|
พ่อขุนอุปถัมภ์ยุคไทยใหม่ 1 ใต้กระแส : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 พ่อขุนอุปถัมภ์ยุคใหม่ได้ให้คำมั่นสัญญากับสังคมไทยด้วยว่า ในอีกกี่ปี คนไทยและสังคมไทยจะต้องเจริญก้าวหน้าไปอย่างไร ปัญหาต่างๆ จะหมดไป ไทยใหม่จะสดใสซาบซ่าอยู่ในสังคมโลก ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจการเมืองของโลก ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง ในการเมืองไทยยุคใหม่ การเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ ทำให้คนไทยโดยเฉพาะชนชั้นกลาง ตื่นตระหนกกับสภาวะการดำรงอยู่ ของสังคมไทยอย่างมาก เพราะความเจริญ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการณ์นั้น ทำให้คนไทยและสังคมไทยเข้าใจได้ว่า ตนเองเดินมาถูกทางแล้ว แต่เมื่อทุกอย่างพังทลายลงในฉับพลัน ก็เสมือนว่าประตูแห่งความหมายที่ตนสังกัดอยู่นั้นปิดปังใส่หน้าทีเดียว ความตระหนกตกใจนั้นได้ทำให้เกิดการรื้อฟื้นกระแส "ชาตินิยม" ขึ้นมา ในหลายแนวทางด้วยกัน เพราะไม่มีใครจะมองเห็นทางออกอื่นๆ ของชาติไทยที่ตกอยู่ใต้สภาวะที่เศรษฐกิจโลกบีบกระชับเข้ามา มีอิทธิพลกำหนดความเป็นความตายของตนได้ถึงระดับนี้ ท่ามกลางของกระแส "ชาตินิยม" ที่ปะทุขึ้นมา การเลือกเอา "การรื้อฟื้นความมีหน้ามีตา ความเจริญทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของสังคมไทย" มาเป็นจุดขายพร้อมทั้งบอกกับสังคมว่า "ต้องคิดใหม่ ทำใหม่" จึงเป็นกระแสที่ทำให้พรรคไทยรักไทยขึ้นมาสู่อำนาจเบ็ดเสร็จเช่นนี้ ความพยายามจะทำให้สังคมไทยได้รับรู้ถึง "การรื้อฟื้นความมีหน้ามีตา ความเจริญทางเศรษฐกิจ ความเข้มแข็งของสังคมไทย" นั้น ได้นำมาสู่การสร้างบทบาทของนายกรัฐมนตรี ในรูปลักษณะที่สอดคล้อง ไปกับอุดมการณ์เก่าของสังคมการเมืองไทย ได้แก่ การนำเอาความหมายของการปกครอง แบบพ่อขุนอุปถัมภ์ กลับมาสู่สังคมไทย อาจารย์ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ได้ศึกษาระบอบการเมืองในยุคของจอมพลสฤษดิ์ และได้ขนานนามระบอบ และการแสดงตนเองของจอมพลสฤษดิ์ไว้ว่า "พ่อขุนอุปถัมภ์" ซึ่งในการศึกษาของอาจารย์ทักษ์ ท่านได้ชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้อง กับระบอบอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทยแบบเก่า ซึ่งมีผลทำให้จอมพลสฤษดิ์ และระบอบการเมืองแบบนั้นดำรงอยู่มาเนิ่นนาน การรื้อฟื้นระบอบและความหมายของระบอบ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ของนายกรัฐมนตรีคนนี้ เป็นไปเฉกเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ ทรราชย์คนสำคัญของสังคมการเมืองไทยเลยครับ โครงการเอื้ออาทรสารพัด ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เงินกู้ คอมพิวเตอร์ วินมอเตอร์ไซค์ การแสดงตนเองเป็นผู้รู้ และปรารถนาดีต่อพี่น้องประชาชนไทยทุกหมู่เหล่าอย่างจริงใจ (ไม่จิงโจ้) การใช้อำนาจรัฐอย่างเด็ดขาด ไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เพราะอ้างกับสังคมไทยได้ว่า ตนเองทำเพื่อชาติไทย การขยี้ขวากหนามทางการเมืองให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน นักการเมืองฝ่ายค้าน ฯลฯ ด้วยอำนาจรัฐ และอีกหลายอย่างหลายประการครับ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ยุคใหม่ได้ให้คำมั่นสัญญา กับสังคมไทยด้วยว่าในอีกกี่ปี คนไทยและสังคมไทย จะต้องเจริญก้าวหน้าไปอย่างไร ปัญหาต่างๆ จะหมดไป