|
ธุรกิจเงินด่วนนอกระบบ
ทางเลือกที่ต้องปรับเปลี่ยน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย โดย ผู้จัดการออนไลน์ ธันวาคม พ.ศ. 2545 บัตรเครดิตเป็นเครื่องมือการเงินอำนวยความสะดวกชำระสินค้า ทดแทนการพกเงินสด นอกจากการใช้เพื่อเบิกถอนเงินสดยามจำเป็น อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต มีข้อจำกัด เพราะไม่สามารถถอนได้เต็มวงเงิน ทำให้ผู้ใช้อาจสนใจบริการผู้ประกอบการนอกระบบบางกลุ่ม ที่ฉวยโอกาสความต้องการเงินสด ผู้ใช้รูปแบบเสนอบริการเงินด่วนที่ง่าย และรวดเร็ว ผ่านการใช้บัตรเครดิต ธุรกิจเงินสดนอกระบบดังกล่าว นอกจากส่งเสริมการใช้จ่ายเกินตัวผู้ใช้ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องธุรกรรมผิดกฎหมาย เช่นการพนัน ยังเป็นผลร้ายระบบธุรกิจบัตรเครดิต ผู้ประกอบการออกบัตรเครดิต และต่อเศรษฐกิจโดยรวมได้ วิธีการต่างๆ เสนอบริการเงินด่วน วิธีการที่ผู้ให้บริการเงินสด หรือเงินด่วนนอกระบบ นิยมเสนอผู้ต้องการเงินสดปัจจุบัน ได้แก่; ให้เงินสดผ่านการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า วิธีการคือ ให้ลูกค้าที่มีบัตรเครดิต ต้องการใช้เงินสดมากกว่าที่เบิกได้จากบัตรเครดิต และวงเงินเหลือใช้บัตร รูดซื้อสินค้า แล้วนำสินค้านั้น แลกเปลี่ยนเป็นเงินสดกับผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ ผู้ให้บริการจะหักค่าดำเนินการ ที่เปรียบเสมือนดอกเบี้ยประมาณ 10%-20% แล้วแต่กำหนด ต่อจากนั้น ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ จะนำสินค้าดังกล่าว ขายต่อให้คนรู้จัก หรือบางครั้งนำสินค้า กลับไปให้ร้านค้าเดิมที่รู้จักกัน สินค้าที่ผู้ถือบัตรต้องรูดซื้อ ส่วนใหญ่จะกำหนดเป็นสินค้ากลุ่มสภาพคล่องสูง ซื้อขายง่าย ได้แก่ บุหรี่ สุรา เบียร์ เป็นต้น การจำกัดกลุ่มสินค้าดังกล่าว นอกจากจะเป็นประโยชน์การขายต่อผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ ยังทำให้ดูเหมือนไม่ผิดปกติ เพราะสินค้าเหล่านี้ สามารถจะซื้อใช้ และหมดไปเรื่อยๆ ได้ ซึ่งหลังจากส่งมอบสินค้าและเงินสดหลังหักค่าดำเนินการ ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ และผู้ถือบัตร ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อกันอีก ขณะที่ผู้ถือบัตร มีหนี้บนบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ซึ่งหากไม่สามารถใช้หนี้ดังกล่าวเต็มจำนวน ต้องชำระดอกเบี้ยให้ผู้ออกบัตร นอกจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ที่จ่ายให้ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบตอนรับเงินสดด้วย ขณะที่ผู้ประกอบการ จะได้กำไรจากส่วนต่างระหว่างราคาที่ได้จากการนำสินค้าขายต่อ กับราคาที่ซื้อสินค้าจากลูกค้าผู้ใช้บริการเงินด่วนนอกระบบ นั่นเอง การให้เงินสดผ่านการอนุมัติสินเชื่อเงินผ่อนของไฟแนนซ์ วิธีนี้ ผู้ถือบัตรสามารถจะได้เงินสดปริมาณมากเกินวงเงินบัตรเครดิต เพราะวิธีการคือ นำสลิปบัตรเครดิตธนาคาร 100 บาทขึ้นไป ที่รูดแล้วไม่เกิน 1 อาทิตย์ สำเนาบัตรเครดิต และบัตรประชาชน สมัครสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อเงินผ่อน