จะดองปัญหาไปอีกนานแค่ไหน

วิเคราะห์

ประชาชาติธุรกิจ ประจำวันที่ 2 ธันวาคม 2545

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่มีปัญหายังคงค้างระบบถึง 1.8 ล้านล้านบาท ที่ยังสะสางกันไม่เสร็จโดยอยู่ตามบรรษัทบริหารสินทรัพย์ (บบส.) ของแต่ละแบงก์ และบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะบอกว่าวันนี้หนี้ที่มีปัญหาเหลือเพียง 783,000 ล้านบาท หรือ 17-18% ของสินเชื่อแล้วก็ตาม

หรือความจริงที่ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประ เทศไทยในไตรมาสที่ 3/2545 บ่งชี้ว่า สถานะของ บจ.ไม่ได้กระเตื้องขึ้น ถ้าดูตัวเลขผลประกอบการ 9 เดือนเพิ่มขึ้น 10% มาจากกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้และค่าเงินบาทที่แข็งค่า รวมทั้งภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง ขณะที่กำไรขั้นต้นกระเตื้องขึ้นเพียงเล็กน้อย แค่ 2% ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ บจ.ที่มีกำไรกระจุกตัวมีเพียง 5 กลุ่มเท่านั้น ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะโตประมาณ 5% เทียบกับปีที่แล้วที่เศรษฐกิจโตแค่ 1.8%

แม้แต่การที่บริษัทเครดิตเรตติ้ง อย่างมูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส หรือ JCR ของญี่ปุ่น ปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่มีหมายเหตุเหมือนกันว่าปัจจัยที่น่าเป็นห่วงเป็นกังวลคือ ภาระหนี้ผูกพันตามนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่จะตามมาในอนาคต

รวมถึงภาระหนี้ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 3 เท่า ซึ่งสูงสุดในภูมิภาคนี้ ส่วนหนี้ภาคเอกชนต่อจีดีพียังอยู่ในระดับ 150% โดยสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต และกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณกว่า 50%

หรือการใช้ธนาคารกรุงไทยเป็นคลังหลวงของรัฐบาลที่สามารถเบิกจ่ายได้อย่างไม่อั้น ในการสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือธนาคารประชาชนอย่างธนาคารออมสิน ขณะนี้หนี้ที่มีปัญหาปูดขึ้นมาให้เห็นแล้วในภาวะที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ 5%

แต่รัฐบาลกลับเป็นปลื้มกับตัวเลขเศรษฐกิจ ที่เป็นมาจากการปั๊มเงินเข้าระบบจำนวนมหาศาล ล้วนแล้วแต่เป็นเงินภาษี/เงินฝากของประชาชนทั้งนั้น โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีที่กระเตื้องขึ้นมาจากภาคการบริโภค จากข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2541-2544 จีดีพีที่เพิ่มขึ้นมาจากแรงผลักของการบริโภค ที่มีสัดส่วนกว่า 60% และในจำนวนนี้เป็นการบริโภคของภาคเอกชน 56.9% (ตัวเลขปี 2544) ซึ่งสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตในปี 2539 อยู่ที่ 53.8%

ที่น่าสังเกตคือ การบริโภคที่ขยายตัวอย่างมากมาจากการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชนด้วยการให้เครดิตจำนวนมหาศาล ถ้าดูจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคมีการเติบโตถึง 8.3% จากปลายปี 2544 ถึงมิถุนายน 2545 โดยมาจากสินเชื่อเฮาส์ซิ่งที่ขยายตัว 6.7% และสินเชื่ออื่นๆ 12.5% นอกจากนี้การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ณ มีนาคม 2545 บัตรเครดิตทั้งระบบเพิ่มขึ้น 42% และอีก 2 ล้านบัตรที่ออกโดยน็อนแบงก์อย่างจีอีฯ, อิออน ธนทรัพย์, อีซี่บาย ที่ออกให้กับผู้ที่มีรายได้ต่ำ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามตัวเลขเศรษฐกิจในครึ่งแรกที่จีดีพีโต 4.5% มาจากการบริโภคที่ขยายตัว 3.7% และภาคการส่งออกขยายตัว 9% (การนำเข้าขยายตัว 7% ดุลการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้น 15%) ขณะที่การลงทุนยังซึมๆ ขยายตัว 0.7% (ปี 2544 ขยายตัว 0.6% และปี 2543 ขยายตัว 10.9%)

