|
แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปี
2545
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ธุรกิจประกันชีวิตอาจจัดเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับการเงินส่วนบุคคลประเภทแรก ที่ฟื้นตัวเร็วที่สุดหลังเกิดวิกฤตการเงิน เห็นได้จากเบี้ยประกันภัยรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา ปัจจัยสนับสนุนหลักจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ ที่ต่ำลงตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา จนดอกเบี้ยเงินฝากประจำเหลือเพียง 2-2.5% ต่อปี ทำให้การประกันชีวิตกลายเป็นตัวเลือกสำคัญการลงทุน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่บริษัทประกันชีวิตจ่ายให้ลูกค้าทำกรมธรรม์รายใหม่ จะอยู่ช่วง 4-5% ต่อปี นอกจากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยที่หนุนส่งธุรกิจประกันชีวิตขยายตัวได้ดี ปีนี้ยังมีปัจจัยพิเศษเพิ่มเติมอีก 2-3 ประการ คือ กระแสข่าวกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการ เพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเบี้ยประกันชีวิต จากไม่เกิน 10,000 บาท/ปี เป็นไม่เกิน 50,000 บาท/ปี โดยเสนอคณะรัฐมนตรี แนวโน้มว่าจะให้มีผลย้อนหลังสำหรับจ่ายเบี้ยประกันตั้งแต่ต้นปีนี้ ซึ่งคาดว่าหากรัฐยอมให้เพิ่มค่าลดหย่อนดังกล่าว จะส่งผลธุรกิจประกันชีวิตปีนี้ขยายตัวไม่น้อยกว่า 30% อีกทั้งต้นปีนี้ กรมการประกันภัยยังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ขยายขอบเขตธุรกิจ ให้สถาบันการเงินทำหน้าที่นายหน้าขายประกันได้ กรมฯ ยังสนับสนุนการขายประกันโดยตรงผ่านอินเตอร์เน็ท การเพิ่มช่องทางขาย จะทำให้ธุรกิจประกันชีวิตเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากขึ้น แม้ระยะเริ่มแรก รูปแบบประกันที่ขายผ่านช่องทางใหม่ อาจยังจำกัดเฉพาะประกันรูปแบบไม่ซับซ้อน เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุจากการเดินทาง เป็นต้น แต่ยังไม่รวมธุรกิจหลัก หรือประกันประเภทสามัญ สัญญาระยะยาว เงื่อนไขชำระเงิน และความคุ้มครองหลากหลายก็ตาม กรมการประกันภัยยังร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผลักดันบริษัทประกันชีวิตขายกรมธรรม์ควบหน่วยลงทุน (unit-linked) ได้ปีนี้ 2 แนวทางให้เลือก คือ ให้ขายกรมธรรม์ประกันชีวิต ควบคู่หน่วยลงทุนกองทุนรวม บริหารจัดการโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน (บลจ.) และให้ขายกรมธรรม์ประกันชีวิตควบคู่หน่วยลงทุนกองทุนรวม บริหารจัดการโดยบริษัทลูกของบริษัทประกันชีวิต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดดำเนินงาน ก่อนการพิจารณาอนุญาตของ ก.ล.