|
ตลาดหุ้นไทยปี
46
..อยู่ภายใต้แรงกดดันสงครามและเศรษฐกิจสหรัฐ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ช่วง 11 เดือนแรกปี 2545 ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวน แต่โดยภาพรวมยังปรับขึ้นได้ ณ สิ้น พ.ย. ดัชนีหุ้นไทยปิด 364.90 จุด เพิ่มขึ้น 20.09% จาก 303.85 จุด สิ้นปี 2544 อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนดังกล่าว ลดลงมากจากที่เคยขึ้นไปปิดสูงสุด 426.45 จุด 13 มิ.ย. ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40.3% เมื่อเทียบกับระดับสิ้นปี 2544 ส่วนมูลค่าซื้อขาย ช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ 1.97 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 8.68 พันล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากค่าเฉลี่ยปี 2544 ที่ 6.4 พันล้านบาทต่อวัน นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.68 หมื่นล้านบาท เทียบกับขายสุทธิ 6.5 พันล้านบาททั้งปี 2544
แม้ช่วง 11 เดือนแรกปีนี้ นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียด นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่ มิ.ย. ส่งผลยอดการขายสุทธิช่วง มิ.ย. ถึงสิ้น พ.ย. รวม 1.50 หมื่นล้านบาท จากที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ 3.17 หมื่นล้านบาท การขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติ สะท้อนให้เห็นมุมมอง และการคาดการณ์นักลงทุนต่างชาติเชิงลบ เกี่ยวกับปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงหน้า ส่วนอัตราผลตอบแทน เมื่อเทียบตลาดภูมิภาคอื่นๆ สิ้น พ.ย. ตลาดหุ้นไทยผลตอบแทนเมื่อเทียบสิ้นปี 2544 สูงสุดในภูมิภาคที่ 20.09% รองลงมา ตลาดเกาหลีใต้ ผลตอบแทน 4.48% ขณะที่ตลาดหุ้นอื่นๆ ผลตอบแทนเป็นลบ ตลาดสหรัฐ ดัชนี DJIA และ NASDAQ ผลตอบแทน -11.23% และ 24.18% ตามลำดับ เมื่อพิจารณารายกลุ่ม สิ้น พ.ย. หุ้นกลุ่มของใช้ในครัวเรือนให้ผลตอบแทนสูงสุด 105.59% เทียบผลตอบแทนตลาด 20.09% รองลงมา เป็นหุ้นกลุ่มวัสดุตกแต่งและก่อสร้าง และหุ้นกลุ่มเครื่องมือและเครื่องจักร ผลตอบแทน 104.23% และ 103.71% ตามลำดับ หุ้น 6 กลุ่มที่ซื้อขายมาก คือ ธนาคาร ไฟแนนซ์ พลังงาน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสาร และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พบว่า กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มไฟแนนซ์ ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดรวมที่ 82.84% และ 29.83% ตามลำดับ รองลงมาเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และธนาคาร ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดฯ ที่ 11.43% 4.80% และ 3.50% ตามลำดับ หุ้นกลุ่มสื่อสาร ผลตอบแทนเป็นลบ 20.63% ตามลำดับ
แม้โดยภาพรวม ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกเมื่อเทียบสิ้นปี 2544 อย่างไรก็ตาม การที่ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวขาลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงกลาง มิ.ย. ทำให้เกิดคำถามแนวโน้มหุ้นไทยปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงเสนอข้อสรุปปัจจัยที่มีผลกระทบตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา และข้อวิเคราะห์ปัจจัยที่จะมีผลกระทบตลาดฯ ปี 46 ต่อไปนี้ ปัจจัยที่มีผลกระทบการเคลื่อนไหวหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา พิจารณาการเคลื่อนไหวภาพรวม ปี 2545 ดัชนีอยู่ในช่วงขาขึ้นช่วงครึ่งแรกของปี กลับมาอยู่ขาลงตั้งแต่กลาง มิ.ย. จนถึงปัจจุบัน จุดสูงสุด 426.45 จุดวันที่ 13 มิ.ย. ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวหุ้นไทยช่วง 11 เดือนแรกปี 2545 สรุปดังนี้ ช่วง ปัจจัยที่เป็นแรงผลักดัน 1. ตั้งแต่ต้นปีจนถึงกลาง มิ.