|
ทรท.สรุปกฏหมายฟื้นฟู ไม่ล้ม 11 ฉบับ ยันไม่ขายชาติแค่มีจุดอ่อน หอการค้าหนุนใช้กม.เดิม คุม'ยักษ์ค้าปลีก'ครบวงจร มติชนรายวัน วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 ที่ประชุมหอการค้าทั่วประเทศรุกต่อ ให้รัฐกำหนดวัน-เวลาเปิด-ปิดค้าปลีกขนาดใหญ่ ให้ชะลอการขยายตัว 'พรหมมินทร์' หนุนแนวคิด 'แม้ว' ใช้กฎหมายมหาดไทยดีกว่า อนุกรรมการ ทรท.ศึกษาเสร็จแล้วกม.ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับไม่จำเป็นต้องยกเลิก แม้แต่ฉบับเดียว ยันไม่ใช่ กม.ขายชาติ การประกาศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องออกกฎหมาย ควบคุมธุรกิจค้าปลีก เพราะจะทำให้รัฐบาลประสบปัญหาในการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศอื่น ได้สร้างความงงงวย ให้กับสมาชิกหอการค้า ที่ผลักดันให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายควบคุมค้าปลีกอย่างมาก โดยขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมธุรกิจค้าปลีก อยู่ระหว่างการพิจารณา ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ที่ผ่านมาธุรกิจค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยของไทยได้ผลักดัน ให้ออกกฎหมายดังกล่าว เพื่อคุ้มครองโชห่วยที่ใกล้สูญพันธุ์ อันเนื่องจากถูกค้าปลีกต่างชาติที่เงินทุนหนากว่าเช่น คาร์ฟูร์ โลตัส แย่งตลาดอย่างหนัก หอค้ารุกต่อคุมค้าปลีกใหญ่ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเจริญศรี แกรนด์ พลาซ่า จังหวัดอุดรธานี นายวัชระ พรรณเชษฐ์ กรรมการและเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวสรุปการประชุมกลุ่มย่อย ในการประชุมสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศครั้งที่ 20 โดยเฉพาะเรื่องค้าปลีกว่า ที่ผ่านมามีปัญหาการขยายตัว ของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายย่อย และเพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกสามารถอยู่ร่วมกันได้ หอการค้าฯเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา ต่อภาครัฐ คือ 1.ถ้าการออกพระราชบัญญัติค้าปลีกต้องผ่านขั้นตอน และมีผลกระทบที่ต้องคำนึงถึง รัฐควรใช้กฎหมาย หรือวิธีการหาแนวทางที่สมควร ในการทำธุรกรรมของค้าปลีกรายใหญ่ เช่น มีเกณฑ์ในการตั้ง ของสถานประกอบการขนาดใหญ่ ให้ท้องถิ่นมีบทบาท ในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม 2.ให้อำนาจการบริหารจัดการแก่ผู้บริหารระดับท้องถิ่น เพื่อดูแลและจัดการแก้ไขปัญหา ภาคธุรกิจค้าปลีกในท้องถิ่น โดยการออกเทศบัญญัติ หรือนำกฎหมายท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วมาบังคับใช้ เพื่อลดกระแสการต่อต้าน และสร้างความร่วมมือกันเองภายในท้องถิ่น แนะกำหนดวันเวลาเปิด-ปิด 3.ควรพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลรับผิดชอบ และศึกษาผลกระทบในเชิงลึก รวมทั้งดำเนินการจัดเก็บข้อมูลตัวเลขสถิติด้านต่างๆ ในภาคธุรกิจค้าปลีก เพื่อสะท้อนภาพที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ตรงประเด็นที่สุด 4.จัดแบ่งวัน เวลา ในการเปิด-ปิด การให้บริการ 5.ขอให้ชะลอการขยายตัวลงบ้าง ในช่วงที่ยังมีกฎเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน 6.ค้าปลีกรายใหญ่/รายย่อย และผู้ผลิต ควรยอมรับพฤติบัญญัติทางการค้าในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม เช่น ส่วนลด และการเรียกเก็บรายได้อื่นๆ รวมทั้งการเสียภาษี รายได้ในท้องถิ่นที่สาขาตั้งอยู่ 7.