การแปรสินทรัพย์เป็นทุน : ข้อค้านและติง

ข้อค้านเชิงทฤษฎี     โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์  มติชนรายวัน  วันที่ 10 มีนาคม 2546

ในทางวิชาการ มีคำถามมานานมากแล้วว่า เหตุใดบางประเทศจึงสามารถก้าวเข้าสู่ทุนนิยมได้สำเร็จ ในขณะที่อีกหลายประเทศล้มเหลว คำถามนี้ไม่ได้ถามกันแต่เฉพาะนักเศรษฐศาสตร์ แต่ถามกันไปในหลายสาขาวิชา นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สังคมวิทยา จิตวิทยาสังคม และอีกจิปาถะ

คำตอบจึงมีหลากหลายมาก แต่ที่น่าสนใจก็ตรงที่ว่าหลายคำตอบด้วยกันได้ถูกนำมาใช้เป็นแนวทาง "การพัฒนา" อันที่จริงจะว่าเป็นหัวใจของวิชาเศรษฐศาสตร์การพัฒนาก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะอคติที่อยู่เบื้องหลังนโยบายพัฒนาทั้งหลายนั้น อาจสรุปได้ว่า ทุนนิยมแบบตะวันตกนั่นแหละคือเป้าหมายของการพัฒนา

นายเฮอร์นันโด เดอโซโต ก็มีคำตอบของเขาต่อคำถามนิรันดรนี้เหมือนกัน เขาตอบว่าเมื่อย้อนกลับไปดูการก้าวเข้าสู่ทุนนิยม ของประเทศที่ "ประสบความสำเร็จ"(คือตะวันตกนั่นเอง) แล้ว จะพบว่ามีกระบวนการที่สำคัญมากอันหนึ่งเกิดขึ้นมาก่อน นั่นก็คือ กระบวนการที่ทำให้สินทรัพย์ถูกแปรให้เป็นทุน เช่น ที่ดินซึ่งเคยอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ร่วมกันของเจ้าและไพร่ ก็มีกฎหมายตราออกมาให้ตกเป็นของเจ้าที่ดินเพียงฝ่ายเดียว เจ้าที่ดิน(โดยเฉพาะในอังกฤษ)ใช้ที่ดินนี่แหละเป็นทุน ในการประกอบการทางพาณิชย์ เช่น ผลิตขนแกะขายยุโรปภาคพื้นทวีป เกิดการสะสมทุน และพัฒนาต่อมาสู่การผลิตด้านอุตสาหกรรม ฉะนั้นเงื่อนไขสำคัญของการก้าวเข้าสู่ทุนนิยมก็คือ การทำให้สินทรัพย์จำนวนมากของผู้คน สามารถเอามาใช้เป็นทุนในการประกอบการได้

ขอให้สังเกตด้วยว่า กระบวนการแปรสินทรัพย์เป็นทุนนั้น วิเคราะห์ให้ถึงที่สุดแล้วมีลักษณะสำคัญสองอย่าง หนึ่งคือทำให้สินทรัพย์นั้นต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของปัจเจกบุคคล และสองสินทรัพย์นั้นต้องเกิดมูลค่าในตลาดขึ้น ถ้าผิดจากสองอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นการแปรสินทรัพย์เป็นทุนอันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบทุนนิยมขึ้นได้

ผมไม่มีความเห็นว่านายเดอโซโตผิดหรือถูก เพราะอาจเป็นทฤษฎีที่อธิบายการเข้าสู่ทุนนิยมของตะวันตกได้ดี แต่มีคำถามที่ผมคิดว่าสำคัญดังนี้

เมื่อตอนที่เกิด "นายทุน" ขึ้นในโลกตะวันตกนั้น ตะวันตกยังไม่มี "นายทุน" เลย ฉะนั้นการแปรสินทรัพย์เป็นทุน จึงดูเหมือน (และขอย้ำว่าดูเหมือน) ทำให้ทุกคนได้เข้าถึงทุนทั่วไปหมด คนเก่งเอาทุนที่ตัวเข้าถึงนั้นไปทำให้งอกงาม สะสมจนประกอบการใหญ่โตขึ้นได้ เรียกว่าเป็นรางวัลให้แก่คนเก่ง คนมีวิสัยทัศน์ เทวดา ฯลฯ อะไรก็ว่ากันไป แต่การแปรสินทรัพย์เป็นทุนในโลกที่สามของปัจจุบันซึ่งมี "นายทุน" อยู่แล้ว เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า สินทรัพย์ที่ถูกแปรนั้นจะไม่ไหลเลื่อนเข้าไปอยู่ในมือของ "นายทุน" ซึ่งมีกำลังจะเข้าไปหยิบฉวยอะไรก็ตามที่สามารถทำกำไรได้ในตลาดไว้ก่อน

