เกจิหุ้นสอนเล่นหุ้น

ตะวัน สุรัติเจริญสุข

biz&money 9 ธันวาคม 2545 กรุงเทพธุรกิจ

"ผมมองตัวเองเป็นนักลงทุนสถาบัน เพราะฉะนั้นผมจะซื้อหุ้นเก็บเอาไว้ก่อนรายย่อย เมื่อนักลงทุนรายย่อยมีความมั่นใจสุดๆ ผมจะขายหุ้นทิ้งให้หมด

"ปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดผลประกอบการ คือ "ตัวผู้บริหาร"

-----------------

"ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น ก็คือ การเปรียบเทียบทางเลือกของการลงทุนอย่างอื่นซึ่งผมชอบใช้ดอกเบี้ยเงินกู้เป็น Benchmark

เกจิหุ้น' สอนเล่นหุ้น

 

เคล็ดลับการลงทุนที่ทำให้ "ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" ประสบความสำเร็จในการลงทุน ถูกสั่งสมมาจากประสบการณ์เกือบ 20 ปีในตลาดหุ้น

จากการคลุกคลีกับกองทุนต่างประเทศ และนักลงทุนรายใหญ่ ทำให้เขาเข้าใจว่านักลงทุนกลุ่มนี้คิดอย่างไรกับตลาดหุ้นไทย

ก้องเกียรติ เล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า เมื่อไหร่ที่ความเชื่อมั่นกลับมาเมื่อนั้นคุณต้องขายหุ้น เพราะนักลงทุนรายย่อยจะรู้สึกช้ากว่า

"ผมมองตัวเองเป็นนักลงทุนสถาบัน เพราะฉะนั้นผมจะซื้อหุ้นเก็บเอาไว้ก่อนรายย่อย เมื่อนักลงทุนรายย่อยมีความมั่นใจสุดๆ ผมจะขายหุ้นทิ้งให้หมด แล้วไม่หันกลับมาเลย หุ้นมันจะขึ้นก็ช่างมัน"

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ารายย่อยมีความเชื่อมั่นแบบสุดๆ!!!!

ก้องเกียรติ บอกว่า วิธีดูง่ายๆ ให้ดูที่วอลุ่มการซื้อขายซึ่งจะมาเป็นหมื่นล้านติดต่อกันหลายวันและดันดัชนีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่เทคนิคที่สังเกตได้ง่ายกว่านั้น เขาแนะนำว่า ถ้าเห็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายวัน และรายสัปดาห์ทุกฉบับพาดหัวข่าวเป็นบวกทุกวัน แสดงว่า สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นแล้ว

"สูตรของผม ก็คือ ผมจะขายหุ้นทิ้งให้หมด อาจจะไม่ฟังข่าวอะไรเลย ปิดหูปิดตา หนีไปต่างประเทศ"

ก้องเกียรติ มองว่า การซื้อหุ้นง่ายกว่าการขายหุ้น การสังเกตจากพฤติกรรมของนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่โดยส่วนตัวแล้วเขามีวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างแตกต่างออกไป

โดยหลักลงทุนของเขา ก็คือ จะขายหุ้นก็ต่อเมื่อสามารถนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนอย่างอื่นที่ได้รับผลตอบแทนดีกว่า

แต่ถ้าดูแล้วเงินที่ลงทุนไปยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนอย่างอื่น ก็ไม่จำเป็นต้องขาย

นี่คือ แนวคิดง่ายๆ ของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวกับ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ของเงิน

"วิธีการของผมง่ายนิดเดียว" เขากล่าว ให้เรามองเงินลงทุนในปัจจุบันเปรียบเทียบกับผลตอบแทนอย่างอื่น

"ผมชอบถามว่าถ้าขายหุ้นแล้วจะเอาเงินไปทำอะไรต่อ ถ้ามองว่าลงทุนต่อได้ผลตอบแทน 7-8% ฝากแบงก์ได้ 1-2% ผมก็ยังไม่ขาย แต่ถ้าผลประกอบการบริษัท(ที่ลงทุน)เริ่มแย่ลง ก็จะขายหุ้นทิ้ง

สมมติเอาเงินไปฝากแบงก์ได้ดอกเบี้ย 0% ก็ยังปลอดภัยกว่า วิธีการของผมมีแค่นี้เอง"

ก้องเกียรติ บอกว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางราคาหุ้น คือ การเติบโตของ "กำไร" แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดผลประกอบการ คือ "ตัวผู้บริหาร"

จากประสบการณ์วิจัยหุ้นมา 20 ปี เขาพบว่าบริษัทจะดีหรือไม่ดีทุกอย่างเกิดมาจาก "ผู้บริหาร" แทบทั้งสิ้น

เขาบอกว่า ต้องเริ่มจากการตั้งคำถามว่า 1.ผู้บริหารเข้าใจธุรกิจของตัวเองดีแค่ไหน? สามารถดึงจุดแกร่งของบริษัทออกมาได้หรือไม่ 2.ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ต่อตัวธุรกิจเป็นอย่างไร ? ประเด็น ก็คือ ต้องมองออกว่าบริษัทจะต้องเดินไปทางไหน เมื่อไหร่ควรรุก แล้วเมื่อไหร่ควรถอย 3.บริษัทมีระบบบัญชีที่โปร่งใสหรือไม่?