นโยบาย 2 มาตรฐาน

ดังนั้นรัฐบาลจะใช้เครื่องมือดอกเบี้ยต่ำ ปั๊มเงินเข้าระบบ ลดภาษีให้บางเซ็กเตอร์ เหล่านี้จะทำได้อีกนานแค่ไหน เพราะมีขีดจำกัด ถึงจุดหนึ่งก็ใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป อย่างมาตรการดอกเบี้ยต่ำ เป็นเพียงมาตรการที่ช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ผู้บริโภคได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าโอกาสการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าไม่มี มาตรการก็ไร้ผล

ขณะที่การปั๊มเงินเข้าระบบทั้งเงินงบประมาณและนอกงบประมาณ วันหนึ่งจะปรากฏทั้งภาระหนี้สาธารณะและภาระหนี้ที่มีปัญหาของสถาบันการเงินของรัฐ ในที่สุดต้องใส่เงินช่วยเหลืออีก

การลดภาษีกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ (อ่านรายละเอียด น.19) ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนั้นๆ ให้มีกำลังซื้อเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นกำลังซื้อจะมาจากไหน เพราะคนจะก่อหนี้ได้ถึงระดับหนึ่งเท่านั้นตามศักยภาพ หากมากเกินไปจะเบียดการใช้จ่ายด้านอื่นๆ กระทบต่อการบริโภค หากรายได้เงินเดือนไม่เพิ่มขึ้น ในที่สุดจะกลายเป็นหนี้ที่มีปัญหาอีก

ด้วยเหตุนี้มีคำถามอยู่เสมอว่าที่รัฐบาลออกมาตรการต่างๆ จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

เพราะนโยบายที่ดำเนินการอยู่นี้ดูเหมือนจะขัดขากันเอง โดยขาหนึ่งมุ่งที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าซึ่งต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล และมีภาระผูกพันในงบประมาณต่อเนื่อง และนักเศรษฐ ศาสตร์มองว่าเป็นมาตรการชั่วคราว เศรษฐกิจก็จะเติบโตแบบชั่วคราว ขณะที่อีกขาหนึ่งต้องการเร่งให้งบประมาณเข้าสู่สมดุลเร็วที่สุด นั่นหมายถึงเศรษฐกิจจะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การจะเติบโตอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าวันนี้ไม่จัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดกันใหม่ ปัญหาก็จะคาและดองกันต่อไป เพราะวันนี้ทุกคนถามหาประสิทธิภาพ ศักยภาพในการแข่งขันที่แท้จริงของภาคการผลิต ซึ่งในที่สุดจะต้องมาจากคนที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ จึงพัฒนาสินค้าและบริการไปแข่งขันในตลาดได้ และการที่จะได้คนมีคุณภาพ จะต้องมาจากการบริหารจัดการที่ดีของผู้นำในทุกระดับของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน

ดังนั้นเมื่อเรายังจัดสรรทรัพยากรโดยเฉพาะเงินทุนไม่ลงตัว ใส่กันผิดที่ผิดทาง หรือการส่งเสริมสนับสนุนผิดประเด็น กฏกติกาไม่เป็นธรรม ยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความบืดเบือน บิดเบี้ยวมากขึ้น เพราะคนทำดีแต่ไม่ได้ดี ไม่ได้รางวัล คนไม่ดีกลับได้รางวัล แล้วสังคม/ประเทศจะอยู่ได้อย่างไร จะมั่งคั่งได้อย่างไร เพราะคนที่มั่งคั่งวันนี้คือคนที่มีอำนาจและเกี่ยวโยงกับผู้มีอำนาจเท่านั้น (อ่านบัญชีทรัพย์สินของนักการเมือง น.8 ประกอบ)

 

กลับหน้าแรก