เพื่อซื้อสินค้าตามร้านค้าที่มีป้ายให้บริการบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเหล่านี้ วิธีอนุมัติดังกล่าว จะค่อนข้างรวดเร็ว คือประมาณ 30 นาที ก่อนที่ลูกค้าจะได้สินค้ากลับไปทันที สินค้าส่วนใหญ่ เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์ การอนุมัติสินเชื่อประเภทนี้ จะดูเครดิตลูกค้าแต่ละคน ซึ่งจะได้จากการตรวจเช็คบัตรเครดิต (ธนาคาร) ที่ยื่นให้ตั้งแต่แรก โดยบริษัทผู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ จะตรวจเช็คระบบข้อมูล หรือโทรเช็คกับสถาบันการเงินนั้นๆ แล้วแต่วิธีการ ซึ่งหลังจากลูกค้าได้รับอนุมัติวงเงินซื้อสินค้าจากร้านค้า ผู้ให้บริการสินเชื่อเงินสดนอกระบบ จะรับซื้อสินค้าดังกล่าวต่อ น่าสังเกตว่า วิธีการนี้ จะคิดค่าดำเนินการแพงกว่าวิธีแรก คือที่ประมาณ 30% หรือมากกว่า นั่นคือ ราคาที่ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบคิด จะรวมความเสี่ยง และความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กรณีถูกบริษัทผู้ให้สินเชื่อเช่าซื้อตามยึดสินค้า หากลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด จากสภาพคล่องสินค้า และกำไรตลาดรองด้วย จึงเห็นได้ว่า วิธีการนี้ ใช้ประวัติเครดิตของลูกค้าบัตรเครดิตธนาคารเป็นช่องว่างหารายได้ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบกลุ่มนี้ชัดเจน ซึ่งเช่นเดียวกัน ลูกค้าจะมีภาระผูกพันผ่อนชำระค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ย ให้บริษัทที่อนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อเงินผ่อนให้ หลังจากได้รับเงินสดหลังหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยโดยผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ ผู้ใช้บริการจึงมีค่าใช้จ่าย 2 ทาง อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่า กลุ่มลูกค้าที่ขออนุมัติสินเชื่อเพื่อต้องการเงินสดตามวิธีดังกล่าว ยังไม่มากนัก จึงไม่สร้างความกังวลให้บริษัทผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ/เงินผ่อน ประกอบกับจุดประสงค์การอนุมัติเร็วสินเชื่อดังกล่าว เพื่อบริการให้ความสะดวก สามารถนำเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ที่ถือว่าของใช้จำเป็น กลับไปใช้ได้ทันที ประกอบกับเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน การอนุมัติดังกล่าว จึงรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก ข้อเปรียบเทียบระหว่างเงินนอกระบบและสินเชื่อในระบบ แม้จะไม่มีตัวเลขที่บอกได้ถึงปริมาณและขนาดผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจบริการเงินสดนอกระบบ แต่จากการขยายตัวการโฆษณาบริการเงินสดนอกระบบดังกล่าวผ่านสื่อต่างๆ อย่างแพร่หลาย สะท้อนว่า น่าจะมีความต้องการใช้บริการเงินสดนอกระบบค่อนข้างมาก แม้จะมีแหล่งเงินสดในระบบ เช่น เบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต ขอสินเชื่อเงินสดจากสถาบันการเงิน แต่ข้อจำกัดและปัจจัยบางอย่าง อาจจะทำให้บริการธุรกิจเงินสดนอกระบบกลับกลายเป็นทางเลือกหลายคนได้ ซึ่งข้อจำกัดและปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่ ข้อจำกัดการกดเงินสดผ่านบัตรเครดิต ได้แก่ การจำกัดวงเงินสูงสุดที่ลูกค้าบัตรเครดิตเบิกถอนได้จากเครื่องเบิกถอนเงินสดต่อวัน เช่น ไม่เกิน 20,000 บาทต่อวัน แล้วแต่ประเภทบัตร การใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดได้ไม่เต็มวงเงิน เช่น กดได้ 50% ของวงเงินทั้งหมด เพื่อเหลือวงเงินสำหรับรูดเพื่อใช้จ่าย แล้วแต่นโยบายแต่ละธนาคารบริหารความเสี่ยง การคิดค่าธรรมเนียม และดอกเบี้ย ทันทีที่ใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดสถาบันการเงินหลายแห่ง เป็นต้น ข้อจำกัดสินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ที่มีขั้นตอนอนุมัติสินเชื่อที่พิจารณาเครดิตที่ละเอียด ในการที่ผู้มีเครดิตไม่ดีพอ อาจไม่สามารถได้รับอนุมัติวงเงินได้ แม้สินเชื่อเงินสดสถาบันการเงินหลายแห่งปัจจุบัน จะเน้นอนุมัติรวดเร็ว เช่น 30 นาทีก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าว มีส่วนทำให้ผู้ถือบัตรสามารถจะใช้บริการเงินด่วนนอกระบบได้ง่าย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีตารางเปรียบเทียบให้เห็น ดังนี้ ลูกค้า ในระบบ นอกระบบ บัตรเครดิต สินเชื่อเงินสด รูดซื้อสินค้า อนุมัติวงเงินเช่าซื้อ วงเงินสูงสุดที่เบิกได้ แล้วแต่ประเภทบัตรที่จะเบิกได้ต่อวัน เช่น 20,000 บาทต่อวัน รวมทั้งยังกำหนดเพดานที่จะเบิกเป็นเงินสดได้ต่อวงเงินทั้งหมดขึ้นกับนโยบายแต่ละสถาบันการเงิน เช่น ไม่เกิน 50% ของวงเงินทั้งหมด เป็นต้น 2-6 เท่าของเงินเดือน แล้วแต่สถาบันการเงินกำหนด สำหรับผู้มีรายได้ขั้นต่ำตั้งแต่ 5,000 บาทหรือมากกว่านั้น แล้วแต่สถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนด ได้มากเท่าวงเงินที่เหลือในบัตรเครดิต ได้มากกว่าวงเงินที่มีอยู่ เช่น มากกว่า 1 แสนบาท หลักฐานเพื่อพิจารณาสินเชื่อ ไม่มี บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน statement ธนาคาร 3-6 เดือน หลักฐานการทำงาน เป็นต้น ไม่มี สลิปบัตรเครดิตธนาคาร 100-200 บาท บัตรประชาชน สำเนาบัตรเครดิตหน้าหลัง ระยะเวลาอนุมัติ ไม่มี 1-2 สัปดาห์ (แต่ปัจจุบัน มีบริการหลายแห่งที่ให้สินเชื่ออนุมัติเร็วภายใน 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง) ไม่มี 30 นาที การคิดค่าใช้จ่าย* ค่าธรรมเนียม (4%-6%)+ดอกเบี้ย (ตามแต่ละสถาบันการเงินแต่ละแห่งกำหนด) นับตั้งแต่วันที่กดเงินสด ดอกเบี้ย (14%-36%) + ค่าธรรมเนียมจัดการเงินกู้หัก ณ ที่จ่าย ( 5%) กำหนดหรือไม่แล้วแต่สถาบันการเงิน ค่าธรรมเนียมอื่นๆ เป็นต้น 10%-20%+ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ผู้ออกบัตรเครดิตกรณีมีค้างชำระ (16.50%-27.50%) 30% หรือมากกว่า + ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้ผู้ให้สินเชื่อเงินผ่อนทุกเดือน (0%-18%) * ข้อมูล ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 การเปรียบเทียบตามข้อมูลตารางข้างต้น ดูเหมือนว่าปัจจัยการคิดค่าใช้จ่ายบริการเงินด่วนนอกระบบ จะไม่ได้อยู่ในอัตราต่ำน่าจูงใจลูกค้าแต่อย่างใด จากรายจ่ายเพิ่มเป็น 2 ทาง