ต. กรมธรรม์แบบยูนิตลิงก์ จะทำให้ผู้เอาประกันสามารถเลือกลงทุน และความคุ้มครอง ได้ตามต้องการ ถ้าผู้เอาประกันต้องการใช้เงิน ก็ไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ตามมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ซึ่งจะดีกว่าได้รับเงินคืนเมื่อยกเลิกกรมธรรม์ก่อนครบกำหนด อีกทั้งผู้เอาประกัน สามารถลงทุนสอดคล้องวัตถุประสงค์การลงทุนของตัวเอง จะเปิดเผยข้อมูลการลงทุนชัดเจนกว่ากรมธรรม์ปัจจุบัน ส่วนบริษัทประกันชีวิต ก็ไม่ต้องรับความเสี่ยงการลงทุน โดยเฉพาะเมื่อผลตอบแทนลดลง ทำให้สามารถแยกธุรกิจบริษัทประกันชีวิต ออกจากบทบาทบริหารเงินลงทุน ซึ่งจะลดภาระดำรงเงินกองทุนบริษัท ปัจจุบัน บริษัทประกันชีวิตมี 25 แห่ง กรมธรรม์ประเภทสามัญ (เป็นกรมธรรม์ประเภทสะสมทรัพย์ร่วมด้วย) ประมาณ 3.5 ล้านกรมธรรม์ เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงจากกรมธรรม์ประเภทสามัญสูงกว่า 80,000 ล้านบาทปี 2544 แนวโน้มจะเพิ่มเป็นประมาณ 100,000 ล้านบาทปีนี้ ผลประกอบการไตรมาส 1 : เบี้ยประกันภัยรับขยายตัว 37% เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงธุรกิจประกันชีวิตไตรมาสแรกปี 2545 รวม 28,056 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อนถึง 36.9% ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวก้าวกระโดดสูงสุดงวดแรก นับจากเกิดวิกฤตการเงินปี 2540 ปัจจัยหลักหนุนการขยายตัวร้อนแรงครั้งนี้ จากการซื้อกรมธรรม์ชนิดจ่ายเบี้ยครั้งเดียวประเภทสามัญ เบี้ยประกันรับโดยตรงสูงถึง 4,818 ล้านบาท เพิ่มจากงวดเดียวกันปีก่อน 568% มากกว่ายอดทั้งปีที่แล้วถึง 66.7% ทำให้เป็นครั้งแรกที่เบี้ยประกันภัยรับประเภทจ่ายครั้งเดียว จำนวนสูงใกล้เคียงเบี้ยประกันภัยปีแรกช่วงเวลาเดียวกัน
ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงปีแรก อัตราเติบโตค่อนข้างต่ำเป็นงวดแรก เมื่อเทียบกับ 3 ปีที่ผ่านมา (2542-2544) ที่ขยายตัวเฉลี่ย 45% ต่อปี ไตรมาสแรกปี 2545 เบี้ยประกันประเภทสามัญมีเพียง 4,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนเพียง 12.9% เป็นผลจากลูกค้าทำประกันชีวิตใหม่จำนวนมาก เลือกจะจ่ายเบี้ยประกันภัยครั้งเดียว แล้วคุ้มครองตลอดอายุสัญญา แทนที่จะเลือกวิธีทยอยจ่ายทุกปี
ปรากฏการณ์นี้ สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่อ่อนตัวลงอีกปีนี้ ทำให้ผู้มีเงินออมมองหาช่องทางออมเงินอื่น นอกจากการฝากเงินกับสถาบันการเงิน ซึ่งให้ผลตอบแทนต่ำเพียงประมาณ 2% ประกอบกับตัวแทนขายประกันชีวิตจำนวนหนึ่ง อาศัยจุดขายที่กรมธรรม์ประกันชีวิตสะสมทรัพย์ให้ดอกเบี้ย 4-5% สูงกว่าฝากเงินกับธนาคาร โดยชี้ว่า การทำประกันชีวิต เป็นการออมเงินรูปแบบหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ทั้งที่สาระสำคัญระหว่างฝากเงินในธนาคาร กับทำประกันชีวิตแตกต่างกัน ทำให้เบี้ยประกันรับโดยตรงประเภทจ่ายเบี้ยครั้งเดียว เติบโตสูงสุดที่เคยเป็นมา สรุป เบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทุกประเภท ที่มีอัตราขยายตัวสูงสุดไตรมาสแรกปีนี้ ไม่สะท้อนภาพการเติบโตธุรกิจแท้จริง