ยิ่งกว่านี้ ในปัจจุบันไม่ได้มีแต่ "นายทุน" ชาติเท่านั้น ยังมี "นายทุนโลกาภิวัตน์" ทั่วทุกหัวระแหง การแปรสินทรัพย์เป็นทุนอาจหมายถึงการโยนสินทรัพย์ของคนจำนวนมากซึ่งได้ใช้ประโยชน์อยู่ เช่นที่ดินสาธารณะ ภูมิปัญญาซึ่งเป็นสมบัติส่วนรวม ฯลฯ ลงไปในตลาด คนไร้หน้าที่ไหนไม่ทราบเลือกเก็บกวาดเอาของดีๆ ไปเรียบ โดยคนส่วนใหญ่ที่ได้แปรสินทรัพย์เดิมของตัวไม่มีทางจะเงยหน้าอ้าปากขึ้นมาเป็น "นายทุน" ได้เลย

นอกจากนี้ ถ้าเรามองย้อนกลับไปดูรายละเอียดของการแปรสินทรัพย์เป็นทุนในช่วงแรกของกำเนิดทุนนิยมตะวันตก เราก็ไม่ควรมองข้ามความเจ็บปวดทนทุกข์ทรมานของคนจำนวนมากซึ่งถูกปล้นสินทรัพย์ของตัวไปเป็นสินค้าในตลาด ในอังกฤษไพร่ติดที่ดินซึ่งเคยมีสิทธิเหนือที่ดินนั้นระดับหนึ่ง ถูกขับไล่ออกไปจากที่ดินทั้งหมด ด้วยกระบวนการที่เรียกกันในประวัติศาสตร์อังกฤษว่า กระบวนการ "ล้อมรั้ว" คือเจ้าที่ดินล้อมรั้วที่ดิน ซึ่งกฎหมายได้ตัดทำลายสิทธิของคนอื่นไปหมด แล้วยกให้เจ้าที่ดินคนเดียว ไพร่ทั้งหมดกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกในพริบตา  ต้องอพยพเข้าเมืองไปเป็นแรงงานราคาถูกของอุตสาหกรรมซึ่งกำลังเกิดขึ้น ถูก "นายทุน" กดขี่ทารุณอย่างเหมือนไม่ใช่มนุษย์มนา อย่างที่บรรยายไว้อย่างมีสีสันในนวนิยายของชาลส์ ดิคเกนส์

บนเส้นทางสู่ทุนนิยมของตะวันตกซึ่งถวิลหานั้นเต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา แม้การแปรสินทรัพย์เป็นทุน อาจเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของการเข้าสู่ระบบทุนนิยมได้สำเร็จสำหรับตะวันตก แต่เราซึ่งเดินตามหลังมา ไม่ควรเก็บรับบทเรียนจากโลกตะวันตก เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางเลือดและน้ำตานั้นหรอกหรือ

ข้อค้านและติงเชิงปฏิบัติในเมืองไทย

นโยบายแปรสินทรัพย์เป็นทุนนั้นมีความหมายคลุมเครือไปทุกคำ นับตั้งแต่การแปรมีความหมายเพียงการทำให้สินทรัพย์นั้นเป็นสินค้าในตลาดเท่านั้นหรือ อะไรคือสินทรัพย์กันบ้าง และอะไรคือทุน เฉพาะเงินเท่านั้นหรือคือทุน

ถ้าความหมายถูกจำกัดให้แคบอย่างทฤษฎี ก็ให้น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าเหมาะกับภาวการณ์ความเป็นจริงในสังคมไทยแน่หรือ

ดังเช่นความวิตกห่วงใยว่าการแปรที่ดิน ส.ป.ก.ให้เป็นทุนในที่สุดก็จะทำให้ที่ดินเหล่านั้นหลุดจากมือของเกษตรกรรายย่อย แม้จะมีข้อบังคับว่าผู้ที่จะรับโอนที่ดิน ส.ป.ก.แปลงนั้นไปจากสถาบันการเงินจะต้องเป็นเกษตรกร ก็ยังมีคำถามอีกว่าเกษตรกรหมายถึงใคร บริษัทซีพีเป็นเกษตรกรหรือไม่ หรือผู้ปลูกยูคาฯ เพื่อตัดขายเป็นเกษตรกรหรือไม่ ในที่สุดเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ และเป็นเป้าหมายของการแปรสินทรัพย์เป็นทุนก็จะสิ้นเนื้อประดาตัว

สินทรัพย์จำนวนมากของคนไทยในชนบทเป็นสินทรัพย์สาธารณะ หรือกึ่งสาธารณะ (เช่น ส.ป.ก.4-01 ก็มีลักษณะเป็นกึ่งสาธารณะ) ฉะนั้นจึงยากมากที่จะแปรให้เป็นกรรมสิทธิ์ของปัจเจกบุคคลอย่างเป็นธรรม ประชาชนชาวอีสานใช้ที่ดินในป่าบุ่งป่าทามกันเกือบทั่วไป (เพราะมีสถิติว่าที่ดินป่าบุ่งป่าทาม มีสัดส่วนในพื้นที่การเกษตรของอีสานสูงมาก) ที่ดินเหล่านี้จะยกให้เป็นทุนทรัพย์ของใคร? ไม่ใช่แก่คนที่ใช้อยู่ในเวลานี้นะครับ เพราะเขาใช้ๆ เลิกๆ อยู่ตลอด ซ้ำมีระเบียบตามประเพณีว่าป่าบุ่งป่าทามเป็นสมบัติร่วมกันของชุมชน ที่ซึ่งเลิกใช้แล้วคนอื่นก็อาจนำไปใช้ได้ ยิ่งกว่านี้บางชุมชนยังใช้ที่ดินตรงนี้บางส่วนสำหรับการผลิตเพื่อชุมชนด้วย เช่น ใช้ปลูกข้าวไว้ขึ้นธนาคารข้าวของหมู่บ้าน เป็นต้น