ทั้งที่ต้องจ่ายให้ผู้บริการเงินด่วน ณ ตอนรับเงินสด และชำระสถาบันการเงินที่ดำเนินธุรกิจบัตรเครดิตหรือสินเชื่อเงินผ่อน/เช่าซื้อ เมื่อรวมๆ กันแล้ว ย่อมจะแพงกว่าเสนอสินเชื่อในระบบ เช่น สินเชื่อเงินสด ของผู้ให้บริการหลายๆ แห่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า น่าจะมีปัจจัยอื่นๆ นอกจากข้อจำกัดที่กล่าวมาแล้ว ที่ทำให้ลูกค้ากลุ่มหนึ่งใช้บริการเงินด่วนดังกล่าว ซึ่งได้แก่ ความต้องการเงินสดของผู้ถือบัตรเร่งด่วน ความเป็นไปได้ที่จะมีจุดประสงค์นำไปใช้หนี้จากธุรกรรมใต้ดินผิดกฎหมาย เช่น การพนัน ทำให้ผู้ถือบัตรกลุ่มนี้ร้อนเงิน และต้องการหาหนทางได้เงินสดง่าย และรวดเร็วมากที่สุด ซึ่งสถานะเช่นนั้น เป็นไปได้สูงที่จะโอนอ่อนตามการชักชวนจากเพื่อนฝูง และการหลงเชื่อคำโฆษณาอย่างมาก มีเครดิตไม่ดีพอสมัครสินเชื่อในระบบ ทั้งจากผู้ต้องการเงินสดเพื่อใช้จ่ายถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย แต่ไม่มีคุณสมบัติดีพอสมัครสินเชื่อในระบบ เนื่องจากอาจมีประวัติเครดิตไม่ดีพอ จากการที่สินเชื่อเงินสด ขั้นตอนอนุมัติเคร่งครัด เมื่อเทียบการขอสินเชื่อเงินผ่อนเพื่อซื้อสินค้า เนื่องจากสินเชื่อเงินสดไม่มีหลักประกัน เป็นสินเชื่อที่ความเสี่ยงสูง ขณะที่สินเชื่อเงินผ่อนเพื่อซื้อสินค้า มีสินค้าเป็นหลักประกัน ขั้นตอนอนุมัติจึงยุ่งยากน้อยกว่า ผลกระทบจากการขยายตัวธุรกิจเงินด่วน ผลกระทบผู้ถือบัตร ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการก่อหนี้ให้ตนเองหลายด้าน ซึ่งง่ายต่อการเสียความน่าเชื่อถือประวัติชำระเงิน นอกจากนี้ หากเงินดังกล่าวถูกใช้ทางที่ผิดและไม่เกิดประโยชน์ อาจนำไปสู่ปัญหาสังคม และปัญหาครอบครัว ยังไม่นับรวมอันตราย และการฉ้อโกงจากการทำธุรกรรมกับกลุ่มผู้ประกอบการให้เงินสดนอกระบบ ซึ่งไม่สามารถจะเรียกร้องการกำกับดูแลจากหน่วยงานใดๆ ได้ นอกจากนี้ การมีช่องทางได้เงินสดแม้จะมีประวัติชำระเงินไม่ดี ทำให้บุคคลดังกล่าว ยังคงก่อหนี้ต่อไปโดยไม่แก้ไขวิสัยใช้จ่ายของตนเอง ผลกระทบผู้ออกบัตรเครดิตและผู้ประกอบการสินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อเงินผ่อนที่อยู่ในระบบ และถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการใช้บัตรเครดิต ไม่รองรับด้านธุรกรรม หรือความต้องการสินค้าจริงๆ เพียงแต่ใช้เป็นเครื่องมือ โดยผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ ผู้ออกบัตรเครดิตต้องรับความเสี่ยงทั้งจำนวน หากผู้ถือบัตรไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนด ขณะที่ผู้ให้บริการสินเชื่อนอกระบบ ไม่มีความเสี่ยงเลย เพราะได้สินค้าขายต่อ อย่างไรก็ตาม หากผู้ถือบัตรที่ใช้บริการเงินด่วนนอกระบบ ใช้วิธีหมุนหนี้บัตรเครดิต โดยกู้ยืมจากแหล่งอื่น แม้จะหลีกเลี่ยงการถูกบันทึกเป็นลูกหนี้ NPL ได้ระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ก่อหนี้เป็นลูกโซ่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่อาจส่งผลย้อนกลับมา จึงเสมือนผลักภาระความเสี่ยงธุรกิจนอกระบบมาสถาบันการเงินในระบบนั่นเอง ผลกระทบธุรกิจบัตรเครดิต ก่อเกิดปริมาณใช้จ่ายผ่านบัตรสูงเกินจริง