|
เมื่อ 'ทักษิโณมิกส์' เล่นบทซานตา 'รากหญ้า' จะซ้ำรอย 'เอกชนเจ๊ง'? สกู๊ป ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 ธันวาคม 2545 เรื่องการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองในขณะนี้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพูดชัดว่านี่คือ 'ไฮไลต์' ที่พรรคไทยรักไทยจะชูในการหาเสียงสมัยหน้า เพราะกว่าร่างกฎหมายเรื่องนี้จะเสร็จก็สอดรับกับการเลือกตั้งพอดี ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการศึกษาการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน คณะทำงานที่มี นาย พันธ์ศักดิ์ วิญญรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้สรุปกรอบและแนวทาง รวมทั้งข้อด้อยข้อดีที่เป็นการนำเสนอจากภาคเอกชน อาทิ ตัว แทนจากสมาคมธนาคารไทยเรียบร้อยแล้ว จากนี้คาดว่าจะทำเวิร์กช็อปควบคู่ไปกับการร่างกฎหมาย ที่จะทำให้สินทรัพย์เหล่านั้น เป็นที่ยอมรับของตลาด และนำมาซึ่งการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งจะเสร็จเมื่อไหร่ขึ้นอยู่ที่เจตนา รมณ์ของรัฐบาล และเจตนารมณ์ของรัฐบาลคือ การครีเอต pocket money และครีเอตอำนาจซื้อให้รากหญ้าเท่านั้น ส่วนรากหญ้าจะใช้เงินเป็นหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง รวมถึงภาระผูกพันต่อหนี้ทั้งภาครัฐ และเอกชน ที่จะเกิดในอนาคตก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง เพราะสิ่งที่รัฐบาลต้องการในขณะนี้คือ การใช้จ่าย ยิ่งประชาชนมีเงินในมือมากแค่ไหนก็ใช้จ่ายมากขึ้นแค่นั้น ซึ่งทำให้อัตราการหมุนเวียนเงินในระบบหรือ velocity หรือตัวทวีคูณในภาษาเศรษฐ ศาสตร์ทำงานได้ดี เศรษฐกิจวิ่งไปโลดได้ แต่จะยั่งยืนหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งไม่เกี่ยวกันอีกเช่นกัน ก่อนหน้านี้ น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รองนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจฟื้นนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เห็นช่องทางมากมายที่จะหยิบโน่นหยิบนี่มาทำ และออกมาเป็นนโยบายของพรรค ซึ่งเชื่อว่านโยบายดังกล่าว จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้อย่างแน่นอน ดูตัวอย่างปีนี้ที่จีดีพีคาดว่าจะโต 5% และในอีก 3 ปีข้างหน้า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีคาดหวังคือจีดีพีจะพุ่งไปแตะระดับ 8% สินทรัพย์จะด้อยค่า ถ้าไม่มีสภาพคล่อง-ราคาเสื่อมง่าย อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากคณะทำงานรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ประเด็นสำคัญของการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนนั้น อยู่ที่ว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นที่ยอมรับของตลาดได้อย่างไร และมากน้อยแค่ไหน เพียงพอที่จะทำให้คนที่เป็นเจ้าของเงิน ไม่ว่าจะเป็นนายแบงก์หรือแขกปล่อยกู้นอกระบบ ยอมรับหลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะตามปกติหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับจะต้อง 1.มีสภาพคล่อง สามารถเปลี่ยนมือได้ง่าย 2.สามารถตีราคา/มูลค่าได้ 3.เป็นที่ยอมรับ/ ต้องการของตลาด 4.ราคาไม่เสื่อมค่าลงง่ายๆ และ5.ต้องถือครองได้ แต่ที่สำคัญไปกว่าคือ สินทรัพย์นั้น แม้จะเข้าคุณสมบัติดังกล่าวอาจด้อยค่าลงทันที ถ้าหากโครงการของลูกหนี้ที่จะไปขอกู้เงินไม่เข้าตา กรรมการ เพราะองค์ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อได้แก่ 1.ทำโครงการอะไร 2.มีความเป็นไปได้ในการประกอบธุรกิจแค่ไหน 3.