นี่แหละครับคือสินทรัพย์สาธารณะ ซึ่งผมอยากจะยืนยันว่ามันเป็น "ทุน" อยู่แล้ว แม้ไม่ให้กำเนิด "นายทุน" ก็ตาม ป่าบุ่งทามเป็นแหล่งที่ประกันความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชาชนจำนวนมากในภาคอีสาน ไม่ใช่ที่รกร้างว่างเปล่าที่ไม่ถูกใช้ประโยชน์ เวลานี้ที่บุ่งทามเหล่านี้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐตามกฎหมาย แต่รัฐไม่ได้เข้าไปจัดการการใช้โดยตรง เมื่อไหร่รัฐเข้าไปยุ่งก็คือเข้าไปริบเอา "ทุน" ของชาวบ้านไปใช้อย่างอื่นบ้าง หรือร้ายไปกว่านั้นไปเป็นนายหน้าออกเอกสารสิทธิให้แก่ "นายทุน" ตัวจริงเอาไปใช้ทำอย่างอื่น

จะแปรสินทรัพย์สาธารณะอย่างนี้ให้เป็น "ทุน" ได้อย่างไร ผมคิดว่าคือการให้สิทธิที่ชัดเจนแก่ชุมชนในการจัดการ เพราะเขาได้จัดการมาแต่ดึกดำบรรพ์อย่างได้ผลและได้อย่างสงบเรียบร้อย ชาวบ้านมีวิธีจะใช้บุ่งทามเป็นทุนได้อีกมาก โดยไม่ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของปัจเจกบุคคล แปรสินทรัพย์สาธารณะเหล่านี้ให้เป็นของชาวบ้านจริงๆ เสียทีสิครับ ขจัดความยากจนไปได้มากเหมือนกัน

ภูมิปัญญาที่จะแปรเป็นทุนก็เหมือนกัน อันที่จริงภูมิปัญญาถูกใช้เป็น "ทุน" อยู่แล้ว แม้ไม่ได้เอามาเป็นสินค้าในตลาดก็ตาม เช่น ชาวปากมูลใช้ภูมิปัญญาของเขาเป็นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและสังคมมานาน อยู่ๆ ก็ลงมติปิดเขื่อนหน้าตาเฉย นั่นก็คือการริบเอา "ทุน" ของชาวบ้านไปหมด ถึงจะปล่อยปลามากสักเท่าไร ก็เกินภูมิปัญญาชาวบ้านซึ่งไม่เคยทำประมงน้ำลึกมาก่อน เครื่องมือก็ไม่มี วิธีการก็ไม่รู้

ถูกต้องแล้วที่ทางเท้าซึ่งเป็นสินทรัพย์สาธารณะในกรุงเทพฯ ก็เป็นทุนอย่างหนึ่ง โดยไม่มีใครถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว เช่น จัดระเบียบทางเท้าและการจราจร(เช่น รังแกรถยนต์ส่วนบุคคลให้มากกว่านี้เพื่อขยายทางเท้าออกไป) ปล่อยให้มีหาบเร่แผงลอยได้ภายใต้ระเบียบเรื่องความสะอาดเรียบร้อย ก็ทำให้คนอีกมากเข้าถึง "ทุน" ได้เหมือนกัน และถ้าสามารถมองเห็นทางเท้าเป็นทุนได้ ก็น่าจะเห็นด้วยว่าแม่น้ำมูลก็เป็นทุนอันมหึมาเหมือนกัน

การแปรสินทรัพย์เป็นทุนสำหรับสภาพที่เป็นจริงของสังคมไทยจึงไม่ใช่การลอกทฤษฎีอย่างมืดบอด แต่หมายถึงการปรับให้ "ทุน" ที่ชาวบ้านใช้อยู่แล้วมีศักยภาพมากขึ้น ผมไม่อยากใช้คำว่าศักยภาพในการผลิต เพราะเดี๋ยวก็นึกกันแต่ตลาดและตัวเงินลูกเดียวอีก แต่มีศักยภาพในการสร้างความมั่นคงด้านอาหาร สังคม และความยั่งยืนของทรัพยากรต่างหากที่น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุด

ตรงกันข้าม ถ้ามองทุน การแปร สินทรัพย์อย่างแคบๆ เพียงการก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์เอกชน และการทำให้เกิดมูลค่าในตลาด ผมเชื่อว่าสินทรัพย์เหล่านั้นจะหลุดจากมือผู้คนไปหมด หรือมิฉะนั้น ก็ไม่มีสินทรัพย์อะไรให้แปรเป็นทุนได้มากนัก

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก