16 ธุรกิจรุ่งปีแพะ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย             วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2545

โดย ผู้จัดการออนไลน์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์และประเมินภาวะ 16 กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโต ประกอบด้วยสินค้า ต่อไปนี้

• กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโต ประกอบด้วย 16 ธุรกิจ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ธุรกิจบริการด้านการบริหารและที่ปรึกษาโครงการอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์และชิ้นส่วน สุราแช่พื้นเมือง ปูนซิเมนต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ โรงภาพยนตร์ ข้าว ยางพารา รถจักรยานยนต์และชิ้นส่วน ศูนย์วัสดุก่อสร้าง บริการรับสร้างบ้าน ธุรกิจบ้านจัดสรร ผัก-ผลไม้และผลิตภัณฑ์ และเครื่องดื่มชูกำลัง

เนื้อหาโดยละเอียดสินค้าแต่ละธุรกิจปี 2546 ดังนี้

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป : ฟาสต์ฟูดคู่ครัวไทย…ขวัญใจชนทุกระดับ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นอาหารคู่ครัวไทยที่ราคาจำหน่ายไม่สูงมากนัก อีกทั้งยังนำไปดัดแปลงทำเป็นอาหารรูปแบบต่างๆ หลากหลาย ส่งผลบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าที่ตลาดค่อนข้างใหญ่ ครอบคลุมกลุ่มผู้บริโภคทุกเพศ ทุกวัย ที่ต้องการความสะดวก และประหยัดในการบริโภค

ประกอบกับการรุกเข้ามาของผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหม่ช่วงกันยายน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง และมีศักยภาพการตลาดค่อนข้างสูง จึงช่วยกระตุ้นตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคึกคัก และเติบโตภายใต้ภาวะเศรษฐกิจไทย ที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัดจัดให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นสินค้าแนวโน้มเติบโตปี 2546 รายละเอียดดังนี้

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าขยายตัวดีต่อเนื่อง ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร เนื่องจากอาหาร ถือเป็นสินค้า 1 ในปัจจัย 4 จำเป็นในการดำรงชีวิต บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารรูปแบบหนึ่ง ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ ที่มีเวลาประกอบอาหารน้อยลง

ปัจจุบัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพัฒนารูปแบบ รวมทั้งรสชาติสินค้าหลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกสรรตามความชอบ ส่งผลได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ประการสำคัญคือ การแข่งขันในตลาดรุนแรง ทำให้ผู้ประกอบการรายต่างๆ ทุ่มงบประมาณจัดกิจกรรมการตลาดค่อนข้างสูง เป็นปัจจัยทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขยายตัว

ปัจจุบัน ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมูลค่าประมาณ 9,000-9,500 ล้านบาท ขยายตัวประมาณร้อยละ 5-10 ต่อปี ปัจจัยดังกล่าว ส่งผลหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ สนใจเข้าตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตลอดเวลา

แต่ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการรายใหม่น้อยรายจะประสบผลสำเร็จ เนื่องจากไม่สามารถฝ่ากระแสแข่งขันรุนแรง จากผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งถือเป็นผู้นำตลาด ซึ่งมีชื่อเสียงและรสชาติสินค้า รวมทั้งช่องทางจำหน่ายแข็งแกร่งได้

ที่ผ่านมา ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงประมาณ 3 รายคือ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) (มาม่า) บริษัทโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด (ไวไว) และบริษัท วันไทยอุตสาหกรรมการอาหาร จำกัด (ยำยำ)

กลยุทธ์การตลาดที่ผู้ประกอบการใช้ มีทั้งการลด แลก แจก แถม พัฒนารสชาติสินค้าใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่างให้สินค้า รวมทั้งทุ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สินค้าเป็นที่รู้จัก ผู้ประกอบการบางรายใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์ติด 1 ใน 10 สินค้าใช้งบโฆษณาสูงสุด เป็นค่าใช้จ่ายถึงประมาณ 250-300 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

ปัจจัยตัดสินว่า สินค้าผู้ประกอบการรายใด จะจำหน่าย และมีส่วนแบ่งตลาดมากน้อยเพียงใด จะขึ้นกับพัฒนารสชาติสินค้าเป็นสำคัญ ส่วนปัจจัยราคาจำหน่าย ถือเป็นปัจจัยรอง เนื่องจากราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปัจจุบันระดับไม่สูงนัก เพียงประมาณ 4-5 บาทเท่านั้น

สภาพตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปี 2546 แม้ตลาดจะยังคงเติบโตด้วยสภาพเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2545 แต่คาดว่า การแข่งขันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา เช่นเดียวกับหลังจากผู้ประกอบการรายใหม่เข้าตลาดคือ บริษัท 4 พีเพิล ฟูดส์ จำกัด ภายใต้ยี่ห้อ 4 ME

ผู้ก่อตั้งบริษัท เป็นผู้ประกอบการวงการบันเทิงเพลงและภาพยนต์ ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภค-บริโภค รวมทั้งผู้ประกอบการด้านจำหน่ายสินค้า โดยวางตลาดกันยายน แตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดในประเทศประมาณร้อยละ 5 รวมทั้งมีแผนจะขยายตลาดต่างประเทศปี 2546 ซึ่งช่วงแรก จะเริ่มที่ไต้หวันก่อน เนื่องจากฐานธุรกิจบันเทิงอยู่แล้ว ทำให้ผู้บริโภครู้จัก และง่ายต่อการทำตลาดพอสมควร

ผู้ประกอบการรายใหม่ดังกล่าว แตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่นๆ ที่เคยเข้าตลาด และไม่ประสบความสำเร็จ จนต้องออกจากตลาด เนื่องจากพร้อมทั้งด้านผลิตและการตลาด

ส่วนการผลิต ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่รับหน้าที่ผลิต ทำให้ลดต้นทุนตั้งโรงงานได้ ส่วนการจำหน่าย ก็มีผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ดูแล ขณะที่ด้านทำตลาด มีจุดแข็งพอสมควร

เนื่องจากบริษัทนี้ ก่อตั้งโดยผู้ประกอบการธุรกิจบันเทิง ทั้งละคร ภาพยนตร์ และเทปเพลง รวมทั้งกลุ่มศิลปินดารานักร้องในสังกัด ที่มีชื่อเสียง ซึ่งช่วยสร้างการยอมรับตัวสินค้าระยะเวลาสั้น โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งเป็นตลาดเดียวกับธุรกิจเพลง ซึ่งผู้ประกอบการรายใหม่ชำนาญ

น่าสังเกตว่า หลังจากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่ ส่งผลการแข่งขันธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทวีความรุนแรงมากขึ้นทันที ผู้ประกอบการรายเดิมที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากปัจจุบัน ต่างเร่งจัดกิจกรรมการตลาดอย่างหนัก

ทั้งเพิ่มงบประมาณจัดกิจกรรมการตลาด และส่งเสริมการขาย จัดกิจกรรมให้รางวัลร้านค้า เพื่อจูงใจสั่งซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ประการสำคัญคือ นำผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วไป โฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อรับรองรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ใช้ศิลปินดารานักร้องในสังกัด ที่ได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าให้

โดยสรุป ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงเติบโตได้อีกมาก ตามภาวะเศรษฐกิจ รวมทั้งจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เป็นสินค้าที่ประชาชนนิยมบริโภคเป็นอาหารหลักมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมตลาดจะเติบโตต่อเนื่อง แต่น่าสังเกตว่า สภาพการแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน จากการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหม่

ขณะเดียวกัน ปัญหาและอุปสรรคตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่สำคัญอีกประการคือ สินค้าประเภทนี้ กำไรต่อหน่วยค่อนข้างต่ำ เนื่องจากราคาจำหน่ายสินค้าไม่สามารถปรับเพิ่มขึ้นสอดคล้องต้นทุนผลิต ทั้งด้านแรงงานและวัตถุดิบ

ปัจจัยจากการแข่งขันรุนแรงตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละราย ไม่กล้าจะปรับราคาจำหน่าย เพราะอาจกระทบยอดจำหน่าย ที่ผ่านมา ราคาจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจึงประมาณ 4-5 บาทต่อซองมานาน ขณะที่ผู้ประกอบการบางราย ออกผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าแทน

การที่ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะฝ่ากระแสแข่งขันรุนแรง เพื่อครองส่วนแบ่งตลาด ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องได้ ต้องมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ไม่ว่าจะโฆษณาประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการจดจำ และเพิ่มความภักดีสินค้านานที่สุด

ผู้ประกอบการควรพัฒนาและวิจัย เพิ่มรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรงตามความต้องการผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคมักชอบทดลองของใหม่ ไม่ยึดติดยี่ห้อและรสชาติสินค้าใดสินค้าหนึ่ง

