สหรัฐบีบแบงก์ไทย  คุมเข้มโอนเงินข้ามปท.

ประชาชาติธุรกิจ       วันที่ 19 ธันวาคม 2545

แบงก์ไทยกระอัก สหรัฐงัดกฎหมายคุมเข้มสกัด ก่อการร้าย-ฟอกเงิน บังคับต้องรายงานธุรกรรมการเงิน ทั้งคำสั่งโอน เงิน-ซื้อตั๋ว-บัญชีการเคลื่อนไหว-ฐานะลูกหนี้ ที่มีรายการเงินไหลเข้า-ออกประเทศ ทั้งที่ผ่านแบงก์ในอเมริกาหรือมีคำสั่งผ่านสำนักงานตัวแทน แถมบีบให้จ้าง สนง.กฎหมายในอเมริกาเพื่อเป็นตัวกลางในการหารือกับทางการ ดีเดย์ 26 ธ.ค.นี้ ขู่ลั่นใครไม่ปฏิบัติตามหากตรวจพบสั่งปิดทันที แบงก์ไทยเต้นต้นทุน-ความเสี่ยงเพิ่มอื้อ เตรียมโยนภาระให้ลูกค้า

แหล่งข่าวจากกรรมการจัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย 'ประชาชาติธุรกิจ' ว่า ขณะนี้การทำธุรกรรมทางการเงิน การทำการค้ากับสหรัฐอเมริกาเป็นไปด้วยความยากลำบากมาก เนื่องจากสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายที่คุมเข้มในเรื่องการก่อการร้าย การฟอกเงินที่ค่อนข้างหยุมหยิม แต่ผลบังคับของกฎหมายค่อนข้างรุนแรงมาก โดยล่าสุดธนาคารได้รับแจ้งจากสำนัก งานกฎหมายต่างประเทศ Johnson Stokes & Master ว่า ในวันที่ 26 ธันวาคม 2545 นี้ กฎหมาย USA Patriot 2001 จะมีผลบังคับใช้ โดยกำหนดให้ธนาคารต่างประเทศที่มีสาขาในสหรัฐอเมริกา และธนาคารต่างประเทศที่มีตัวแทนและทำธุรกิจในนามของธนาคารอื่น โดยมีบัญชีระหว่างกัน (correspondent bank) ทั้งในเรื่องการรับฝาก โอนเงิน ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน ตราสารทางการเงิน ผ่านทางธนาคารที่มีสัญชาติสหรัฐอเมริกา หรือธนาคารพาณิชยŒไทยที่มีสาขาในประเทศ สหรัฐ จะต้องมีการทำหนังสือยืนยัน (confirm) และแจ้งรายการต่างๆ ต่อฝ่ายตรวจสอบทางด้านการเงิน (The US treasury department), ศาล, หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลกำกับการฟอกเงิน และหน่วยงานป้องกันการก่อการร้ายของสหรัฐ

หากทางการสหรัฐพบว่าธนาคารใดหรือ correspondent bank ใดไม่ปฏิบัติตาม หรือมีการตรวจพบว่ามีธุรกรรมฟอกเงิน หรือมีการโอนเงินหรือรับฝาก รับโอนเงินของผู้ก่อการร้ายผ่านทางธนาคารเหล่านั้น ทางการสหรัฐจะสั่งปิดสำนักงานและธนาคารแห่งนั้นทันที โดยไม่ต้องแจ้งให้รับทราบก่อนล่วงหน้า

สำหรับสาระหลักของกฎหมายดังกล่าวนั้น มีเป้าหมายเพื่อขจัดการเชื่อมโยงแหล่งเงินที่สามารถสนับสนุนการกระทำการเพื่อก่อการร้าย และขจัดปัญหาการฟอกเงิน โดยเฉพาะในส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นข้อบัญญัติเกี่ยวกับการบรรเทาหรือระงับการฟอกเงินระหว่างประเทศ และระงับการให้เงินเพื่อสนับสนุนการก่อการร้าย โดยให้อำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการกำกับดูแลกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับธุรกรรมผ่านทางธนาคารพาณิชย์และสำนักงานตัวแทน ภายใต้กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้สำนักงานตัวแทน, ธนาคารพาณิชย์ หรือคนที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลและบริหารรับผิดชอบเงิน ผลประโยชน์ช่วงหนึ่งแทนเจ้าของ จะต้องมีการรายงานการโอนเงินระหว่างกัน, เงินฝากและการกู้ยืมในตลาดเงิน, บัญชีเงินสดและบัญชีการสั่งจ่ายเช็คของลูกค้า, สัญญาเช่าซื้อ, สัญญาและคำสั่งการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือตราสารหนี้อื่นๆ ทั้งที่ผ่านสำนักงานตัวแทน และมีธุรกรรมผ่านทางธนาคารสัญชาติอเมริกา ให้กับหน่วยงานของรัฐนับตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2545 นี้เป็นต้นไป

