|
เปิดผลวิจัยร้อน
'NGOไทย' 40ปี
รับเงินต่างชาติแสนล้าน
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เปิดผลศึกษา สกว. ระบุไทยมีองค์กรเอ็นจีโอ 18,000 แห่ง แต่ที่ทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์จริงๆ มีแค่ 953 แห่ง ชี้แหล่งที่มารายได้ส่วนใหญ่เป็นเงินบริจาคทั้งในและต่างประเทศ 1,835 ล้านบาท/ปี ขณะที่มีรายจ่าย 364 ล้านบาท/ ปี พร้อมเปิดตัวเลขเงินบริจาคของต่างชาติในช่วงแผนฯ 1-8 เฉลี่ย 1 หมื่นล้านบาท/แผน ผู้สื่อข่าวรายงานถึงผลงานวิจัยของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำรายงาน 'โครงการวิจัยภาคองค์กรสาธารณประโยชน์ในประเทศไทย' เพื่อเสนอต่อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ว่า รายงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่จะประมวลข้อมูลของภาคองค์กรสาธารณประโยชน์ที่ไม่แสวงกำไรหรือเอ็นจีโอในประเทศไทย ทั้งขนาด ขอบเขตการทำงาน โครงสร้างการเงินและสถานะเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ถึงพัฒนาการของบทบาทของเอ็นจีโอที่ควรจะต้องดำเนินการและต้องปรับปรุงในอนาคต รายงานดังกล่าวได้แบ่งกลุ่มเอ็นจีโอออกเป็น 10 กลุ่มหลัก มีเอ็นจีโอทั้งสิ้น 1,493 องค์กร มีทำเลที่ตั้งในกรุงเทพฯมากสุด 721 องค์กร คิดเป็น 48.29% และที่เหลือกระจายอยู่ในภาคเหนือและภาคอีสานตามลำดับ ส่วนภาคใต้มีน้อยที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าองค์กรมักจะตั้งในทำเลพื้นที่ที่มีปัญหามาก ดังนั้น ในกรุงเทพฯจึงเป็นแหล่งที่มีปัญหามากที่สุด แต่ทั้งนี้จำนวน 1,493 องค์กรนี้ยังมีความซ้ำซ้อนในการทำงานใน 10 กลุ่มหลักอยู่ค่อนข้างมากถึง 35% ดังนั้น จะมีเอ็นจีโอเพียง 953 องค์กร และในรายงานได้ระบุว่ามีคนทำงานเฉลี่ยองค์กรละ 14 คน ดังนั้น จะมีเอ็นจีโอ 13,342 คน แต่ถ้าวัดจากตัวเลขที่ยื่นขอจดทะเบียนในรูปมูลนิธิและสมาคม กับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติในปัจจุบันมี 17,000 องค์กร บวกกับจำนวนเอ็นจีโอที่ไม่ได้จดทะเบียนซึ่งคาดว่ามีประมาณ 1,000 องค์กร รวมแล้วมีเอ็นจีโอ 18,000 องค์กร และส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ตายแล้ว กล่าวคือ ร้อยละ 80-90 น่าจะไม่มีบทบาทอะไรนัก เพราะเป็นการจัดตั้งเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ในความเป็นจริงไม่ได้ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะที่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่ทำเป็นครั้งคราวและเล็กๆ น้อยๆ ในรายงานจึงระบุว่าอาจจะมีเพียง 10% เท่านั้นที่นับเป็นเอ็นจีโอจริงๆ เพราะฉะนั้น หากเอาจำนวน 18,000 องค์กรคูณจำนวนคนทำงานเฉลี่ย 14 คน/องค์กร จะมีเอ็นจีโอ 252,000 คน รายงานยังได้ระบุต่อว่า นอกจากเจ้าหน้าที่เอ็นจีโอที่มี 252,000 คนแล้ว ยังบวกจำนวนอาสาสมัครช่วยทำงานทั้งหมดในภาคเอ็นจีโออีก 306,000 คน เพราะฉะนั้น