|
ข้อควรระวังเกี่ยวกับ
'เพื่อส่วนรวม'
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 6 ธันวาคม 2545 ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ (ยิ้มเอ็นดู หรือว่ายิ้มเยาะในที?) ท่านนายกฯ ได้ตอบข้อเสนอต่อสังคม ให้ทบทวนโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ของนักวิชาการ 1,300 กว่าคน สั้นๆ ว่าถ้าไม่มีอะไรใหม่ก็เดินหน้าต่อ ท่าทีดังกล่าวน่าจะสะท้อนความเชื่อมั่นเปี่ยมล้นลึกๆ 2 อย่าง คือ 1)เชื่อมั่นอำนาจที่จะทำ และ 2)เชื่อมั่นว่าทำถูก หรือนัยหนึ่งโครงการนี้ถูกต้องแล้ว เพราะทำ 'เพื่อชาติ', 'เพื่อส่วนรวม' เรื่องท่านนายกฯ 'บ้าอำนาจ' หรือไม่? (ท่านลั่นวาจาดังกัมปนาทในฐานะพ่อพรรคกลางงานเลี้ยง ส.ส.ลูกพรรคทั้งหลายว่า 'ไม่'), รายละเอียดที่เป็นปัญหาของโครงการนี้มีอย่างไร? ขอพักไว้ก่อน เพราะมีผู้ถกเถียงกันมากแล้ว ผมอยากหันไปจับประเด็นกระบวนการ และกลไกทางการเมืองวัฒนธรรมเบื้องหลังมากกว่าว่า 'ส่วนรวม' และ 'เพื่อส่วนรวม' แปลว่าอะไร? มีที่มาจากไหน? ทำงานอย่างไร? และจะเกิดปัญหาอันใดจาก 'เพื่อส่วนรวม' ได้บ้างหรือไม่? อันที่จริงการคิดการทำ 'เพื่อส่วนรวม' ค่อนข้างเอเลี่ยน ต่อวงการเมืองไทยในทางปฏิบัติพอสมควร การอ้าง 'ส่วนรวม' ทำกันเป็นกิจวัตรสากลพอๆ กับการละเลยมัน ในหมู่นักการเมืองไทย มิฉะนั้นข่าวการเมืองตามสื่อมวลชนคงจืดมาก ไม่ครึกครื้นเฮฮาเสียวไส้สยองขวัญดังที่เป็นอยู่ ที่ผมหยิบอาการ 'เพื่อส่วนรวม' มาตั้งคำถามจึงอาจเหมือนผิดฝาผิดตัวที่ผิดทางอยู่บ้าง แต่เพราะเหตุนั้นเอง เพราะวัฒนธรรมการเมืองไทยเป็นโรค 'เพื่อส่วนรวม' บกพร่องจนอยากได้มันจริงๆ ใจจะขาดนั้นเอง สังคมไทยจึงอาจร้องฮ้อลื่นไถตามกระแส 'เพื่อส่วนรวม' ไปได้ง่ายๆ คืออาจจะไม่เห็นหรือมองข้ามปัญหาด้านกลับที่เกิดจากอาการ 'เพื่อส่วนรวม' ได้ จนน่าจะติงๆ ดึงๆ ไว้มั่ง-อย่างน้อยที่ผมสะเออะออกมาทักท้วงนี่ก็ 'เพื่อส่วนรวม' เหมือนกัน แหะๆ ปัญหาแรกสุดเกี่ยวกับการคิดการทำ 'เพื่อส่วนรวม' ก็คือ 'ส่วนรวม' หมายถึงใครบ้าง? ในสังคมไทยปัจจุบันมีความแตกต่างหลากหลายซับซ้อนทางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศาสนา ชาติพันธุ์ ฯลฯ ในหมู่สมาชิกด้วยกันมากยิ่งขึ้น นับวันยากจะหาประเด็นหนึ่งประเด็นใด เรื่องหนึ่งเรื่องใด โครงการหนึ่งโครงการใดที่เป็นไป 'เพื่อส่วนรวม' ในความหมายเพื่อคนไทยทั้งหมดทุกคนได้ ในกรณีหนึ่งๆ เราจึงมักพบว่าผลประโยชน์ของคนไทยกลุ่มหนึ่ง ไม่ตรง หรือกระทั่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของคนไทยกลุ่มอื่น กลุ่มหนึ่งได้กลุ่มอื่นเสีย ที่ทุกกลุ่มจะมีแต่ได้กับได้ไปด้วยกันตลอดรอดฝั่งนั้น ยากเต็มที เอาเข้าจริง ผู้มีอำนาจตัดสินใจในกรณีเหล่านั้น จึงต้องเลือก-เลือกให้กลุ่มหนึ่งได้ และเลือกให้กลุ่มอื่นเสียในนามของ 'ส่วนรวม' ฉะนั้น กรณีดีที่สุดที่คำว่า 'ส่วนรวม' และ 'เพื่อส่วนรวม' จะแทนตนครอบคลุมไปถึงก็คือ 'ส่วนข้างมาก' และ 'เพื่อส่วนข้างมาก' ของสังคมนั่นเอง เพราะฉะนั้น อาจสรุปได้ในชั้นต้นนี้ว่า [ส่วนรวมและเพื่อส่วนรวม]=[ส่วนข้างมากและเพื่อส่วนข้างมาก] แต่ก็อีกนั่นแหละ 'ส่วนข้างมาก' หมายถึงใครบ้าง? และ 'เพื่อส่วนข้างมาก' หมายถึงอะไร? เอาเข้าจริงในทางปฏิบัติ 'ส่วนข้างมาก' และ 'เพื่อส่วนข้างมาก' มักหมายถึง 'ส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง' และ 'เพื่อส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง' เท่านั้น ทว่าเป็น 'ส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง' ที่สามารถ:- 