|
ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ฆาตกรธุรกิจไทย สมเกียรติ โลห์เพชรรัตน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2545 โครงสร้างของธุรกิจค้าปลีกขนาดยักษ์เหล่านี้ มีอยู่เกือบทุกฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายพัฒนาที่ดิน จนถึงระดับการเข้าครอบครองผลิตผลทางการเกษตร เรียกตามภาษาที่ทันสมัยคือ แบบครบวงจร ผมเองไม่ใช่นักชาตินิยม และในมันสมองของผม ไม่เคยมีความคิดในการต่อต้านชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนก็ตาม แต่ก็ยอมรับว่า ผมเป็นคนที่ชอบเห็นความเป็นธรรม และมีความรักชาติมากพอสมควร และเหตุที่ผมต้องใช้ "ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ฆาตกรธุรกิจไทย" เป็นหัวข้อในการใช้ดำเนินเรื่อง เนื่องจากการที่เป็นลูกของนักธุรกิจขนาดใหญ่ที่ครอบครัวก็เคยไต่เต้ามาจากธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในขณะนี้ ดูไปก็คล้ายกับร้านค้าปลีกเหล่านี้กำลังรวมหัวรุมสกรัมเหล่า "ค้าปลีกกลายพันธุ์ขนาดใหญ่" ที่บังเอิญส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติในขณะนี้ พวก ศูนย์การค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่กำลังทำผิดกฎหมายและหลักการ หรือแนวปฏิบัติการใช้ผังเมืองรวมในขณะนี้ เพราะนอกจากจะผิดระบบการใช้พื้นที่แล้ว พวกศูนย์ค้าปลีกกลายพันธุ์ขนาดยักษ์ ยังเอาเปรียบประชาชนชาวไทย ผู้ซึ่งเป็นผู้เสียภาษี ซึ่งเงินภาษีเหล่านี้ที่รัฐนำมาใช้สร้างสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อยังประโยชน์และเป็นการคืนกำไรให้กับประชาชนผู้เสียภาษี (แต่พวกค้าปลีกขนาดยักษ์เหล่านี้อยู่ๆ ก็เข้ามาใช้ฟรี) นอกจากการเข้ามาใช้ฟรี โดยรัฐไม่มีมาตรการการจัดเก็บทางด้านการคลังที่ถูกต้องแล้ว ศูนย์ค้าปลีกกลายพันธุ์ขนาดยักษ์เหล่านี้ ยังเป็นผู้สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงมาก ในอนาคตข้างหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ จนรัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ตอนนี้ผมขอพูดถึงเรื่องราวที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับเกิดมีท่านรัฐมนตรีช่วยท่านหนึ่งออกมาพูดในทำนองปกป้องผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดยักษ์เหล่านี้ ในทำนองว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเกมแข่งขันทางการค้าชนิดหนึ่งที่จะทำให้ระบบค้าปลีกเราเกิดการตื่นตัว และจะได้รับการพัฒนาในอนาคต ก็ต้องยอมรับว่าจริง แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพราะเหตุว่านักธุรกิจไทยตอนนี้ หลังจากถูกการบริหารระบบการเงินแห่งชาติ ทำให้เสียศูนย์จนกลายเป็นคนพิการไปหมดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่นี้จะมีกำลังหรือน้ำยาไปสู้รบตบมือกับยักษ์ใหญ่กลายพันธุ์เหล่านี้ได้อย่างไร และถ้าหากรัฐหรือรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องไม่มีระบบที่ดีแล้ว ในอนาคตก็คงจะหาเถ้าแก่ไทยได้ยาก และจะกลายเป็นศัพท์ในโบราณคดี เพราะสิ่งหนึ่งที่จะต้องจดจำไว้ คือ สิ่งที่พวกยักษ์ใหญ่ค้าปลีกกลายพันธุ์เหล่านี้ จะลุยไปเกือบทุกอย่างที่ขวางหน้า "ไม่ใช่แต่เฉพาะกลุ่มโชวห่วย" แต่เพียงอย่างเดียว หากท่านสามารถยื่นจมูกที่ไม่เป็นหวัดแล้วถอดแว่นกันแดดสีดำออก ท่านจะเห็นโครงสร้างของธุรกิจค้าปลีกขนาดยักษ์เหล่านี้ ที่มีอยู่เกือบทุกฝ่าย ตั้งแต่ฝ่ายพัฒนาที่ดินจนถึงระดับการเข้าครอบครองผลิตผลทางการเกษตร เรียกตามภาษาที่ทันสมัยคือ แบบครบวงจร ซึ่งหลักการทำธุรกิจแบบนี้จะมีอยู่และทำได้แห่งเดียวในประเทศไทย เพราะประเทศอื่นเขาไม่ให้ทำ ส่วนที่ว่ากลายพันธุ์ เพราะแต่เดิมศูนย์การค้าแบบนี้ MAKRO เป็นเจ้าแรกเข้ามาตั้งที่บางกะปิ ดำเนินรูปแบบธุรกิจแบบที่เขาเคยได้รับอนุญาตแบบประเทศอื่นๆ คือ ต้องเป็นศูนย์ส่งแบบขายทีละมากๆ และต้องขายให้กับนิติบุคคลเท่านั้น (คือต้องขายให้ผู้ถือบัตรที่เป็นตัวแทนของบริษัทเท่านั้น) โดยยึดหลักการขายสินค้าในราคาต่ำ เพื่อให้ผู้ซื้อเอาไปขายต่อทำกำไรได้วิธีการลดต้นทุนสินค้าของเขาคือ 1.