|
"ทักษิณ"ลั่น
สร้างสมดุลทุนนิยม
ให้คำมั่นตัด"เนื้อร้าย"นักการเมืองทุจริต กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2545 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษทุกแง่ทุกมุมกับผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2546 ปี 2546 หลายคนบอกว่าจะแย่ อันนี้เป็นพวกนอนรอโชคชะตา เพราะเชื่อว่ามีสงครามและน้ำมันจะแพง แต่บังเอิญรัฐบาลนี้จะทำเยอะ เพราะรู้ว่าอุปสรรคมาก เลยต้องทำงานมากกว่าปี 2545 คนที่ไม่พอใจผมเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า หลายคนเขาไม่ชอบผมเป็นการส่วนตัวมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้น พอคนด่าปุ๊บเราก็เข้าใจได้ ปีหน้าผมจะพยายามทำงานหนัก และใจเย็นๆ ให้มากที่สุด "ผมได้เห็นการเมืองมาเรียกได้ว่า ตั้งแต่ปี 2512 แต่ไม่ค่อยได้สนใจ แต่หลังจากปี 2518 สนใจมาก ก็เลยติดตามการเมืองการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงของโลกประกอบกับของประเทศไทยก็เก็บสะสมมาเรื่อย พอมาเป็นนายกฯของประเทศไทยก็เลยเห็นว่าอะไรที่ควรเปลี่ยนก็ต้องเปลี่ยน แต่ก็ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงบางครั้งก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสเล่าความเปลี่ยนแปลงได้ละเอียด ความไม่เข้าใจตรงกันจึงมีบ้าง แต่ว่าในที่สุดแล้วทุกคนก็จะเห็นว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทั้งหมดเป็นผลดีกับประเทศทั้งนั้น ยกตัวอย่างเรื่องของ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทุกคนมองว่าเป็นปัญหา แต่จริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรที่ไม่เป็นปัญหา วันนี้ก็เห็นแล้วว่าประชาชนชื่นชมมาก พอใจมาก การทำให้ประชาชนมีความมั่นคงในเรื่องของสุขภาพ เขาเองก็ต้องเก็บหอมรอมริบด้วยความยากลำบาก เมื่อเก็บหอมรอมริบมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อสุขภาพไม่ดีก็ต้องคิดว่าจะใช้เงินไปรักษาสุขภาพ หรือจะเก็บไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ หลายคนเจอภาวะแบบนี้ทำให้สุขภาพทรุดโทรม แต่เมื่อมีระบบแบบนี้ขึ้นมาก็ทำให้ดีขึ้น จริงๆ แล้วไม่มีอะไรเลย เป็นการบริหารจัดการงบประมาณ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกเปลี่ยนแปลงก็อาจจะอึดอัดบ้าง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งมันก็ลงตัวเอง อย่างเรื่องกองทุนหมู่บ้านก็เช่นกัน หลายคนก็เข้าใจว่านี่มันเป็นการไปให้ประชาชนสร้างหนี้ คือไม่เข้าใจว่าประชาชนไม่มีโอกาสเข้าหาทุน ก็ต้องพยายามให้โอกาสเขา เรื่องของหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดก็บอกว่าโอ๊ย...