก ธปท. ข้อมูลเบื้องต้น นิยามใหม่ NPL จะเป็นข้อมูลอิงตามเกณฑ์จัดชั้นลูกหนี้ (Problem Classified Loans: PCL) สถาบันการเงินมากขึ้น

ผลกระทบส่วนนี้ คาดว่าจะทำให้ข้อมูล NPL เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขั้นต้น เนื่องจากสถาบันการเงิน ต้องนำสินทรัพย์เสียกันสำรองครบร้อยละ 100 ของหนี้ส่วนไม่มีหลักประกันรองรับ บวกกลับข้อมูล NPL เดิม (write-back) 

ประกอบกับรายงานข้อมูล NPL ตามเกณฑ์ใหม่ สถาบันการเงินอาจต้องคำนวณหนี้เสียโดยอิงตามเกณฑ์ PCL นับตามรายลูกหนี้ ซึ่งจะทำให้ยอดคงค้าง NPL ตามเกณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่การคำนวณ เป็นการนับหนี้เสียตามรายบัญชี 

ขณะเดียวกัน การปรับนิยามใหม่ ยังคาดว่าจะทำให้ความคืบหน้าการลดลงของ NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ ชะลอตัวด้วย เนื่องจากตามเกณฑ์เดิม กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยลด NPL ทันทีที่เซ็นสัญญา หรือตกลงกันได้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ 

แต่เกณฑ์ใหม่ การปรับโครงสร้างหนี้จะไม่ลด NPL ทันที NPL จะลดเมื่อลูกหนี้สามารถชำระเงินตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 เดือน หรือเป็นลูกหนี้เข้าข่ายเงื่อนไขพิเศษ ธปท. 

ข้อมูล NPL น่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อใช้เกณฑ์ใหม่มาใช้ อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การรายงานตัวเลข NPL ตามเกณฑ์ใหม่ จะมีผลดี เนื่องจากจะช่วยให้ประเมินสถานการณ์ปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น 

 ภาวะเศรษฐกิจไทย : แม้เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวประมาณ 4.5-5% ปี 2545 ตาม

การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ปี 2546 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอัตราชะลอตัว ทั้งกรณีไม่เกิดสงคราม หรือกรณีสงครามเกิดขึ้น แต่เป็นสงครามที่ยุติลงภายในเวลารวดเร็ว 

เป็นผลจากการที่ภาครัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณปี 2546 ลดลงจากปี 2545 ประกอบกับการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ที่คาดว่าจะชะลอตัว หลังจากขยายตัวอัตราเร่งอย่างมากปี 2545 รวมถึงสถานการณ์ภายนอกประเทศ ที่ยังคงมีความเสี่ยงการเกิดสงคราม การก่อการร้าย และภาวะเงินฝืด 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การเพิ่มขึ้นของ NPL รายใหม่ และ NPL ย้อนกลับ อาจยังคงเกิดต่อเนื่อง ขณะที่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ จะรัดกุมมากขึ้น นอกจากนี้ การชะลอตัวเศรษฐกิจ ยังอาจส่งผลกระทบกระบวนการปล่อยสินเชื่อสถาบันการเงิน และความสามารถผ่อนชำระคืนหนี้ลูกหนี้ด้วย 

 ความสามารถการรับรู้ส่วนสูญเสียธนาคารพาณิชย์ : ความคืบหน้าการจัดการ

ปัญหา NPL ยังคงขึ้นกับฐานะดำเนินงาน หรือความสามารถการรับรู้ส่วนสูญเสียในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ธนาคารพาณิชย์ 

ภาวะเศรษฐกิจดี ลูกหนี้จะมีแนวโน้มประกอบธุรกิจดีขึ้น ขณะที่ความเชื่อมั่นที่มากขึ้น จะทำให้ธนาคารพาณิชย์กล้าจะยอมรับรู้ส่วนสูญเสียมากขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงการลดหนี้ (haircut) ให้ลูกหนี้จะลดลง โอกาสที่การปรับโครงสร้างหนี้จะประสบความสำเร็จจึงมากขึ้น ซึ่งถือเป็นผลบวกต่อการจัดการปัญหา NPL 

ตรงข้าม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แนวโน้มประกอบธุรกิจลูกหนี้ที่แย่ลง จะทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระวังมากขึ้น หรือไม่กล้าจะ haircut ให้ลูกหนี้ที่ศักยภาพธุรกิจต่ำ เนื่องจากการยอมรับรู้ส่วนสูญเสียเกินกำลัง อาจส่งผลเกิดความเสี่ยงฐานะเงินกองทุนธนาคารพาณิชย์ได้ 

การประคับประคองภาวะเศรษฐกิจไทยที่เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวปัจจุบัน จะช่วยธนาคารพาณิชย์รักษาผลดำเนินงานเป็นบวกได้ต่อเนื่อง ซึ่งย่อมจะนำไปสู่โอกาสปรับโครงสร้างหนี้ที่จะมากขึ้นอนาคตด้วย 

 อัตราดอกเบี้ยของไทย : ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวระดับต่ำต่อเนื่อง จะเป็น