ไทยใหม่จะสดใสซาบซ่าอยู่ในสังคมโลก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างจะเดินไปอย่างคำมั่นสัญญาของ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ก็ต่อเมื่อสังคมไทย ให้ฉันทานุมัติในการทำอะไรก็ได้ตามใจของ "พ่อขุน" มิเช่นนั้นแล้ว ภาวะล้มละลายทางเศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีของชาติ ก็จะกลับมาอีก ระบอบของ "พ่อขุนอุปถัมภ์" จะรับไม่ได้ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดมาท้วงติง เพราะความศักดิ์สิทธิ์จะลดลงไป ดังนั้น จึงไม่แปลกใจอันใดที่นายกรัฐมนตรี จะต้องออกมาตอบโต้ทุกคน ไม่ใช่เพราะความปากไวส่วนตัว ของท่านนายกรัฐมนตรีเท่านั้นครับ หากแต่บทบาทของการแสดงตนเป็น "พ่อขุนอุปถัมภ์" มันทำให้ต้องตอบโต้ครับ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ตรรกะของการเมืองแบบ "พ่อขุน" มันจะสะดุดครับ ลองคิดดูซิครับ หากท่านไม่โต้ตอบในประเด็นที่นางฮีน่า จิลานี่ ผู้แทนพิเศษสหประชาชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ก็หมายความว่าการกระทำของท่าน และรัฐบาลในเรื่องการปราบปรามยาเสพติด ที่ทำให้มีการฆ่าตัดตอน และกรณีตำรวจลุยตีชาวบ้านที่ชุมนุมเรื่องท่อก๊าซที่ภาคใต้นั้นเป็นเรื่องที่ผิด และก่อให้เกิดปัญหาละเมิดคนไทยด้วยกัน ความขลังของความหมาย "พ่อขุนอุปถัมภ์" จะลดลงทันทีครับ ในระบอบ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ไม่มีที่ว่างให้ความคิดเห็นที่แตกต่างออกไปครับ ดังนั้น ใครที่แหลมมาวิจารณ์ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ก็จงระวังตัวให้ดี เพราะ "พ่อขุน" จะสามารถระดมพลพรรคที่ไม่ใช่ผู้สวมเครื่องแบบอำนาจรัฐแต่เป็นสาวกของ "พ่อขุน" มากระหน่ำท่านได้ในหลายรูปแบบ (ลองดูในกระดานความคิดเห็นอินเทอร์เน็ตซิครับ) กรอบความคิดหลักทางการเมืองของระบอบ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ในด้านความสัมพันธ์ระหว่าง "พ่อขุน" กับประชาชน หรือรัฐกับสังคมนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นใกล้ชิด "พ่อขุน" ทำทุกอย่างเพื่อสังคม ประชาชนหรือสังคม ก็รับสิ่งที่ "พ่อขุน" ประทานมาให้ด้วยความเมตตา (เอื้ออาทร) อย่างยินดีปรีดา ไม่มีช่องว่างอะไรระหว่างพ่อขุนกับประชาชน หากมีความขัดแย้งระหว่างพ่อขุนกับประชาชน ก็เป็นเพราะมี "มือที่สาม" คอยยุแหย่ให้ประชาชนเข้าใจผิดในตัว "พ่อขุน" ดังนั้น NGO, สื่อมวลชน, นักวิชาการ ที่พูดอะไรแตกต่างไปจาก "พ่อขุน" จึงเป็น "มือที่สาม" ที่ทำให้ประชาชนเข้าใจอะไรผิดๆ และจะนำไปสู่ความขัดแย้งกันต่อไป จึงต้องถูกทำให้หยุดพูดหรือทำอะไรเสีย การกล่าวว่าการเมืองไทยเริ่มเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว (นายกรัฐมนตรีเองก็ย้ำว่า ประเทศเราเป็นประชาธิปไตยแล้ว เพราะหากประชาชนไม่พอใจ ก็ไม่ต้องเลือกพรรคของเขาในการเลือกตั้งครั้งหน้า) เป็นการมองเพียงเฉพาะด้านรูปแบบเท่านั้น เพราะระบอบการเมืองแบบ "พ่อขุนอุปถัมภ์" ที่ดำรงอยู่นี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยแต่อย่างใด แม้ว่าจะมีรูปแบบของการเลือกตั้งก็ตาม ที่น่าสนใจ ก็คือ สังคมการเมืองไทยเดินทางผ่านกาลเวลาจากเงาของจอมพลสฤษดิ์มานานโขอยู่ แต่ทำไมถึงหวนกลับมาชื่นชมยินดีกับระบอบ "พ่อขุนอุปถัมภ์" มีอะไรซ่อนอยู่ลึกๆ ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของคนไทยและสังคมไทย พ่อขุนอุปถัมภ์ยุคไทยใหม่ 