|
คนโกลด์แมน
แซคส์
คั่วเก้าอี้ขุนคลังสหรัฐ
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2545 สตีเฟน ฟรายด์แมน อดีตประธานโกลด์แมน แซคส์ เต็งหนึ่งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคลัง คนใหม่ของสหรัฐ หลังประธานาธิบดีบุช บีบ 2 ขุนพลเศรษฐกิจลาออกจากตำแหน่ง ทั้งพอล โอนีล ขุนคลัง และลอว์เรนซ์ ลินด์เซย์ หัวหน้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจทำเนียบขาว หวังกอบกู้ระบบเศรษฐกิจ เรียกศรัทธาตลาดการเงิน ก่อนถึงคิวเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 2 ปีข้างหน้า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐ กำลังพิจารณาเลือกสรร ผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ในตลาดหุ้นตลาดเงิน มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่ สืบต่อจากนายพอล โอนีล และนายลอว์เรนซ์ ลินด์เซย์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว ซึ่งเพิ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งกะทันหันเมื่อวันศุกร์ โดยการลาออกของทั้งคู่จะมีผลในสิ้นปีนี้ บรรดาตัวเก็งที่ได้รับการคาดหมายว่า จะได้รับคัดเลือกให้มาคุมทีมเศรษฐกิจใหม่ของบุชนั้น มีชื่อของนายสตีเฟน ฟรายด์แมน อดีตประธานโกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจชั้นนำในวอลล์สตรีท,นายโดนัลด์ อีแวนส์ รัฐมนตรีพาณิชย์, นายไมเคิล บอสกิ้น นักเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และนายโรเบิร์ต โซลลิค ผู้แทนการค้าสหรัฐ ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในทำเนียบข่าวที่ระบุว่า นายฟรายด์แมน ซึ่งเคยนั่งเก้าอี้ประธานร่วม บริษัทโกลด์แมน แซคส์ ร่วมกับนายโรเบิร์ต รูบิน อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐ มีความเหมาะสมมากที่สุดที่จะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีคลังแทนนายโอนีล นายแดเนียล เยอร์จิน อดีตเพื่อนงานของนายฟรายด์แมน ในบรู้คกิ้ง อินสติทิว บอร์ด ออฟ ทรัสตีส์ ให้ความเห็นว่า นายฟรายด์แมน เป็นคนที่มีความเข้าใจในเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านจุลภาคและมหภาค นอกจากนั้น ยังมีความเข้าใจในตลาดการเงินเป็นอย่างดี และรู้จักที่จะสื่อสารกับนักลงทุนในทุกภาค ปัจจุบัน นายฟรายด์แมน เป็นผู้บริหารอาวุโสของบริษัทมาร์ช แอนด์ แม็คเลนแนน แคปปิตัล อิงค์ เคยดำรงตำแหน่งประธานร่วมโกลด์แมน แซคส์ จากปี 2533-2537 และประธานอาวุโส ระหว่างปี 2537-2540 ขณะที่ซีซีเอ็น รายงานตรงกันว่า นายฟรีดแมน มีสิทธิคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีคลังคนใหม่ไปครองมากที่สุด ส่วนบุคคลที่คาดว่าจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว แทนนายลินด์เซย์นั้น ซีเอ็นเอ็นระบุว่า อาจเป็นนายมาร์ติน เฟลด์สไตน์ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีอดีตเป็นประธานสภา ที่ปรึกษาเศรษฐกิจสมัยประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ขณะที่แหล่งข่าวในพรรครีพับลิกันคาดว่า อาจมีการตัดสินใจอย่างเร็วที่สุดในวันจันทร์นี้ และผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะต้องเดินหน้าผลักดันนโยบายลดภาษีของประธานาธิบดีบุช ซึ่งทำเนียบขาวหวังว่าจะช่วยให้บุชมีโอกาสชนะเลือกตั้งอีกสมัยใน 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน อาจกลายเป็นจุดอ่อนทางการเมืองน่ากลัวที่สุดสำหรับบุช ทั้งนี้ มีการคาดหมายกันว่าบุชจะต้องรีบตั้งขุนคลังคนใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจและสร้างความมั่นใจแก่ตลาดหุ้นตลาดเงิน หลังจากนายโอนีล อดีตผู้บริหารบริษัทอัลโก ผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ของสหรัฐ ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ ปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเศรษฐกิจสหรัฐยิ่งเด่นชัดมากขึ้นอีกเมื่อมีการประกาศตัวเลขคนว่างงานเมื่อเดือน พ.ย. ซึ่งพุ่งขึ้นไปถึง 6% เป็นอัตราสูงสุดในรอบ 7 เดือน จาก 5.7% เมื่อเดือน ต.ค. ขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมเดือนเดียวกัน ลดลง 4 หมื่นตำแหน่ง จากที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.8 หมื่นตำแหน่ง เผยออกเพราะปัญหา"เกาเหลา" นักสังเกตการณ์หลายรายตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีบุช กับนายโอนีล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ โดยเฉพาะมาตรการพิเศษที่จะส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยประธานาธิบดีบุช ต้องการเร่งรัดให้ลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่สไตล์การพูดและการทำงานของนายโอนีล ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของบุชและนักลงทุนในตลาดหุ้นตลาดเงิน ขณะที่รอยเตอร์สอ้างคำพูดเจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อว่า นายโอนีล ลาออกตามคำขอร้องของประธานาธิบดี