ภาษีนำเข้าสูง-ซับซ้อน

สหรัฐโวยอุปสรรคการค้าไทย

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2545

รายงานพิเศษ

รายงานนี้เป็นข้อสรุปทางการค้าระหว่างสหรัฐ/ไทยในปี 2544 และจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อสภาผู้แทนของสหรัฐในช่วงเมษายนของทุกปี ทั้งนี้เพื่อประกอบข่าวการเจรจาล่าสุดสหรัฐ/ไทยเมื่อ 6 ธันวาคม 2545 (อ่านข่าว น.1) โดยสหรัฐขาดดุลการค้ากับไทย 8,700 ล้านเหรียญ จากการส่งออกสินค้าให้ไทย 6,000 ล้านเหรียญ แต่นำเข้าสินค้าจากไทย 14,700 เหรียญสหรัฐ

ภาษีนำเข้าซับซ้อน

โครงสร้างภาษีศุลกากรไทยอยู่ในระดับสูงประมาณ 17% เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกสินค้าของสหรัฐในหลายๆ เซ็กเตอร์ และแม้ว่าจะเป็นสมาชิกของ WTO และอาฟต้า แต่ไทยยังมีปัญหาการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่ซับซ้อน โดยสินค้านำเข้าที่ต้องแข่งขันกับสินค้าในประเทศจะโดนภาษีสูงสุด เช่น สินค้าเกษตร รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เสื้อผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท นอกจากนี้หลังจากเกิดวิกฤตการเงิน ไทยได้เพิ่มภาษีศุลกากร ค่าธรรมเนียมพิเศษและภาษีสรรพสามิตในสินค้านำเข้าที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ไวน์และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งสินค้าบางตัวคิดภาษีสรรพสามิตในระดับสูง เช่น น้ำมันเบนซิน (25-31%), เบียร์ (53-55%) และ ไวน์ (55-60%)

สินค้าเกษตรกรรมและอาหาร

การเก็บภาษีศุลกากรสินค้าเกษตรกรรมและอาหารในระดับสูง เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกอาหารสดและอาหารแปรรูปของสหรัฐ โดยภาษีนำเข้าอาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภคอยู่ที่ 40-50% ถือว่าสูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไวน์เมื่อนำภาษีทุกตัวมารวมกันแล้ว ต้องเสียสูงเกือบ 380% ขณะที่มาตรฐานด้านสุขอนามัยสินค้าเกษตรยังคงนำมาใช้อย่างไม่มีระบบและปราศจากการแจ้งเตือนล่วงหน้า

ดังนั้นจากดีมานด์ในประเทศที่ลดลง การอ่อนค่าของเงินบาท ตลอดจนภาษีศุลกากรและภาษีสรรพสามิตที่สูงขึ้น ทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรจากสหรัฐมายังไทยลดลงจากเกือบ 630 ล้านเหรียญในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ มาอยู่ที่ 535 ล้านเหรียญในปี 2544 จากการคาดการณ์พบว่า การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐมาไทยน่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 900 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ถ้าภาษีของไทยลดลงหรือหมดไปและเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

อุตสาหกรรมรถยนต์

ในเดือนตุลาคม 2540 รัฐบาลไทยเพิ่มภาษีศุลกากรรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถออฟ โรดเป็น 80% จากเดิม 42 และ 68% ขณะที่ปัจจุบันชิ้นส่วนยานยนต์และส่วนประกอบโดนเก็บภาษีที่ 40-60% และวัตถุดิบที่นำมาผลิตชิ้นส่วน 35% นอกจากนี้ไทยยังจัดเก็บภาษีสรรพสามิตแตกต่างกันมากระหว่างรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเก็บที่ 35-48% กับรถปิกอัพที่เก็บเพียง 3%

ส่วนอุตสาหกรรมสิ่งทอเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงมาก คือ 25-40% สำหรับสิ่งทอ, 10-25% สำหรับเส้นด้าย และ 35-45%   สำหรับเครื่องประดับ

