|
รัสเซียในหล่มโคลน
สุรพล ธรรมร่มดี กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 การต่อสู้ของคนงาน ส่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลง อย่างสำคัญในช่วงปลายทศวรรษ คนงานหันมาใช้วิธีเข้าควบคุมกิจการเอง โดยร่วมกันขับไล่ผู้บริหารเดิม แล้วเลือกตัวแทนขึ้นมาเป็นทีมบริหารใหม่ เข้าไปดำเนินการจนกิจการมีกำไร
เศรษฐกิจรัสเซียยังคงเรรวนซวนเซ ภาวะหนี้สูงและการลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันที่ซบเซาได้ฉุดรั้งให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีทรุดต่ำลงจากร้อยละ 9 ในปี 2000 มาเป็นร้อยละ 5.1 ในปี 2001 และคาดว่า ปีนี้จะต่ำไปอีกเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.5 ตัวเหนี่ยวรั้งสำคัญในระยะยาวก็คือ ผลพวงจากการใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงระบบอย่างรุนแรง (shock therapy) โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจขนานใหญ่อย่างฉับพลันทันที ทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงลิ่วและคนว่างงานมหาศาล และนำมาซึ่ง การดิ้นรนต่อสู้ของคนงานรัสเซีย หนี้ต่างประเทศพอกพูนจนเศรษฐกิจรัสเซียคืบคลานอย่างไร้เสถียรภาพ ปัญหาเริ่มต้นจากปี 1991 เมื่อเกิดการขาดดุลงบประมาณสูงถึงร้อยละ 21 ของจีดีพี หนี้ต่างประเทศสูงถึง 56,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทองคำสำรองและเงินตราต่างประเทศหมดไปจากคลัง แม้ว่าได้ขายรัฐวิสาหกิจออกไป แต่นักลงทุนร่วมกับข้าราชการระดับสูง (Oligarch) กลับรับซื้อในราคาต่ำถึง 4-5 เท่าตัว และเกิดคอรัปชั่นกันขนานใหญ่ รัฐจึงขาดรายได้ที่ควรได้ ขณะเดียวกัน ธุรกิจก็เลี่ยงจ่ายภาษีกันมาก จนในปลายทศวรรษ 1990 รัฐบาลเยลซิน ต้องออกบอนด์ (Bond) ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง ทว่าก็ยังขายไม่ออก หนี้สินจึงพอกพูนขึ้นจนปัจจุบันสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ น้ำมัน เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ประคับประคองรัสเซียมาได้แต่ก็ไม่ยั่งยืน ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นจาก 20 ไปเป็น 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปี 1998-2000 ทำให้รัสเซียได้เงินตราต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน การลงทุนในอุตสาหกรรมน้ำมันมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 90 ต่อปี นับแต่ปี 1999 Business Week ระบุว่ามีการขยายการลงทุนในเขตยุโรปตะวันออก ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ อย่างเช่น Yukos Oil ในลิธัวเนีย เพื่อหากำไรส่วนเกินจากราคาสินทรัพย์ที่ต่ำและโอกาสได้ตลาดในยุโรปตะวันตก ภายหลังที่ยุโรปตะวันออกได้เข้าร่วมกับสหภาพยุโรปแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจระยะผ่านชี้ว่า การลงทุนด้านนี้เริ่มตกลงในปีนี้ โดยจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมาโตเพียงร้อยละ 2.5 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งโตถึงร้อยละ 7.8 เพราะราคาน้ำมันได้เริ่มค่อยๆ ตกลงมาตั้งแต่ต้นปี 2001 ยิ่งไปกว่านั้นเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เห็นจะมีอีกปัจจัยหนึ่งคือ การลงทุนจากต่างประเทศที่ช่วยรัสเซียไว้ได้บ้าง แต่ไม่ตลอดไป ครึ่งปีนี้มีการลงทุนสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 25.2 และมีมูลค่าสูงถึง 38,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะหมวดอุตสาหกรรมก็สูงขึ้นถึงร้อยละ 