หากเป็นผลจากการเลือกวิธีชำระค่าเบี้ย จากธรรมเนียมปกติ ที่ทยอยจ่ายตามอายุสัญญา 10-20 ปี เป็นจ่ายครั้งเดียวแทน ทำให้การเพิ่มขึ้นเบี้ยประกันภัยรับถูกบิดเบือน เห็นได้จากอัตราเติบโตจำนวนกรมธรรม์ใหม่ และจำนวนเงินเอาประกันภัย ที่เพิ่มขึ้นอัตราต่ำกว่า จำนวนกรมธรรม์ทำใหม่ระหว่างงวดเพิ่มขึ้น แต่ทุนประกันใหม่กลับลดลง ไตรมาสแรกปีนี้ จำนวนกรมธรรม์ใหม่ธุรกิจประกันชีวิตทั้งสิ้น 416,381 ราย เพิ่มขึ้นเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน 4.6% กรมธรรม์ประกันภัยประเภทสามัญ อัตราเพิ่มมากกว่า 6.8% เป็น 355,604 ราย
ขณะที่จำนวนเงินเอาประกัน หรือทุนประกันช่วงเดียวกัน กลับลดลงถึง 35.76% เป็น 163,851 ล้านบาท ซึ่งเมื่อแยกตามประเภทประกัน การประกันประเภทสามัญ ทุนประกันเพิ่มขึ้น 6.35% ใกล้เคียงอัตราเพิ่มจำนวนกรมธรรม์ประเภทเดียวกัน ทำให้ทุนประกันเฉลี่ยต่อรายไม่แตกต่างจากปีที่แล้วมากนัก คือประมาณ 267,000 บาท/ราย แต่สาเหตุที่ทุนประกันรวมลดลงมาก เป็นผลจากการประกันประเภทกลุ่ม ที่มีเงินเอาประกันเพียง 65,104 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 96,929 ล้านบาท หรือลดลง 59.82% เนื่องจากไตรมาสแรกปี 2544 รับทำประกันชีวิตประเภทกลุ่มให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นการทำประกันประเภทกลุ่มใหญ่ที่สุด สมาชิกนับหมื่นราย จึงทำให้ฐานเงินเอาประกันรายใหม่ประเภทกลุ่มปีที่แล้ว สูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งหากไม่นับรายการพิเศษนี้ จำนวนเงินเอาประกันรายใหม่งวดไตรมาสแรกปีนี้ ตัวเลขเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากนัก
อัตราความคงอยู่ เบี้ยประกัน ยังประคองตัวดี เบี้ยประกันภัยรับปีต่อไป ไตรมาสแรกปี 2545 มี 17,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 18.43% แบ่งเป็น เบี้ยประกันประเภทสามัญ 14,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีที่แล้ว 20.55% ซึ่งเป็นอัตราเพิ่มสูงกว่าประเภทอุตสาหกรรมและกลุ่ม ที่เพิ่มขึ้น 4.47% และ 12.92% ตามลำดับ ขณะที่อัตราความคงอยู่เบี้ยประกันไตรมาสแรกปีนี้ ก็แนวตัวดีขึ้นประเภทสามัญและอุตสาหกรรม อยู่ที่ประมาณ 89% ซึ่งจัดว่าค่อนข้างสูง ส่วนประเภทกลุ่ม อัตราความคงอยู่กลับลดลงอยู่ระดับเดียวกับปี 2543 ที่ 67%
ขณะที่เงินจ่ายตามกรมธรรม์เนื่องจากการเวนคืน ไตรมาสแรกปีนี้ 1,127 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 9.03% เทียบกับการเวนคืนปี 2544 ทั้งสิ้น 4,688 ล้านบาท และเฉลี่ยการเวนคืนรอบ 5 ปีนับจากเกิดวิกฤตการเงิน (2540-2544) ประมาณ 4,500 ล้านบาท/ปีแล้ว นับว่าอัตราเวนคืนยังไม่ลดเหมือนช่วงก่อนวิกฤต ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี อย่างไรก็ตาม หากคิดเป็นสัดส่วนต่อจำนวนกรมธรรม์ทั้งหมด ปรับตัวทิศทางดีขึ้น ผลตอบแทนการลงทุนปีนี้คาดว่าจะลดต่ำสุด ก่อนปรับตัวฟื้นปีหน้า สินทรัพย์ลงทุนธุรกิจประกันชีวิต ณ 31 มี.