2 ใต้กระแส : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 6 มิถุนายน 2546 แม้มรดกทางความคิดทางการเมืองแบบเดิม จะยังมีพลังอยู่ในสังคมไทย แต่มิได้หมายความว่า การ "เล่น" อยู่ภายใต้มรดกเก่านั้น จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น ท่ามกลางซากสลักหักพัง ของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกับสัญญาว่า จะคืนยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ให้แก่สังคม พร้อมกับจะแก้ไขปัญหาทั้งมวล ที่สังคมวิตกกังวลตลอดมาให้หมดสิ้นไป สังคมชื่นชมยินดีและเลือกชายผู้นั้นขึ้นมาเป็นผู้นำ ผู้นำก็ได้กระทำการตามที่สัญญาไว้ ความรุ่งโรจน์ได้กลับคืนสู่นาคร ความปั่นป่วนวุ่นวายทางสังคม อันเกิดจากปัญหาที่หมักหมมไว้เป็นเวลานานก็ถูกปัดเป่า ปวงประชาก็ได้รับอานิสงส์จากผู้นำ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนับจากนั้นมา สังคมก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไปครับ ที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือโครงสร้างความคิดทางการเมือง ของสังคมไทยในปัจจุบัน ในโครงสร้างของความคิดทางการเมืองนี้ เน้นเพียงบทบาทของผู้นำในฐานะ "ผู้กำหนดวิถีประวัติศาสตร์" เท่านั้น ส่วนประชาชนคนธรรมดามีส่วนเพียงเป็นดัชนีที่ชี้ให้เห็นความ "เหมาะสมชอบธรรม" ของผู้นำเท่านั้น "ความเหมาะสมชอบธรรม" ของผู้นำก็ไม่ได้หมายความถึง ความยุติธรรมตามความหมาย ที่เป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย หรือมีความชอบธรรมตามระบบการสรรหาแบบใดๆ หากแต่เป็นความเหมาะสมชอบธรรม ที่ผู้นำต้อง "กระทำ" ให้แก่สังคม หากผู้นำไม่กระทำอะไรให้สังคมรับรู้ หรือรู้สึกว่าได้ทำอะไรให้สังคมแล้ว "ความชอบธรรมและความเหมาะสม" ก็จะลดลงไป โครงความคิดทางการเมืองของไทยเช่นนี้ จึงทำให้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีคนนี้ ก้าวขึ้นมามีอำนาจมากขึ้นกว่า ข้อกำหนดทางกฎหมาย ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ในสังคมที่ตรากันเอาไว้ จังหวะที่เหมาะสมภายใต้สถานการณ์หนึ่ง ได้ทำให้คนๆ หนึ่ง สร้างภาวะการนำอย่างเด็ดขาดขึ้นมาได้ พร้อมกับการก้าวขึ้นมา มีอำนาจเหนือสังคม โดยมีความคิดทางการเมืองดังกล่าวเป็นฐานในการใช้อำนาจในมิติต่างๆ ผู้นำที่อยู่ในเงื่อนไขเช่นนี้ จำเป็นต้องทำอย่างน้อยสองอย่างด้วยกัน เรื่องแรก ได้แก่ การที่ต้องสร้างงานการเมือง ที่ตอกย้ำพันธกิจ ที่เน้นการคืนยุคสมัยที่รุ่งโรจน์ให้แก่สังคม และการแก้ไขปัญหาทั้งมวล ดังที่เราเห็นอยู่ในโครงการต่างๆ ที่ประกาศออกมา ด้วยเหตุที่สังคมไทยไม่ได้มีความคิดทางการเมือง ที่จะให้ผู้นำมีพันธกิจ ในการสร้างระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย จึงทำให้ผู้นำไม่ได้แสดงตน เป็นผู้สร้างสรรค์ระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตย จึงเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้นำคนนี้ ไม่ได้แสดงอะไรให้เห็นเลยว่า ได้พยายามสานต่อ หรือสร้างสรรค์สิ่งใดที่จะเอื้ออำนวย ให้แก่การพัฒนาการเมือง ระบอบประชาธิปไตยเลยแม้แต่น้อย รัฐธรรมนูญที่ร่างกันขึ้นมาเพื่อเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เรียนรู้ไปว่า การวางโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบหนึ่ง ก่อปัญหาอะไร ไม่เอื้อต่อระบอบการปกครอง แบบประชาธิปไตยตรงจุดไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขให้เหมาะสมกันต่อไปนั้น