เหตุผลของเงินฝืด กับนิยามเงินเฟ้อต่ำ

ภัชราพร ช้างแก้ว    ผู้จัดการรายวัน   วันที่ 12 พฤศจิกายน 2545

หลังจากที่นักเศรษฐศาสตร์เคยเอ่ยเตือนเมื่อ 2 เดือน ให้รัฐบาลระวังเรื่องภาวะเงินฝืดที่เกิดขึ้น กับเศรษฐกิจสหรัฐ ว่าอาจจะส่งผลกระทบ มาถึงเศรษฐกิจไทย มาตอนนี้นายจักรมณฑ์ ผาสุกวณิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ก็ออกมายอมรับว่า ภาวะเงินฝืด(Deflation)ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว และคาดว่าจะดำรงสภาพต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปีด้วย

เลขาสภาพัฒน์ให้เหตุผลที่มองว่าไทยเผชิญภาวะเงินฝืดเพราะการส่งออกสินค้าไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากทุกประเทศในโลก มีกำลังการผลิตเหลือมาก ขณะที่ประเทศจีน สามารถควบคุมการผลิต จนทำให้สินค้ามีราคาต่ำ จึงสามารถที่จะขายของ ได้มากกว่าประเทศอื่นๆ

เขาบอกว่าภาวะเงินฝืดที่ไทยเผชิญหน้าในตอนนี้ ไม่ใช่เกิดจากการไม่จับจ่ายใช้สอยของผู้คนในประเทศ แต่เกิดจากการส่งออกสินค้า ไปสู้กับประเทศจีนยากมาก และดัชนีราคาสินค้านำเข้าต่ำกว่า ราคาสินค้าส่งออก แม้จะส่งออกได้มากแต่ได้ราคาลดลง ซึ่งวิธีการแก้ไขต้องกระตุ้นเศรษฐกิจจุลภาค และราคาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อทำให้ประชาชนมีรายได้จากราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้เสีย และปล่อยกู้ให้กับเศรษฐกิจระดับจุลภาค

นอกจากนี้เขาแสดงความกังวลว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในระดับ 4%-4.5% เป็นระดับที่น่าเป็นห่วง หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ไทยจะไม่เหลืองบประมาณ สำหรับการพัฒนาประเทศหรืองบลงทุนอีกต่อไป เนื่องจากมีภาระต้องใช้จ่าย สำหรับโครงการประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการปฏิรูปการศึกษา การกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น และการใช้หนี้เงินกู้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางที่จะแก้ปัญหาตรงนี้คือ รัฐบาลต้องหาทางเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่านี้ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น และมีงบสำหรับการลงทุน หรือต้องหาทางแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้รัฐมีรายได้ หรืออาจหาทางกู้เงิน แต่คาดว่าไม่ใช่แนวทางของรัฐบาล เพราะนโยบายข้อหนึ่งคือ การจัดทำงบปราณสมดุลภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า

สิ่งที่เลขาสภาพัฒน์ฯ มีความกังวลเป็นเรื่องที่ฟังดูมีเหตุผล ภาวะเงินฝืดไม่ใช่สิ่งที่ดี นักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นปีศาจด้วยซ้ำไป แต่สภาพเงินฝืดได้เกิดขึ้นแล้วในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น โดยในสหรัฐอเมริกานั้นมีอัตราเงินเฟ้อเพียง 1.1% ซึ่งถือเป็นอัตราที่ต่ำสุดในรอบ 40 ปี โดยมีดัชนีราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 1.8% ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้สินค้ามากกว่าครึ่งหนึ่งใน 16 รายการที่นำมาคำนวณดัชนีตัวนี้มีราคาลดลง

นิตยสารดิอีโคโนมิสต์ได้ตีพิมพ์บทความว่า ด้วยพิษภัยของภาวะเงินฝืด จากสาเหตุที่มีกำลังการผลิตล้นเกินในอุตสาหกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม รถยนต์ สายการบิน และธนาคาร แรงกดดันต่อภาวะเงินฝืด จะยังดำรงอยู่จนกว่า กำลังการผลิตล้นเกินเหล่านี้จะถูกกำจัดหมดสิ้นไป

