แนวโน้มการว่างงานลด ผลพวงอัดฉีดรากหญ้า

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2545 

ผลสำรวจการว่างงาน ของประชากรไทยในช่วง 4 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่หลังจากปี 2544 การว่างงานกลับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจาก มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาล โดยเฉพาะการอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านกว่า 7 หมื่นล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินกองทุนหมู่บ้าน กำลังกลายเป็นประเด็นปัญหา เมื่อสมาชิกที่ได้รับเงินกู้มีอัตราการใช้คืนเงินกู้น้อย ทำให้ขาดเม็ดเงินที่จะเข้าไปอัดฉีดภาคแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสูง ที่ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ผนวกกับการไม่ฟื้นตัวของภาคการผลิตอย่างเต็มที่ จึงไม่สามารถรองรับผู้จบการศึกษาใหม่ ที่ยังหางานทำไม่ได้กว่า 2.2 แสนคน

สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจการว่างงาน ที่กำหนดช่วงเวลาระหว่างก่อนปี 2544 และหลังปี 2544 การว่างงานทั้งประเทศของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามคำนิยามที่มีการปรับใหม่เกือบทั้งหมด เช่นก่อนปี 2544 ที่กำหนดอายุของผู้มีงานทำตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป เนื่องจากต้องการให้สอดคล้องกับสถานการณ์หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ขณะที่หลังปี 2544 ได้เพิ่มระดับอายุของผู้มีงานทำเป็น 15 ปี

สำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดหลักเกณฑ์ สัปดาห์แห่งการสำรวจก่อนปี 2544 หมายถึง คาบเวลา 1 สัปดาห์ก่อนหน้าคาบการแจงนับ โดยนับตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์ ส่วนหลังปี 2544 เปลี่ยนเป็น หมายถึง ในระหว่าง 7 วันก่อนวันสัมภาษณ์

ส่วนคุณสมบัติของผู้มีงานทำนั้น ต้องทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยได้รับค่าจ้าง เงินเดือน ผลกำไร เงินปันผลหรือค่าตอบแทนที่มีลักษณะอย่างอื่น หรือ ไม่ได้ทำงานเลยแต่ยังคงมีตำแหน่งหน้าที่การงาน ธุรกิจ ไร่นาเกษตรของตนเอง แต่ได้หยุดงานชั่วคราว ทำงานอย่างน้อย 1 ชั่วโมงโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ในวิสาหกิจหรือไร่นาเกษตรของหัวหน้าครัวเรือนหรือ ของสมาชิกในครัวเรือน ซึ่งหลักเกณฑ์ข้อนี้จะเหมือนกันทั้งก่อนและหลังปี 2544

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติได้นับรวมแรงงานที่รอฤดูกาลไว้ด้วย ซึ่งหมายถึง บุคคลที่ตามปกติจะเป็นผู้ทำงานโดยไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในไร่นาเกษตร หรือธุรกิจซึ่งทำกิจกรรมตามฤดูกาล โดยมีหัวหน้าครัวเรือนหรือสมาชิกคนอื่น ๆ ในครัวเรือนเป็นเจ้าของหรือผู้ดำเนินการ แต่ในสัปดาห์แห่งการสำรวจไม่ได้ทำงาน และไม่พร้อมจะทำงาน เนื่องจากกำลังรอฤดูกาลที่เหมาะสมเพื่อที่จะทำงานต่อไป

ขณะที่การจัดจำแนกตามความเหมาะสมกับลักษณะประเภท อุตสาหกรรมของประเทศไทย จะอ้างอิงจาก International Standard Industrial Classification, (ISIC) 1958 ขององค์การสหประชาชาติ (UN)

จากหลักเกณฑ์ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดไว้ข้างต้นนั้น ภาวะการว่างงานของประเทศ จึงมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม มีบางช่วงเวลาที่มีภาคอุตสาหกรรมการผลิต มีการปลดคนงาน และภาคเกษตรกรรมพักการเก็บเกี่ยว ทำให้ยอดคนว่างงานเพิ่มขึ้น เช่นในเดือนต.ค. 2545 ยอดคนว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 8.9 แสนคน หรือคิดเป็น 2.6% จากเดือนก่อนหน้าที่มีคนว่างงานเพียง 6.7 แสนคน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ไม่ได้วิตกกังวลกับตัวเลขการว่างงานในเดือนต.ค.2545 ที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนแล้ว การว่างงานเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง โดยเดือนต.ค.2544 มียอดผู้ว่างงานถึง 1.06 ล้านคน และถือว่าเป็นปกติทุกปี ที่ช่วงเดือนก.ย.จะมีการทำเกษตรกรรม ทำให้การว่างงานลดลง

