ระวังไว้บ้างก็ไม่เสียหาย

บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2545

อาจเป็นความบังเอิญ ที่ธนาคารโลก และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ออกรายงาน วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจ มาในวันเดียว กับที่สำนักข่าวต่างประเทศ ก็เผยแพร่ ผลการสำรวจความคิดเห็น ในเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจเช่นกัน

ทั้งยังเป็นความบังเอิญ ที่รายงานของเอดีบี ให้ข้อสรุปที่คล้องจอง กับผลสำรวจของ สำนักข่าวต่างประเทศ โดยมองเศรษฐกิจไทย ในมุมที่ดีมาก ตัวเลขคาดการณ์ที่ออกมานั้น ไม่ห่างไกลจากกันมากนัก อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับประมาณ 4.6% สำหรับแนวโน้มปี 2545 แม้จะชะลอตัวลงมา อยู่ที่ระดับประมาณ 4.2-4.3% ในปีถัดไป

ส่วนเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักมองจีดีพีมีแนวโน้มดี โดยรวมๆ เชื่อว่า การทุ่มใช้จ่ายอย่างใจกว้างของรัฐบาล และนโยบายดอกเบี้ยต่ำ และการขยายสินเชื่อให้ครอบคลุมมาถึงกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำในช่วงที่ผ่านๆ มา สัมฤทธิผลในการกระตุ้นผู้บริโภคให้กล้าใช้จ่ายมากขึ้น จนยกแนวโน้มเศรษฐกิจสดใสไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาด้วยคือ ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคาดการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน ความคลาดเคลื่อนอาจจะเกิดขึ้นได้ หากมีปัจจัยเสี่ยงที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อในปีหน้า รายงานเกือบทุกฉบับยอมรับว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำกว่าปี 2545

ในรายงานฉบับล่าสุดของธนาคารโลก ได้เตือนถึงความเสี่ยงที่อาจดึงเศรษฐกิจโลกถอยหลัง และมีโอกาสสูงเช่นกันที่จะเป็นการถอยลึกถึงขั้นถดถอยได้อีกครั้ง จากปัจจัยลบหลากหลายที่มองเห็นอยู่ อาทิ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง ตลาดหุ้นที่ซบเซา ปัญหาคาราคาซังของระบบธนาคารญี่ปุ่น ปัญหาหนี้สินของประเทศในแถบละตินอเมริกา, ความเป็นไปได้ของสงครามระหว่างสหรัฐและอิรัก, และผลกระทบจากราคาน้ำมัน

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณา และจับตามองอย่างระมัดระวัง ถึงแม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะแสดงความมั่นใจอย่างเปิดเผยหลายต่อหลายครั้งว่า ไม่เป็นห่วงเรื่องผลกระทบจากภายนอก หรือจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะสัญญาณล่าสุดที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ ทั้งรัฐมนตรีคลัง และที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ

หรือแม้แต่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิรัก ยังไม่มีใครกล้าปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ความตึงเครียดเช่นนี้ อาจจะแปรเปลี่ยนเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ

เพราะถึงอย่างไร เศรษฐกิจของประเทศไทย ได้ผูกโยงจนเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์แล้วอย่างแยกไม่ออก ถึงเราจะอ้างว่า หันมาอาศัยอุปสงค์ในประเทศ หรือในภูมิภาคมากขึ้น และลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกา หรือตลาดในภูมิภาคอื่นลงไปมาก แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เศรษฐกิจไทย และประเทศอื่นๆ ที่อยู่แวดล้อมไทยนั้น ยังไม่ได้ตัดขาดจากเศรษฐกิจสหรัฐโดยสิ้นเชิง ดังนั้น หากเศรษฐกิจสหรัฐทรุด หรือ เกิดวิกฤติราคาน้ำมันขึ้นอีกครั้ง อาจลากจูงเศรษฐกิจทั่วโลกให้เดินถอยหลังได้ตลอดเวลา

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทย ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนตามครรลองของโลกาภิวัตน์ เราเห็นว่า รัฐบาลควรยอมรับความเป็นไปได้ต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น มากกว่าทำแค่การรับรู้เฉยๆ รัฐบาลควรเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อตั้งรับ มากกว่าแสดงความเชื่อมั่นจนเกินไป ถึงแม้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในขณะนี้จะแข็งแกร่งมากพอที่จะทนทานต่อแรงกดดันภายนอกได้มากขึ้น

เพราะความเชื่อมั่นที่มีมากเกินไป ได้เคยทำให้ไทยตกอยู่ในสถานการณ์เพลี่ยงพล้ำในปี 2540 จากการประเมินความเสี่ยงจากสงครามเงินบาทต่ำกว่าความเป็นจริง หากเราไม่ต้องการพลาดท่าเช่นในอดีต ระแวดระวังต่อความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นไว้บ้าง ก็ไม่เสียหายอะไร

 

กลับหน้าแรก