กลับถูกทำให้กลายเป็นทางผ่านเข้ามาสู่อำนาจ และไม่ได้พยายามทำให้เกิดการพัฒนา ของกรอบความคิดในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด องค์กรอิสระส่วนใหญ่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ถูกยึดเอาไว้ภายใต้ผู้นำ ก็กลายเป็นองค์กรตามกระแสสังคม ที่ต้องการให้ผู้นำทำหน้าที่ในการคืนความรุ่งโรจน์ และแก้ปัญหาสังคมโดยกลายเป็นองค์กร ที่สนับสนุนหรือยอมรับ การใช้อำนาจเด็ดขาดของรัฐ ภายใต้ผู้นำโดยไม่มีความเห็นแย้งแต่ประการใด สภาวการณ์เช่นนี้
นักเขียนการ์ตูนการเมืองมือเอกอุ
ยังเน้นให้เข้าใจได้ว่า
ขนาดพระโคท่านยังรู้ทางลม
ไม่กล้าแสดงพฤติกรรมเสี่ยงทายอะไร
ที่ขัดขวางอนาคตอันสดใสของสังคมในปีหน้าเลย
(ฮา) โครงสร้างความคิดทางการเมืองไทย ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นมรดกทางอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทย ที่มีทั้งความสืบเนื่อง และการปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่อดีต การเน้นเฉพาะพันธกิจของผู้นำเป็นมรดกเก่า ที่ตกทอดมานับตั้งแต่ก่อนรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ส่วนที่เปลี่ยนแปลงภายใต้โครงสร้างเดิม ได้แก่ ลักษณะของพันธกิจของผู้นำ ที่ต้องกระทำให้แก่สังคมไทยในแต่ละยุค แต่ละสมัย และช่องทางในการที่จะได้มาซึ่งผู้นำที่จะมากระทำตามพันธกิจของผู้นำ ผู้นำคนนี้เกิดมาในยุค จอมพล ป.พิบูลสงคราม และเติบโตในช่วง สมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมายัง ถนอม กิตติขจร ก็ย่อมเหมือนกับคนไทยทุกคน ที่ได้รับรู้ซึมซับเอาระบบอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดทางโครงสร้างความคิดทางการเมืองไทย ไว้ในสายเลือด ประกอบกับญาติพี่น้องก็ได้เคยเข้าสู่การเมือง ที่อยู่ภายใต้มรดกความคิดทางการเมืองเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจที่สามารถแสดงออกได้อย่างเข้าถึงกับมรดกความคิดนี้อย่างลึกซึ้ง และใช้ให้เป็นประโยชน์แก่การอยู่ในอำนาจของตน อย่างมีประสิทธิภาพ การแสดงออกทางการเมือง ทั้งพฤติกรรมและการพูดในที่สาธารณะ จึงเป็นการ "เล่น" อยู่กับมรดกของสังคมไทยโดยแท้ แต่ต้องกล่าวไว้ก่อนในที่นี้ว่า แม้มรดกทางความคิดทางการเมืองแบบเดิม จะยังมีพลังอยู่ในสังคมไทย แต่มิได้หมายความว่า การ "เล่น" อยู่ภายใต้มรดกเก่านั้นจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น เพราะสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้การขับเคลื่อนของสังคม ต้องการความคิดทางการเมืองมิติใหม่ๆ มากขึ้น ความคิดทางการเมืองแบบประชาธิปไตย ได้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงประมาณสามสิบปีที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะสามารถซ้ำรอยเหมือนเดิมได้อีกต่อไป มรดกใหม่ของสังคมไทย อันได้แก่ ระบอบการเมืองและระบบคิดของสังคมประชาธิปไตยนั้น อาจจะยังหาช่องทางแสดงตนออกมา ให้ประชาชนเห็นได้ไม่ชัดเจนนักภายใต้สถานการณ์นี้ แต่เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ ที่จะทำให้ระบอบการเมืองแบบ "พ่อขุนอุปถัมภ์ยุคไทยใหม่" ต้องปรับตัวในอนาคตหากหวังจะอยู่ในอำนาจต่อไป หรือมิฉะนั้นก็อาจจะต้องจบลงแบบ "พ่อขุนอุปถัมภ์รุ่นก่อน" ที่เมื่อตายแล้วก็ถูกยึดทรัพย์ ท่านคงไม่อยากเป็นอย่าง "พ่อขุนอุปถัมภ์รุ่นก่อน" กระมัง
|
| กลับหน้าแรก |