สังเกตได้ว่า พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะเลือกซื้อหลายๆ ยี่ห้อและหลายรสชาติ เพื่อไม่ให้จำเจในการรับประทาน หากรสชาติสินค้าเป็นที่นิยมของผู้บริโภค จะได้รับการตอบรับอย่างดี ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปควรมุ่งเน้นประสิทธิภาพผลิต และการจัดการ เพื่อลดต้นทุนสินค้า ประการสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันตลาดในประเทศ ผู้ประกอบการควรสนใจการขยายส่งออกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแพร่หลาย

แต่ผู้ประกอบการต้องพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เป็นไปตามกฎระเบียบประเทศต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากีดกันการค้า หากผู้ประกอบการทำได้เช่นนี้ น่าจะอยู่รอดในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งแข่งขันรุนแรง ได้

ธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ : จุดขายคือความเป็นมืออาชีพ

หลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมา ธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสการตลาดสูง ส่วนใหญ่เป็นบริการเกี่ยวข้องกับปัญหาคั่งค้างภาคอสังหาริมทรัพย์ระบบเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หลังช่วงวิกฤต รวมทั้งสภาพแวดล้อมธุรกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทำให้ต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพบริหารจัดการมากขึ้น บริษัทที่ให้บริการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในตลาด จะเป็นผู้มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญบริหารจัดการทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ผลงานบริหารเป็นที่ยอมรับ มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ และให้คำปรึกษาลูกค้าได้ การบริการหลายรูปแบบ อาทิ

- ธุรกิจที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งให้บริการวิจัย และข้อมูลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

- ธุรกิจบริหารอาคาร หรือทรัพย์สินส่วนกลางอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ อาทิ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาคารชุดพักอาศัย อาคารสำนักงาน- ธุรกิจบริหารการขาย หรือตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตัวแทนซื้อขายบ้านมือสอง การบริหารการขายให้โครงการจัดสรร หรือโครงการอาคารชุดพักอาศัย การดำเนินการด้านให้เช่าพื้นที่ เช่น อาคารสำนักงาน อพาร์ตเมนต์ เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ตลอดจนรับบริหารการขายทรัพย์สินให้สถาบันการเงิน ซึ่งมีพอร์ตทรัพย์สินรอการขายอยู่ในมือ

- จัดประมูลอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำหน้าที่จัดการประมูลขายทรัพย์สิน

แม้ผู้ประกอบการธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์จะจำนวนค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นธุรกิจเข้าง่าย ใช้ทุนน้อย และสร้างรายได้ดี โดยต้องมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงการแข่งขันในธุรกิจ ก็แตกต่างกันตามประเภทให้บริการ และระดับคุณภาพผู้ประกอบการ

ธุรกิจที่แข่งขันสูง น่าจะเป็นธุรกิจตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ธุรกิจจัดการประมูล ธุรกิจที่ปรึกษาและวิจัยอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริหารอาคาร ตลอดจนธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกลุ่มเป้าหมายลูกค้าระดับพรีเมี่ยม จะแข่งขันไม่มากนัก เพราะตลาดต้องการบริการมืออาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งส่วนใหญ่ บริษัทกลุ่มนี้ จะเป็นบริษัทชั้นนำต่างประเทศ ที่ตั้งเครือข่ายในไทย

ปัจจัยสำคัญทำให้ธุรกิจนี้เติบโตดี คือ

ประการแรก ทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) ระบบเศรษฐกิจมีมาก ณ กันยายน ทรัพย์สินในมือสถาบันการเงิน ซึ่งรวมทรัพย์สินรอการขายที่อยู่กับสถาบันการเงิน ทั้งภาครัฐและเอกชน บริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน และทรัพย์สินในกระบวนการขายทอดตลาดกรมบังคดี รวมกันประมาณ 470,000 ล้านบาท

การบริหารจัดการทรัพย์สินเหล่านี้ นอกจากสถาบันการเงินจะตั้งฝ่ายทรัพย์สินรอการขายตนเองขึ้น ยังใช้บริการตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทจัดการประมูล ช่วยระบายทรัพย์สินเหล่านี้

ปัจจัยประการที่ 2 คือ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะใช้บริการภายนอกมากขึ้น (Outsourcing) เช่น มอบหมายให้บริหารการขายโครงการ และทำกิจกรรมการตลาด บริหารอาคาร จัดการทรัพย์สินส่วนกลางโครงการ เป็นต้น ปัจจัยทั้ง 2 เป็นส่วนสำคัญทำให้ตลาดเติบโตดีปี 2545