สภาพการผลิตล้นเกิน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่อยู่ในระดับที่สูงพอเป็นสิ่งที่น่ากังวลในอนาคต แนวทางการแก้ปัญหาในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่จะบอกได้ว่าสิ่งที่กลัวกันว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นจริงหรือไม่

ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่าสภาวะปัจจุบันที่เงินเฟ้ออยู่ในอัตรา 0.3%-0.4% นั้นเรียกว่าภาวะเงินเฟ้อต่ำ (Disinflation) ไม่ใช่เงินฝืด (Deflation)

นิยามเงินฝืดของธปท.คือภาวะที่มีการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับราคาโดยรวมในประเทศ พร้อมกับการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหดตัวลง ซึ่งโดยทั่วไปในทางปฏิบัติหมายถึงอัตราเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องกัน 2 ไตรมาสขึ้นไป (6 เดือน)

ปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำมาจากการที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อสินค้าในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ว่าการบริโภคและการลงทุนในประเทศจะปรับตัวดีขึ้น แต่กำลังการผลิตยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยยังต่ำกว่าระดับ 70% ในช่องก่อนวิกฤติ สะท้อนว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ยังไม่มี

นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ส่งผลให้สินค้านำเข้าในรูปเงินบาทลดลง ที่สำคัญคือราคาน้ำมัน ลดลงในช่วงดังกล่าว ปัจจัยสำคัญอีก 2 ประการคือราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และมาตรการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็น ต่อการดำรงชีพพื้นฐานของประชาชน ทำให้ระดับราคาสินค้าเหล่านี้ทรงตัวหรือลดลงในปีนี้

กล่าวได้ว่ามุมมองเรื่องภาวะเงินฝืดของสภาพัฒน์และภาวะเงินเฟ้อต่ำของธปท.เป็นมุมมองที่ต่างกันอยู่ไม่น้อย แม้จะเป็นภาพเดียวกัน แต่เหมือนมองน้ำในแก้ว จะมองว่าพร่องลงไปเยอะหรือมองว่ายังมีน้ำเหลืออยู่อีก หน่วยงานทั้งสองคงต้องไปทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า จะมองน้ำในแก้วใบเดียวกันอย่างไร และจะบอกกับสาธารณชนอย่างไร

แม้ว่าในส่วนของธปท.จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีมุมมองเหมือนกัน แต่ธปท.คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามุมมองที่ต่างกัน ส่งผลต่อการกำหนด และดำเนินนโยบายที่แตกต่างกันด้วย

ส่วนมุมมองที่สามจะบอกว่าเป็นทางออกคงไม่ได้ แต่ฟังดูแล้วยิ่งประหลาดกันไปใหญ่ ผู้เขียนไม่ได้ฟังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง แต่อ้างอิงข้อมูลนี้มาจากนสพ.ข่าวสดซึ่งรายงานว่า นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) บอกว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินฝืดต่อเนื่องไปอีก 2-3 ปี เนื่องมาจากราคาสินค้าโดยเฉลี่ย อยู่ในระดับต่ำ และเผชิญกับภาวะการแข่งขันรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวไม่ได้มีผลกระทบหรือเกี่ยวข้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ (จีดีพี) ยังขยายตัวได้ในระดับ 4% - 5%

ทั้งนี้นายโฆสิตชี้ให้เห็นว่าในช่วงปีนี้มูลค่าการส่งออกลดต่ำลง แต่เศรษฐกิจไทยก็ยังมีอัตราการเติบโตในระดับ 4% ได้ อย่างไรก็ดี หากดูจากสภาพัฒน์แล้ว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับนี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงแล้ว ขณะที่ธปท.ยังปฏิเสธการคุกคาม ที่ไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเงินฝืดในต่างประเทศ ส่วนมุมมองนายธนาคารพาณิชย์เอกชน เน้นให้ผู้ส่งออกปรับตัวรับมือราคาสินค้า ที่ลดต่ำลงในตลาดโลก

ฟังดูแล้วคล้ายกับพูดเรื่องเดียวกันอยู่ แต่สร้างความสับสนได้โขทีเดียว

 

กลับหน้าแรก