ห้ามแบงก์อเมริกาตั้งตัวแทน

และถือเป็นมาตรการอันดับที่สองหลังจากที่ทางการสหรัฐได้สั่งห้ามไม่ให้สถาบันการเงินสัญชาติอเมริกามีการจัดหา จัดตั้งสำนักงานตัวแทนโดยตรงกับธนาคารต่างชาติขึ้นมาใหม่ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2544 เพื่อป้องกันเหตุทางอ้อม

นอกจากนี้ยังกำหนดให้สถาบันการเงินสัญชาติสหรัฐต้องเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการถือหุ้นเจ้าของธนาคารต่างชาติที่มีบัญชีชำระเงินระหว่างกัน หรือสำนักงานตัวแทน correspondent bank รวมถึงจัดข้อมูลกิจการของแบงก์ที่ทำธุรกรรมด้วยกัน และแจ้งให้ฝ่ายตรวจสอบทางด้านการเงิน (The US treasury department) ในทุกธุรกรรม ซึ่งหากทางการสหรัฐตรวจสอบพบว่ามีธุรกรรมหนึ่งธุรกรรมใดที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย ทางการสหรัฐจะสั่งอายัดบัญชีและอายัดทรัพย์นั้นทันที

แบงก์ไทยเต้นต้นทุนพุ่ง

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวของสหรัฐนั้น ทำให้ธนาคารต้องทำหนังสือยืนยันไปยังธนาคารตัวแทนกว่า 19 แห่ง เช่น แบงก์ออฟอเมริกา, เจ.พี.มอร์แกน, โกลด์แมนแซกส์, เมอร์ลิน ลินช์, โซโลมอน สมิท แอนด์ บาร์นีย์ ฯลฯ และสำนักงานสาขาของกสิกรไทยอีก 2-3 แห่ง เพื่อให้ทำหนังสือยืนยันไปยังหน่วยงานของสหรัฐว่า ธนาคารยินดีปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของสหรัฐ ผลอีกทางหนึ่งของมาตรการนี้คือธนาคารมีต้นทุนทางการเงินในการดำเนินงานที่สูงขึ้น 1-2%

เนื่องจากต้องมีการว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย ขึ้นมาเพื่อติดต่อประสานงานกับทางการสหรัฐ ซึ่งค่าจ้างก็จะตกปีละเกือบ 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ประกอบกับต้องมีภาระที่เพิ่มขึ้น จากขั้นตอนในการปฏิบัติซับซ้อนและเสียเวลา เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบฐานะทางการเงิน ธุรกิจของลูกค้า และกำหนดแบบฟอร์มในการรายงานธุรกรรมขึ้นมา

จากการตรวจสอบของ 'ประชาชาติธุรกิจ' พบว่าอัตราการโอนเงินและการรับซื้อตั๋วต่างๆ ที่ธนาคารพาณิชย์ไทยคิดกับลูกค้านั้นจะอยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกันมาก กล่าวคือ 
1) ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารต่างประเทศร้องขอให้ธนาคารพาณิชย์ไทยสั่งจ่ายเงินให้กับลูกค้าแทน จะคิดในอัตราขั้นต่ำ 25 เหรียญสหรัฐ 
2) ค่าธรรมเนียมในการรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินต่างๆ คิด 0.25% หรือขั้นต่ำ 300 บาท 
3) ค่าเช็กเดินทางคิด 200 บาท/ฉบับ 
4) ค่าการรับคำสั่งโอนเงินจากลูกค้าไปยังต่างประเทศคิดในอัตรา 300 บาท/รายการ แต่หากมีคำสั่งให้โอนเงินไปยังสหรัฐอเมริกาคิดเพิ่มครั้งละ 750 บาท, โอนไปเยอรมนีคิดเพิ่ม 0.15% โอนเงินไปอังกฤษคิดเพิ่มครั้งละ 12 ปอนด์ 
5) หากมีคำสั่งโอนและให้เรียกเก็บเงินเป็นสกุลบาทนั้น หากวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทคิด 500 บาท หากเกิน 1 แสนบาทคิดเพิ่มไม่เกิน 1,000 บาท

