ธปท.สรุปศุกร์นี้ คืนหนี้ไอเอ็มเอฟ ก่อนเวลา

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2545

"ปรีดิยาธร"ประกาศจุดยืน คืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด 27 ธ.ค.นี้ หลังทุนสำรองอยู่ระดับแกร่ง 3.81 หมื่นล้านดอลลาร์ 

นายกฯหวังส่งสัญญาณฟื้นความมั่นใจต่างชาติ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 27 ธ.ค.นี้ ธปท.จะทำการพิจารณาตัดสินว่า ประเทศไทยควรที่จะทำการชำระหนี้ คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ก่อนที่จะครบกำหนดชำระคืนตามสัญญาเดิมหรือไม่

"ตอนนี้ได้ประเมินภาวะสงครามไว้แล้ว วันที่ 27 ธันวาคมนี้ จะมีคำตอบว่าสมควรจะจ่ายหนี้ก่อนกำหนดหรือไม่"

สำหรับระดับทุนสำรองทางการที่เพิ่มขึ้นเป็น 38.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 23 ธ.ค.หรือเพิ่มขึ้น 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนหน้า และปลอดภาระสวอป เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากที่เคยอยู่ระดับสูงสุด 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์ อันเนื่องมาจากการเข้าไปซื้อล่วงหน้า ต่อสู้กับนักเก็งกำไรค่าเงิน

"การเพิ่มขึ้นของทุนสำรองดังกล่าว เป็นเพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนลงเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักของโลก" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

เหลือหนี้คงค้าง 5.6 พันล้านดอลลาร์

ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทย ได้ขอรับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟ และประเทศพันธมิตร จำนวน 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่เมื่อถึงปี 2542 มีการกู้จริง ประมาณ 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีการทยอยคืนมาตลอด จนถึง ก.ย.2545 มียอดหนี้คงค้าง ประมาณ 5.6 พันล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ หนี้ในส่วนโครงการไอเอ็ม จำนวน 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยเป็นการกู้จากไอเอ็มเอฟ จำนวน 3.4 พันล้านดอลลาร์ (stand-by arrangement) คิดตามอัตราดอกเบี้ย SDR (สกุลเงินไอเอ็มเอฟ โดย 1SDR = 1.31417 ดอลลาร์) ซึ่งขณะนี้ หนี้ในส่วนไอเอ็มเอฟ เหลือประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หากจะจ่ายคืนก่อนกำหนดก็ไม่น่าส่งผลกระทบต่อทุนสำรอง แต่อย่างใด

ก้อนที่สอง จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าญี่ปุ่น (J-EXIM) จำนวน 4,000 ล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย 2-3% ต่อปี

ที่เหลือเป็นเงินกู้จากธนาคารกลางประเทศต่างๆ จำนวน 10 ประเทศ ที่ขอเข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 6,900 ล้านดอลลาร์ คิดอัตราดอกเบี้ย LIBOR ระยะ 6 เดือน

สัญญาเดิมจ่ายหมดไตรมาส 2 ปี 47

ส่วนการชำระคืนตามสัญญาเดิม เฉพาะเงินกู้ไอเอ็มเอฟ ตกลงกันว่า จ่ายไตรมาสละ 225 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เริ่มชำระคืนงวดแรก ไตรมาส 4 ปี 2543 และหากชำระตามข้อตกลง จะจ่ายหมดภายในไตรมาส 2 ปี 2547 ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้เลื่อนมาจ่ายหมดภายในปี 2546

ในส่วนเงินกู้จากธนาคารกลางต่างๆ ชำระงวดแรก ไตรมาส 1 ปี 2544 ตามสัญญาต้องจ่ายไตรมาสละ 350 ล้านดอลลาร์ และจะหมดในไตรมาส 3 ปี 2547 ซึ่งเหลือหนี้ไม่มากนัก

ขณะที่ J-EXIM จะเริ่มจ่ายไตรมาส 4 ปีหน้า โดยตามสัญญาต้องจ่าย ไตรมาสละ 570 ล้านดอลลาร์ และจะชำระหมดไตรมาส 2 ปี 2548

ชี้นายกฯต้องการฟื้นความมั่นใจด้านเศรษฐกิจ

การคืนหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนด เป็นความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เสนอออกมาตั้งแต่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อต้องการส่งสัญญาณในการฟื้นความมั่นใจเศรษฐกิจประเทศในสายตาต่างชาติ ที่แสดงให้เห็นว่าทุนสำรองระหว่างประเทศแข็งแกร่ง จนสามารถจ่ายหนี้ก่อนกำหนดได้ ไม่กระเทือนฐานะประเทศ เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ ที่สามารถชำระคืนหมดไปก่อนหน้านี้แล้ว

ประการที่ 2.จ่ายก่อนกำหนดทำให้ภาระดอกเบี้ยหนี้ต่างประเทศลดลง เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรีไฟแนนซ์หนี้ต่างประเทศ 3.ประกาศความเป็น "ไท" ปลดแอกจากไอเอ็มเอฟ

 

กลับหน้าแรก