30.5 ขณะที่ปีที่แล้วสูงขึ้นเพียงร้อยละ 6.7 ได้แก่ การลงทุนจากยุโรป เช่น เยอรมนี อังกฤษ และฝรั่งเศส ทว่าการลงทุนนี้ยังไม่อาจครอบคลุมถึงการแก้ไขวิกฤติในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ เช่น พลังงาน, การขนส่งระบบท่อ เป็นต้น ซึ่งในช่วงปี 2000-2001 ได้เกิดปัญหาอย่างรุนแรง อาทิ ความชะงักงันในระบบขนส่งพลังงาน ปัญหาแก๊สรั่วและระเบิด การตัดกระแสไฟฟ้าในหลายพื้นที่ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลปูติน ที่เข้ามาบริหารประเทศในช่วงเดียวกัน ก็ละเลยปัญหาโดยผลักภาระนี้ให้กับการลงทุนจากต่างประเทศแทน ทั้งๆ ที่การลงทุนเปลี่ยนระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ คือหัวใจของการฟื้นเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง การที่รัฐบาลมีหนี้สินล้นพ้นตัว และมัวแต่หารายได้จากการลงทุนในต่างประเทศเท่ากับปล่อยให้ชะตากรรมของคนงานในประเทศผูกติดกับกิจการของรัฐที่ง่อนแง่น คนงานที่มีงานทำเผชิญกับปัญหาค่าจ้างตกต่ำถึงร้อยละ 40 และการค้างจ่ายเงินเดือน 2-3 เดือนมาตลอดทศวรรษแห่งการฟื้นคืนทุนนิยมในรัสเซีย ส่วนที่ถูกเลิกจ้างทำให้อัตราการว่างงานสูงถึงร้อยละ 13 คนยากจนนั้นเล่าที่อยู่ต่ำกว่าเส้นยากจนได้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 35 ภาวการณ์เช่นนี้ทำให้การต่อสู้ของคนงานรัสเซียมีพัฒนาการที่เข้มข้น ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 คนงานรวมตัวนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้ปรับค่าจ้างและจ่ายตามกำหนด ทว่าไม่ประสบผล นอกจากขาดการรวมตัวที่เข้มแข็งแล้ว ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจและการว่างงานขณะนั้นทำให้แม้มีการเพิ่มค่าจ้าง แต่ก็ตามมาด้วยเงินเฟ้อและแม้จะได้รับค่าจ้างตามกำหนด แต่การค้างจ่ายยังคงเกิดขึ้นอีก ต่อมาในช่วงกลางทศวรรษ คนงานเปลี่ยนจากการนัดหยุดงานมาเป็นการอดอาหารประท้วงบ้าง การปิดถนนหรือทางรถไฟบ้าง แต่ก็ถูกทางการปราบปรามสำเร็จ การต่อสู้ของคนงานส่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในช่วงปลายทศวรรษ คนงานหันมาใช้วิธีเข้าควบคุมกิจการเอง (Workers' control) โดยร่วมกันขับไล่ผู้บริหารเดิม แล้วเลือกตัวแทนของคนงานขึ้นมาเป็นทีมบริหารใหม่ และเข้าไปดำเนินการจนกิจการมีกำไร แก้ไขปัญหาคอรัปชั่น สามารถเพิ่มค่าจ้าง ยุติการค้างจ่ายเงินเดือน และจัดสวัสดิการให้กับคนงานได้ ดังกรณีคนงานของโรงงานวิศวกรรม Yasnogorsk ในเขตการปกครอง Tula และคนงานของโรงงานเยื่อกระดาษ Vyborg ในเมือง Sovetsky ของเขตการปกครอง Leningrad ในกรณีแรกเกิดขึ้นในปี 1998 คณะกรรมการนัดหยุดงานเข้าแทนที่ฝ่ายบริหาร และช่วยตรวจสอบการปกปิดบัญชี และสกัดกั้นการคอรัปชั่นจากการขายผลผลิต ในกรณีหลังเกิดขึ้นในปี 1997 คนงานเข้าควบคุมกิจการจนพลิกฟื้นให้กิจการที่ล้มละลายกลายเป็นกิจการที่ทำกำไรได้ แต่นายทุนต้องการซื้อกิจการนี้ และร่วมกับกองกำลังรัฐบาลยึดกิจการคืนมาได้ โดยใช้วิธีสกัดกั้นทางรถไฟมิให้ลำเลียงวัตถุดิบไปถึงโรงงาน คนงานตอบโต้โดยการปิดล้อมกำลังทหารจนเกิดการปะทะกัน ผลจากการต่อสู้คนงานได้รับการสนับสนุนจากคนงานในกิจการย่านเดียวกัน ตลอดจนนักการเมืองในสภาดูม่า และนักวิชาการ บนเส้นทางฟื้นคืนทุนนิยม รัสเซียกำลังก้าวไปสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าหากทุนนิยมและการแสวงหากำไรสูงสุดไม่ใช่คำตอบของสังคมแล้ว บางทีทางออกอาจมาจากประสบการณ์ล่าสุดของคนงานรัสเซียนี้ก็เป็นได้ |