ออกมาแล้วมันจะขายไม่ได้ แต่ในที่สุดตอนนี้ก็มียอดขาย 2 หมื่นกว่าล้านบาท 2 หมื่นกว่าล้านบาทอยู่ในมือคนจนนี่มันเป็นเรื่องสำคัญมาก หลายอย่างครับ ระหว่างเปลี่ยนแปลงก็เหนื่อยกันไป ขัดแย้งกันบ้าง โต้เถียงกันบ้าง แม้แต่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ หลายคนไม่เข้าใจก็มองว่ากำลังจะทำให้ไม่ยั่งยืน แต่ทุกคนไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเนี่ย การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ไม่ใช่เอาสตางค์ไปใส่มือให้ประชาชนใช้ แต่เอาสตางค์นั้นไปสร้างงานสร้างรายได้ เมื่อเขามีงาน เขามีรายได้ ก็มีการนำเงินไปใช้เพราะมีงาน มีรายได้ รายได้มันเกิดจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น คอนซัมพ์ชั่น (การใช้จ่าย การบริโภค) มันเกิดจากตรงนี้ เพราะฉะนั้น โดเมสติก อีโคโนมี (เศรษฐกิจในประเทศ) มันเป็นธีม (แก่น, สาระ) ที่จะต้องทำต่อไป เพราะเราจะเพิ่มน้ำหนักของโดเมสติก แต่แน่นอน เรื่องเอ็กซ์พอร์ต (การส่งออก) เราต้องขยายตลาดต่อไป ธีมที่รัฐบาลนี้ทำแล้วหลายคนไม่เข้าใจก็เพราะว่าเรามองบูรณาการ เรามองความเชื่อมโยง แต่คนไปมองท่อนเดียว ซีกเดียว ก็จะไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันบูรณาการไปหมด มองเรื่องนี้ไปต่อเรื่องนั้น มองเรื่องเดียวก็ไม่ได้ ถ้าทำข้างเดียวก็หนักข้างเดียว ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของความสมดุล เรื่องของธรรมชาติ จริงๆ แล้วทุกอย่างมันเป็นเรื่องของระบบธรรมชาติ ซึ่งต้องมีความพอดีและสมดุล เพราะฉะนั้นรัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสมดุลทุกด้าน เลยอาจต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะหลายด้าน ความไม่เข้าใจเป็นเรื่องธรรมดา และผมเองเวลาเขาไม่เข้าใจก็ต้องอธิบาย บางทีเมื่ออธิบายก็ไปมองว่าผมขัดแย้งกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะว่ามันไม่เข้าใจก็ต้องอธิบายให้มันเข้าใจ เพราะคนเหล่านั้นบางคนเป็นผู้นำทางความคิดเห็น ก็จะทำให้สังคมเข้าใจผิดอีก ก็จะเกิดการไม่รวมพลัง เมื่อไม่รวมพลัง การแก้ปัญหาหรือการผลักดันเรื่องสำคัญๆ ของชาติก็จะเสียหาย ผมก็เลยจำเป็นต้องพูดเพื่อให้เข้าใจ เพื่อให้สังคมโดยรวมเข้าใจ ถ้าผมไม่พูด สังคมโดยรวมไม่เข้าใจ มันก็จะกลายเป็นปัญหาว่าเกิดความสับสน เพราะฉะนั้นผมจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดเพื่อชี้แจงให้เข้าใจ บางคนไม่เข้าใจอาจจะไปมองว่าผมไม่ฟังใคร เถียงกับคนนั้นคนนี้ ผมจำเป็นต้องให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจในทิศทาง ถ้าใครจะมาพูดให้ไขว้เขวให้เข้าใจผิด ผมจึงต้องรีบชี้แจง นั่นคือหน้าที่ของผม รับรองเลยครับว่าผมไม่มีวาระซ่อนเร้นส่วนตัวที่จะไปมีอะไรเพื่อส่วนตัวเอง ที่ทำทุกอย่างก็เพื่อประเทศ เพื่อบ้านเมืองทั้งนั้น และที่ทำมาก็เพราะอาสามาทำ ประชาชนขานรับกับการอาสาของผม จึงได้ทำ ถ้าประชาชนไม่ขานรับการอาสา ก็ไม่ได้ทำ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนน้องๆ สื่อมวลชนให้เข้าใจว่า ผมไม่มีอะไรส่วนตัว ทุกอย่างที่ผลักดันคิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ ของประชาชน ส่วนการไม่เห็นด้วยกับใครนั้นก็ไม่ใช่เพราะว่าไม่ฟังเขา แต่ฟังแล้วทำท่าว่ามันจะทำให้สังคมเกิดความสับสน ก็เลยต้องชี้แจง แน่นอนครับ บางภาวะผมก็มีความเครียดบ้าง เนื่องจากบางทีบางครั้งผมไม่ได้พักผ่อน งานมันหนักไม่ให้พักผ่อน ความเหนื่อยมันนำมาซึ่งความเครียด