มีจำนวนเอ็นจีโอและอาสาสมัครรวมทั้งสิ้น 558,000 คน ค่าใช้จ่ายเอ็นจีโอ 364 ล้านบาท/ปี ในรายงานได้สำรวจพบว่าเอ็นจีโอที่ไม่จดทะเบียนส่วนใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายต่อปีต่อองค์กร 1,239,736 บาท ขณะที่เอ็นจีโอที่จดทะเบียนในรูปมูลนิธิและสมาคม ที่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ไม่ได้ตื่นตัวและมักเป็นองค์กรที่เหมือนตายแล้ว พบว่ามีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยองค์กรละ 347,164 บาทต่อปี เมื่อรวมทั้งองค์กรที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนเข้าด้วยกัน จะได้ค่าเฉลี่ยต่อปีต่อองค์กร 382,698 บาท ดังนั้น รายงานวิจัยนี้จึงนำตัวเลขดังกล่าวมาใช้คำนวณหาค่าใช้จ่ายรวมของเอ็นจีโอ 10 กลุ่มหลักที่มีจำนวน 1,412 องค์กร มีค่าใช้จ่ายรวม 540 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของการใช้จ่ายในภาคครัวเรือน แต่ถ้านับเฉพาะเอ็นจีโอที่ขจัดความซ้ำซ้อนออกไปแล้ว ตามที่กล่าวข้างต้น 953 องค์กรคูณด้วยค่าใช้จ่าย 382,698 บาท จะพบว่าเอ็นจีโอของไทยมีรายจ่าย 364 ล้านบาท/ปี แต่ถ้านับเอาเอ็นจีโอทั้งหมด 18,000 องค์กรมาคำนวณจะพบว่า เอ็นจีโอทั้งหมดมีรายจ่าย 6,888 ล้านบาท/ปี ซึ่งรายงานระบุว่าความน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดและใกล้เคียงข้อเท็จจริงมากที่สุดน่าจะเป็นค่าใช้จ่ายของเอ็นจีโอที่ขจัดความซ้ำซ้อนแล้ว 953 องค์กร รายได้เอ็นจีโอ 1,835 ล้านบาท/ปี รายงานชิ้นนี้ได้ระบุถึงรายได้โดยเฉลี่ยของเอ็นจีโอว่ามีประมาณ 1,925,814 บาท/ปี ขณะที่รายจ่ายเฉลี่ยประมาณ 1,112,598 บาทต่อปี ทำให้เอ็นจีโอมีเงินออมที่อยู่ในรูปเงินฝากธนาคารสูงกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินขององค์กร ดังนั้น เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ดอกเบี้ยต่ำ จึงกระทบต่อภาคเอ็นจีโอค่อนข้างมากต่อรายได้และรายจ่าย ซึ่งการคำนวณรายได้ ถ้านับตามจำนวนเอ็นจีโอ 1,412 องค์กร คูณรายได้เฉลี่ยดังกล่าวจะมีรายได้ 2,719.24 ล้านบาท/ปี แต่ถ้าใช้จำนวน 953 องค์กร จะมีรายได้ 1,835 ล้านบาท/ปี แต่ถ้าใช้จำนวน 18,000 องค์กร จะมีรายได้ 34,664 ล้านบาท แต่ผู้ศึกษาระบุว่าความน่าจะเป็นของขนาดรายได้คือ 1,853 ล้านบาท/ปี ทั้งนี้แหล่งที่มาของรายได้มาจาก 1.มาจากภาครัฐบาล 2.มาจากการบริจาคทั้งจากมูลนิธิ ธุรกิจและเงินบริจาคจากบุคคลทั่วไป และ 3.มาจากการคิดค่าธรรมเนียมและค่าให้บริการ รายงานกล่าวว่า สัดส่วนของแหล่งรายได้ของเอ็นจีโอในประเทศที่พัฒนาแล้วจะแตกต่างจากประเทศที่กำลังพัฒนามาก ซึ่งเหตุผลหลักน่าจะมาจากความแตกต่างในระดับการพัฒนาหรือมาตรฐานขององค์กรในภาคนี้ ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีมาตรฐานสูง มีความโปร่งใส มีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีโนว์ฮาว ขณะที่กลุ่มที่กำลังพัฒนายังไม่ค่อยได้มาตรฐานสากล มีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส ขาดการบริหารจัดการที่ดีและขาดโนว์ฮาว เช่นประเทศไทยเอ็นจีโอส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ไม่ค่อยตื่นตัว เป็นองค์กรที่ไม่ถาวรยั่งยืนและยังขาดความเข้าใจหรือแสดงบทบาทของตนเองไม่ชัดเจน ยังมีปัญหาขาดความน่าเชื่อถือหรือยังมีภาพลบในสายตาสาธารณชนทั่วไป เอ็นจีโอรับเงินต่างชาติเยอะแค่ไหน ในรายงานดังกล่าวสรุปถึงแหล่งที่มาของรายได้ของเอ็นจีโอในประเทศไทยในอดีตว่ามาจากการ บริจาคทั้งในและต่างประเทศประมาณ 90% โดยแบ่งเป็นกว่า 60% มาจากเงินบริจาคจากต่างประเทศ และน้อยกว่า 40% มาจากเงินบริจาคในประเทศ แต่ในปัจจุบันแหล่งรายได้ของเอ็นจีโอมาจากเงินบริจาคจากในประเทศและต่างประเทศลดลงเหลือ 70% แบ่งเป็นมาจากต่างประเทศและในประเทศในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ส่วนที่เหลือมาจากภาครัฐบาล 20% ส่วนอีก 10% มาจากการคิดค่าธรรมเนียมที่บริการให้แก่เอกชน รายงานยังได้สรุปความช่วยเหลือที่ประเทศไทยได้รับจากต่างประเทศในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1-8 ว่า ในแผนฯที่ 1 จำนวน 155 ล้านเหรียญหรือประมาณ 3,100 ล้านบาท (20 บาท/เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 2 จำนวน 280 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 5,611 ล้านบาท (20 บาท/เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 3 จำนวน 173 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 3,468 ล้านบาท (20 บาท/ เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 4 จำนวน 504 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 10,087 ล้านบาท (20 บาท/เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 5 จำนวน 842 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 22,085 ล้านบาท (26.2 บาท/เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 6 จำนวน 1,904 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 27,913 ล้านบาท (25.5 บาท/เหรียญสหรัฐ) แผนฯที่ 7 จำนวน 715 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 18,235 ล้านบาท (25.5 บาท/เหรียญสหรัฐ) และแผนฯที่ 8 (ช่วงปี 2540-41) จำนวน 218 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 7,822 ล้านบาท (36 บาท/ เหรียญสหรัฐ) สำหรับกลุ่มเอ็นจีโอ 10 กลุ่มหลักได้แก่ 1.กลุ่มวัฒนธรรมและสันทนาการ (15 องค์กร) 2.กลุ่มการศึกษาและวิจัย 52 องค์กร) 3.กลุ่มสาธารณสุข (529 องค์กร) 4.กลุ่มบริการสังคม (182 องค์กร) 5.กลุ่มสิ่งแวดล้อม (168 องค์กร) 6.กลุ่มการพัฒนาและการเคหะ (174 องค์กร) 7.กลุ่มกฎหมายและการเรียกร้องและการเมือง (95 องค์กร) 8.กลุ่มการกุศลและอาสาสมัคร (44 องค์กร) 9.กลุ่มกิจกรรมระหว่างประเทศ (119 องค์กร) และกลุ่มศาสนา (34 องค์กร)
|
| กลับหน้าแรก |