ย้อนรอยวิกฤติละตินอเมริกา เตือนผู้นำตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ขณะที่ผู้คนในแวดวงวิชาการทั้งด้านการเงินและเศรษฐศาสตร์ กำลังเป็นห่วงอนาคตของประเทศไทย ภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ จะสามารถพาชาติซึ่งอยู่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่ยังมีปัญหาสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ภาคเอกชน และหนี้สาธารณะเกือบ 60% ของจีดีพี ให้ฟื้นตัวเติบโตต่อเนื่องได้หรือไม่

โดยเฉพาะหนี้รัฐซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เกิดจากการกู้ยืม และดึงเงินจากสถาบันการเงินรัฐ ใช้แก้ปัญหาภาคธนาคาร และกระตุ้นเศรษฐกิจ ระดับรากหญ้า จะกลายเป็นภาระปัญหาฉุดรั้งประเทศให้ตกต่ำอีกหรือไม่ หากรัฐบาลไม่สามารถ บริหารดุลงบประมาณ และนโยบายเศรษฐกิจของประเทศให้ดีและเหมาะสม ซึ่งอาจหมายถึงความผิดพลาดครั้งใหญ่ ที่นำชาติเผชิญวิกฤติหนี้และดุลงบประมาณได้นั้น

เมื่อเร็วๆ นี้ไฟแนนเชี่ยล ไทมส์ สื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำของอังกฤษ เสนอบทความของไมเคิล เพตติส อาจารย์ผู้สอนประจำมหาวิทยาลัยจิงหัว ในกรุงปักกิ่งของจีน เรื่อง "สร้างสมดุลให้ละตินอเมริกา" วิเคราะห์ปัญหาของบราซิลและอาร์เจนตินา สองประเทศสำคัญในภูมิภาคละตินอเมริกา ซึ่งการประเมินปัญหาของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มั่นใจว่าแตกต่างกัน โดยบราซิลมีปัญหาการคลังจากการขาดดุลงบประมาณ ไม่เหมือนอาร์เจนตินา ที่เกิดปัญหาค่าเงินเปโซมีมูลค่าเกินจริง

แต่นายเพตติสกลับแย้งว่า เป็นการวินิจฉัยผิดพลาด เพราะเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ กำลังประสบปัญหาเหมือนกัน และกำลังเดินเข้าไปหาวิกฤติดุลงบประมาณ ทั้งๆ ที่อาร์เจนตินากับบราซิลพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ด้วยการใช้นโยบายการเงิน และการคลังที่รอบคอบ จนเกิดผลกระทบกัดกร่อนดุลงบประมาณของประเทศ ให้เสื่อมถอยลงต่อเนื่อง นายเพตติสมองว่าไม่ใช่ครั้งแรก ที่ประเทศในละตินอเมริกาเกิดปัญหาวิกฤติดุลงบประมาณ

เพราะในอดีตช่วงทศวรรษหลังปี 2523 ละตินอเมริกาพยายามดิ้นรน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้ขยายตัวอีกครั้ง บรรดาเจ้าหน้าที่ทางการ ของประเทศในละตินอเมริกา ต่างมีส่วนร่วมในกลยุทธ์การบริหารจัดการหนี้ ที่ได้รับการสนับสนุนจากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ หรือ จี 7 สมัยนั้นเรียกกันว่า "เบเกอร์ แพลน" เป็นกลยุทธ์แก้ปัญหาหนี้มีสมมติฐานบนพื้นฐานที่ว่า การบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด เป็นเหตุสำคัญทำให้เกิดวิกฤติหนี้ และวิกฤติไม่ได้เกิดจากการกู้ยืมมากไป

ตามแผนของเบเกอร์ แพลน เปิดช่องว่างให้ผู้ดำเนินการปฏิรูป ปล่อยนายธนาคารยืดกำหนดเวลาชำระคืนหนี้ รอจนกว่าเศรษฐกิจ ได้รับการแก้ไข แต่แผนกลับล้มเหลว เศรษฐกิจไม่มีการขยายตัว นักลงทุนต่างผละหนีและกำหนดการชำระคืนหนี้ยังยืดออกไป จนทศวรรษหลังปี 2533 ปริมาณหนี้กลับลดลง ด้วยการใช้แผนที่นิยมตั้งชื่อตามขุนคลังสหรัฐในยุคนั้นว่า "เบรดี้ แพลน" ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจ และการลงทุนของประเทศในภูมิภาคนี้ขยายตัวได้อีกครั้ง

ความล้มเหลวของเบเกอร์ แพลน ส่วนใหญ่เกิดจากความไม่เข้าใจวิธีบริหารงบดุลประเทศ เพราะหากวิกฤติมีสาเหตุมาจาก การบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด ก็มีเหตุผลสนับสนุนให้จัดการปฏิรูปเฉพาะสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านโครงสร้างภาษี กำแพงการค้า และกฎระเบียบภาคธนาคาร เป็นต้น และด้วยแผนแก้ปัญหาใน "เบรดี้ แพลน" ได้ช่วยเหนี่ยวรั้งเจ้าหนี้ไว้ จนกว่าการปฏิรูปเสร็จสมบูรณ์

วิกฤติหนี้มีสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก การบริหารงบประมาณผิดพลาด และบริหารเศรษฐกิจผิดพลาด การปฏิรูปสินทรัพย์ยังจำเป็น การแก้ปัญหาหนี้โดยผู้กำหนดนโยบายก็จำเป็นเช่นกัน แต่ความเข้าใจปัญหาแท้จริงกลับเกิดขึ้นล่าช้าในช่วงที่ใช้ เบเกอร์ แพลน ซึ่งปล่อยหนี้มีมากเกินไป โครงสร้างเงินทุนก็ขาดเสถียรภาพ จนต้องมีแผน เบรดี้ แพลน เข้ามาช่วยลดและปรับโครงสร้างหนี้

