|
ธปท.หักลำสภาพัฒน์
เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงสูง
รายงาน ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2545 ถ้าจะกล่าวถึงหน่วยงานของภาครัฐที่โฟกัสภาพเศรษฐกิจนั้นคงหนีไม่พ้น 2 หน่วยงานหลัก อย่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่เป็นเสมือนกระจกเงาคอยสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มให้กับประชาชนได้รับรู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริง แต่วันนี้กระจกเงาทั้งสองบานกลับมีความเห็นที่แตกต่างกัน ในการมองเศรษฐกิจไทยในปี'46 จากตัวเลขประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปี'46 ล่าสุดที่สภาพัฒน์ออกมาแถลงว่า มีแนวโน้มขยายตัวถึง 3.5-4.5% ชะลอตัวกว่าปี'45 เพียงเล็กน้อยที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.9% รวมทั้ง คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2547-2549 น่าจะขยายตัวที่ระดับ 5-5.5% ในขณะที่ ธปท.ผู้ดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคกลับประเมินภาพ เศรษฐกิจไทยปีหน้า จะขยายตัวได้เพียง 3-4% ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้สภาพัฒน์ปรับประ มาณการตัวเลขสูง เพราะคาดว่าแรงผลักดันจากมาตรการด้านภาษีของรัฐและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำ จะสามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุนในประเทศได้ต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีความกังวลเรื่องสงครามอิรักกับสหรัฐอยู่บ้าง ซึ่งถ้าเกิดสงครามขึ้นจริงอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ที่ 3.5% แต่ยังอยู่ในเป้าหมายที่วางไว้ แต่ในทางกลับกัน ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทย ปี 2546 น่าจะขยายตัวได้ในระดับ 3-4% เท่านั้น ถือว่าชะลอตัวลงจากปีนี้ เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของความไม่แน่นอนทางด้านต่างประเทศอยู่สูง โดยเฉพาะภาวะสงคราม เพราะถ้าสงครามเกิดขึ้นจริง จะทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับปัจจัยลบด้านการถดถอยทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรป ที่จะมีมากกว่าที่ประเมินไว้ โดยแหล่งข่าวจาก ธปท.กล่าวว่า ภาพที่ ธปท. ประเมินเศรษฐกิจในปีหน้า ถือว่าใช้ได้ไม่เลวร้ายอะไร เนื่องจากประเมินภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในลักษณะที่มีการเจริญเติบโตแบบยั่งยืน มีเสถียรภาพมากกว่า และการที่ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไว้ในระดับที่ค่อนข้างต่ำกว่าสภาพัฒน์นั้น แสดงถึงความไม่ประมาทในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคด้วย เพราะการดำเนินนโยบายการเงินจะต้องมองแนวโน้มถึง 8 ไตรมาส หรือ 2 ปี และการที่จะทำให้เศรษฐกิจยั่งยืนได้นั้น อัตราการเติบโตที่เหมาะสมควรอยู่ที่ระดับประมาณ 4.5-5% ซึ่งถือว่าเป็นระดับ potential grow กล่าวคือไม่สร้างปัญหาด้านแรงกดดันของราคาสินค้า ไม่มีปัญหาการว่างงานเกิดขึ้น มีการใช้กำลังการผลิต และใช้ทรัพยากรอย่างเต็มที่ อัตราเงินเฟ้อไม่สูงมากนัก ซึ่งในส่วนของเศรษฐกิจไทยนั้น ถือว่ายังไม่ถึงระดับ potential grow เพราะไทยยังมีปัญหากำลังการผลิตล้นและปัญหาการว่างงานอยู่ ฉะนั้น การที่สภาพัฒน์ตั้งเป้าการขยายตัวของเศรษฐกิจ ในปี'46 ถึง 3.5-4.5% และ ปี'47-49 ขยายตัวถึง 5-5.5% ซึ่งเป็นไปแนวทางเดียวกับนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คาดการณ์เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 โตถึง 5.5-6% นั้น ถือว่าสูงถึงระดับ potential grow แล้ว เสมือนสภาพัฒน์ได้มุ่งเน้นแต่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่มิได้มุ่งเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น รัฐบาลและสภาพัฒน์คงต้องกลับหันมาพิจารณาความเป็นจริงว่า การขยายตัวในระดับนี้ เป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหรือไม่ ประเทศใช้กำลังการผลิตเต็มที่แล้วหรือยัง ปัญหาการว่างงานหมดไปแล้วหรือไม่ หรือตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แถลงออกมาจากสภาพัฒน์เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งปีงบประมาณที่ผ่านมาได้อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเป็นจำนวนมาก บวกมาตร การกระตุ้นต่างๆ เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น ด้วยการอาศัยธนาคารของรัฐเป็นกลไกในการปล่อยกู้ประชาชน ทั้งกองทุนหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท, ธนาคารประชาชน และล่าสุดรัฐบาลมีความพยายามผลักดันนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เพื่อให้ประชาชนนำสินทรัพย์อย่าง ส.ป.ก. น.ส.3 ก. มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการกู้ยืมได้ เพื่อที่จะเร่งให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น สุดท้ายภาพเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงจะเป็นไปในแนวทางใดนั้น คงต้องให้ประชาชนและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นผู้พิจารณาเองว่าหน่วยงานใดมีความน่าเชื่อถือในด้านการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจได้ดีกว่ากัน มีความน่าเชื่อถือ สมเหตุสมผล และความเป็นไปได้มากที่สุด เพื่อที่จะสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจการวางแผนดำเนินธุรกิจในที่สุด
|
| กลับหน้าแรก |