ประชานิยมไม่ให้ล้มจม

คอลัมน์ โค้ชข้างสังเวียน

ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 ธันวาคม 2545

โดย ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์

ในระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่ออ่านข่าวสารตามสื่อต่างๆ ศัพท์คำว่า ประชานิยม (populism) ดูเหมือนจะปรากฏให้เห็นกันบ่อยๆ เมื่อวันก่อนผู้เขียนอ่านพบบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในนิตยสาร Forbes ฉบับวันที่ 23 ธันวาคม 2002 เขียนโดย Mr.Zedillo อดีตประธานาธิบดีของเม็กซิโก เห็นควรนำความมาเล่าสู่กันฟังและให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมตามสติปัญญา

ในบทความนี้ Mr.Zedillo กล่าวว่า ประชานิยมหรือ populism เป็นอุดมคติทางการเมืองที่แพร่หลายมากที่สุดใน ละตินอเมริกา ตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าผู้นำทางการเมืองที่ดำเนินนโยบายทางด้านประชานิยมจะสามารถโกยคะแนนนิยมจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอย่างได้ผล แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการดำเนินนโยบายแบบประชานิยมโดยผู้นำที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นอุปสรรคขัดขวางสำคัญต่อการที่จะทำให้ประเทศในละตินอเมริกาสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างความอยู่ดี-มีสุขให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ บรรดาผู้นำทางด้านประชานิยมมักมีความสามารถในการพูดจา การให้สัญญาหยิบยื่นผลประโยชน์และชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในลักษณะการพัฒนาเพื่อพวกเขา การลดแลกแจกแถม ไม่เคยเลยที่จะพูดถึงการพัฒนาที่ต้องมาจากการทำงานอย่างหนัก การประหยัดอดออม การมีระเบียบวินัย การพึ่งตนเอง ในทางปฏิบัติแล้วแนวนโยบายประชานิยมที่หนักไปเพื่อการกระตุ้นทางเศรษฐกิจมักจะก่อให้เกิดความรุ่งเรืองเพียงระยะสั้นๆ ติดตามมาด้วยความหายนะล้มละลายทางด้านการเงินการคลัง และการล้มละลายทางด้านการเงินการคลังก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำพูดปลุกระดมมวลชนโดยพวกที่สร้างประชานิยม จนบางครั้งก็นำไปสู่ความวุ่นวายในสังคม จลาจล และนำไปสู่การปกครองแบบเผด็จการที่แย่ไปกว่าเดิม

Mr.Zedillo แสดงความคิดเห็นในบทความของเขาต่อไปว่า ในกรณีของประเทศบราซิลนั้นดูเหมือนว่าการใช้นโยบายประชานิยมเพื่อหวังเอาแต่คะแนนเสียงจากประชาชนกำลังจบสิ้นลงไปแล้ว เพราะล่าสุดนายหลุยส์อินซิโด ดา ซิลวา ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีไม่สามารถดำเนินนโยบายลักษณะนี้ได้อีกต่อไป เพราะหากขืนใช้นโยบายหาคะแนนนิยมด้วยการก่อหนี้หาเงินมาใช้จ่าย หาคะแนนนิยมจากชาวบ้านต่อไปประเทศก็ล่มจมแน่ เพราะขณะนี้บราซิลมีหนี้สาธารณะเป็นสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงเอามากๆ ทุกครั้งที่ต่างชาติเกิดความไม่มั่นใจในเงินรีล ค่าของเงินรีลก็ตกต่ำลง ดอกเบี้ยในประเทศก็สูงขึ้น ทำให้มูลค่าหนี้สาธารณะของบราซิลยิ่งเพิ่มมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเผชิญกับทางหายนะทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้นโยบายประชานิยมมากเกินไป นายดา ซิลวา จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นที่นิยมของประชาชนโดยการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ รัดเข็มขัดเพิ่มภาษี เร่งรัดการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้น

