|
"เอกกมล"เตือนรัฐระวังปัญหา
คนไทยตกหลุม"กับดักสภาพหนี้"
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เอกกมล คีรีวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหนึ่งในทีมเศรษฐกิจ ของพรรคประชาธิปัตย์ วิพากษ์นโยบายรัฐบาล ยังไม่สามารถวัดผลทางเศรษฐกิจ ที่ชัดเจนได้ ยอมรับรัฐบาลทักษิณ อาจจะบริหารประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่า 4% ในปี 2545 นี้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้ กลับตกเป็นผลดี กับการทำกำไรของธุรกิจขนาดใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์ โดยไม่ได้ส่งผลต่อรายได้ และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ของคนไทยแต่อย่างใด ขณะที่ต้องระวังปัญหา กับดักสภาพหนี้ ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นมา แทนที่ปัญหากับดักสภาพคล่อง นอกจากนี้ นายเอกกมลยังไม่เชื่อว่า นโยบายการลดหย่อนภาษีของรัฐบาลในปี 2546 นี้ จะมีสาระสำคัญที่จะช่วยให้คนไทยมีรายได้และโอกาสทำงานเพื่อแสวงหารายได้ที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน นายเอกกมล กล่าวว่า ในความเห็นของตนนั้น ประเทศไทยพ้นวิกฤติมา 4 ปีแล้ว โดยมีการขยายตัวตั้งแต่ปี 2542 และ 2543 ในอัตรา 4% ต่อปี แต่มาลดลงในปี 2544 บ้าง แล้วกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 4% ในปีนี้ ซึ่งเราไม่ควรมองเพียงแค่ด้านที่เป็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องมองภาพให้รอบด้าน ว่า ทางด้านฐานะต่างประเทศดีขึ้นหรือไม่ ในเวลานี้ เราบอกได้ว่าดีขึ้น เพราะหนี้สินต่างประเทศลดลงมากในระยะสิบปีมานี้ จากหนี้สินที่เคยสูงถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เวลานี้เหลือเพียง 6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หนี้สินต่างประเทศนี้ไม่ใช่เพิ่งจะมาลดลง ที่สำคัญมีการทยอยลดลงมาตั้งแต่ปี 2542 แล้ว เวลามองภาพรวมทางเศรษฐกิจ ต้องดูที่รายได้ของประชาชนหรือไม่ แนวนโยบายของรัฐบาลได้ผลอย่างไร ซึ่งเรามองเห็นได้ว่า เศรษฐกิจเติบโตได้มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ การขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ และการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในประเทศ จะเห็นได้ว่า รายได้ของคนไทยไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย มีแต่บริษัทใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจเติบโต และยังไม่ส่งผลดีต่อผู้ออมเงินเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงต่ำมากในเวลานี้ นายเอกกมล กล่าว เขากล่าวอีกว่า 2 ปีมานี้ ยังไม่เห็นชัดเจนว่า รายได้ของคนไทยในต่างจังหวัดดีขึ้น แม้จะไม่สามารถยืนยันด้วยสถิติตัวเลขก็ตาม แต่มีสิ่งที่น่าตกใจคือ สินเชื่อยังไม่เพิ่มขึ้น มีแต่การกระตุ้นใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ถือว่าเป็นเศรษฐกิจรากหญ้า มีการปล่อยสินเชื่อผ่านบรรษัทอุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บอย. ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนเป็นธนาคารนั้น ก็ปล่อยไปได้เพียง 8 พันล้านบาท เท่านั้น ในช่วงสองปีมานี้ เราเคยพูดกันเรื่องกับดักสภาพคล่อง จนจะกลายเป็นกับดักสภาพหนี้ และอย่าหวังว่า การบริโภคภายในประเทศจะสามารถผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตได้ นายเอกกมล อดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เคยมีบทบาทสำคัญร่วมงานในการปรับลดค่าเงินบาทช่วงก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคทอง ระหว่างปี 2531-2539 นับจากยุคปลายของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวสูงสุดในโลกเป็นเลขสองหลักเกิน 10% ต่อปี ที่ทำให้สถาบันการเงินทั่วโลกรุมกันให้กู้ยืม และถูกผลักดันเข้าสู่ยุคฟองสบู่ในหลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระยะต่อมา กระทั่งเศรษฐกิจฟองสบู่แตกกระจายและผลักดันไทยเข้าสู่โปรแกรมไอเอ็มเอฟในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ บทเรียนที่เกิดขึ้นกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การเงิน ที่ผ่านมา ได้ตอกย้ำสำนึกของนายเอกกมล โดยเขาไม่เชื่อว่า นโยบายเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะวัดผลได้ในระยะสั้น ตรงข้ามเขาเชื่อว่า 4 ปัจจัยเศรษฐกิจที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมีเสถียรภาพก็คือ หนึ่ง ทำให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลผลักดันได้เฉพาะกับธนาคารของรัฐเท่านั้น สอง ช่วยให้ประชาชนเกิดรายได้ สาม การแก้ปัญหาหนี้เสียในระบบธนาคารพาณิชย์ ที่ยังคงมีหนี้เสียเหลือจำนวนมาก เนื่องจากหนี้เสียส่วนที่รัฐบาลโอนเข้ามาให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย หรือ บสท.บริหารนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนี้เสียทั้งระบบ และสี่ หนุนการส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศ ซึ่งหากว่า สถานการณ์สงครามไม่รุนแรง ก็จะไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางการส่งออก แต่ประเทศไทยต้องรีบเร่งในการปรับโครงสร้างการส่งออกให้มีประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น ทีมงานเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ยังเชื่อว่า การที่อัตราเศรษฐกิจไทยเติบโตในปีนี้ออกมาดี แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะทำให้เกิดการฟื้นตัวในปีหน้าด้วย ถ้าหากปัจจัยเศรษฐกิจในปีนี้ไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่แท้จริง การฉุดกระชากให้เศรษฐกิจอ่อนตัวลงจะเกิดขึ้นมาแทน ซึ่งเขาเชื่อว่า แทนที่จะได้ 5% ในปีหน้า จะทำให้ได้แค่ 3-4% เท่านั้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังมีการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่อธิบายได้ว่า ทำไมคนที่กินเงินเดือนจึงมีรายได้ไม่เพิ่มขึ้น และทำไมไม่ช่วยให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน นายเอกกมล กล่าวว่า ถึงแม้ว่า นโยบายของรัฐบาลอาจจะประเมินผลที่ชัดเจนไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงกับจะถูกไม่ไว้วางใจ โดยหวังว่า รัฐบาลจะหันมาแก้ไขปัญหาหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์อย่างจริงจัง และทำให้การขยายตัวของสินเชื่อเกิดเป็นจริง เราให้โอกาสรัฐบาลมีเวลาในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจะอยู่ต่อได้ในอีก 6 ปีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเอง พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้ เรากำลังมองไปอีก 6 ปีข้างหน้า โดยโฟกัสที่กลุ่มคนหนุ่มสาวเข้ามามีบทบาทเป็นตัวหลักสำคัญในอนาคต
|
| กลับหน้าแรก |