ซึ่งบางทีผมต้องหยุดพักเพื่อให้หายเครียด พอเครียดแล้วการตัดสินใจอะไรต่างๆ มันจะไม่ฉลาด เพราะความเครียดมันทำให้สับสน ความเครียดทำให้มีจิตวุ่น ปัญญาหาย ถึงวันนี้ผมฟันธงได้เลยว่า จีดีพี ของประเทศไทยปี 2545 จะ 5% ไม่มีคำว่าต่ำกว่า 5 สังเกตดูมั้ยครับว่าผมพูดตั้งแต่ต้น ทุกคนก็ไปบอกว่า 2% บ้าง 2% กว่าๆ บ้าง คือการทำนายเศรษฐกิจในสมัยก่อน เขาใช้วิธีเดิมถูกต้อง คือใช้สภาพแวดล้อมของประเทศไทยและของโลก แต่ว่าสมัยนี้มันต่างกัน สมัยรัฐบาลนี้มันไม่เหมือนรัฐบาลก่อนๆ ถ้าจะทำนายให้ถูกต้องมาถามก่อนว่ารัฐบาลจะทำอะไร เพราะผมรู้ว่าผมจะทำอะไร ผมถึงทำนายได้ใกล้เคียงที่สุด และผมทำนายไปแล้ว ผมก็ต้องพยายามทำให้ได้ด้วยการผลักดันรัฐมนตรี รัฐมนตรีผมก็เลยเหนื่อยกันหนัก เพราะผมจี้ตลอด ตัวเลขตรงไหน ใครทำตัวเลขอ่อนลงผมก็จี้ มันจึงทำให้เป็นไปตามที่เราต้องการ เราจะอยู่เฉยๆ เพื่อนอนรอรับโชคชะตา มันหมดสมัยแล้ว มันต้องใช้ความพยายาม ความทุ่มเท สติปัญญา เราต้องลิขิตชีวิตตัวเองให้ได้ ประเทศไทยจึงจะเข้มแข็ง ประเทศไทยนอนรอยถากรรมทั้งหลายของโลกก็เสร็จ เพราะฉะนั้นเราต้องลิขิตชีวิตตัวเอง ปี 2546 หลายคนบอกว่าจะแย่ อันนี้เป็นพวกนอนรอโชคชะตา เพราะเชื่อว่ามีสงครามและน้ำมันจะแพง เชื่อว่าตัวเองอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร คนนั้นถูกต้องมั้ย แต่บังเอิญรัฐบาลนี้จะทำเยอะ เพราะรู้ว่าอุปสรรคมาก เลยต้องทำงานมากกว่าปี 2545 ปี 46 จะหนักเพราะมีเรื่องต้องทำเยอะ หลายเรื่อง ปี 46 จะเป็นปีแห่งศักดิ์ศรีของคนไทย อยู่บนเวทีโลกเราต้องยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเอง เราต้องไม่ไปเจรจาความกับใครในฐานะของผู้มีความด้อย เพราะว่าต้องพึ่งพา เราจะไม่มีการไปขอการพึ่งพาจากใครในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เราต้องยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองอย่างเต็มที่ เราจะให้คนไทยมีศักดิ์ศรีไม่ถูกข่มเหงรังแก บรรดาผู้มีอิทธิพล ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะไหน ต้องเปลี่ยนนิสัย ถ้ายังคงความเป็นอิทธิพลไปข่มขู่ เรียกค่าคุ้มครอง ขอแบ่งเปอร์เซ็นต์ประมูลงาน รับรองเสร็จแน่ เราไม่ไว้ใครทั้งสิ้น เพราะเราต้องการให้คนไทยทุกคนเดินยกไหล่ เดินยกอกอย่างสง่าผ่าเผย เพราะว่าเป็นคนไทย ไม่ต้องการให้ใครมากดขี่ข่มเหงกัน หนี้นอกระบบต้องลดลงให้น้อยที่สุด และในที่สุดต้องหมดไป เพราะเราจะมีกระบวนการแข่งขันเพื่อให้หนี้นอกระบบหายไป เพื่อให้คนไทยไม่ถูกข่มเหงรังแก ปี 46 จะต้องเป็นปีเข้าสู่ศักดิ์ศรี เราจะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) หนี้ไอเอ็มเอฟคงค้างอยู่เพียง 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครบกำหนดจ่ายปี 2548 แต่เราจะใช้ให้เสร็จสิ้นในปี 46 ภายในกลางปี 46 ครบกำหนดก่อน 2 ปี เป็นประเทศแรกในโลกที่ชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดเวลาโดยไม่มีเงื่อนไขบังคับ เพราะเก็บไว้ก็เสียดอก เก็บไว้ก็ต้องมานั่งรายงานเจ้าหนี้ว่าเราทำอะไรไป วันนี้ตัวเลขมันชัดเจน