ย. ขาขึ้น ปัจจัยบวก กำหนดค่าคอมมิชชั่นคงที่ 0.25% มีผลบังคับใช้ 14 ม.ค. ทำให้เก็งกำไรหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ต่อเนื่อง - ลดดอกเบี้ยอาร์/พี 14 วันของธนาคารแห่งประเทศไทย 22 ม.ค. จาก 2.25% เหลือ 2.% ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มธนาคาร ไฟแนนซ์ และอสังหาริมทรัพย์ สิ้นสุดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีช่วงปลาย พ.ค. ซึ่งผลลงมติไม่มีผลกระทบเสถียรภาพรัฐบาล แนวโน้มฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่อาจมากกว่าที่คาด โดยดัชนีการผลิต บริโภค, และการลงทุน แสดงอัตราการขยายตัวที่ดี อัตราดอกเบี้ยต่ำ ราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพ เริ่มลดลงช่วงตั้งแต่ต้น เม.ย. ถึงกลาง มิ.ย. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ไตรมาส 1/45 กำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมเพิ่มขึ้น 309% ปัจจัยลบ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการรัฐแคลิฟอร์เนีย หรือแคลเปอร์ส (The California Public Employee Retirement System: Calpers) กองทุนบำเหน็จบำนาญรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ประกาศขายสินทรัพย์ในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย, และไทย 20 ก.พ. เนื่องจากเห็นว่าประเทศเหล่านี้ ไม่เข้าเกณฑ์มาตรฐานใหม่การลงทุนในตลาดฯ เกิดใหม่ ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับขึ้นช่วงกลาง ม.ค. ถึง มี.ค 2. ตั้งแต่กลาง มิ.ย. ถึงปัจจุบัน ขาลง ปัจจัยบวก ผลประกอบการไตรมาส 3/45 ดี กำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมเพิ่มขึ้น 49% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วนกำไรไตรมาส 2/45 แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาส 2/44 จีดีพีไตรมาส 1/45 และ 2/45 ขยายตัว 3.9% และ 5.1% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ปรับเนวโน้มประเทศไทยเป็น เชิงบวก จากเดิม มีเสถียรภาพ (20 ส.ค.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ขยายตัวเศรษฐกิจไทยจากฟิทช์ เรทติ้งส์ เป็น 4.25% จากเดิม 3.25% (กลาง ก.ย.) ปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ 4 ธนาคารพาณิชย์ไทยจากฟิทช์ เรทติ้งส์ (กลาง ต.ค.) ลดดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และไฟแนนซ์ (21-25 ต.ค.) ปรับเพิ่มแนวโน้มเครดิตสถาบันการเงินไทย 4 แห่ง รวมทั้งแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารไทย อยู่ที่ระดับ มีเสถียรภาพ จากเดิม เชิงลบ S&P (7 พ.ย.) ปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นเฟด 0.50% อยู่ที่ 1.25% 6 พ.ย. ต่ำสุดในรอบ 41 ปี ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยตลาดซื้อคืน 14 วันลงมาที่ 1.75% 19 พ.ย. ปัจจัยลบ การปรับลงตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นปัจจัยหลัก เป็นผลจากความกังวลว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่แข็งแกร่ง และรวดเร็ว ดังคาด จากการที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ยังให้สัญญาณขัดแย้งกัน ตลาดยังได้รับผลกระทบความวิตกความน่าเชื่อถือมาตรฐานการทำบัญชี และการเปิดเผยข้อมูลบริษัทจดทะเบียน, ความกังวลการก่อการร้าย ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในสหรัฐและภูมิภาคเอเชีย หลังการวางระเบิดในบาหลีและฟิลิปปินส์ ตลอดจนสถานการณ์ระหว่างสหรัฐและอิรัก และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนซบเซา ปัจจัยลบเหล่านี้ ส่งผลให้ค่าดอลลาร์อ่อนตัวด้วย ราคาน้ำมันปรับขึ้นตั้งแต่กลาง มิ.ย. จนถึงปลาย ก.