ภาครัฐร่วมกับหอการค้าเร่งพัฒนาผู้ประกอบการรายเล็ก/รายย่อย ปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ กำหนดให้ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ต้องมีส่วนร่วมในโครงการของรัฐ ที่จะปรับปรุงช่วยเหลือธุรกิจค้าปลีก ถ่ายทอดความรู้ด้านการค้าปลีก และจัดหาแหล่งทุนที่มีอัตรา ดอกเบี้ยผ่อนปรน เพื่อใช้ในการปรับปรุงกิจการ ดันตั้งกก.นโยบายค้าชายแดน นายวัชระกล่าวว่า ส่วนเรื่องการค้าชายแดน มีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ขาดการตัดสินใจในเชิงนโยบาย ขาดเอกภาพในการตัดสินใจในระดับจังหวัด การคมนาคมของประเทศเพื่อนบ้าน ขาดการพัฒนา ทำให้การขนส่งไม่สะดวก ขาดงบประมาณในการส่งเสริมการค้าชายแดน กฎระเบียบไม่สอดคล้องกับสภาพการค้าชายแดน ด่านการค้าไม่เพียงพอ แนวทางแก้ไข คือ สนับสนุนให้มีคณะกรรมการระดับนโยบาย ให้จังหวัดชายแดนบริหารงานแบบซีอีโอ พัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน อุดหนุนทางการเงินแก่หอการค้าจังหวัดชายแดน ปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบให้สอดคล้องกับสภาพการค้า เพิ่มและยกระดับช่องทางการค้าชายแดน จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เป็นต้น นายวัชระกล่าวด้วยว่า ข้อเสนออื่นๆ ที่หอการค้าต่างจังหวัดขอให้หอการค้าไทยเป็นผู้กลั่นกรองและนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาลู่ทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นปรับตัวหรือกำลังถูกฟ้องร้อง ซึ่งควรมีการติดตามและมีมาตรการที่จะบรรเทาความเดือดร้อนลงบ้าง มือขวา'แม้ว'หนุนใช้กฎ มท. น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปิดการสัมมนา ว่า หากสามารถใช้กฎหมายเดิม ออกกฎระเบียบเพื่อดูแลเรื่องค้าปลีกได้เร็วกว่า การออกกฎหมายใหม่ ก็เป็นเรื่องที่ดี ส่วนเรื่องการค้าชายแดนซึ่งขณะนี้มีความสำคัญมาก ตนจะรับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ส่วนโครงการนิคมอุตสาหกรรม อุดรธานี ที่ขณะนี้ยังไม่มีคำตอบว่าจะสร้างได้หรือไม่นั้น ก็จะส่งเรื่องให้กับรัฐมนตรีว่า การกระทรวงอุตสาหกรรมไปติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด น.พ.พรหมินทร์กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอให้มีการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดชายแดนนั้น จะต้องดูข้อจำกัดด้านความมั่นคง ทั้งความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของรัฐควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ ขณะนี้มีแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศมาก หากมีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะมีการลงทุนทำอุตสาหกรรมต่างๆ โดยใช้แรงงานที่จะอพยพเข้ามา จะเป็นการสร้างความร่วมมือทางด้านการค้าระหว่างกันมากขึ้น "หน้าที่ของรัฐบาลคือการสร้างพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับเอกชน โดยผู้ที่จะเป็นตัวหลักในการดำเนินการคือเอกชน ดังนั้นหากเอกชนมีปัญหาในการดำเนินงานก็ขอให้เสนอมาที่ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือเข้ามาหาผมโดยตรงได้ทันที ซึ่งจะประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้" น.พ.พรหมินทร์กล่าว ทรท.