ทำแล้วมีกำไรเพียงพอที่จะชำระหนี้ได้หรือไม่ นี่คือจุดสำคัญที่คนให้กู้จะต้องพิจารณา เพราะฉะนั้น การที่แบงเกอร์ไม่ให้กู้ ไม่ปล่อยสินเชื่อ นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาไม่อยากปล่อยกู้ตามนิยามรัฐบาล เพราะแบงเกอร์ไม่ได้โง่ สินเชื่อต่างๆ ที่รัฐบาลทำอยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าสิทธิในการเช่าแผงลอย ป้ายทะเบียนแท็กซี่ในสมัยก่อนเปิดเสรีที่แพงมหาศาล หรือการปล่อยกู้ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือคลีนโลน อื่นๆ อีกมากมาย แบงก์ทำมาหมด ส่วนจะเจ๊งไม่เจ๊งอย่างไรก็เจอมาแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าแบงก์จะไม่ปล่อยกู้ ถ้าโครงการนั้นดีจริงมีความเป็นไปได้ แบงก์วิเคราะห์ความเสี่ยงเป็นว่าจะรับได้แค่ไหน หากความเสี่ยงมีมากสินทรัพย์ที่รัฐบาลจะพยายามแปลงให้เป็นทุนก็จะมีประโยชน์ขึ้นมาทันทีในการใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่ม บทเรียนที่ผ่านมาสอนนายแบงก์ไปแล้ว หากปล่อยกู้ซี้ซั้ว เอ็นพีแอลก็ทะลักทลาย มีแต่หนี้เน่าเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้น การที่ไม่ปล่อยกู้แบบเมื่อก่อน เป็นเพราะระบบแบงก์ได้ปฏิรูปตัวเองแล้ว ปัญหาจึงอยู่ที่รัฐบาลและผู้กู้ (ที่เสียงดัง) ทั้งหลายว่าได้ปฏิรูปตัวเองแค่ไหน ทำทุกอย่างให้ตรงไปตรงมาได้หรือไม่ ไม่ต้องทำให้ซับซ้อน เพื่อให้ปัญหาที่มีอยู่แก้ได้ง่ายขึ้น บทเรียนเอกชนเจ๊ง รากหญ้าจะซ้ำรอยเดิม ? ที่ผ่านมาการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ บทบาทสำคัญอยู่ที่สถาบันการเงินที่เป็นคนจัดสรรเงินว่าจะให้ใครทำอะไร อย่างไร แค่ไหน วิกฤตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนที่ชัดเจนแล้วว่า การจัดทรัพยากรของประเทศถูกบิดเบือนปใช้ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการพังทลายของระบบเศรษฐกิจขึ้น และรอบนี้รัฐบาลทักษิโณมิกส์ได้ครอบครองทรัพยากรของประเทศไว้ทั้งหมด ทำหน้าที่เป็นผู้แจกจ่ายจัดสรรทรัพยากรดังกล่าวเอง โดยทุ่มลงไปในรากหญ้าและภาคเรียลเซ็กเตอร์บางกลุ่มที่เห็น ว่าจะดันให้เศรษฐกิจฟื้นได้อย่างรวดเร็ว อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น หากการแก้ปัญหาเศรษฐกิจคราวนี้ที่รัฐบาลทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งในส่วนของเงินงบประมาณและนอกงบประมาณ หากมองในแง่ร้ายว่าถ้าเงินที่ใส่ไปในรากหญ้าดังกล่าว ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจอีกรอบ อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้เอกชนเจ๊งเกือบหมดประเทศ และรอบนี้รากหญ้าจะกลายเป็นกลุ่มที่มีหนี้ท่วมหัวอีกหรือไม่ เพราะภาคการลงทุนยังจุดไม่ติด เมื่อทรัพยากรที่มีจำกัดหลังวิกฤต ควรจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว โดยการสร้างขีดความสามารถให้ชนชั้นรากหญ้าแข็งแกร่ง มีการศึกษา มีภูมิความรู้ เป็นสังคม knowledge based ที่แท้จริง เพราะพื้นฐานดังกล่าวจะสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศกลับคืนมาในระยะยาว ขณะที่ปัญหาระยะสั้นยังจำเป็นต้องแก้ แต่ไม่ใช่คิดว่าจะเอามาตรการแก้ปัญหาระยะสั้นไปแก้ปัญหาระยะยาวได้ด้วย มันคนละประเด็น เพราะการคิดแต่จะครีเอต pocket money ให้รากหญ้าอย่างเดียว แล้วทำให้เศรษฐกิจฟื้นอย่างยั่งยืนเหมือนที่รัฐบาลชอบพูดนั้นไม่ง่ายเพราะเป็นสิ่งไม่คงทนถาวร ถ้าชาวบ้านไม่มีความรู้เป็นพื้นฐาน คิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ความยั่งยืนก็ไม่เกิด สิ่งที่ได้แค่ชั่ววูบเท่าที่รัฐบาลชุดนี้อยู่ ที่สำคัญขอย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รากหญ้าไม่มีเงิน แต่ปัญหาหลักคือ การจัดสรรทรัพยากรที่บิดเบือน/ที่ผิดของประเทศ ทำให้รากหญ้าไม่มีโอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการศึกษา โอกาสในการเรียนรู้ ขาดความเท่าเทียมในสังคม ประกอบกับคนที่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดก็ใช้ไม่เป็น ยิ่งทำให้ประเทศเผชิญหน้ากับวิกฤตความสามารถในการแข่งขันรุนแรงมากขึ้น และจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ถ้ายังไม่ทำอะไรเสียตั้งแต่วันนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยจัดสรรทรัพยากรผิดมาโดยตลอด น่าจะเป็นบทเรียนและทบทวนกันใหม่ว่าสิ่งที่ถูกที่ควรคืออะไร
|
| กลับหน้าแรก |