เล็งชาร์จลูกค้าเพิ่ม

แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า เมื่อธนาคารมีต้นทุนทางการเงิน ที่ต้องมีการตรวจสอบ และต้องแบกรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น จากกฎหมาย USA Patriot Act 2001 เนื่องจากหากทางการสหรัฐพบว่า มีการโอนเงินหรือมีธุรกรรมการฟอกเงินผ่านทางธนาคาร ทางการสหรัฐอายัดทรัพย์เหล่านั้นทันที ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ให้ธนาคารไปเรียกเก็บเอากับลูกค้าเอง และต้องมีต้นทุนจากการว่าจ้างสำนักงานกฎหมายของสหรัฐเพื่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ ทำให้ธนาคารกำลังหารือกันอยู่ว่าจะต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมการเงินจากลูกค้าเพิ่มขึ้นจากปกติอีก 1-2% เพราะธนาคารต้องแบกรับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

'ตอนนี้ธนาคารพาณิชย์ของไทยแทบทุกแห่ง ทั้งธนาคารที่มีสาขาในสหรัฐ และธนาคารที่มีการแต่งตั้งธนาคารตัวแทน ในการชำระบัญชีระหว่างกัน ต่างเร่งเรียกธนาคารตัวแทน, สำนักงานที่ปรึกษาทางกฎหมายในต่างประเทศมาหารือ และให้ทำหนังสือยืนยันไปยังทางการของรัฐและธนาคารที่เป็นพันธมิตรเพื่อยินยอมรับกับพันธะทางกฎหมายที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็กำลังหาทางเจรจากันเพื่อหาทางลดต้นทุนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้น เพราะในปีหนึ่งๆ ธนาคารมีธุรกรรมทางการเงินกับนักลงทุนและลูกค้าต่างชาติ ทั้งที่เป็นลูกค้าของธนาคารโดยตรงและผ่านทางสำนักงานตัวแทนเกือบ 4-6 แสนล้านบาท' แหล่งข่าวกล่าวชี้แจง

ดร.จำลอง อติกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ธนาคารได้เรียกที่ปรึกษากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงฝ่ายกิจการสาขาต่างประเทศ เพื่อหารือและทำความเข้าใจร่วมกันถึงผลกระทบจากกฎหมาย USA Patriot Act 2001 เพราะต่อไปนี้การรับโอน-ฝากเงินเข้าบัญชีระหว่างธนาคารกับธนาคารสัญชาติอเมริกา หรือการโอนเงินผ่าน correspondent accounts หรือการรับฝาก โอนเงิน การซื้อตั๋วเงินต่างๆ ของธนาคารให้กับลูกค้านั้น ต้องมีการรายงานและทำหนังสือยืนยัน เพื่อรับสภาพบังคับของกฎหมาย อันจะทำให้ต้นทุนและเวลาในการปฏิบัติงานของธนาคารเพิ่มขึ้น

โดยตอนนี้ทางที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงานทนายความต่างประเทศได้ทำหนังสือยืนยัน ต่อธนาคารพันธมิตรที่มีการรับ-ส่งธุรกรรมทางการเงินต่อกันเกือบ 20 แห่ง รวมถึงได้ทำหนังสือถึงศาลและหน่วยงานของอเมริกาที่ทำหน้าที่ดูแลธุรกรรมทางการเงินในประเทศอเมริกาทั้งหมดแล้ว

'ผลจากกฎหมาย USA Patriot 2001 ในมาตรา 313 และ 319 นั้น ทำให้ธนาคารที่ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ทั้งที่เป็นการโอนเงิน ซื้อตั๋ว รับซื้อตราสารหรือออกตราสารหนึ่งตราสารใดจากลูกค้า และโอนไปยังประเทศอเมริกา หรือทำ ธุรกรรมผ่านธนาคารสัญชาติอเมริกา จะต้องมีภาระต้นทุนและกระบวนการปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น แถมยังต้องมีการว่าจ้างสำนักงานตัวแทนของอเมริกาขึ้นมา 1 ราย เพื่อทำหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ กฎหมายนี้ถือเป็นการบังคับให้ธนาคารมีการจ้างบริษัทของอเมริกาทำงานอีกทางหนึ่ง' ดร.จำลองกล่าว

 

กลับหน้าแรก