แนวโน้มปี 2546 คาดว่าธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์ จะยังคงขยายตัวดี การเติบโตตลาดที่อยู่อาศัย จากผลอัตราดอกเบี้ยต่ำ และมาตรการส่งเสริมภาครัฐ จะส่งผลส่งดีธุรกิจบ้านมือสอง ให้เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงบริษัทรับบริหารการขาย และการตลาดให้โครงการจัดสรร

การเร่งจัดการทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงิน จะส่งผลดีบริษัทตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ทำให้มีโอกาสรับงานจากหน่วยงานเหล่านั้นมากขึ้น ขณะที่บริษัทจัดการประมูล น่าจะมีงานเพิ่มขึ้น จากการที่สถาบันการเงินจะรวมตัวกันจัดมหกรรมขายทรัพย์สินบ่อยครั้งขึ้น

ธุรกิจบริหารอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น อาจขยายตัวส่วนการใช้บริการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งต้องควบคุมงบประมาณรายจ่าย จึงต้องหันมาหาบริษัทมืออาชีพบริหารค่าใช้จ่ายให้คงที่

ขณะที่การขยายการลงทุนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ น่าจะช่วยเพิ่มปริมาณงาน เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ ต้องการบริการการดูแลอสังหาริมทรัพย์ให้มีสภาพดี และรักษามูลค่าทรัพย์สินให้คงอยู่ยาวนาน กฏหมายเกี่ยวกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร น่าจะส่งผลความต้องการใช้บริการบริษัทเหล่านี้เพิ่มขึ้น

รถยนต์และชิ้นส่วน : พุ่งแรงรับเศรษฐกิจฟื้นตัว

ปี 2545 เป็นปีแห่งการกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้งของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ยอดจำหน่ายในประเทศ ที่คาดว่าจะสูงถึงเกือบ 4 แสนคัน เทียบกับ 297,052 คันปี 2544 คาดว่าภายใน 1-2 ปี ยอดจำหน่ายรถยนต์จะกลับสู่ระดับที่เคยทำสูงสุดก่อนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจคือ 589,126 คัน ปี 2539 ได้ค่อนข้างแน่นอน

ยิ่งกว่านั้น มีแนวโน้มไทยกำลังจะกลายเป็นฐานผลิตสำคัญในเอเซีย เพื่อส่งออกรถยนต์สู่ตลาดโลกอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป็นผลจากการกำหนดยุทธศาสตร์ผลิตและการค้าบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของโลกหลายบริษัท โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น  ที่กำลังย้ายฐานผลิตมาไทย

การขยายตัวการส่งออกรถยนต์ของไทย เริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งภาวะตกต่ำยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศครั้งนั้น ทำให้ผู้ประกอบการระบายปริมาณรถยนต์ที่ผลิต ด้วยการส่งออก จากจำนวนส่งออกเพียง 14,000 คันปี 2539 การส่งออกก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ เป็นกว่า 175,000 คันปี 2544 และประมาณ 180,000-190,000 คันปี 2545

ภาวะสดใสอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยปี 2545 เป็นผลจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคมั่นใจมากขึ้น และกลับมาซื้อรถยนต์อีก หลังจากไม่เปลี่ยนรถมานาน ตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ผนวกภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นประวัติการณ์ เอื้อประโยชน์ผู้เช่าซื้อรถยนต์ ทำให้ตลาดรถยนต์กลับมาคึกคักอีก

แม้จะมีปัจจัยลบบ้าง เช่น ความผันผวนราคาน้ำมัน เนื่องจากความวิตกสงครามสหรัฐ-อิรักรอบ 2 ตลอดจนภาวะน้ำท่วมหลายจังหวัด แต่แทบไม่ส่งผลกระทบตลาดรถยนต์ ช่วง 10 เดือนแรกปี 2545 ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศสูงถึง 325,818 คัน เพิ่มขึ้น 39.6% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว

ปัจจุบัน ลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ทั้งจากญี่ปุ่น ยุโรป และอเมริกา ทำให้ขณะนี้ ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ใหญ่ที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังมีแนวโน้มขยายการลงทุนโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีก

บริษัทเหล่านี้ เน้นส่งออก โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออก ทิศทางชัดเจนขยายการผลิตและส่งออก โดยใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อลดต้นทุน จึงมีส่วนสำคัญยิ่ง กำหนดนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์ของรัฐบาลไทยปัจจุบัน ซึ่งดำเนินมาตรการต่างๆ สอดคล้องทิศทางดังกล่าว

โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์โดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มกราคม เพื่อเพิ่มการจูงใจการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน โดยอนุญาตผู้ที่จะลงทุนโรงงานผลิต หรือประกอบรถยนต์ ได้รับยกเว้นภาษีอากรนำเข้าเครื่องจักรเหมือนกัน ไม่ว่าจะตั้งโรงงานอยู่เขตใด ต่างจากเดิมที่ได้รับยกเว้น หรือระดับลดหย่อนภาษีตามเขตที่ตั้ง

ทุกโครงการต้องมีขนาดลงทุนรวมไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท ต้องผลิตเพื่อส่งออกที่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งบีโอไอคาดว่า จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางประกอบรถยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์บรรทุกเล็ก (รถปิคอัพ)

จะทำให้การส่งออกรถยนต์ทั้งหมดเพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 150,000 คัน มูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 80,000 ล้านบาทต่อปี ก่อเกิดการลงทุนประมาณ 36,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์แสดงความจำนงจะลงทุนขยายกำลังผลิตรถยนต์ปิคอัพในไทย ตามนโยบายบีโอไอ

ปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการในไทย ร่วมกันกำหนดแผนแม่บทอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยกำหนดกลยุทธ์พัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วน เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตและส่งออกสู่ตลาดโลก

Product Champion หรือประเภทรถยนต์ที่มีศักยภาพที่สุดเวลานี้ คือรถยนต์บรรทุกปิคอัพ ซึ่งปัจจุบัน เป็นประเภทรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายมากที่สุดในไทย คือประมาณ 60% ของการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมด

ปี 2544 ยอดขายรถยนต์ในไทย 297,052 คัน เป็นรถยนต์ปิคอัพขนาด 1 ตัน 168,639 คัน ขณะเดียวกัน ส่งออกรถยนต์ปิคอัพประมาณ 130,000 คัน จากรถยนต์ส่งออกทั้งหมด 175,299 คัน ช่วง 10 เดือนแรกปี 2545 ไทยยอดขายรถยนต์ปิคอัพ 223,979 คัน หรือราว 68% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 325,818 คัน

กระแสข่าวที่ได้รับความสนใจมากช่วงปีที่ผ่านมา คือการที่กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาแผนปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2547

หลังจากประกาศแล้ว จะให้ระยะเวลาปรับตัวผู้ประกอบการอีก 2 ปี ก่อนจะให้โครงสร้างภาษีใหม่มีผลบังคับใช้ปี 2549 แนวทางปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตดังกล่าว จะแบ่งประเภทยานยนต์ใหม่เหลือเพียง 4 กลุ่ม คือ

1. รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง

2. รถยนต์นั่งเกิน 10 ที่นั่ง

3. รถยนต์มีกระบะ

4. รถสามล้อเครื่อง รถตุ๊กตุ๊ก รถจักรยานยนต์

วัตถุประสงค์หลักข้อเสนอปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าว เพื่อความสะดวกและคล่องตัวการเก็บภาษี ภาวะแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ พัฒนาการอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านรูปแบบรถยนต์และเทคโนโลยี ยังเพื่อลดปัญหาตีความประเภทรถยนต์ และปัญหาหลบเลี่ยงภาษี

ปัจจุบัน โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยานยนต์ของไทยค่อนข้างซับซ้อน แบ่งยานยนต์เป็นประเภทต่างๆ นับสิบประเภท เก็บภาษีอัตราแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ร้อยละ 3 จนถึงร้อยละ 48

อย่างไรก็ตาม ทางการยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขอัตราภาษี ซึ่งต้องศึกษาในรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะมีผลบังคับใช้อนาคต เนื่องจากการแบ่งกลุ่มประเภทรถยนต์ใหม่ จะส่งผลกระทบราคารถยนต์ ตลอดจนโครงสร้างตลาดรถยนต์อนาคต

คาดว่าปี 2546 ตลาดรถยนต์จะยังคงคึกคักต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจประเทศที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาวะอัตราดอกเบี้ยที่จะยังต่ำ และการส่งเสริมการขายจากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่จะนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาด

โดยจูงใจผู้บริโภคด้วยข้อเสนอเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ยอดขายในประเทศสูงถึง 5 แสนคันได้ปี 2546 ขณะที่การส่งออก ก็จะขยายตัวเป็นลำดับ ส่วนหนึ่ง เป็นผลจากการเปิดเสรีการค้า ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซี่ยน (AFTA) และ WTO คาดว่าปริมาณส่งออกจะสูงขึ้นมาก หลังจากตั้งหรือขยายโรงงาน เนื่องจากโครงการย้ายฐานผลิตรถยนต์มาไทยที่จะเสร็จสิ้นอีก 1-2 ปีข้างหน้า

ปี 2546 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ธุรกิจรถยนต์จะขยายตัวประมาณร้อยละ 20 หรือมากกว่านั้น อุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย จึงจัดอยู่กลุ่มธุรกิจแนวโน้มเติบโตชัดเจน

สิ่งที่น่าจับตามองอีกอย่างคือ ภาวะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วอุตสาหกรรมรถยนต์ ทำให้ตลาดชิ้นส่วนรถยนต์ขยายตัวตาม ทำให้แนวโน้มการลงทุนอุตสาหกรรม ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ทั้งจากในและต่างประเทศ เพิ่มขึ้นมาก เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมรถยนต์

ยิ่งเมื่อแนวโน้มชัดเจนว่า ทั้งนโยบายภาครัฐ และกลยุทธ์ธุรกิจบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลก ต่างสนับสนุน และดำเนินการ ให้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกอนาคตอันใกล้ ยิ่งทำให้มีบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ๆ หลายรายในไทย ขยายกำลังผลิต หรือเตรียมจะลงทุนเพิ่ม เพื่อรองรับความต้องการโรงงานรถยนต์

อาทิ กลุ่มบริษัท เดนโซ่ ผู้ผลิตแอร์รถยนต์และอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์ บริษัท อาปิโกไฮเทค ผู้ผลิตอุปกรณ์จับยึดสำหรับประกอบตัวถังรถยนต์ และชิ้นส่วนปั๊มขึ้นรูป บริษัท ไทยสแตนเลย์ฯ ผู้ผลิตระบบไฟส่องสว่างรถยนต์ บริษัท สยามยีเอสแบตเตอรี่ และบริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ฯ เป็นต้น

คาดว่าปี 2546 ตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมดของไทย ซึ่งปัจจุบันมูลค่ากว่าแสนล้านบาท จะเติบโตใกล้เคียงปี 2545 คือราวร้อยละ 12-13 อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่วิตกกันขณะนี้คือ การขยายกำลังผลิต และเพิ่มการลงทุน ของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ จะทำโดยผู้ประกอบการ ที่เป็นกิจการร่วมลงทุนจากต่างประเทศ

ซึ่งมีศักยภาพการเงิน ความก้าวหน้าเทคโนโลยี ตลอดจนความสามารถการแข่งขันเหนือผู้ประกอบการคนไทย ส่งผลผู้ประกอบการคนไทยต้องปรับปรุงประสิทธิภาพผลิตเร่งด่วน

ตารางที่ 1  การผลิต ยอดขาย และการส่งออกรถยนต์ของไทย (หน่วย: คัน)
ปี กำลังผลิต ปริมาณผลิตจริง ยอดขายในประเทศ ยอดส่งออก
2539 775,800 559,428 589,126 14,000
2540 775,800 360,303 363,156 42,218
2541 996,800 158,130 144,065 67,857
2542 996,800 327,233 218,330 125,702
2543 1,069,700 411,721 262,189 152,836
2544 1,069,700 459,418 297,052 175,299
2545 (ม.ค.-ก.ย.) 1,069,700 409,985 288,389* 128,094


* ยอดขายระหว่าง ม.ค.-ต.ค. ขยับขึ้นเป็น 325,818 คัน
ที่มา สถาบันยานยนต์
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

 

ตารางที่ 2  มูลค่าส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบของไทย
ปี มูลค่า (ล้านเหรียญสหรัฐ) อัตราเพิ่ม/ ลด (%)
2538 659.6 -24.25
2539 648.0 -1.75
2540 1,064.2 64.23
2541 1,241.0 16.61
2542 1,902.3 53.28
2543 2,419.4 27.18
2544 2,655.0 9.74
2545 (ม.ค.-ก.ย.) 2,122.9 10.07 *


* อัตราเพิ่มเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า
ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์

 

กลับหน้าแรก