ระบุขั้นตอน อย.กีดกันทางการค้า

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (อ.ย.) กำหนดให้ผลิตภัณฑ์อาหาร และยาที่นำเข้าทุกชนิด ต้องมีใบอนุญาตที่ระบุมาตรฐาน การทด สอบ การติดฉลาก และการรับรองสินค้านั้นๆ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นอุปสรรคทางการค้า เนื่องจากทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น กระบวนการนำเข้าเยิ่นเย้อ และมีอุปสรรคเกี่ยวกับการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลส่วนประกอบที่เป็นคุณสมบัติของสินค้า

ในขณะที่ใบอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและต่ออายุทุก 3 ปี ส่วนใบอนุญาตนำเข้า สำหรับผลิตภัณฑ์ยาต้องต่อทุกปี และแม้จะปรับปรุงขั้นตอนบางอย่างของ อย.ให้รวบรัดขึ้นก็ตาม แต่บางครั้งอาจใช้เวลานานถึง 1 ปี

การจัดซื้อของรัฐบาล

ระเบียบข้อบังคับในด้านนี้ต้องไม่เลือกปฏิบัติและเปิดโอกาสให้แข่งขันอย่างเท่าเทียมกันสำหรับผู้ค้าทุกราย แต่การดำเนินการโดยรวมยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและขาดความโปร่งใส โดยหน่วยงานด้านการจัดซื้อของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจมีสิทธิ์ในการที่จะอนุมัติหรือไม่ก็ได้ ตลอดจนสามารถแก้ไขข้อกำหนดทางเทคนิคได้ในระหว่างการประมูล

ที่สหรัฐเป็นห่วงคือนโยบาย 'ซื้อของไทย' เพราะส่งผลต่อการเจาะตลาด ของซัพพลายเออร์ต่างชาติ ในบางเซ็กเตอร์  โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ PC ทั้งนี้ ทางผู้แทนการค้าสหรัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังเรียกร้องให้ไทยยอมรับข้อตกลงด้านการจัดซื้อของ  WTO รวมถึงพัฒนากระบวนการจัดซื้อ โดยทำให้มีความเสมอภาคและโปร่งใส

การบริการด้านการเงิน

แม้ไทยจะเปิดเสรีภาคการเงิน โดยปัจจุบันต่างชาติสามารถถือหุ้นได้เต็ม 100% ในธนาคารและสถาบันการเงินของไทยเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ที่เข้าซื้อกิจการ แต่การดำเนินงานของธนาคารต่างชาติยังคงเสียเปรียบ อาทิ มีสาขาได้มากที่สุด 3 แห่ง และอยู่ในกรุงเทพฯได้ 1 แห่งเท่านั้น ขณะเดียวกันต้องดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำไว้ 125 ล้านบาท สุดท้ายในกรณีของบรรษัทบริหารสินทรัพย์หรือทีเอเอ็มซี ในการเข้ามาจัดการปัญหาหนี้เสีย ธนาคารพาณิชย์ไทยจะได้สิทธิในการทำสัญญาก่อน โดยธนาคารต่างชาติจะได้สิทธิในกรณีที่ธนาคารไทยไม่มีคุณสมบัติเพียงพอเท่านั้น

การบริการด้านอี-คอมเมิร์ซ

แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญในการพัฒนาอี- คอมเมิร์ซ และร่างกฏหมายในเดือนตุลาคม 2543 แต่จากโครงสร้างพื้นฐาน ที่ยังไม่พัฒนา และข้อจำกัดของการเข้าถึง ของอินเทอร์เน็ต จึงยังเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนา โดยบทบาทสำคัญของการสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ถือว่าเป็นอุปสรรคในการพัฒนา เพราะ กสท.ผูกขาดการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ธุรกิจออนไลน์มีต้นทุนสูง

 

กลับหน้าแรก