เพราะผมเฝ้าดูมอนิเตอร์ตัวเลขมานาน ที่สำคัญคือเราสามารถส่งออกมากกว่านำเข้า เพราะฉะนั้นบาลานซ์ ออฟ เพย์เมนท์ เราจึงเป็นบวก ปี 45 บวกอยู่ประมาณ 1 พันกว่าล้านดอลลาร์ ปี 46 ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นบวกหลายพันล้านดอลลาร์ เพราะฉะนั้นมีแต่บวกไม่มีลบ ก็สบายๆ ครับ เฮลท์ตี้ (ปลอดภัย) ถือว่าฐานะทางการเงินของประเทศไทยเฮลท์ตี้ ยกเว้นหนี้ในประเทศที่เกิดจากกองทุนฟื้นฟูอันเกิดจากการช่วยเหลือสถาบันการเงิน การขายสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ขาดทุนมโหฬารในอดีตเท่านั้นเองที่เป็นปัญหา แต่ว่าก็ได้จัดการเรียบร้อยแล้ว โดยการเอาไปจัดการให้โครงการที่คราวที่แล้วเราทำ ก็คือว่าจัดแบ่งส่วนของรายได้จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้มาชำระ ไม่หนักใจแล้วครับ ประเทศถึงวันนี้ไม่หนักใจ แต่ต้องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยๆ อีก 5 ปี เราจะเข้มแข็ง อีก 5 ปี ทำอย่างเต็มที่"ปี 2546 มีโครงการจะทำอะไรบ้าง "ก็มีหลายเรื่องนะครับ มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ปฏิรูปการศึกษาก็เป็นเรื่องที่หนักและต้องทำมาก เพราะว่าบางทีความเข้าใจตรงนี้ยังไม่เท่ากัน ต้องทำเยอะ ปฏิรูประบบราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง E-GOVERNMENT, E-SERVICE เป็นเรื่องที่ต้องจัดระบบ เพื่อให้การบริการประชาชนดีขึ้น สะดวกขึ้น พวกวันสต็อปเซอร์วิส เริ่มเกิดในหลายกระทรวง สำหรับเรื่องสำคัญในต่างประเทศคือการขยายตลาด ซึ่งจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สินค้าเกษตรราคาดี เพราะผมถือว่าถ้าสินค้าเกษตรราคาดี ประชาชนในระดับรากหญ้าจะมีสตางค์ใช้ ในปีนี้ภาคใต้ ยางพาราและปาล์ม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของไทย 2 ตัวนี้ดี พัฒนากันจนผลิตไม่ทัน เรื่องที่ต้องทำอีกก็คือเรื่องของการปฏิรูปที่ดิน คือ การเอาที่ดินมาทำให้เกิดผลผลิตมากที่สุด แล้วก็สามารถให้แอสเซ็ท (สินทรัพย์) รวมทั้งที่ดินด้วย แปลงเป็นทุนได้ เพื่อทำให้ที่ดินนั้นผลิตได้มากขึ้น เมื่อเราขยายตลาดและขยายการผลิตไปพร้อมกันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราขยายการผลิตโดยไม่ขยายตลาดก็จะมีปัญหา ต้องทำพร้อมกัน ถือเป็นเรื่องที่ทั้งต้องเดินทางต่างประเทศ เดินทางต่างจังหวัดไปประชุม ทั้งต้องต่อสู้กับแนวคิดที่ไม่เข้าใจ ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำต่อไปในปี 46 และปีหน้าถ้าผมชรามากกว่านี้อาจจะช้ากว่านี้หรือเปล่าไม่รู้ แต่ก็จะพยายามไม่ช้า เรื่องที่ต้องทำอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องยาเสพติด ซึ่งหลังปีใหม่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดจะเหนื่อยมากๆ เพราะว่าเราจะต้องดีเดย์หลายเรื่อง บูรณาการตั้งแต่เรื่องของต่างประเทศมาจนถึงเรื่องของเด็กในประเทศ ดังนั้น เรื่องนี้ก็จะหนัก" รูปแบบของการพัฒนาเศรษฐกิจจะพิจารณาจากปัจจัยภายนอกหรือภายในเป็นสำคัญ "รูปแบบจะเน้นทั้งสองด้าน ทั้งด้าน
|
| กลับหน้าแรก |