|
ทีดีอาร์ไอชี้
ส่งออกหดบีบไทยปรับตัว
นายแบงก์-นักวิชาการ ชี้ภาวะเศรษฐกิจปีหน้าเสี่ยงสูง จากภาวะสงครามที่จะเกิดขึ้น กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เร่งลดการนำเข้า-เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทีดีอาร์ไอ หนุนนโยบายการพัฒนาแบบ dual tracks ชี้ ประเทศไทยจะประสบปัญหาการพึ่งพาการส่งออก เหตุการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งขันรายใหญ่อย่างจีน จำเป็นต้องหันมาเตรียมพร้อมที่จะพึ่งการเติบโตจากภายในมากขึ้น ด้วยการลดการนำเข้า เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างจริงจัง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ จัดสัมมนาทางวิชาการ เผชิญความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์ ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน วานนี้ (14 ธ.ค.) ที่ จ.ชลบุรี ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวในการสัมมนาวิชาการประจำปี ว่าขณะนี้ประเทศไทยมีความจำเป็น ต้องเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ไทย จะสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออก ที่มีการแข่งขันที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในอนาคตการเติบโตจะมาจากไหน หากเราไม่ต้องการเห็นการเติบโต ที่มาจากการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในของรัฐบาล ดังนั้นจำเป็นต้องเตรียมพร้อม เพื่อหาทางออกจากการพึ่งพาการส่งออก ที่นับวันจะมีการแข่งขันรุนแรง และการเติบโตการส่งออกของไทยมีสัดส่วนที่ลดลงมาโดยตลอด ดร.ฉลองภพ และทีมงานทีดีอาร์ไอ ได้ร่วมกันทำวิจัยเพื่อศึกษาผลกระทบโลกาภิวัตน์กับเศรษฐกิจไทย เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการที่เศรษฐกิจที่จะพึ่งพาภาคการส่งออกน้อยลง โดยให้เศรษฐกิจขยายตัว 6% โดยที่ลดสัดส่วนการส่งออกสินค้าและบริการ จากระดับ 66% ต่อ จีดีพี มาสู่ระดับ 55% ต่อจีดีพีภายใน 5 ปี และให้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุล อยู่ต่อไปถึงปี 2550 ดร.ฉลองภพ กล่าวว่า การลดการส่งออกและให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไปในระดับที่ไม่มีผลกระทบต่อการกระจายรายได้นั้น แนวทางดังกล่าวเป็นไปได้ แต่ต้องทำงานหนักมาก โดยจะต้องมีการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจในระดับมหภาคต่างๆ คือรัฐจะต้องเน้นการส่งออก สำหรับสาขาที่ผลเชื่อมมาสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าสาขาอื่นๆ เช่น ทางด้านการท่องเที่ยว สาขาเกษตรและอาหาร ขณะเดียวกัน ต้องลดสัดส่วนการใช้สินค้านำเข้าในส่วนที่พอจะเป็นไปได้ โดยตั้งเป้าให้มีการลดสัดส่วนการใช้สินค้านำเข้าส่วนใหญ่ประมาณ 5% รวมทั้งการประหยัดพลังงานอื่นๆ อีกประมาณ 5% ดร.ฉลองภพ กล่าวว่า รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต (Total Factor Productivity ,TFP ) ของระบบโดยรวมให้ได้ประมาณ 1% ต่อปี และจากวิเคราะห์แนวโน้มของประสิทธิภาพการผลิตในอนาคตพบว่า รัฐจำเป็นต้องออกมาตรการต่างๆ มาเสริม เช่น มาตรการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้น ประสิทธิภาพการผลิตจะลดต่ำลง หลังจากช่วงวิกฤติ อยู่ในระดับเพียง 0.28% จะไม่สามารถเพิ่มขึ้น ในระดับที่ต้องการได้ เราจะไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกในระดับสูงได้อีกต่อไป ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องหันมาทำงานอย่างหนักภายในมากขึ้น แม้ว่านโยบายการพึ่งพาภายในจะยาก แต่ก็จำเป็นต้องทำให้ได้ หวั่นภาวะสงครามฉุดเศรษฐกิจ นายฉลองภพ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าในปีหน้าเศรษฐกิจมีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะปัญหาภาวะสงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าครึ่งและอาจจะยืดเยื้อ ทีดีอาร์ไอ คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัว 2.5% แต่หากเป็นภาวะปกติ สงครามไม่รุนแรงจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย โดยอาจจะขยายตัวประมาณ 3.9% ได้ มาตรการภาษีของภาครัฐ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภคภาคประชาชน ส่วนผลกระทบต่อภาระหนี้ต่างประเทศในอนาคต มองว่าช่วง 4-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องมีการวางเป้าหมายของการขยายตัวเศรษฐกิจให้ได้มากกว่า 5% ขึ้นไป จึงจะไม่มีปัญหา ปีหน้าเผชิญความผันผวนแรงกดดันด้านราคา นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีหน้าว่ายังมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะการเผชิญกับความผันผวนจากแรงกดดันด้านราคา ปัญหาภาวะสงครามและความผันผวนของตลาดเงิน เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคงจะชะลอตัวจากปีนี้บ้าง