ศึกษาเสร็จแล้วกม.11 ฉบับ ทางด้านความคืบหน้าการพิจารณาแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ ซึ่งออกในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ต่อมาทางกลุ่มพันธมิตรกู้ชาติ ได้ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกโดยอ้างว่าเป็นกฎหมายขายชาตินั้น วันเดียวกันนี้ นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร(วิปรัฐบาล) พิจารณาศึกษาพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศรวม 11 ฉบับ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการได้ประชุมพิจารณากฎหมายทั้ง 11 ฉบับ โดยศึกษาจากความเห็นและผลการศึกษาของบุคคลคณะต่างๆ รวมทั้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายทั้ง 11 ฉบับเสร็จสิ้นแล้ว คงเหลือแต่การประชุมเพื่อสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมนำข้อเสนอแนะและข้อสังเกตต่อวิปรัฐบาล หากเห็นชอบก็จะนำเสนอต่อรัฐบาลดำเนินการ ซึ่งการประชุมสรุปของคณะอนุกรรมการ จะมีขึ้นในวันที่ 18 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล สรุปไม่ยกเลิกแม้แต่ฉบับเดียว นายวิชิตกล่าวต่อว่า ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการจะสรุปความเห็นเสนอต่อที่ประชุมวิปรัฐบาลว่า กฎหมายทั้ง 11 ฉบับ ไม่จำเป็นต้องยกเลิกตามที่มีการออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง แม้บางฉบับจะมีจุดอ่อนบ้าง แต่ก็ไม่มีผลเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ ถึงขนาดเป็นกฎหมายขายชาติ ขายแผ่นดิน ดังที่มีคนวิตกกังวลแต่อย่างใด นายวิชิตกล่าวถึงข้อสรุปของคณะอนุกรรมการถึงผลการศึกษากฎหมายทั้ง 11 ฉบับว่า ฉบับที่ 1 พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ.2542 คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข แต่มีข้อสังเกตว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดทำสัญญาและจดทะเบียนการเช่าแม้แต่รายเดียว อาจเป็นเพราะรัฐออกกฎเกณฑ์วิธีการที่เข้มงวดเกินไป อีกทั้งสัญญาเช่า 50 ปี ผู้ให้เช่าสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที หากผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่า ทำให้นำสัญญาไปจำนองเป็นหลักประกันเงินกู้ไม่ได้ ไม่แก้-ไม่เลิกกม.อาคารชุด ฉบับที่ 2 พ.ร.บ.อาคารชุด(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข โดยมีข้อสังเกตว่า อาคารชุดที่คนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์มีเพียง 13,046 ห้องชุด จากจำนวน 568,924 ห้องชุด คิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และกฎเกณฑ์ฉบับนี้เปิดโอกาสให้คนต่างด้าวซื้อกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ ภายในเดือนเมษายน 2547(5 ปี นับจากกฎหมายบังคับใช้)เท่านั้น ฉบับที่ 3 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน(ฉบับที่....)พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข ส่วนข้อสังเกต จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคนต่างด้าวซื้อที่ดินตามกฎหมายฉบับนี้ อาจเป็นเพราะกฎเกณฑ์ที่ต้องให้นำเงินมาลงทุนในประเทศสูงถึง 40 ล้านบาท คนต่างด้าวจึงหันไปซื้อห้องชุดเป็นที่พักอาศัยแทนการซื้อที่ดิน เพราะไม่ต้องลงทุนสูง ฉบับที่ 4 พ.ร.บ.ให้จัดตั้งศาลล้มละลาย และวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะนับตั้งแต่เริ่มเปิดดำเนินการ ศาลล้มละลายทำหน้าที่ได้อย่างเที่ยงธรรมอยู่แล้ว แก้ไขกม.ล้มละลายบางจุด ฉบับที่ 5 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฉบับที่ 5 )พ.ศ.2542 เห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ลูกหนี้ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ยังไม่ถึงขนาดมีหนี้สินล้นพ้นตัว สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูได้ แต่มีข้อสังเกตว่า ลูกหนี้และผู้ค้าควรมีโอกาสเข้ามีส่วนร่วมในการจัดแผนฟื้นฟูและบริหารแผนด้วยหรือไม่ อย่างไร ฉบับที่ 6 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายฉบับนี้เพียง 967 ราย และนิติบุคคลที่คนต่างด้าวถือหุ้นไม่เกิน 49 เปอร์เซ็นต์ แต่คนต่างด้าวเข้าเป็นกรรมการและผู้บริหารของนิติบุคคลนั้นมากกว่าคนไทย ฉบับที่ 7 พ.