โดยไม่ก่อให้เกิดการอุปโภคบริโภครองรับอย่างแท้จริง ซึ่งหากความคลาดเคลื่อนดังกล่าว มีปริมาณมาก การจะมองภาพธุรกิจบัตรเครดิต และคาดการณ์แนวโน้มต่างๆ ธุรกิจนี้ เป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น ผลกระทบเศรษฐกิจโดยรวม ท้ายที่สุด หากการสะสมปัญหาต่างๆ ต่อเนื่อง ปัญหาการหมุนเวียนเงินสด และสินค้าผู้ผลิตอย่างหลอกๆ เพียงเพื่อประโยชน์คนเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่หนี้สินคนอีกกลุ่ม กลับเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จะกลายเป็นว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ไม่ก่อเกิดการผลิต ที่จะเป็นประโยชน์การจ้างงาน และสร้างรายได้ประชาชน แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือก่อหนี้ ที่ไม่รู้แหล่งที่ไปการก่อหนี้เหล่านั้น ซึ่งอาจส่งเสริมธุรกิจใต้ดิน ที่ก่อเกิดปัญหาสังคม และความล้มเหลวกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในที่สุด ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น ปัญหาที่กล่าวข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีข้อคิดเห็นป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจเงินด่วนนอกระบบ ดังนี้; การแก้ไขปัญหาจากทางการ การสกัดกั้นและปราบปรามแหล่งธุรกิจใต้ดินอย่างเด็ดขาด เช่น บ่อนการพนัน ยาเสพติด ที่เป็นต้นเหตุ และเป็นแรงผลักดันเกิดความต้องการเงินสดไหลเวียนนอกระบบ ก่อเกิดปัญหาสังคม และหนี้สินของผู้เกี่ยวข้อง การแก้ปัญหาดังกล่าว ย่อมแก้ไขที่เร่งด่วนและจำเป็นอย่างมาก เพราะหนี้ที่ก่อจากธุรกรรมผิดกฎหมายดังกล่าว ย่อมมีโอกาสสูง ที่จะไม่สามารถชำระคืนได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อผู้ออกบัตรเครดิต หรือบริษัทให้สินเชื่อเช่าซื้อที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ แม้ระยะสั้น ปัญหา NPL ดังกล่าว ยังอาจตรวจไม่พบในระบบข้อมูลก็ตาม เพราะลูกหนี้หมุนเงินโดยกู้ยืมจากแหล่งอื่นชำระหนี้เก่า การป้องกันความเสี่ยงเข้มงวดมากขึ้นของสถาบันการเงิน ทั้งสถาบันผู้ออกบัตรเครดิตและสถาบันที่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อ/เงินผ่อน ผู้ออกบัตร ควรหมั่นตรวจเช็ครายการซื้อสินค้าลูกค้า หากรูดซื้อสินค้าประเภทเดียวกันซ้ำๆ ปริมาณมากๆ ควรจะลองตรวจเช็ค เพื่อระงับบัตร หากเห็นว่าบัตรเครดิตใช้ผิดวัตถุประสงค์ ปัจจุบัน ผู้ออกบัตรหลายๆ เริ่มดำเนินการแล้ว และหาทางอุดรูรั่ววิธีหาประโยชน์ธุรกิจนี้ของผู้ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อสินค้า เช่น ตรวจสอบการนำสินค้าใช้จริง ตรวจเช็คความถี่การขอสินเชื่อประเภทเดียวกันจากสถาบันการเงินอื่นๆ ของลูกค้า แบ่งแยกกลุ่มลูกค้าที่เข้ากลุ่มน่าสงสัย เป็นต้น แนวโน้มธุรกิจบริการเงินด่วนนอกระบบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ปัจจุบันมีสินเชื่อในระบบ เช่น สินเชื่อเงินสด สถาบันการเงินหลายแห่ง เริ่มเปิดตัวในตลาดมากขึ้น โดยเน้นอนุมัติสินเชื่อรวดเร็วทันใจ น่าจะทดแทนความต้องการเงินสดผู้บริโภคได้บางส่วน จากการโฆษณาสินเชื่อในระบบ ที่เน้นความรวดเร็ว