ค. 284,346 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน 21.33% ขณะที่รายได้สุทธิจากการลงทุนช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 5.62% เป็น 3,414 ล้านบาทเท่านั้น คาดว่าอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนปีนี้ จะยังคงต่ำลงอีก คาดว่าจะอยู่ระดับ 5% หรือต่ำกว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นทิศทางขาลงโดยตลอด จากเฉลี่ย 6% ปี 2543-2544 และ 8% ปี 2541-2542 แม้ระยะสั้น ผลตอบแทนที่บริษัทประกันจ่ายให้ผู้ทำประกันชีวิต จะใกล้เคียงกับการบริหารผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนธุรกิจประกันชีวิตก็ตาม ซึ่งดูเหมือนว่า จะส่งผลกระทบผลประกอบการบริษัท แต่มีข้อเท็จจริงบางประการ ที่ทำให้ไม่กระเทือนการดำเนินธุรกิจ ดังนี้ 1. การคาดคะเนว่า ทิศทางดอกเบี้ย และผลตอบแทนการลงทุนปี 2546 จะเริ่ม สูงขึ้นตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้รายได้บริษัทประกันชีวิตเพิ่มขึ้น ขณะที่รายจ่ายดอกเบี้ยที่ให้กับผู้ทำประกันชีวิต กำหนดอัตราผลตอบแทนค่อนข้างแน่นอนตลอดอายุสัญญา 2. อัตราผลตอบแทนจ่ายให้ผู้ทำประกันชีวิต จะคำนวณจากเบี้ยประกันเฉพาะส่วน สะสมทรัพย์เท่านั้น แต่ไม่รวมส่วนที่ให้ความคุ้มครอง ดังนั้น อัตราผลตอบแทนแท้จริงที่ผู้ทำประกันได้รับ จะไม่ใช่ 5-6% ของเบี้ยประกันทั้งจำนวน ซึ่งแตกต่างจากการฝากเงินกับสถาบันการเงิน นอกจากนี้ หากเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบกำหนดสัญญา 4 ปีแรก ผู้ทำประกันจะได้รับเงินต้นคืนไม่ครบจำนวน เงินต้นในที่นี้ หมายถึง เบี้ยประกันส่วนสะสมทรัพย์เท่านั้น ไม่รวมส่วนที่เป็นความคุ้มครอง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายหมดไปจากการซื้อความคุ้มครองปีต่อปี แต่ถ้าระยะเวลาเวนคืนเนิ่นนานออกไป จะเริ่มได้รับเงินต้นคืนครบถ้วนพร้อมอัตราดอกเบี้ยขั้นบันได เช่น ถ้าทำสัญญาประกันชีวิต 20 ปี อัตราดอกเบี้ย 5% แต่ลูกค้าไถ่ถอนช่วง 4-8 ปีแรก จะได้รับดอกเบี้ยช่วง 1-3% ไถ่ถอน 8-12 ปี รับดอกเบี้ย 3-4% และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 5% ในปีที่ 20 หรือเมื่อครบกำหนดสัญญา 3. เบี้ยประกันส่วนที่ถือว่าเป็นความคุ้มครอง เป็นรายได้บริษัทที่ไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย ซึ่งบริษัทสามารถจะนำรายได้ส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่าง ๆ โดยไม่ผูกติดรายได้บริหารสินทรัพย์ลงทุนเท่านั้น 4. อดีต บริษัทประกันชีวิตบริหารผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนได้สูงมาก แต่ จ่ายผลตอบแทนให้ผู้ถือกรมธรรม์เพียง 6% โดยเฉลี่ย ซึ่งกำไรจากส่วนต่างการบริหารนี้ ยังอยู่ในรูปกำไรสะสม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หลายบริษัทไม่จ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น