ย. จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ข่าวตรวจสอบโบรกเกอร์ กรณีลดค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ (5 ส.ค.) ทำให้ดัชนีปรับลงต่ำสุดรอบ 4 เดือน แนวโน้มตลาดหุ้นไทยและปัจจัยที่จะมีผลกระทบปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยปี 46 จะได้แก่ สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิรัก จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐและการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐ แบ่งการวิเคราะห์เป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 เป็นกรณีเกิดสงครามช่วงครึ่งแรกปี 2546 แต่ยุติเร็ว โดยสหรัฐได้รับชัยชนะ สงครามที่เกิดขึ้น จะไม่ขยายวงกว้างยังประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่นๆ ในตะวันออกกลาง จะทำให้ราคาน้ำมันดิบลดลงเมื่อสงครามสิ้นสุด และ กรณีที่ 2 กรณีไม่เกิดสงคราม กรณีเกิดสงคราม ภาวะสงคราม จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ขณะที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอ ส่งผลกระทบบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐ ต่อเนื่องถึงเศรษฐกิจไทย และตลาดหุ้นไทย ในที่สุด อาจผ่านทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ หรือผ่านกลไกการค้า กล่าวคือ ประมาณ 1 ใน 3 ชาวอเมริกัน เป็นผู้ลงทุนตลาดหุ้น ซึ่งเมื่อตลาดหุ้นสหรัฐปรับลง จะมีผลต่อความมั่งคั่ง (wealth) ผู้บริโภค ทำให้ใช้จ่ายน้อยลง จะส่งผลลบภาคส่งออกของไทย ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น อาจทำให้ตลาดหุ้นไทยปี 2546 ผันผวนได้ โดยเฉพาะช่วงระหว่างสงคราม แม้สงครามที่อาจเกิดขึ้น จะยุติได้โดยเร็ว โดยสหรัฐได้รับชัยชนะดังที่หลายฝ่ายคาด จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังปี 2546 ซึ่งจะมีผลดีการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย และการซื้อขายในตลาดหุ้น แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การสิ้นสุดสงคราม ไม่ได้หมายความว่า ความไม่แน่นอนจะจบ นอกจากอาจมีเรื่องตั้งรัฐบาลใหม่ในอิรัก อาจยังมีการตอบโต้จากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐและประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ยังมีความเสี่ยงการก่อวินาศกรรม หรือก่อการร้ายต่อไป นั่นคือ เป็นไปได้ที่สถานการณ์จะซับซ้อนมากขึ้น หมายความว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจและภาวะการลงทุน ยังมีปัจจัยเสี่ยง (downside risk) ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นปี 2546 อาจยังผันผวน การที่ไทยอาจถูกมองว่า มีความเสี่ยงจากการก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจมีผลกระทบรายได้ท่องเที่ยวของไทย ซึ่งสัดส่วนประมาณ 6% ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นผลเสียการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย จากวิเคราะห์ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า กรณีเกิดสงคราม ตลาดหุ้นไทยอาจปรับลงช่วงไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 หากสงครามสิ้นสุดลงภายในครึ่งแรกของปี ดังคาด ตลาดหุ้นอาจปรับขึ้นได้ไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดฯ อาจชะลอช่วงไตรมาส 4 อาจเริ่มมีการตอบโต้จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐ อาจทำให้มีการก่อการร้ายอีก รวมถึงอาจมีความวิตกรอบใหม่ การก่อการร้าย ทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่น เนื่องจากอยู่ในช่วงครบรอบ 2 ปีก่อวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544 ความซับซ้อนของสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น อาจทำให้บรรยากาศการลงทุนซบเซา คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีสงคราม อาจมีแนวรับและแนวต้าน 300 และ 410 จุด ตามลำดับ กรณีไม่มีสงคราม คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเริ่มฟื้นตัวได้ อาจทำให้บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นไทย กลับมาแจ่มใสได้ อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การไม่เกิดสงคราม ไม่ได้หมายความว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเมื่อพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ของสหรัฐ ยังสะท้อนภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค Conference Board ต.ค. ลดต่ำสุดในรอบ 9 ปี แม้ปรับตัวขึ้นได้ พ.ย. แต่น้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาด ยอดค้าปลีกลดลง ตัวเลขจีดีพีขยายตัวน้อยกว่าคาด ไตรมาส 2/45 ขยายตัว 3.1% น้อยกว่าที่ตลาดคาดที่ 3.6% ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน ที่ยังไม่มีแนวโน้มลดลงชัดเจน และภาพการผลิตที่ยังผันผวน เป็นต้น แม้จะไม่มีสงคราม แต่สหรัฐอาจยังคงอยู่ภายใต้ความเสี่ยงชะลอตัวเศรษฐกิจ นอกจากนี้ แม้ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ย 0.50% 6 พ.ย.เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้อัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate ลงไปอยู่ระดับต่ำสุดรอบ 41 ปีที่ 1.25% แต่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การที่ผลกระทบการลดดอกเบี้ยต่อการใช้จ่าย อาจต้องใช้เวลาซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าประมาณ 6 เดือน จากสาเหตุ เช่น ผู้มีเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำ ยังต้องรอจนครบกำหนดที่จะถอนเงินได้ การลดดอกเบี้ยของเฟด อาจยังไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มาก โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกปี 2546 โดยอาจมีผลมากกว่าช่วงครึ่งหลัง ภาวะดังกล่าว อาจทำให้การเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐ และตลาดหุ้นไทย ยังผันผวนได้ อย่างไรก็ตาม หากการลดดอกเบี้ยส่งผลชัดเจนมากขึ้นช่วงหลังของปี หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐมีเสถียรภาพมากขึ้น บรรยากาศการลงทุนอาจดีขึ้นได้ แม้ตลาดหุ้นไทยอาจปรับขึ้นได้ช่วงหลังปี 2546 กรณีไม่มีสงคราม อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า การปรับขึ้นดังกล่าว อาจยังมีข้อจำกัด สาเหตุหนึ่ง จะมาจากการที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ อาจยังต้องใช้เวลา ดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับการที่อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทยปี 2546 อาจชะลอจากปี 2545 ซึ่งคาดว่าจะขยายตัว 4% ปี 2546 เมื่อเทียบประมาณการณ์ 4.7% ปี 2545 สาเหตุจากการลดรายจ่ายภาครัฐ จะมีผลกระทบการใช้จ่ายภาคเอกชน เนื่องจากจะทำให้การจ้างงานลดลง ทำให้รายได้ประชาชนที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ลดลงด้วย ส่วนการใช้จ่ายภาคเอกชน การที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวระดับสูงช่วงปี 2545 อาจทำให้การใช้จ่ายเอกชนปี 2546 ขยายตัวอัตราชะลอได้ เนื่องจากต้องเทียบกับฐานที่สูงปี 2545 การที่การใช้จ่ายภาคเอกชนสัดส่วนกว่า 50% ของจีดีพี จะเป็นปัจจัยหลักผลักดันเศรษฐกิจปี 2546 เนื่องจากบทบาทภาครัฐลดลง ภาคส่งออกยังขึ้นกับการฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ การขยายตัวที่ชะลอลงของการใช้จ่ายเอกชน อาจทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจโดยรวมชะลอด้วย การขยายตัวเศรษฐกิจ ที่อาจชะลอนี้ จะสะท้อนในราคาหุ้นระยะยาว เมื่อประกอบกับการที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐ อาจยังต้องใช้เวลา