ส่วนบริษัทที่ไปไม่ได้ไกลมักจะมาจาก 1.ขาดระบบการบริหารจัดการที่ดี 2.หละหลวมทางการเงิน ชอบคิดว่าเงินของบริษัทเป็นเงินของตัวเอง 3.ผู้บริหารมีประสบการณ์น้อย มองโลกในแง่ดีเกินไป ไม่รู้จักการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ

ก้องเกียรติ กล่าวว่า หุ้นที่ดีจะต้องมาจากตัวธุรกิจที่มี "จุดแข็ง" ซึ่งธุรกิจจะต้องบอกได้ว่าตัวเองมีจุดแกร่งตรงไหน เขายกตัวอย่างธุรกิจบันเทิง โดยพยากรณ์ว่าในปี 2546 จะเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

"จุดแกร่งของธุรกิจบันเทิง คือ เป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด มีราคาถูก และตลาดยังไม่อิ่มตัว เช่นเดียวกับตลาดมือถือในช่วงปี 2541-2545 ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในช่วงขาลง แต่ผู้ใช้มือถือโตขึ้นทุกปี"

ส่วนหุ้นที่จะให้ผลตอบแทนสูงส่วนใหญ่ เขาบอกว่า จะอยู่ในช่วง "Expansion Stage" หรือช่วงที่กำลังเติบโต แต่ให้ระวังธุรกิจที่เพิ่ง "Start-Up" หรือเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เพราะความเสี่ยงของธุรกิจจะสูงมาก โอกาสเจ๊งมีเยอะเพราะบริษัทพวกนี้ผู้บริหารจะมีประสบการณ์น้อย

ก้องเกียรติ บอกว่า ตลาดหุ้นที่ขยับตัวขึ้นมานั้น ถือว่ายังขึ้นมาแค่ 60% เพราะฉะนั้นยังมีโอกาสไปต่อได้ เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 4 ยังดีอยู่

"ในปี 2546 เซคเตอร์หลักๆ ผลประกอบการน่าจะดีต่อเนื่อง แต่ปัจจัยที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นในปี 2546 คือ การปรับโครงสร้างหนี้ เพราะจะเป็นตัวดึงเม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามา ลดหนี้เสียของระบบธนาคารลง และลดความกังวลของนักลงทุน ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น"

ก้องเกียรติ มองว่า ถ้าการปรับโครงสร้างหนี้ไปได้เร็วจะจุดชนวนให้ตลาดหุ้นไปได้อีกรอบหนึ่ง เพราะฉะนั้นตัวเล่นของเรายังไม่จบ

"ตอนนี้เคสการปรับโครงสร้างหนี้ใหญ่ๆ มีอีกเยอะที่ยังไม่จบ ต่างชาติเขากำลังมองดูอยู่ ไม่ใช่มีแต่ TPI ตัวเดียว ถ้าพวกนี้จบ เมื่อนั้นหุ้นขึ้น ตลาดหุ้นปีหน้า (2546) ผมยังมองว่าหุ้นไปได้ สังเกตจากหุ้นบลูชิพดีๆ ซื้อขายกันที่ P/E 7-8 เท่า แสดงว่าราคาหุ้นยังถูก

สมัยก่อน P/E 20 เท่าทำไมบอกว่าไม่แพง ทั้งๆ ที่เป็นนักลงทุนกลุ่มเดียวกันแท้ๆ ตอนนั้นดอกเบี้ยในประเทศสูงตั้ง 15%"

เขากล่าวว่า ตามทฤษฎีแล้วถ้าดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 7% P/E ตลาดควรจะอยู่ที่ 13-14 เท่า จึงจะถือว่าไม่แพง

โดยคิดจากส่วนกลับของอัตราดอกเบี้ย 100 หาร 7% จะออกมาประมาณ 14 เท่า

แต่ตอนที่ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ 15% ค่า P/E อยู่ที่ 20 เท่าคนกลับมองว่าไม่แพง ทั้งๆ ที่เมื่อเอา 100 หาร 15% ค่า P/E ที่เหมาะสมของตลาดน่าจะอยู่ที่ 7 เท่า เท่านั้น

"ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น ก็คือ การเปรียบเทียบทางเลือกของการลงทุนอย่างอื่น ซึ่งผมชอบใช้ดอกเบี้ยเงินกู้เป็น Benchmark เพราะมันทำให้ค่า P/E ตลาดที่คำนวณได้ออกมาไม่โอเวอร์เกินไป"

เขามองว่า ดัชนีตลาดหุ้นปี 2546 จะแกว่งตัวขึ้นได้อีกประมาณ 20-30% แต่ถ้าการปรับโครงสร้างหนี้ดีลใหญ่ๆ จบ และมีเม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามา การที่ดัชนีจะปรับตัวสูงขึ้น 50% ไม่ใช่เรื่องยาก โดยเขาให้สังเกตการปรับโครงสร้างหนี้ที่สมบูรณ์ ธุรกิจนั้นจะต้องมี Cashflow เป็นบวก แล้วต้องเป็นบวกได้อย่างยั่งยืน