ร.บ.ประกันสังคม(ฉบับที่ 3)พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกันตนมากขึ้น แต่กรณีที่ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้างและว่างงาน ควรเพิ่มมาตรการช่วยเหลือ ว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้ว่างงานได้มากน้อยเพียงใด ฉบับที่ 8 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 17)พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะกระบวนการพิจารณาคดีในมโนสาเร่ เป็นประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่และลูกหนี้ได้สะดวกและรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายน้อย ศาลมักจะไกล่เกลี่ยให้คดียุติได้โดยเร็ว ฉบับที่ 9 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 18)พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะเป็นมาตรการในการบังคับคดีให้เร็วขึ้น และศาลให้ความยุติธรรมดีอยู่แล้ว ฉบับที่ 10 พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่ 19)พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะแก้ไขประวิงคดีของคู่ความ ทำให้คดีเสร็จโดยเร็ว เดินหน้าแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ ฉบับที่ 11 พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ไม่จำเป็นต้องยกเลิกหรือแก้ไข เพราะเป็นกฎหมายที่ช่วยให้การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างรวดเร็ว เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน เกิดความโปร่งใส มีกรรมการรับผิดชอบงานแต่ละด้าน มีคณะรัฐมนตรี(ครม.)กำกับดูแล และให้ความเห็นชอบ รวมทั้งมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ส่วนการขายหุ้นเป็นอีกส่วนหนึ่งตามนโยบาย ครม.ไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายนี้ "อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการได้รับทราบจากผู้ปฏิบัติงานที่มาชี้แจง ถึงปัญหาและอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมาย 11 ฉบับ อยู่บางประการ ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งศึกษาถึงจุดอ่อนที่ควรปรับปรุงแก้ไข โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนให้มากที่สุด" นายวิชิตกล่าว บิ๊กหอค้าเสียงอ่อยยอม'แม้ว' นายวัชระ พรรณเชษฐ์ กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า ได้นำเสนอผลสรุปจากการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศต่อ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรี ในประเด็นเรื่องการค้าปลีก โดยยอมรับว่าการออกกฎหมายค้าปลีกยังต้องผ่านขั้นตอนและอาจมีผลกระทบบางอย่าง จึงขอให้รัฐใช้กฎหมายที่มีอยู่ หรือออกแนวทางที่เหมาะสมในการดูแลธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ เช่น เกณฑ์ที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า เวลาเปิด-ปิดบริการ การชะลอการขยายสาขา และพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรม นายสุรินทร์ โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าจังหวัดเตรียมการทำหน้าที่คนกลางให้ร้านโชห่วยติดต่อสั่งซื้อสินค้าทางอินเตอร์เน็ตกับบริษัทรวมค้าปลีกเข้มแข็ง หรือเออาร์ทีได้แล้ว แต่ยังติดขัดที่ เออาร์ทียังจัดหาสินค้ามาได้เพียง 30 กว่ารายการเท่านั้น ที่สำคัญ ยังไม่สามารถตกลงกับธนาคารพาณิชย์ที่จะมาช่วยปล่อยสินเชื่อให้ร้านค้าได้ ที่ผ่านมามีการเจรจากับธนาคารกรุงไทย แต่ก็คิดค่าธรรมเนียมสูงถึง 3.75%
|
| กลับหน้าแรก |