อาจทำให้การปรับขึ้นดัชนีหุ้นปี 2546 กรณีไม่เกิดสงคราม เป็นไปลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ยังคงผันผวนระยะสั้น จากวิเคราะห์ข้างต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า กรณีไม่มีสงคราม ช่วงไตรมาสแรกปี 2546 นักลงทุนอาจยังคงระมัดระวัง อาจทำให้ดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวช่วงแคบ แต่ตลาดฯ อาจปรับขึ้นได้ไตรมาส 2 และ 3 หลังจากความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดฯ อาจชะลอช่วงไตรมาส 4 โดยอาจเป็นผลจากความวิตกรอบใหม่การก่อการร้าย ทั้งในสหรัฐและภูมิภาคอื่น เนื่องจากอยู่ในช่วงครบรอบ 2 ปีการก่อวินาศกรรม 11 ก.ย. 2544 คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีไม่มีสงคราม อาจมีแนวรับและแนวต้าน 340 และ 450 จุด ตามลำดับ การคาดการณ์การเคลื่อนไหวดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีเกิดสงครามและไม่มีสงคราม
แม้โดยรวม จะยังมีปัจจัยอื่น ที่อาจมีผลกระทบการเคลื่อนไหวหุ้นไทยปี 2546 เช่น อัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และขายหุ้นเพิ่มทุนบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ จะถูกกำหนดโดยเงื่อนไขสงคราม ว่าจะเป็นกรณีเกิดสงครามหรือไม่เกิด โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกปี 2546 ซึ่งทำให้โดยหลักๆ ปัจจัยที่จะมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นปี 2546 จะกลับมาที่ประเด็นสถานการณ์สงคราม และภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ดังกล่าวข้างต้น ส่วนประเด็นการที่จีนจะเปิดให้นักลงทุนสถาบัน ที่ผ่านการคัดเลือก ลงทุนตลาดหุ้นท้องถิ่นจีนได้ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2545 เป็นต้นไป รวมถึงการซื้อขายหุ้นกระดาน A ซึ่งเดิมไม่อนุญาตนักลงทุนต่างชาติซื้อขายหุ้น ที่บางฝ่ายมองว่า อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงตลาดหุ้นไทย และตลาดฯ ภูมิภาค แม้จีนขนาดตลาดฯ ใหญ่อันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น มูลค่าตลาด (Market Capitalization) ประมาณ 534 พันล้านดอลลาร์ สิ้น ต.ค. เทียบกับประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ของญี่ปุ่น แต่จากการที่ตลาดหุ้นจีนยังมีจุดด้อย เมื่อเทียบตลาดหุ้นภูมิภาคอื่นๆ เช่น ค่า P/E สูงประมาณ 40 เท่า มาตรฐานบรรษัทภิบาล ที่ยังถูกมองว่าต่ำ การขาดงานวิจัยบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนการที่ 2 ใน 3 ของหุ้นกระดาน A ขาดสภาพคล่อง หรือไม่มีการซื้อขายเนื่องจากรัฐบาลและบริษัทธุรกิจถือครองอยู่ คาดว่า การเปิดตลาดหุ้นของจีนแก่นักลงทุนต่างชาติดังกล่าว จะยังไม่มีผลกระทบการลงทุนตลาดหุ้นไทยและภูมิภาคปี 2546 โดยสรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า ปัจจัยหลักที่จะมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยปี 2546 จะได้แก่ สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐและอิรัก จะมีผลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นสหรัฐ ปัจจัยอื่นๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และการขายหุ้นเพิ่มทุนบริษัทจดทะเบียน จะแปรผันตามเงื่อนไขสงคราม โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกปี 2546 กรณีเกิดสงครามช่วงครึ่งแรกปี 2546 แต่ยุติเร็ว โดยสหรัฐได้รับชัยชนะ สงครามที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ขณะที่จะบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้บริโภคอเมริกัน อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอ และส่งผลกระทบบรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐ เป็นปัจจัยลบเศรษฐกิจไทย และตลาดหุ้นไทย ในที่สุด