เมื่ออ่านความคิดเห็นที่แสดงออกมาในบทความนี้ ผู้เขียนพอจะเรียนรู้ว่านโยบายการใช้จ่ายเกินตัวเพื่อเอาใจประชาชนในลักษณะตามลัทธิประชานิยมนั้น ส่งผลร้ายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศในแถบละตินอเมริกา จนถึงขนาดที่จะต้องใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบยาขมที่สวนทางกับความนิยมของประชาชน เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจในอนาคต ยาขมที่ว่านี้ก็คงจะคล้ายๆ กับนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจที่ IMF เคยใช้กับประเทศต่างๆ อย่างเป็นสูตรสำเร็จที่ลอกจากตำราทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการดำเนินนโยบายเข้มงวดทางด้านการมีระเบียบวินัยทางการเงิน การคลัง ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภายใต้กรอบความคิดเศรษฐกิจเสรี การค้าเสรีระหว่างประเทศ ตามฉันทานุมัติแห่งวอชิงตัน (Washington consensus) การดำเนินนโยบายที่เข้มงวดแบบยาขมนี้สวนทางกับการสร้างคะแนนนิยมของชาวบ้าน เพราะเป็นนโยบายที่ทำให้เกิดการว่างงาน เศรษฐกิจหดตัวและคนจนก็เดือดร้อนยิ่งขึ้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ

ฟังๆ ดูแล้วดูเหมือนว่าประเทศที่ประสบกับวิกฤตทางเศรษฐกิจมีทางเลือกอยู่ไม่มากนัก ทางหนึ่งก็คือการลดความกดดันทางการเมืองหรือสร้างคะแนนนิยม โดยการดำเนินนโยบายการสร้างหนี้ต่อไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างงานให้ประชาชน หรือไม่ก็ต้องใช้ยาขมทำสิ่งตรงกันข้าม คือ ดำเนินนโยบายและมาตรการทางเศรษฐกิจอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนจน ในทรรศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่าในกรณีของประเทศไทยเราไม่จำเป็นจะต้องคิดว่ามีทางเลือกเพียง 2 ทางเท่านั้น ในการแก้ไขวิกฤตทางเศรษฐกิจ ถ้าหากเราเข้าใจว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้เป็นวิกฤตของมนุษย์ (human crisis) มิใช่เป็นเพียงวิกฤตการณ์ด้านการเงิน การคลัง ที่เกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจมหภาคเท่านั้น เราก็จะสามารถดำเนินนโยบายแก้ปัญหาโดยเอาคนหรือประชาชนเป็นศูนย์กลางแบบบูรณาการ กล่าวคือ พยายามสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคมเพื่อมาวิเคราะห์โอกาส ภัยคุกคาม จุดอ่อน จุดแข็งของสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรมร่วมกัน รวมทั้งวางกลยุทธ์ แผนปฏิบัติงานในการแก้ปัญหา และนำไปช่วยปฏิบัติอย่างเป็นเครือข่ายร่วมกัน ไม่มีแนวนโยบายทางเศรษฐกิจจากตำราทางวิชาการใดๆ ที่ใช้ได้ผลกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะในเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างธรรมาภิบาล การส่งเสริมการค้าเสรี รวมทั้งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและอื่นๆ ฯลฯ การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยให้การกำหนดนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นไปโดยสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศได้อย่างแท้จริง

ถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ และการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ควรกำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจตามทฤษฎีวิชาการตายตัวมากเกินไป โดยปราศจากการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกฝ่ายในสังคม เพื่อที่จะได้ร่วมกันศึกษาหาความรู้ สร้างความเข้าใจให้ถ่องแท้ถึงสภาพอันแท้จริงของสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของประชาชนคนไทยเรา เพื่อที่เราจะได้สามารถดำเนินนโยบายทำให้ประชานิยมกลายเป็นประชาร่วมมือได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ประเทศล่มจมเสมอไป

 

กลับหน้าแรก