ทีดีอาร์ไอ แย้ง ทศท ถือหุ้นบริษัทคู่สัญญา

กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 26 พฤศจิกายน 2545

หวั่นตลาดผูกขาด, ประชาชนไม่ได้ประโยชน์จากการแปรสัญญา

ทีดีอาร์ไอ แย้ง แนวทางแปรสัญญาสื่อสาร ที่เปิดให้ ทศท เข้ามาถือหุ้นในบริษัทเอกชนคู่สัญญา หวั่นหนุนคงสภาพโครงสร้างตลาดแบบผูกขาด และประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันตลาดเสรี

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับกรอบการแปรสัญญาร่วมการงานกิจการโทรคมนาคม ที่บริษัทเอกชนสามารถเปิดให้หน่วยงานสื่อสารคู่สัญญา โดยเฉพาะบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามาถือหุ้นในบริษัท โดยการแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นหุ้น

เนื่องจากจะส่งผลให้โครงสร้างตลาด โดยเฉพาะในธุรกิจให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ที่จะนำไปสู่การแข่งขัน เพราะทำให้ ทศท ยังคงเป็นผู้ผูกขาดตลาด และประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากการแปรสัญญา

ปัจจุบัน ทศท มียอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์พื้นฐานทั่วประเทศกว่า 3 ล้านราย ขณะ ทีเอ มีลูกค้าประมาณ 1.7 ล้านราย จากยอดเลขหมายทั้งสิ้นในโครงข่าย 2.6 ล้านเลขหมาย

"โจทย์ของการแปรสัญญาเกิดขึ้น จากพื้นฐานการเปิดตลาดเสรีและการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน โดยมีความจำเป็นต้องแก้สัญญา เพื่อปลดเงื่อนไขที่ผูกพันระหว่าง ทศท กับเอกชน ทำให้คู่สัญญาเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน และประชาชนได้ผลประโยชน์" นายสมเกียรติ กล่าว

เตือนศึกษากรณีธุรกิจไอเอสพี

อย่างไรก็ตาม แนวทางของเอกชนที่เสนอให้มีการแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นหุ้นนั้น คงต้องคำนึงถึงปัจจัย 2 ข้อ ได้แก่ 1. จะนำไปสู่การแข่งขันเสรี จากนโยบายการแปรสัญญาร่วมการงานกิจโทรคมนาคมหรือไม่ และ 2. การถือหุ้นของรัฐในบริษัทเอกชน เมื่อเทียบกับส่วนแบ่งรายได้ที่ ทศท ได้รับในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เขายกตัวอย่างกรณีที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) เข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) ทั้ง 18 ราย แต่มีเพียง 2 รายเท่านั้นที่จ่ายปันผล เนื่องจากผลการดำเนินงานของรายอื่นๆ อยู่ในสภาพขาดทุน

นอกจากนี้ ไอเอสพี ส่วนใหญ่ ต่างก็จัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเสริมบริการ ซึ่งหากพิจารณาจากผลการดำเนินงานแล้ว บริษัทลูกเหล่านั้นจะมีกำไร แต่บริษัทที่ กสท. ร่วมถือหุ้นกลับประสบภาวะขาดทุน

"เงื่อนไขนี้รัฐเสียเปรียบ เพราะนอกจากจะสูญเสียส่วนแบ่งรายได้แล้ว การเข้าไปถือหุ้นในบริษัทเอกชน ก็ไม่มีโอกาสได้รับเงินปันผลจากการถือหุ้น เนื่องจากผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน ยังมีภาระหนี้สินและอยู่ในสภาพขาดทุน โดยรูปแบบดังกล่าว เป็นแนวทางเดิมของเอกชนที่เสนอเข้ามายัง ทศท ก่อนหน้านี้" นายสมเกียรติ กล่าว

ทศท ชี้พูดง่ายทำยาก

แหล่งข่าวจากบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากทีเอ เลือกใช้แนวทางให้ ทศท สามารถแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นหุ้น เพื่อยุติปัญหาการหาทางออกของแนวทางแปรสัญญาร่วมการงาน จะทำให้ ทศท เกือบเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ทีเอ เมื่อคำนวณจากส่วนแบ่ง 16% ของรายได้รวม และระยะเวลาของสัญญาที่เหลือกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ตาม การรวมบริษัท หรือเข้าไปถือหุ้นในเอกชน คงต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล ส่วนวิธีการเข้าไปถือหุ้น คงพิจารณาหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าองค์กร, รูปแบบการดำเนินธุรกิจ, ทุน และภาระหนี้สิน โดยคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร

นอกจากนี้ คงต้องนำกรณีศึกษาของการรวมบริษัทในต่างประเทศ มาเป็นปัจจัยประกอบแนวทางการพิจารณาด้วย

ทีเอ มองร่วมทุนเพื่อลดลงทุนซ้ำซ้อน

ทีเอ พร้อมใช้แนวทางแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นหุ้น หวังลดปัญหาลงทุนซ้ำซ้อน พร้อมแนะการโอนโครงข่าย ควรผสานกันทั้ง 2 รูปแบบ

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ กล่าวว่า ในการประชุมร่วมระหว่างเอกชนคู่สัญญาสัมปทานสื่อสาร และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) วันพรุ่งนี้ (27 พ.ย.) เพื่อหาทางออกของแนวทางแปรสัญญานั้น บริษัทคงมองถึงผลสรุปที่สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม

โดยหนึ่งในแนวทางที่มองว่าเป็นไปได้ ได้แก่ การแปลงส่วนแบ่งรายได้เป็นหุ้น และเปิดให้ ทศท เข้ามาถือหุ้นใน ทีเอ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ในแง่การใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะในส่วนของโครงข่ายให้บริการ และลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการโอนทรัพย์สินในโครงข่ายตามที่ระบุในสัญญานั้น มองว่าควรใช้แนวทางที่สนับสนุนให้เกิดการให้บริการบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน โดยแบ่งเป็น 1. โครงข่ายในส่วนที่ผู้ให้บริการมีสิทธิซื้อคืน เพราะที่ผ่านมาแต่ละรายต่างก็ลงทุนขยายไปตามจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด

และ 2. สินทรัพย์ในส่วนที่ผู้ให้บริการสามารถเข้ามาใช้ร่วมกันได้ เช่น ท่อร้อยสาย ซึ่งรัฐอาจดึงไปไว้เป็นโครงข่ายส่วนกลาง และเก็บค่าใช้งานจากผู้ใช้บริการตามปริมาณการใช้งาน ซึ่งจะทำให้ลดภาระการลงทุนซ้ำซ้อน

 

กลับหน้าแรก