น่าจะทำให้เป็นที่รู้จักตลาดผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อเทียบอดีต ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้บริการสินเชื่อนอกระบบบางส่วน เห็นความสำคัญสินเชื่อในระบบมากขึ้น ขณะที่ธุรกิจเงินด่วนนอกระบบ ยังคงจะเป็นที่ต้องการลูกค้าคนกลุ่มเดียว นั่นคือ ผู้มีเครดิตไม่ดี ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบ จะทำให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวไม่มีทางเลือก นอกจากนี้ ข้อกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เป็นทางการไม่นานมานี้ ในการกำกับธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งได้แก่ กำหนดรายได้ขั้นต่ำผู้ทำบัตรเครดิตที่ 15,000 บาทต่อเดือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า เป็นไปได้ที่กฎดังกล่าวลดช่องว่างทำธุรกิจเงินด่วนนอกระบบได้ระดับหนึ่ง เป็นการลดการผลักภาระความเสี่ยงจากนอกระบบมาสถาบันการเงินในระบบได้ จากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ที่เป็นฐานลูกค้าปริมาณมาก และถูกจัดอยู่กลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงกว่า ย่อมมีโอกาสลดลงในการใช้บัตรเครดิต และใช้บริการธุรกิจเงินสดนอกระบบได้ อย่างไรก็ดี ธุรกิจนี้ คงไม่สามารถขจัดให้หมดได้ ต้องเพียงอาศัยทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ตื่นตัวจริงจัง และให้ความร่วมมือเต็มที่ ช่วยกันสอดส่องดูแล เพื่อสกัดกั้นการเติบโตธุรกิจนี้ และการก่อหนี้เพิ่มผู้ใช้บริการ ไม่ให้เกิดขึ้นง่ายอีกต่อไป สรุป หลังจากภาครัฐวางกฎเกณฑ์ เพื่อสกัดกั้นปัญหาจากการเติบโตธุรกิจบัตรเครดิตอนาคต เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกบัตรเครดิต กำกับควบคุมให้อยู่ภายใต้มาตรฐานอันเดียวกัน อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด ยังคงจะเป็นนิสัย และลักษณะการใช้จ่ายผู้ถือบัตร ดังเช่นที่ใช้ประโยชน์จากความต้องการเงินสดของผู้ถือบัตรเครดิต เพื่อหารายได้จากผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบ ให้ลูกค้าที่ต้องการเงินสดใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าตามที่ตนระบุ เพื่อตนเองจะนำไปขายต่อร้านค้าที่รู้จักกัน โดยจ่ายเงินสดที่หักค่าดำเนินการ หรือดอกเบี้ยแล้ว 10%-20% ให้เจ้าของบัตร อีกวิธี กรณีผู้ถือบัตรต้องการเงินสดปริมาณมาก ผู้ให้บริการเงินสดนอกระบบกลุ่มนี้ ก็สามารถยื่นข้อเสนอว่า ให้เงินสดเกินวงเงินบัตรเครดิตได้ ซึ่งวิธีนี้ จะอนุมัติสินเชื่อผ่าน Finance ซึ่งคือ สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อเงินผ่อน วิธีการนี้ จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าวิธีแรก คือประมาณ 30% หรือมากกว่า จากความยุ่งยากที่มากกว่า แม้จะไม่มีตัวเลขสถิติใดยืนยัน แต่การเติบโตธุรกิจเงินสดนอกระบบ เห็นได้จากการโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ธุรกิจดังกล่าว ซึ่งอีกด้าน สะท้อนความต้องการใช้เงินสดนอกระบบของผู้บริโภค ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินความเป็นได้แรงจูงใจที่ดึงดูดผู้ถือบัตร