ส่วนเซคเตอร์ที่คาดว่าจะโดดเด่นในปี 2546 ก้องเกียรติ ยังเชื่อว่า กลุ่มบันเทิงจะโดดเด่นมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เริ่มมีฟองสบู่เล็กๆ เกิดขึ้นแล้ว

"ในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ให้ซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคซึ่งจะยังไปได้ พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยังบูมได้อีก 1 ปี แต่ฟองสบู่เล็กๆ มาแล้ว

เมื่อไรก็ตามที่คนหันมาซื้อสมาชิกสนามกอล์ฟให้ระวังให้ดีแสดงว่าฟองสบู่ใหญ่กลับมา เตรียมเผ่นได้ หรือเริ่มขายบ้านบนกระดาษ สัญญาณอย่างนี้อันตราย"

หุ้นที่ต้องระมัดระวังมาก ก็คือ หุ้นกลุ่มส่งออกซึ่งจะถูกกีดกันจากมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ส่วนหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินจะโดดเด่นในกลุ่มเช่าซื้อรถยนต์ หุ้นกลุ่มสื่อสารยังไปได้ โดยเฉพาะบริษัทมือถือจะเป็นเสือนอนกิน และเริ่มแปรสภาพไปเป็นหุ้นปันผลจ่าย 4-5% เพราะจะไม่มีค่ายไหนมาแข่งขันตัดราคากันอีก แต่จะหันมาฮั้วราคากัน และเริ่มมีบริการเสริมใหม่ๆ มากขึ้น

หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นพวก Defensive Stock ผันผวนน้อย จ่ายปันผลดีปานกลาง แต่โดยตัวธุรกิจไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่น เติบโตไปได้เรื่อยๆ ในช่วงที่ตลาดหุ้นบูมหุ้นกลุ่มพลังงานจะนั่งอยู่แถวหลังไม่ค่อยมีคนเล่น เหมือนลงทุนซื้อพันธบัตรมองผลตอบแทนจากเงินปันผล 5-6% ก็ดีแล้ว

เวลาวิเคราะห์หุ้น ก้องเกียรติจะให้น้ำหนักที่ Cashflow ของบริษัทว่าเป็นบวก หรือเป็นลบ โดยเช็คกับบริษัทที่เป็นแกนหลักของแต่ละเซ็คเตอร์ แล้วก็ดูจากสัญญาณภายนอกประเทศประกอบ เขาบอกว่าขณะนี้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มมีกระแสเงินสดที่ดีขึ้นมาก

แต่สัญญาณภายนอกก็บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจในปี 2546 ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาซึ่งยังอยู่ในช่วงขาลง เพราะว่าฟองสบู่ของเขายังไม่แตก แม้ว่าตลาดแนสแด็กฟองสบู่แตกไปแล้ว แต่โดยรวมหุ้นสหรัฐยังมีราคาแพงอยู่ ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกายังไม่แตก

ก้องเกียรติมองว่า มันจะต้องแตก !!!

"ผมมองว่า เศรษฐกิจอเมริกายังต้องลำบากอีกหลายปี ตามทฤษฎี Cycle เศรษฐกิจอเมริกาถ้ามันโต 10 ปี เวลาแตกมันต้องร่วง 5 ปี ตอนนี้ผ่านไปแค่ 2 ปีเอง เดี๋ยวนี้ตัวเร่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจเหลือไม่เยอะแล้ว เฟดลดดอกเบี้ยเหลือแค่ 1.25% มีกระสุน 7 นัดใช้ไปแล้ว 2 นัด เหลือแค่ 5 นัด (นัดละ 0.25%) เท่านั้น"

เขายังเชื่อมั่นว่า ภาพใหญ่ของตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้นอยู่

"ปีนี้เราขึ้นมาแล้วเกือบ 20% ในขณะที่ทั้งโลกส่วนใหญ่ตก สาเหตุเพราะผลประกอบการเราดีขึ้น มันไม่ได้เกิดมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ แต่เกิดมาจาก Cashflow ของบริษัทส่วนใหญ่ที่เป็นบวก ชี้ให้เห็นว่าธุรกิจมันดีขึ้นจริงๆ" แต่ในปี 2546 ดร.ก้องเกียรติ ทำนายว่า จะมีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจะต้องควบรวมกิจการกัน เพราะธุรกิจมีการแข่งขันสูง

"ปีหน้าเราจะเป็นผู้นำในธุรกิจ M&A อีกครั้ง ส่วนธุรกิจ IPO จะเริ่มซาลง ให้จับตาธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะธุรกิจนี้มีที่เป็นตัวประกอบเสีย 90% พระเอกในธุรกิจนี้จริงๆ มีไม่ถึง 10%" เกจิหุ้นก้องเกียรติทำนาย

 

กลับหน้าแรก