การคาดหมายถึงการลาออกจากตำแหน่งของนายโอนีล มีขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เนื่องจากนายโอนีล เป็นคนพูดจาขวานผ่าซากเกินไป ไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาคมการเงินวอลล์สตรีท ทั้งยังมักวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลในที่สาธารณะเสมอ เช่นเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา นายโอนีล กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กของประธานาธิบดีบุช เพราะจะทำให้คนอเมริกันตกงานมากขึ้น อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เชื่อว่า การลาออกของรัฐมนตรีคลัง จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อตลาดการเงินวอลล์สตรีทในสัปดาห์หน้า เพราะนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่า นายโอนีลจะไม่อยู่ในตำแหน่งไปจนถึงปีหน้า เห็นได้จากกรณีการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา "การลาออกของรัฐมนตรีคลังและหัวหน้าทีมเศรษฐกิจประจำทำเนียบขาว เป็นสิ่งที่ดีต่อเศรษฐกิจ เพราะผมไม่เชื่อว่า นักลงทุนมีศรัทธาในตัวนายโอนีล" นายบิล สตราสซูลโล นักยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัทสเตท สตรีท โกลบอล มาร์เก็ตส์ กล่าว หุ้นสหรัฐขานรับปรับ ครม. เศรษฐกิจ การประกาศลาออกจากตำแหน่งของนายโอนีล และนายลินด์เซย์ ส่งผลให้ดัชนีหลักๆ ของตลาดวอลล์สตรีท ปรับตัวขึ้นในการซื้อ-ขายเมื่อวันศุกร์ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า การลาออกในครั้งนี้ จะทำให้การบริหารนโยบายการเงินการคลังในประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น หลังจากเกิดความขัดแย้งกันใน ครม. เศรษฐกิจมานาน ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตแข็งแกร่งอีกครั้ง เมื่อปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 22.49 จุด หรือ 0.26% มาอยู่ที่ 8,645.77 จุด, ดัชนีแนสแด็ก บวกไป 11.69 จุด หรือ 0.83% ปิดที่ระดับ 1,422.44 จุด และดัชนีเอสแอนด์พี 500 ขยับขึ้น 5.68 จุด หรือ 0.63% ปิดที่ 912.23 จุด โบรกเกอร์กล่าวว่า นักลงทุนเปิดฉากไล่ซื้อหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน เช่น ซิตี้แบงก์ และหุ้นกลุ่มโทรคมนาคม เพื่อเก็งกำไรทันทีที่มีการยืนยันข่าวการปรับ ครม. เศรษฐกิจของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช รวม เพราะมั่นใจว่า ผู้นำประเทศจะนำมาตรการลดภาษีที่เคยหาเสียงเอาไว้มาใช้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม การประกาศข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด ทำให้การทะยานขึ้น ของราคาหุ้นสะดุดลงไปพอควร หลังมีรายงานว่า อัตราว่างงานประจำเดือน พ.ย. พุ่งขึ้นถึงระดับ 6% สูงสุดตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นมา ขณะที่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมเดือนเดียวกัน ลดลง 4 หมื่นตำแหน่ง จากที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.8 หมื่นตำแหน่ง สรุปในสัปดาห์ก่อน ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 2.8% เป็นการปิดตลาดในแดนลบครั้งแรกหลังจากบวกมา 8 สัปดาห์ซ้อน ส่วนดัชนีแนสแด็ก ตกลง 3.8% และดัชนีเอสแอนด์พี-500 ร่วงลง 2.6% ในวันเดียวกัน เงินดอลลาร์ในตลาดเงินนิวยอร์กอ่อนตัวลงราว 1% เมื่อเทียบกับเงินเยนและเงินยูโร หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจ ของประเทศออกมาอ่อนแอ ประกอบกับเกิดความไม่แน่ใจ ในนโยบายดอลลาร์ของทำเนียบขาว จากกรณีการปรับ ครม. เศรษฐกิจ ดอลลาร์ปิดตลาดที่ 123.49 เยน จาก 124.81 เยน ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เมื่อเทียบกับยูโร ดอลลาร์ ปิดที่ 1.0093 ดอลลาร์/ยูโร จาก 1.0005 ดอลลาร์ในวันก่อน ญี่ปุ่นหวั่นสหรัฐปรับนโยบายดอลลาร์ สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐ ดำเนินนโยบายดอลลาร์แข็งค่าไว้ต่อไป ภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีคลัง และหัวหน้าทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ ทำเนียบขาวคนใหม่ หลังจากนายโอนีล และนายลินด์เซย์ ลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่เอ็นเอชเค รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงใน กระทรวงการคลังญี่ปุ่นที่ว่า การปรับ ครม. เศรษฐกิจของสหรัฐบ่งชี้ว่า รัฐบาลประธานาธิบดีบุช มีความกังวลอย่างยิ่ง ในเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ถ้าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของสหรัฐ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 2 ประเทศ "ภายใต้การบริหารของนายโอนีล และนายลินด์เซย์ รัฐบาลสหรัฐได้ร้องขอให้ญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาหนี้เสีย โดยไม่ได้ใช้วิธีการรุนแรงแต่อย่างใด ผิดกับรัฐบาลชุดก่อน" เอ็นเอชเค รายงาน โดยอ้างคำพูดของแหล่งข่าวกระทรวงการคลังญี่ปุ่น
|
| กลับหน้าแรก |