1)แทนตน(represent) กลุ่มตนเองและผลประโยชน์ของกลุ่มตนว่าเป็นเสมือน 'ส่วนข้างมาก' และ 'เพื่อส่วนข้างมาก' ของสังคมได้ 2)ขจัด(exclude) กลุ่มอื่นที่ขัดแย้งกับกลุ่มตนและเบียดขับ(marginalize) ผลประโยชน์ของกลุ่มอื่นที่ขัดแย้ง กับผลประโยชน์ของกลุ่มตน จากเวทีสาธารณะไปอยู่ชายขอบสังคม พลางผนวกกลุ่มที่เหลือและตีกิน ตีกลืน(incorporate) ผลประโยชน์ของกลุ่มที่เหลือ เข้ากับกลุ่มตน และผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง 3)หากสามารถนำเสนอกลุ่มตนเอง และผลประโยชน์ของกลุ่มตนเองต่อสังคมเช่นนี้และจูงใจให้สังคมรับเชื่อได้ ก็ย่อมสามารถสร้างอำนาจนำ(hegemony) เหนือประเด็น 'ส่วนรวม' และ 'เพื่อส่วนรวม' ผ่านการครอบงำคำนิยาม 'ส่วนข้างมาก' และ 'เพื่อส่วนข้างมาก' ได้ ดังอาจเขียนเป็นสูตรสำเร็จได้ว่า [ส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง และเพื่อส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่งที่กุมอำนาจนำ] = [ส่วนข้างมาก และเพื่อส่วนข้างมาก] = [ส่วนรวมและเพื่อส่วนรวม] แต่ในเมื่อ 'ส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง' และ 'เพื่อส่วนหนึ่งกลุ่มหนึ่ง' ซึ่งกุมอำนาจนำนี้ที่แท้แล้วก็เป็นเพียงคน 'ส่วนข้างน้อย' และ 'เพื่อส่วนข้างน้อย' ของสังคม ฉะนั้น ในทางเป็นจริง [ส่วนรวม และเพื่อส่วนรวม] = [ส่วนข้างน้อยและเพื่อส่วนข้างน้อยที่กุมอำนาจนำ] นั่นเอง ซ.ต.พ. เรารักคุณ! ไทยรักไทย! ไชโยโห่ฮิ้วววว! การจูงใจสังคมโดยสร้าง อำนาจนำของ 'ส่วนข้างน้อย' และ 'เพื่อส่วนข้างน้อย' เหนือ 'ส่วนรวม' และ 'เพื่อส่วนรวม' นี้ทำผ่านอำนาจสื่อ (อำนาจควบคุมครอบงำสื่อสารมวลชน และการศึกษาในสังคม) ซึ่งอาจเข้าถึงได้ด้วยอำนาจรัฐ (อำนาจควบคุมกลไก เพราะทรัพยากรของรัฐ) และอำนาจทุน (อำนาจผูกขาดปัจจัยทางเศรษฐกิจ) ยิ่งในสังคมที่ประชาธิปไตยทางการเมืองเพิ่งก่อร่างขึ้น บนฐานสังคม-เศรษฐกิจ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย กล่าวคือ ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ที่จะโหวตเลือกรัฐบาลในฐานะพลเมือง แต่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันมาก ทางทรัพย์สินรายได้ และความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตตามฐานะชนชั้นด้วยแล้ว การแปรอำนาจทุนเป็นอำนาจการเมือง เพื่อเข้ายึดอำนาจรัฐ โดยไม่ต้องใช้กำลังอาวุธแล้วควบคุมครอบงำอำนาจสื่อ เพื่อสถาปนาอำนาจนำแบบเบ็ดเสร็จของ 'ส่วนข้างน้อย' ในนาม 'ส่วนรวม' หรือ 'ชาติ' ก็ยังมีโอกาสทำได้มากขึ้น โดยผ่านกระบวนการเช่นนี้ ที่สังคม [เชื่อ-ทำ-จริง] ตามอำนาจนำของคนส่วนน้อยเช่นนี้(คือเชื่อตามอำนาจนำ, ทำตามอำนาจนำ, ส่งผลให้อำนาจนำกลายเป็นความจริงทางปฏิบัติไป) คนส่วนน้อยก็สามารถยึดชาติได้ในนาม 'ส่วนรวม' และสามารถท่องคาถา 'เพื่อส่วนรวม' ...พ้วง... เสกคนจำนวนมากมายของชาติให้กลับตาลปัตรกลายเป็น 'ส่วนข้างน้อย' ในสายตาสังคมไปได้ ไม่ว่า 'ส่วนข้างน้อย' ที่จะนะ ปากมูล บ่อนอก บ้านกรูด คลองด่าน ราษีไศล บ้านครัว คลองเตย ลำพูน ไทยเกรียง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ และเป็นธรรมดา อยู่เองเมื่อพวกเขาถูกมองเช่นนี้ สังคม(พูดตรงๆ ก็ได้ว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และหัวเมือง) ก็ย่อมพร้อมที่จะพยักหน้าร้องฮ้อ เมื่อคนส่วนน้อยที่กุมอำนาจนำ กระหยิ่มยิ้มย่องประกาศ 'บูชายัญ' พวกเขาและผลประโยชน์ของพวกเขาในฐานะที่เป็น 'ส่วนข้างน้อย' เพื่อเห็นแก่ 'ส่วนรวม' ภาวะเช่นนี้เกิดได้มิใช่เพราะใครคนหนึ่งคนใดบ้าอำนาจหรอก แต่เพราะสังคมอ่อนแอและบ้าเอง
|
| กลับหน้าแรก |