ธปท.ยึดอำนาจ'บค.ธนพัฒน์'

ปล่อยกู้ลูกหนี้ง่อนแง่น-ตกแต่งบัญชี

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ธปท.สั่งสายฟ้าแลบ เข้าควบคุมกิจการ 'บค.ธนพัฒน์' หลังฐานะง่อนแง่น บีไอเอสลดฮวบเหลือแค่ 3% จากปล่อยกู้โดยไม่ลืมหูลืมตา ให้ลูกหนี้อ่อนแอและไม่มีความสามารถชำระหนี้ พร้อมกล่าวโทษผู้บริหาร ตกแต่งบัญชี รายงานข้อมูลเท็จ ตั้งคณะกรรมการควบคุมรันงานต่อ พร้อมสอบเบื้องลึกเตรียมสรุปผลควบรวมหรือปิดกิจการ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิด เผยว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2545 ธปท.ได้เข้าควบคุมบริษัทเครดิตฟอง ซิเอร์ (บค.) ธนพัฒน์ จำกัด ตามคำสั่งของ รมว.คลัง เนื่อง จากมีฐานะซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อระบบและประชาชน พร้อมกล่าวโทษ นายโกวิท เอกเมธีพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บค.ธนพัฒน์ ฐานรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ ปกปิดข้อมูล และตกแต่งบัญชี โดยแต่งตั้งนางสาวประไพ สุวรรณรัฐ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายบริหารกองทุน ธปท. เป็นประธานกรรมการควบคุม พร้อมกรรมการอีก 5 คน ได้แก่ นางอังคณา ประยูรสิน, นายกฤช ฟอลเล็ต, นายวิชาญ อมรโรจนนาวงศ์, นายเลิดศิลป์ อังคทาภิมณฑ์ และนายชัชวาล สุริยาอมรานนท์ โดยคณะกรรมการควบคุมจะมีอำนาจในการจัดการบริหารแทนผู้บริหารชุดเดิมทั้งหมด และหลังจากที่คณะกรรมการเข้าไปบริหารและตรวจสอบ คาดว่าภายใน 3 เดือนจะรู้ผลว่าควรจะดำเนินการควบรวมหรือปิดกิจการ

'ผลการตรวจสอบพบว่า ในปี 2544 การขยายตัวสินเชื่อของ บค.ธนพัฒน์สูงมากและส่วนใหญ่ปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ที่มีฐานะอ่อนแอ ทุนจดทะเบียนต่ำ และไม่มีความสามารถชำระหนี้ได้ จนส่งผลกระทบต่อฐานะเงินกองทุนไม่เพียงพอ จึงขออนุญาต รมว.คลังเพิ่มทุนอีก 75 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท เพื่อให้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 242.4 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าการเพิ่มทุนไม่ได้มีการนำเม็ดเงินใหม่เข้ามาใส่จริง แต่ใช้วิธีการปล่อยสินเชื่อออกไปและนำกลับเข้ามาในบัญชีผู้ถือหุ้นและเวียนกลับเข้ามาเพิ่มทุน ขณะที่ด้านบัญชีมีการตกแต่งตัวเลขเพื่อแสดงผลกำไรสูงเกินจริง โดยรับรู้รายได้ดอกเบี้ย ทั้งๆ ที่ลูกหนี้ไม่ได้ชำระเงินอย่างแท้จริง' ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้สั่งให้ บค.ธนพัฒน์แก้ไขฐานะการดำเนินงาน โดยให้นำเงินมาเพิ่มทุนอย่างแท้จริงพร้อมเรียก หนี้คืน แต่ปรากฎว่าบค.ธนพัฒน์ไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ จนล่าสุดเมื่อหลักฐานปรากฏชัดเจนว่าบริษัทมีกำไรไม่แท้จริง และเงินให้กู้ยืมมีปัญหามากขึ้น เป็นเหตุ ให้เงินกองทุนเสื่อมลงมาก โดย บีไอเอสอยู่ที่ 3% เศษ ธปท.จึงสั่งบริษัทเพิ่มทุนไม่ต่ำกว่า 482 ล้านบาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 20 ธ.ค. 2545 แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้อีก จึงจำเป็นต้องเข้าควบคุมกิจการในที่สุด

'แม้ทางการจะเข้าควบคุมกิจการ แต่ลูกหนี้ยังสามารถติดต่อธุรกรรมสินเชื่อได้ตามปกติ ส่วนผู้ฝากเงินหรือเจ้าหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน จะเป็นผู้ชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามมติ ครม. โดยติดต่อขอรับเงินได้ ณ ที่ทำการของบริษัท ตั้งแต่บัดนี้-21 มี.ค. 2546 เวลา 09.30-15.30 น.' ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวและว่า สำหรับ บค.ที่เหลืออีก 5 แห่ง ได้แก่ บค. ยูนิโก้ เฮ้าซิ่ง, บค.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, บค.สหวิริยา, บค.เอเชีย และ บค.ไทยเคหะ นั้น เมื่อพิจารณาจากฐานะปัจจุบัน พบว่ายังมีเงินกองทุนที่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจตามปกติ โดย ณ 31 ต.ค. 2545 มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ระหว่าง 19-55% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อทุนชำระแล้วไม่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด

อนึ่ง ฐานะของ บค.ธนพัฒน์ ณ วันที่ 30 พ.ย. 2545 มีสินทรัพย์ 4,100 ล้านบาท สินเชื่อ 3,500 ล้านบาท และมีเงินฝากจากประชาชน 3,900 ล้านบาท สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 43.36% ของเงินให้กู้ยืม

 

กลับหน้าแรก