หรือจ่ายน้อยมาก ทำให้ยังมีกำไรสะสมเหลือมากพอ ทำให้ฐานบริษัทยังมั่นคง บทสรุป แนวโน้มธุรกิจประกันชีวิตปีนี้ เป็นไปได้สูงที่จะขยายตัวก้าวกระโดด ทำสถิติใหม่ปีนี้ แรงผลักดันสำคัญ 2 ประการ คืออัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเพียง 1.5-2.5% โดยประมาณ และปีนี้ กระทรวงการคลังเพิ่มค่าลดหย่อน เบี้ยประกันชีวิตคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมไม่เกิน 10,000 บาท/ปี เป็นไม่เกิน 50,000 บาท/ปี ภาวะดอกเบี้ยต่ำ ด้านหนึ่งเป็นผลดีธุรกิจประกันชีวิต เพราะทำให้ผู้ออมเงินส่วนหนึ่งซื้อประกันชีวิตแทน เนื่องจากระบุผลตอบแทนประมาณ 5% ซึ่งปัจจุบัน ผู้ออมไม่สามารถหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงแน่นอนเช่นนั้น ทำให้พฤติกรรมผู้ทำประกันชีวิตรายใหม่ไตรมาสแรกปีนี้ จึงเลือกจ่ายเบี้ยครั้งเดียว (single premium) สูงถึง 4,818 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 5-6 เท่าตัว โดยหวังว่า จะได้รับผลตอบแทนจากการออมเงินเต็มเม็ดเต็มหน่วยทันที ขณะที่อีกด้านหนึ่ง เพิ่มภาระบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ ภายใต้ภาวะสภาพคล่องการเงินล้นระบบ ซึ่งการบริหารเงินภายใต้ข้อจำกัดนี้ จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างบริษัทที่ฐานสินทรัพย์ใหญ่และเล็ก พร้อม ๆ กับที่เบี้ยประกันชีวิตประเภทจ่ายครั้งเดียวสูงขึ้นมาก มีคดีความที่ลูกค้าฟ้องยกเลิกกรมธรรม์ เนื่องจากตัวแทนขายประกันบางราย นำอัตราดอกเบี้ยจากการทำประกันชีวิต เป็นจุดขาย โดยเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่า การประกันชีวิต เป็นการฝากเงินรูปแบบหนึ่ง แต่ได้รับดอกเบี้ยอัตราสูงกว่า ทั้งที่เงื่อนไขต่างกันมาก จนกระทั่งกรมการประกันภัย ต้องประกาศบทลงโทษสำหรับการกระทำผิดชัดเจนของตัวแทนขายประกัน ที่อ้างว่าการประกัน คือการฝากเงิน โดยเพิกถอนใบอนุญาตป็นตัวแทนประกัน ซึ่งจะมีผลให้ไม่สามารถขายประกันได้ 3 ปี แนวนโยบายที่ทางการจะผลักดันบริษัทประกันชีวิตขายกรมธรรม์ประเภทสามัญควบหน่วยลงทุน ด้านหนึ่งอาจแก้ปัญหาบริหารผลตอบแทนจากเงินลงทุนบริษัทประกัน และฟ้องยกเลิกกรมธรรม์ เพราะความเข้าใจผิดว่า การซื้อประกันเหมือนฝากเงินกับธนาคาร เนื่องจากผู้เอาประกันประเภทยูนิตลิงก์ จะเป็นผู้รับความเสี่ยงจากการลงทุนเอง โดยอาจได้รับผลตอบแทนมากขึ้น หรือลดลง ขึ้นกับภาวะตลาดและสินทรัพย์ที่ลงทุน แต่อาจมีปัญหาด้านอื่นตามมา โดยเฉพาะภาระค้ำประกันเงินต้น กรณีลงทุนแล้วขาดทุน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ต้องใช้เวลาวางพื้นฐานธุรกิจอีกระยะหนึ่ง อาจเชื่อมโยงกลุ่มที่สนใจการลงทุนกับกองทุนเพื่อเกษียณอายุ ซึ่งลักษณะร่วมบางอย่างคล้ายกัน คือ เป็นการออมระยะยาว ที่ผู้ออมเลือกประเภทการลงทุนตามความเสี่ยงได้ และได้รับผลประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||