'แม้ว'อวดโลกจับตา'ศก.ไทย'

แก้'นอกตำรา'

สภาพัฒน์ตีปี๊บไตรมาส3'5.6'

ทีดีอาร์ไอเตือนสงครามมีแน่

ฉุดเศรษฐกิจปีหน้าวูบ'2.5%'

มติชนรายวัน วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2545

'ทักษิณ'เรียกคลัง-ธปท. เร่งแก้ปัญหาหนี้เสียในระบบแบงก์ เชื่อปีหน้าระบบสถาบันการเงินจะดีขึ้น นายแบงก์ขอให้แก้แบบม้วนเดียวจบ เลิกย้ายหนี้ไปที่อื่นหรือเปลี่ยนนิยามเพียงเพื่อให้ตัวเลขลดลง ชี้ปีหน้าดอกเบี้ยมีสิทธิลดได้อีก สภาพัฒน์เตรียมแถลงประมาณการเศรษฐกิจล่วงหน้า 3 ปี ยันนโยบายรัฐอย่างเดียวไม่พอเข็นเศรษฐกิจเดินหน้า

'ทักษิณ'จี้เร่งแก้ปัญหาหนี้เสีย

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ "นายกฯทักษิณคุยกับประชาชน" ทางคลื่น เอฟเอ็ม 92.5 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อเช้าวันที่ 14 ธันวาคมว่า สัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมเรื่องการแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล โดยเชิญผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) มาหารือกันเพื่อวิเคราะห์ตัวเลขและจัดการกับปัญหาหนี้เสีย โดยเชื่อว่าภายในปี 2546 คงจะทำได้ดี เพราะปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้ ทางบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย(บสท.) ดำเนินการก้าวหน้าไปมาก ส่วนหนี้เสียในธนาคารเอกชนได้ขอให้แก้ปัญหากันพร้อมกันในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งการบังคับคดี เชื่อว่าปีหน้าระบบสถาบันการเงิน ธนาคารต่างๆ คงจะดีขึ้นมาก

พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สศช.จะประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) ไตรมาส 3 ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เชื่อว่าทั่วโลกเฝ้าใจจดใจจ่อสนใจว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเท่าไหร่ เพราะหลายๆ อย่างที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาแบบนอกตำราพอสมควร และยืนบนลำแข้งตัวเองให้มากที่สุด

เชื่อเศรษฐกิจปีหน้าดีกว่าปีนี้

"ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจที่จะประกาศในวันจันทร์นี้ จะออกมาดีกว่าครึ่งปีแรก แล้วเชื่อว่าไตรมาส 4 น่าจะดีอยู่ เพราะการส่งออกของไตรมาส 4 ช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนที่ผ่านมาถือว่าดี ทั้งปีน่าจะดี ปี 2546 ก็จะยังคงดีต่อเนื่อง แต่ก็เป็นปีที่รัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อให้การเติบโตต่อเนื่องยั่งยืนแล้วก็ลงไปถึงพี่น้องประชาชนในทุกอาชีพให้ได้มากที่สุด ปี 2546 เป็นปีที่ต้องทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ ทั้งข้าราชการหรือฝ่ายการเมืองทุกคนต้องทุ่มเท ใครไม่ทุ่มเท ใครไม่มีประสิทธิภาพไม่ได้ เพราะว่าจะเป็นสิ่งที่ต้องเร่ง สำหรับปีใหม่นี้รัฐบาลต้องเตรียมอะไรหลายอย่างเพื่อที่จะให้มั่นใจว่าปี 2546 ต้องดีกว่าปี 2545 ครับ ก็แน่นอน 2547 ก็ต้องดีกว่า 2546 เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทำ ทำปีหน้าให้ดีกว่าปีนี้ ปีนี้ให้ดีกว่าปีที่แล้วนั่นคือหลัก" นายกฯกล่าว

สศช.ตีปี๊บไตรมาส3สูงกว่า'แม้ว'คาด

ทางด้านมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดสัมมนาประจำปีขึ้น ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี โดยนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า ในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ สศช.จะแถลงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ปี 2545 คาดว่าจะสูงกว่า 5.5-5.6% ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณคาดไว้ และในปี 2546 คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวในระดับใกล้เคียงกับประมาณการเดิมคือ 3-4% และคงไม่เกินกว่า 5% โดยปัจจัยที่สำคัญคือ เรื่องการส่งออกที่ราคาสินค้าส่งออกปรับตัวดีขึ้นมากในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปี 2545 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

นายจักรมณฑ์กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2546 เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพและมั่นคงขึ้น เพราะถึงจุดที่เริ่มฟื้นตัว แต่จะเพิ่มขึ้นแค่ไหนนั้นขึ้นกับภาวะเงินทุนไหลเข้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างศักยภาพไทย ส่วนการใช้จ่ายในประเทศทั้งเรื่องการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต การซื้อรถยนต์หรือซื้อที่อยู่อาศัย ก็ยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2545

อย่างไรก็ตาม ในปี 2546 ยังมีความเสี่ยงจากเรื่องราคาน้ำมัน หากเกิดภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิรัก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก แต่สหรัฐอเมริกาในฐานะหัวจักรใหญ่ของเศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มว่าจะมีมาตรการบางอย่างออกมาแก้ปัญหา ดูได้จากการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสหรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ทำให้มีสัญญาณที่ดีขึ้น