ขณะที่เดือนต.ค. เป็นช่วงที่หยุดรอการเก็บเกี่ยว ทำให้จำนวนผู้ว่างงานสูงขึ้น จากนั้นก็จะลดลงในเดือนพ.ย. ที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตจริง

หากไม่นับรวมแรงงานในภาคเกษตรกรรมแล้ว ตัวเลขการว่างงานที่น่าเป็นห่วงไม่น้อย เมื่อพบว่า ในตัวเลขคนว่างงาน 8.9 แสนคนนั้น เป็นการว่างงานที่เกิดขึ้นจากผู้ไม่เคยมีงานทำมาก่อน ซึ่งได้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ มียอดรวมถึง 2.2 แสนล้านบาท หรือ 24.7% ของผู้ว่างงาน

ส่วนผู้ที่เคยทำงานมาก่อนเป็นจำนวน 6.7 แสนคน ซึ่งอาจจะสูง ดูเหมือนว่าคนตกงานมากขึ้น แต่ในความจริงต้องนับรวมแรงงานในภาคเกษตรที่หยุดพักรอเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วย โดยมีตัวเลขในภาคนี้ 2.5 แสนคน นอกภาคเกษตรกรรม 4.2 แสนคน และสาขาการผลิตมีผู้ว่างงานสูงสุดประมาณ 1.8 แสนคน ถือเป็นสาขาที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก จากช่วงเดือนก.ย. ที่มีผู้ว่างงานในสาขานี้เพียง 70,000 คน

ในส่วนของสาขาการก่อสร้างมีผู้ว่างงาน 70,000 คน สูงขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา ที่ว่างงาน 50,000 คน สาขาการขายส่งขายปลีก ซ่อมยานพาหนะและของใช้ส่วนบุคคลและครัวเรือน ว่างงาน 60,000 คน ลดลงจากเดือนก่อนที่มีผู้ว่างงาน 70,000 คน ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร ในเดือนต.ค. ปีนี้มีผู้ว่างงานเพิ่มขึ้นจาก 30,000 คน เป็น 50,000 คน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ตัวเลขการว่างงานก่อนหน้านี้ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เป็นผลหลักมาจากนโยบายกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ของรัฐบาล ตัวเลขในเดือนต.ค.ที่จะเห็นว่าการว่างงานในภาคต่างลดลง เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 1.3 แสนคน ภาคใต้ ลดลง 30,000 คน ภาคกลาง ลดลง 20,000 คน ในขณะที่กรุงเทพมหานคร การว่างงานเพิ่มขึ้น 10,000 คน

"กองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท ทำให้คนมีงานทำเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2544 โดยเงินลงทุนรวม 70,000 ล้านบาท ไปถึงประชาชนโดยตรง 5 ล้านคน ทำให้การใช้จ่ายในประเทศสูงขึ้น และจีดีพี ก็สูงขึ้นด้วย"

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่จะมีผลต่อการว่างงานลดลง จากปัจจัยผลักดันของกองทุนหมู่บ้านนั้น ในทางกลับกันสำนักงานสถิติแห่งชาติยอมรับว่า หากอัตราการคืนเงินกองทุนหมู่บ้านมีน้อย การว่างงานก็จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในเดือนต.ค.มีการใช้เงินคืนกองทุนหมู่บ้านประมาณ 4% เท่านั้น

ทั้งนี้จากผลสำรวจการใช้เม็ดเงินกองทุนหมู่บ้านของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีปัญหาหนี้เสียในระดับต่ำมาก และมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะอัดฉีดเพิ่มขึ้นในส่วนของหมู่บ้านที่บริหารเม็ดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่อีกด้านหนึ่งนั้นพบข้อมูลที่น่าตกใจประการหนึ่งว่า ผู้กู้เงินกองทุนหมู่บ้านนำเงินมาใช้คืนและกู้กลับไปทันทีเช่นกัน ดังนั้นตัวเลขหนี้เสียที่แท้จริงจึงยังไม่สามารถประเมินได้

 

กลับหน้าแรก