ผลวิจัยทีดีอาร์ไอชี้สำเร็จยาก แผนไตรภาคียางพารา-ข้าว

มติชนรายวัน วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2545

ผลวิจัยทีดีอาร์ไอ ไม่เชื่อบริษัทร่วมทุนยางพาราไตรภาคีสากล-รวมกลุ่มประเทศผลิตข้าว เพื่อกำหนดราคาตลาดโลก ที่รัฐบาลผลักดันจะประสบความสำเร็จ ชี้ลักษณะสินค้าต้องมีคุณลักษณะเฉพาะ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ จัดสัมมนาประจำปี เรื่อง 'เผชิญความท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์" ขึ้นที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จ.ชลบุรี โดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีการจัดสัมมนากลุ่มย่อยในหัวข้อต่างๆ ในหัวข้อยุทธศาสตร์ของไทยต่อการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและทวิภาคีนั้น นายณัฎฐพงศ์ ทองภักดี นักวิจัยทีดีอาร์ไอ ได้เสนอบทวิจัยเรื่อง การรวมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตร กรณีศึกษาเรื่องยางพาราและข้าวของไทย ซึ่งในส่วนของยางพารามีการลงนามการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนยางพาราไตรภาคีสากล และลงนามระหว่างกลุ่มผู้ส่งออกข้าว โดยระบุว่าจะทำให้สามารถยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นได้ ทางผู้วิจัยได้ศึกษากรณีตัวอย่างจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน(โอเปค)รวมทั้งศึกษาการจัดตั้งองค์การยางระหว่างประเทศ(INRO)

นายณัฎฐพงศ์กล่าวว่า การดูว่าสินค้าใดจะประสบความสำเร็จในลักษณะเดียวกับกลุ่มโอเปค ต้องพิจารณาหลายปัจจัยคือ ลักษณะของสินค้าต้องมีคุณลักษณะเฉพาะ ไม่มีสินค้าทดแทน ในราคาที่ต่ำกว่า สามารถควบคุมการผลิตและการส่งออกในตลาดโลกได้ดีพอควร สินค้าเก็บได้นานและต้นทุนการกักเก็บต่ำ ใครเป็นเจ้าของสินค้าระหว่างรัฐบาล พ่อค้าหรือเกษตรกร สัดส่วนของสินค้าที่ขายในตลาดโลก ในส่วนของข้าว ปรากฏว่าไทยสามารถส่งออกข้าวได้เพียง 5% เท่านั้น และไม่สามารถควบคุมไม่ให้ประเทศต่างๆ ส่งออกได้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจึงเป็นไปได้ยาก ขณะที่ยางพารานั้น แม้ว่าไทยมีสัดส่วนการผลิตและส่งออกสูง แต่ยังมีคำถามเรื่องความสำเร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิจัยดังกล่าวระบุในช่วงต้นว่าโครงการความร่วมมือด้านยางพาราและข้าว ไม่ใช่การคิดใหม่ แต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็เคยพยายามแสวงหาความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านมาก่อนแล้ว แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับแนวทางนี้ค่อนข้างมาก และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเคยระบุว่าแนวทางนี้จะทำให้ราคายางพารายืนอยู่ได้ในระดับที่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 30 บาท และจะสามารถทำให้ข้าวราคาสูงขึ้นถึงร้อยละ 30

"ความพยายามในการร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ในการยกระดับราคาสินค้าเกษตรโดยใช้วิธีการเจรจาตกลงและแลกเปลี่ยนข้อมูลจึงไม่น่าจะเป็นมาตรการที่เพียงพอในตัวเอง และคงจะหวังได้ยากว่าการพบปะพูดคุยของรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีผลทำให้ราคาข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ตามที่รัฐมนตรีท่านหนึ่งคาดเอาไว้" ท้ายบทวิจัยระบุ

 

กลับหน้าแรก