ผลดีความคืบหน้าแก้ปัญหา NPL เนื่องจากจะช่วยให้ลูกหนี้มีความสามารถผ่อนชำระคืนหนี้มากขึ้น 

ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลดีต่อฐานะดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ ผ่านการบริหารสภาพคล่อง และความสามารถทำกำไรธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจนำไปสู่การลดหนี้ (haircut) ให้ลูกหนี้กระบวนการปรับโครงสร้างได้มากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังคงขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อ และระดับราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปี จนทำให้เงินเฟ้อขยับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราดอกเบี้ยในระบบอาจผันผวนได้

 การโอนหนี้เพิ่มเติมไปบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย : ยังคงเป็นไปได้ที่จะโอนหนี้

เพิ่มเติมสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารรัฐ ไปบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยปี 2546 อีกประมาณไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท 

คาดว่าจะเป็นลูกหนี้รายย่อยมูลหนี้ต่ำกว่า 20 ล้านบาท หลังจากที่โอนหนี้มูลหนี้เกิน 50 ล้านบาท และมูลหนี้ระหว่าง 20-50 ล้านบาท ไปแล้วช่วงตั้งแต่ตุลาคม 2544 จนถึงปลายปี 2545 ถือเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยให้ยอดคงค้าง NPL ลดลงได้ 

 การแก้ไขพระราชบัญญัติล้มละลาย : ความคืบหน้าประเด็นเร่งด่วนกฎหมาย

ล้มละลาย กำลังอยู่ในขั้นตอนรอเข้าสภาพิจารณาสมัยประชุมถัดไปปีหน้า ส่วนประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไข เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการกฎหมายต่อไป 

การแก้ไขพระราชบัญญัติล้มละลายครั้งนี้ คาดว่าจะเอื้อประโยชน์กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ให้รวดเร็วมากขึ้น หากกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ได้รับอนุมัติ และปรับใช้ทันปี 2546 จะเป็นผลดีการแก้ไขปัญหา NPL ระบบสถาบันการเงิน 

 ความร่วมมือปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างทางการและภาคสถาบันการเงิน : ช่วง

ปลายพฤศจิกายน ทางการหารือร่วมกับภาคสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ไทย แนวทางแก้ไขปัญหา NPL อยู่ระหว่างดำเนินการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

1. NPL อยู่ระหว่างผ่อนชำระ หรือรอเซ็นสัญญาเพื่อปรับเป็นหนี้ปกติ

2. NPL อยู่ระหว่างเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ 

3. NPL อยู่ระหว่างดำเนินคดี หรือดำเนินการทางกฎหมาย และ

4. NPL อยู่ระหว่างบังคับคดี 

ผลการหารือร่วมกัน ธปท.จะเป็นตัวกลางระหว่างภาคสถาบันการเงินและลูกหนี้มากขึ้น รวมทั้งอาจปรับกระบวนการทางกฎหมาย ให้เอื้อการปรับโครงสร้างหนี้มากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า หากแผนการร่วมมือปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น น่าจะเป็นผลดีการแก้ไขปัญหา NPL ระบบสถาบันการเงิน 

ปัจจัยต่างๆ ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า แนวโน้ม NPL ปี 2546 อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังปรับใช้นิยาม NPL ใหม่ ธปท. ซึ่งยังคงต้องรอประกาศรายละเอียดวิธีปฏิบัติเป็นทางการจาก ธปท. 

เนื่องจากสถาบันการเงินต้องนำสินทรัพย์เสียที่กันสำรองครบร้อยละ 100 ของหนี้ส่วนไม่มีหลักประกันรองรับ บวกกลับข้อมูล NPL เดิม (write-back) ประกอบกับการคำนวณหนี้เสีย ยังอาจต้องอิงตามเกณฑ์จัดชั้น (Problem Classified Loans) ระบบสถาบันการเงิน ที่นับตามรายลูกหนี้ด้วย 

ขณะที่คาดว่า จะยังคงเป็นไปได้เกิด NPL รายใหม่ และ NPL ย้อนกลับ เพิ่มต่อเนื่องปี 2546 จากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่า จะขยายตัวอัตราชะลอตัว และสถานการณ์แวดล้อม ที่ยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงการเกิดสงคราม ก่อการร้าย และภาวะเงินฝืดทั่วโลก 

นอกจากนี้ การปรับลดลง NPL จากการปรับโครงสร้างหนี้ ยังคาดว่าจะชะลอตัว เนื่องจากกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ใหม่ จะคำนึงถึงความสามารถผ่อนชำระคืนหนี้ของลูกหนี้มากกว่าเดิม 

อย่างไรก็ดี แนวโน้ม NPL ปี 2546 อาจลดลงได้ หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีเกินคาด หรือหากโอนหนี้เพิ่มเติม ไปบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จำนวนมากกว่าคาด ยังคงต้องติดตามความคืบหน้าการแก้ไขพระราชบัญญัติล้มละลาย และรายละเอียดความชัดเจน แผนการตามความร่วมมือระหว่างทางการ และภาคสถาบันการเงินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยเอื้อประโยชน์การแก้ไขปัญหา NPL ดำเนินการสำเร็จและรวดเร็วยิ่งขึ้น 

 

กลับหน้าแรก