เลือกใช้บริการเงินสดนอกระบบได้ คือ 1. ต้องการเงินสด แต่มีข้อจำกัดการเบิกถอนเงินสดผ่านบัตรเครดิต ได้แก่ จำนวนเงินสูงสุดที่เบิกถอนได้แต่ละวัน ข้อจำกัดการสามารถใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดได้ไม่เต็มวงเงิน การคิดค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย เมื่อเบิกถอนเงินสดของสถาบันการเงินบางแห่ง 2. ความต้องการเงินสดเพื่อใช้บริการธุรกิจใต้ดิน เช่น การพนัน หลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ 3. เครดิตไม่ดีพอขออนุมัติสินเชื่อในระบบ แรงจูงใจทั้งหมด สามารถส่งเสริมธุรกิจประเภทนี้ ให้ดำเนินต่อไปได้ จะส่งผลกระทบหรือผลเสียผู้ถือบัตร ผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการธุรกิจบัตรเครดิต และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ แม้ว่าระยะสั้น ตัวเลข NPL อาจไม่ขยับ เพราะลูกหนี้หมุนเงินโดยก่อหนี้ใหม่จากแหล่งอื่น ชำระหนี้เดิมก็ตาม เนื่องจากประเด็นดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ คือ 1. ปราบปรามธุรกิจใต้ดินอย่างเด็ดขาดจากทางการ เป็นสิ่งจำเป็น จากการเติบโตธุรกิจเงินด่วน เป็นสัญญาณบ่งบอก ความต้องการใช้เงินสดอย่างสูงในระบบ ที่มีความเสี่ยงอย่างมากต่อการนำไปใช้จ่ายไม่เกิดประโยชน์ เช่น การพนัน 2. ผู้ออกบัตรและผู้ปล่อยสินเชื่อผ่อนชำระสินค้า ควรมีระบบตรวจสอบเข้มงวดขึ้น เช่น สุ่มตรวจรายการใช้จ่ายที่มีรายการซ้ำๆ ที่น่าผิดสังเกต ตรวจเช็คการนำสินค้าไปใช้จริงของผู้ให้สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้า แยกกลุ่มลูกค้าที่เข้าข่ายน่าสงสัย เป็นต้น กฎหมายใหม่ที่มีผลบังคับใช้เป็นทางการ ได้แก่ กำหนดรายได้ขั้นต่ำที่ 15,000 บาทต่อเดือน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า น่าจะทำให้โอกาสที่สถาบันการเงินผู้ออกบัตรจะเจอปัญหาผู้ถือบัตร ที่นำบัตรใช้บริการเงินด่วนนอกระบบลดลงได้บ้าง และจากการที่สินเชื่อในระบบ ที่เน้นความรวดเร็วในการอนุมัติ เช่น สินเชื่อเงินสด เปิดตัวในตลาดผู้บริโภคช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่ม สนใจใช้บริการสินเชื่อดังกล่าวมากกว่าสินเชื่อนอกระบบได้ อย่างไรก็ดี บริการเงินด่วนนอกระบบ อาจยังไม่หมดไป ผู้ใช้บริการที่เหลืออยู่ น่าจะไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบได้ ซึ่งทำให้ผู้ถือบัตร หรือผู้บริโภคเหล่านั้น ยังต้องการ และเห็นบริการเงินด่วนนอกระบบ เป็นแหล่งเงินทุนจำเป็น เพื่อจะใช้จ่ายเกินตัว หรือทำธุรกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งควรจะตระหนักว่า การก่อหนี้ ไม่ว่าวิธีใด ย่อมจะสามารถเกิดเป็นลูกโซ่ ที่สะสมจนก่อเกิดปัญหาต่อครอบครัวและสังคม จนถึงความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของสินเชื่อสถาบันการเงิน ปัญหาภาคการผลิตและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ในที่สุด การป้องกันปัญหาดังกล่าว ให้มีโอกาสเกิดน้อยที่สุด คงต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อสกัดธุรกิจนี้ ไม่ไห้ขยายตัวต่อไป
|
| กลับหน้าแรก |