ต้องลงทั้งหมดด้วยเงินสด 100% 2.ซื้อสินค้าด้วยเงินสด 100% 3.ลดค่าตกแต่งและพนักงานขายสวยๆ 4.ให้บริการแบบต้องช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งระบบนี้ผมยังเคยออกปากชมว่าเข้าท่าดี และยังเป็นการส่งเสริมให้คนที่มีกระเป๋าน้อยมีโอกาสเกิดเป็นเถ้าแก่ใหญ่ในอนาคต เพราะธุรกิจเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นแบบระบบของพรรคไทยรักไทย ที่เรียกว่า ระบบธุรกิจรากหญ้า แต่ตอนนี้ธุรกิจที่คิดว่าจะเป็นที่ส่งเสริมเปิดโอกาสให้ก่อเกิดระบบรากหญ้าได้กลายพันธุ์มาขายปลีกสินค้าทุกประเภท (แม้กระทั่งไม้จิ้มฟันหนึ่งกล่อง) ศูนย์การค้ายักษ์ใหญ่เหล่านี้เลยกลายเป็น "ธุรกิจนักฆ่า" แทน คือ ฆ่าธุรกิจทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะพวก "โชวห่วย" อย่างที่พวกเราท่านๆ เข้าใจแต่เพียงผิวเผิน ร้านค้าทุกประเภทตั้งแต่ที่นอน หมอน มุ้ง ฯลฯ เจ๊งกันเป็นแถวๆ ยาวเหยียดยาวนับได้ถึงมหานครลอนดอน รวมทั้งนักพัฒนาที่ดินคนไทยที่เคยใช้ความได้เปรียบของความเป็นคนไทย ภายใต้กฎระเบียบที่เอื้ออำนวยให้บ้าง ที่เคยปลูกศูนย์การค้าแล้วให้ศูนย์ค้าปลีกเหล่านี้เช่า ปัจจุบันเขาลงทุนเองแบบจับเสือมือเปล่า คือ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างก็มาเอาคืนจากค่าแป๊ะเจี๊ย ภาษาสมัยใหม่ คือค่าธรรมเนียมเนื้อที่วางสินค้า ส่วนตัวสินค้าที่เคยซื้อเงินสดก็กลายเป็นแบบ CREDIT 90 วัน โดยมีลักษณะเวียนการสั่งซื้อสินค้า 5-10 วันต่อครั้งแล้วแต่ และชื่อของศูนย์ งบโฆษณาหรือก็หมูมาก เพราะคนไทยใจดีสมกับสยามเมืองยิ้ม คือบังคับให้แชร์ค่าโฆษณาในรูปแบบต่างๆ ที่เรียกอย่างภาคภูมิใจว่าแนวทางการ PROMOTE สินค้าของ YOU (สินค้าตัวไหนไม่ให้ความร่วมมือ คือต้องถูกซองขาวในไม่ช้า) อย่างนี้จะเรียกว่ายุติธรรมหรือไม่ อย่าว่าแต่ศูนย์ค้าปลีกขนาดใหญ่กลายพันธุ์เหล่านี้ จะเป็นของชาวต่างชาติเลย ของคนไทยเองก็ไม่ถูกต้อง เพราะจะเป็นการกีดขวางโอกาสการเจริญเติบโตของคนรุ่นใหม่ เป็นการสร้างช่องว่างของสังคมให้ห่างไกลกันออกไปมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นปัญหาทางสังคมที่เยียวยายากในภายหลัง... เวลานี้เราไม่ควรกีดขวางการลงทุนจากชาวต่างชาติ แต่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ให้พวกเราตาดำๆ อยู่บ้าง ไม่ใช่เล่นหามใส่เปลให้ขึ้นไปชกกับคู่แข่งทั้งๆ ที่รู้ว่า ขึ้นไปก็ตายลูกเดียว ผมไม่ใช่พ่อค้าปลีก ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมเป็นสถาปนิก แต่ก็อยากจะขอความเมตตา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพียง 3 ข้อในระยะนี้ก่อนว่า 1.ขอให้ศูนย์ค้าปลีกขนาดยักษ์ต้องตั้งอยู่นอกเมือง (ทุกจังหวัด) 2.ขอให้ออกระเบียบว่า จะต้องเป็นศูนย์ขายส่งอย่างเดียวคือ ต้องขายสินค้าอย่างน้อยกี่โหลหรือหากเป็นสินค้าเกษตรต้องอย่างน้อยกี่กิโลเมตรแล้วค่อยๆ แก้ไขกฎเกณฑ์ให้เข้ากับเศรษฐกิจไทยจนกว่าจะฟื้นตัว 3.เขาควรจะลงทุนในระบบสาธารณูปโภคทุกชนิด แล้วค่อยมาเชื่อมต่อกับระบบส่วนกลางของรัฐ โดยรัฐถอยห่างจากถนนสายหลักอย่างน้อย 2 กิโลเมตร เพียงข้อบังคับหรือหลักการของการจัดระเบียบการค้าที่เสนอมา 3 ข้อนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้อง จะใจจืดใจดำไม่รับไว้พิจารณาเชียวหรือครับ
|
| กลับหน้าแรก |