มีความเป็นไปได้ที่จะขยายตัว 3-5% ส่วนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย คิดว่าน่าจะปรับตัวลดลง ส่วนภาครัฐคงมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการต่างๆ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางการเงินหรือมาตรการทางการคลังก็ตาม ดังนั้น ในปีหน้าเอกชนต้องเป็นตัวหลักในการทำให้เศรษฐกิจฟื้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ (เอ็นพีแอล) ยอมรับว่าต้องใช้เวลา เพราะหนี้ส่วนที่เหลืออยู่ค้างในกระบวนการศาลเป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสร้างแรงจูงใจในการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอลก็ตาม สศช.ห่วง ศก.ปีหน้าชะลอตัว นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ สศช.จะแถลงในวันที่ 18 ธ.ค.นี้ จะขยายตัวมากกว่า 5.5-5.6% ในการแถลงจะมีการประมาณการอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้าด้วย เพื่อให้สามารถนำมาใช้ในการประกอบเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ เศรษฐกิจในปีหน้าจะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงจากปีนี้ คาดว่าจะอยู่ในอัตราใกล้เคียงกับที่ สศช.เคยประมาณการไว้คือ 3.5-4% ปัจจัยหลักที่จะสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้ามาจากการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และการส่งออก แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องราคาน้ำมันที่หลายฝ่ายคาดว่า ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากเกิดสงคราม แต่เป็นช่วงสั้นๆ แต่ในช่วง 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจจะมีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาทั้งการลดภาษีเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการอัดฉีดเงินในระดับรากหญ้า ยังคงเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ หากต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จะต้องทำให้ภาคเอกชนมีการลงทุนใหม่ มีการกระตุ้นอุปสงค์ เพราะปัจจุบันมีการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเดือนต.ค.ที่ผ่านมา มีการใช้กำลังการผลิต 60% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวรวมถึงการใช้กำลังการผลิตของภาคเอกชนที่ตั้งโรงงานใหม่ โดยขณะนี้ภาคเอกชนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็เริ่มมีการผลิตแล้ว ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ ชี้สถานการณ์ปีหน้าเสี่ยงสูง นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีความเสี่ยงมากกว่าปีนี้ เพราะสถานการณ์ต่างประเทศไม่แน่นอน โดยเฉพาะปัญหาสงครามและราคาน้ำมัน ประชาชนจะชะลอการลงทุนและการบริโภค สิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาดังกล่าวคือ ต้องหาทางทำให้เศรษฐกิจแข็งแกร่งและขยายตัวต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะต้องเบิกจ่ายงบประมาณให้ตรงเวลาและลดอุปสรรคในการส่งออก รวมทั้งแสวงหาตลาดใหม่สำหรับสินค้าไทยอย่างรวดเร็ว ซึ่งศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจฯ คาดว่าปีหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 4-4.5% คาดสินเชื่อปีหน้าขยายตัว 5% นายจำลอง อติกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะมีปัจจัยเสี่ยง แต่ยังมองว่า ภาคสถาบันการเงินยังสามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง และสามารถขยายสินเชื่อได้มากขึ้น โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยา คาดว่าสินเชื่อปีหน้าจะขยายตัว 5% หรือเป็นวงเงินปล่อยกู้ประมาณ 18,000 ล้านบาท จากปีนี้ที่ปล่อยกู้ไป 17,000 ล้านบาท ส่วนการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอล ยังคงต้องดำเนินการต่อไป แม้ว่าจะมีความยากลำบากอยู่ก็ตามและหลังจากที่ ธปท.ได้ใช้เกณฑ์จัดชั้นหนี้เอ็นพีแอลใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2546 เป็นต้นไป จะทำให้เอ็นพีแอลในระบบปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 17-18% ดอกเบี้ยลด-เอ็นพีแอลแบงก์พุ่ง 20% ขณะที่เอ็นพีแอลของธนาคารจะเพิ่มขึ้นจาก 15.5% เป็น 20% ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะยังคงปรับตัวลดลง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการใช้จ่ายภาคประชาชน และยังเห็นว่าการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ผู้มีรายได้น้อย จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นการบริโภคของประชาชนดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐน่าจะมีรายได้มากขึ้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม แม้ว่าภาษีเงินได้จะลดลงก็ตาม
|
| กลับหน้าแรก |