ชี้แนวโน้ม3ปีข้างหน้ายังไปได้

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สศช.ยังจะแถลงถึงการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจในอีก 3 ปีข้างหน้าด้วย ซึ่งในเบื้องต้นประเมินว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพและเติบโตทุกปี แต่คงไม่หวือหวาเหมือน 15 ปีก่อน โดยปี 2546 นอกเหนือการกระตุ้นจากนโยบายรัฐบาลทั้งเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า อสังหาริมทรัพย์และการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังต้องการเงินลงทุนใหม่จากต่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีการวิเคราะห์พบว่า ไทยเป็นตลาดน่าสนใจลงทุนมาก โดยเฉพาะตลาดหุ้นที่ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจมากเป็นอันดับสองในเอเชีย จึงเชื่อว่าจะดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนเข้ามาได้พอควร ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ.) พบว่ามีการสร้างโรงงานใหม่ขึ้นมากและจะเปิดดำเนินการในปี 2546 เพื่อรองรับการส่งออกที่จะขยายตัวต่อไป

"ตัวเลขเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่ามีการใช้กำลังการผลิตถึง 60% ซึ่งสูงสุดนับจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งรวมกำลังการผลิตของโรงงานและเครื่องจักรใหม่ด้วย หากนับเฉพาะโรงงานที่มีอยู่เดิม พบว่าบางแห่งมีการใช้กำลังการผลิตสูงถึง 80-90% แล้ว ทำให้มั่นใจว่าการลงทุนในปีหน้าจะดีขึ้นแน่นอน" นายจักรมณฑ์กล่าว

ทีดีอาร์ไอหวั่นสงครามฉุดวูบ2.5%

นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ ประธานทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจปีหน้ามีความเสี่ยงมาก โดยเฉพาะปัญหาภาวะสงครามตะวันออกกลาง มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าครึ่งและอาจจะยืดเยื้อ ทีดีอาร์ไอจึงคาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัว 2.5% แต่หากเป็นภาวะปกติ สงครามไม่รุนแรง เศรษฐกิจอาจจะขยายตัว 3.9% ได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีภาครัฐจะมีส่วนช่วงกระตุ้นการบริโภคประชาชน ส่วนผลกระทบต่อภาระหนี้ต่างประเทศในอนาคต มองว่าในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะต้องมีการวางเป้าหมายของการขยายตัวเศรษฐกิจให้ได้มากกว่า 5% ขึ้นไปจึงจะไม่มีปัญหา

'โฆสิต'ฟันธงดอกเบี้ยขยับลงอีก

นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในปี 2546 รัฐบาลมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้นโยบายด้านการเงิน การคลัง อีกทั้ง ยังมีแรงกดดัน ทางด้านราคา ภาวะสงคราม และความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งจะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีหน้าชะลอลงจากปี 2545 โดยคาดว่าน่าจะอยู่ที่ 3-5% ดังนั้น แนวทางแก้ไขปัญหาต้องให้ภาคเอกชนเป็นตัวนำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ดีพอสมควร แต่ในปี 2546 จะมีความท้าทายจากต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องคือภาคเอกชน จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ภาคเอกชนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น นายโฆสิตกล่าวว่า มีโอกาสที่จะลดลงได้อีก แต่จะลดเมื่อไร และในอัตราเท่าใดยังไม่สามารถตอบได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาเอ็นพีแอล ที่ผ่านมาลดลงพอสมควร แต่ขณะนี้การแก้ไขปัญหาล่าช้า เพราะเอ็นพีแอลส่วนใหญ่อยู่ในชั้นศาล จึงต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา โดยการแก้ไขปัญหาต้องให้ความเป็นธรรมทั้งกับเจ้าหนี้และลูกหนี้ และต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้เสียให้จบไม่ใช่เรื่องง่าย

"สิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คือต้องให้จบคราวเดียว ไม่ใช่ย้ายหนี้ไปที่อื่นเพื่อทำให้หนี้ลดลง หรือเปลี่ยนนิยามใหม่ ซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ" นายโฆสิตกล่าว

แนวโน้มปีหน้าวูบอีก0.25%

นายจำลอง อติกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินในปีหน้า คาดว่าจะลดลงอีกประมาณ 0.25% ทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ เพื่อกระตุ้นธุรกิจของประเทศต่อเนื่อง และทำให้สถาบันการเงินสามารถขยายสินเชื่อได้

นายจำลองกล่าวว่า ด้านสินเชื่อของสถาบันการเงินคงขยายตัวจากปีนี้ แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมของไทย ซึ่งการปล่อยสินเชื่อในช่วงต่อไปจะเน้นรายย่อยและสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก ในส่วนของธนาคารกรุงศรีอยุธยานั้น ในปีนี้ปล่อยสินเชื่อได้รวม 1.6-1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% และในปีหน้าก็คาดว่าจะขยายตัวในระดับใกล้เคียงกัน ด้วยมูลค่าสินเชื่อประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท

"แบงก์พยายามปรับตัวด้วยการเพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพื่อรองรับการขยายตัวของสินเชื่อ หากเศรษฐกิจขยายตัวตามคาดการณ์ก็ไม่มีปัญหา และในที่สุดสภาพคล่องที่ล้นระบบก็จะลดลงตามลำดับ" นายจำลองกล่าว

 

กลับหน้าแรก