ภาวะหนี้มีอยู่มากเกินไป และโครงสร้างเงินทุนขาดเสถียรภาพ จะทำลายผลประกอบการทางเศรษฐกิจในที่สุด นายเพตติส อธิบายต้นตอก่อวิกฤติหนี้ว่า มาจาก 2 ทาง ทางแรกเมื่อภาระชำระคืนหนี้มีมาก และเกี่ยวข้องกับตัวแปรเศรษฐกิจหลากหลายเช่น ดอกเบี้ยระยะสั้นและค่าเงินอ่อนลง อาการช็อกทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทันทีทันใด ก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงเรื่องการชำระหนี้

เพตติส ยกตัวอย่างว่า ค่าเงินบราซิลที่อ่อนลงทันที จะยิ่งเพิ่มภาระหนี้ที่อยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ เมื่อหนี้มีมากอาจทำให้ความเสี่ยง จากการผิดชำระหนี้เพิ่มขึ้นด้วย และยิ่งทำให้ค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่อง เขายังกล่าวถึงต้นตอการเกิดวิกฤติหนี้อีกทางว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจ ไม่อาจแยกจากเรื่องหนี้ได้ เมื่อปริมาณหนี้มีมาก และการซื้อขายหนี้ที่ให้ส่วนลดมาก กลุ่มเจ้าหนี้ต่างรวมตัวกัน เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการลงทุนใหม่โดยอ้อม

ปฏิบัติการข้างต้นเป็นเหมือนภาษี ที่เก็บจากนักลงทุนใหม่ อาจเป็นสิ่งจูงใจที่บิดเบือนไป ทำให้การลงทุนลดลงหรือถอนตัวไป และกลายเป็นต้นเหตุการหดตัวทางเศรษฐกิจ กับการไหลออกของเงินทุน ภาวะตื่นตระหนกแต่ละครั้งยังส่งผลให้หนี้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัวลดลง และยิ่งทำให้ประเทศนั้นๆอ่อนไหวต่อภาวะตื่นตระหนก ที่จะเกิดขึ้นครั้งต่อไป

วิกฤติทุกครั้งที่ผ่านมาตามความคิดของเพตติส มีแต่จะทำให้เกิดวิกฤติครั้งต่อไปที่เหมือนกันมาก จนกว่าจะถึงจุดๆ หนึ่ง ที่เป็นจุดแตกหัก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเขาพยากรณ์ไว้ว่าละตินอเมริกากำลังเผชิญวิกฤติหนี้ครั้งใหม่ ที่จะเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะแทนที่จะจัดการแก้ไข ดุลงบประมาณที่มีปัญหา เจ้าหน้าที่ทางการในประเทศแถบละตินอเมริกา กลับเสนอนโยบายตาม "เบเกอร์ แพลน"

รายแรกคืออาร์เจนตินา และตอนนี้เป็นบราซิล ต่างอ้างว่านักลงทุนขาดความเชื่อมั่นเป็นต้นเหตุก่อวิกฤติ และพากันร้องขอเวลา เพื่อปฏิรูป การปฏิรูปที่ว่ามีตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงภาษีไ ปถึงการเข้มงวดด้านการคลัง ที่มุ่งปรับปรุงบทบาทหน้าที่ภาคเศรษฐกิจแท้จริง หวังดึงความเชื่อมั่นที่หนีหายไป ให้กลับคืนมาอีกครั้ง แต่นักลงทุนที่ตระหนักว่า มีโอกาสเกิดการหยุดพักชำระหนี้ได้มาก ต่างไม่หวนกลับคืนตลาด และเพตติสเชื่อว่านักลงทุนเหล่านี้คิดถูก

ปริมาณหนี้มีอยู่มาก และหนี้เป็นเงินต้นต้องชำระเพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศแบกรับภาระหนี้ไม่ได้ตลอดไป ขณะเดียวกันมีปัญหามากมาย เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจพื้นฐาน ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไข โดยเฉพาะหนี้กำลังกดดันให้ผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศ ประพฤติในแนวทางบั่นทอนการเติบโตของประเทศมากขึ้น

กรณีที่ผู้กำหนดนโยบายและนายธนาคารยืดเวลาชำระหนี้ ทำให้การหาทุนชำระคืนหนี้ดอกเบี้ยเป็นเรื่องจำเป็น ที่มาพร้อมๆ กับการร้องขอเวลาหยุดพักหายใจ โดยนโยบายในหลายๆ เรื่องทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำและอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง กลายเป็นสาเหตุให้ดุลงบประมาณของทั้งสองประเทศเสื่อมถอยลงต่อเนื่อง

วิกฤติที่อาร์เจนตินาและบราซิลเผชิญอยู่ เริ่มแรกก็มีสาเหตุจากปัญหาดุลงบประมาณ ซึ่งเพตติสตอกย้ำว่า หนทางถูกต้องที่จะแก้ปัญหาวิกฤติอันเกิดจากปัญหาดุลงบประมาณ คือการลดและปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นวิธีลดสิ่งไม่จูงใจต่างๆ ด้านการลงทุนและเพื่อการขยายตัว หากไม่ดำเนินการเสียตั้งแต่ตอนนี้ ผู้เกี่ยวข้องจะยิ่งตัดสินใจแก้ปัญหาได้ยากลำบาก หรือไม่อาจเผชิญกับวิกฤติลากยาวนานหลายปี จนประชาชนและประเทศต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายลง

 

กลับหน้าแรก