หมายความว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2546 อาจยังผันผวน โดยเฉพาะช่วงระหว่างสงคราม อย่างไรก็ตาม แม้สงครามจะยุติได้เร็ว โดยสหรัฐได้รับชัยชนะ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้ช่วงครึ่งหลังปี 2546 จะช่วยให้เศรษฐกิจไทย และการซื้อขายในตลาดหุ้น ฟื้นตัวได้ แต่การสิ้นสุดของสงคราม ไม่ได้หมายความว่า ความไม่แน่นอนจะจบ นอกจากอาจมีเรื่องการตั้งรัฐบาลใหม่ในอิรัก อาจยังมีการตอบโต้จากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับสหรัฐ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐและประเทศอื่นๆ รวมถึงไทย ยังมีความเสี่ยงการก่อวินาศกรรม หรือก่อการร้ายต่อไป โดยเฉพาะผลกระทบต่อด้านการท่องเที่ยว คิดเป็นรายได้ประมาณ 6% ของจีดีพีไทย ซึ่งหมายความว่า การฟื้นตัวเศรษฐกิจและภาวะการลงทุนของไทย ยังมีปัจจัยเสี่ยง (downside risk) เพิ่มความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นปี 2546 อาจยังผันผวน คาดว่า ดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีสงคราม อาจมีแนวรับและแนวต้าน 300 และ 410 จุด ตามลำดับ กรณีไม่เกิดสงคราม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเห็นว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐอาจเริ่มฟื้นตัวได้ อาจทำให้บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นไทย กลับมาดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้น ที่อาจเกิดขึ้น อาจยังถูกจำกัด จากการที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่เร็วดังคาด นั่นคือ สหรัฐยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงการชะลอตัวเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ยังสะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่อ่อนแอ ซึ่งแม้ธนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ย จนลงมาอยู่ต่ำสุดในรอบ 41 ปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จากการที่ผลกระทบการลดดอกเบี้ยต่อการใช้จ่าย อาจต้องใช้เวลา ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่า ประมาณ 6 เดือน การลดดอกเบี้ยของเฟด อาจยังไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากช่วงครึ่งแรกปี 2546 โดยอาจมีผลมากกว่าช่วงครึ่งหลัง ภาวะดังกล่าว อาจทำให้การปรับขึ้นตลาดหุ้นสหรัฐและตลาดหุ้นไทย อาจยังมีข้อจำกัด นอกจากนี้ อัตราขยายตัวเศรษฐกิจไทย ที่อาจชะลอปี 2546 เนื่องจากการใช้จ่ายภาคเอกชน ที่อาจขยายตัวอัตราชะลอ อาจทำให้การปรับขึ้นดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีไม่เกิดสงคราม เป็นไปลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ยังคงผันผวนระยะสั้น คาดว่าดัชนีหุ้นไทยปี 2546 กรณีไม่มีสงครามอาจมีแนวรับและแนวต้านที่ 340 และ 450 จุด ตามลำดับ การที่เศรษฐกิจไทยและตลาดหุ้นไทยปี 2546 จะอยู่ภายใต้ความเสี่ยงปัจจัยภายนอก เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ขณะที่ปัจจัยภายในยังถูกจำกัด โดยการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ถูกจำกัดโดยระดับหนี้สาธารณะ และวินัยการคลัง ขณะที่นโยบายการเงิน ก็ถูกจำกัดจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำอยู่แล้ว ยังจะขึ้นกับธนาคารกลางสหรัฐ ว่าจะลดดอกเบี้ยอีกหรือไม่ ตลาดหุ้นไทย จะผันผวน การลงทุนจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาหุ้นปัจจัยพื้นฐานดีเป็นสำคัญ หากสถานการณ์และความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย และเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติ หุ้นปัจจัยพื้นฐานดี จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจต่อเนื่องระยะยาว
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||