ห้าปีหลังวิกฤตเศรษฐกิจไทย

เหลียวหลังแลหน้า : ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

สถาบันวิจัยสังคมและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต    มติชนรายวัน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2545

วิกฤตแต่ละครั้งไม่ว่าที่ใด ขนาดของปัญหาและวิกฤตมักจะมีความสัมพันธ์ในทางเดียวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดว่าไม่ว่าในเชิงพฤติกรรม หรือการเปลี่ยนแปลงในเชิงสถาบัน ซึ่งหมายถึงกฎหมาย กฎเกณฑ์ โลกทรรศน์หรืออุดมการณ์ ระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ที่ใช้หลังสงครามโลกครั้งที่สองแม้จะได้รับการออกแบบโดยมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ก็สะท้อนปัญหาที่เกิดจากความไม่พอใจในโครงสร้างนโยบายเศรษฐกิจในอดีตที่ไม่ส่งเสริมความเจริญเติบโตของเศรษฐกิจโลก

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจตกต่ำของสหรัฐเมื่อปี ค.ศ.1929 นำไปสู่การรื้อถอนโครงสร้างเดิมในหลายๆ เรื่องและเสริมด้วยสถาบันใหม่ๆ รัฐธรรมนูญของสหรัฐมีพันธกิจที่จะต้องส่งเสริมการมีงานทำแก่พลเมืองทุกคน หรืออีกนัยหนึ่ง รัฐต้องสนับสนุนให้เศรษฐกิจมีการจ้างงานเต็มที่ ความพินาศของตลาดหุ้น และการล้มลงของธนาคารเป็นพันเป็นหมื่นแห่งนำไปสู่การมีระบบประกันเงินฝาก และการมีกฎหมายแยกธุรกิจหลักทรัพย์ออกจากธุรกิจธนาคาร รวมทั้งห้ามมิให้ธนาคารเกี่ยวข้องกับธุรกิจอุตสาหกรรม ในรูปการถือหุ้น

ประเทศไทยก็เช่นกันการเปลี่ยนแปลงในสถาบันจะมีทั้งลักษณะที่เป็นวิวัฒนาการภายในของระบบ ซึ่งกินเวลาและเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงได้ไม่ชัด เช่นการเปลี่ยนแปลง 2475 การปฏิวัติประชาธิปไตย พ.ศ.2516

สนธิสัญญาเบาริ่งคือตัวอย่างหนึ่งของการที่ประเทศไทยเข้าร่วมในกระบวนการโลกาภิวัตน์กลางทศวรรษที่ 19 มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันหรือกฎเกณฑ์กติกาของสังคมอีกมากมาย นโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่เปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศและไม่ให้รัฐแข่งทำธุรกิจกับเอกชน(ซึ่งเป็นการหักล้างนโยบายของจอมพล ป. โดยสิ้นเชิง) ก็มีลักษณะที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก

คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 นั้นมีส่วนสำคัญเช่นกันต่อการมีรัฐธรรมนูญที่ทันสมัยของไทย ที่ออกมาใช้เมื่อปี 2540 โดยทั่วไปอาจกล่าวได้ว่าการเกิดสถาบันหรือกฎกติกาใหม่นี้มีผลดีต่อระบบ ทั้งนี้เพราะสังคมเห็นความจำเป็น และมีอุปสงค์ต่อการเปลี่ยนแปลง ในกติกาของสังคม เพื่อให้สังคมทำงานได้ เพียงแต่ว่าอุปทาน ด้านสถาบันจะตอบสนองเมื่อไร และอย่างไรเท่านั้น

เวลา 5 ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤต ผู้เขียนไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการถอนรากถอนโคนโดยการออกแบบการใช้อำนาจของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงในเชิงสถาบันที่สำคัญในช่วงวิกฤต เช่นการที่เรามีระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวก็ดี หรือการมีกฎหมายที่สามารถทำให้ธุรกิจฟื้นฟูกิจการต่อศาลได้ หรือกฎหมายทั้ง 11 ฉบับ รวมทั้งการที่รัฐต้องเข้าไปโอบอุ้ม รวมทั้งเป็นเจ้าของธนาคารเพิ่มขึ้นหลายแห่ง ล้วนเป็นความจำเป็นที่ต้องทำเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตการณ์โดยตรง

ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา เราไม่เห็นการใช้อำนาจของรัฐเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระยะยาวที่สำคัญๆ โดยอาศัยสถานการณ์ที่ประเทศอยู่ในวิกฤต ซึ่งในสภาพปกติมักจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เพราะแรงเฉื่อยหรือความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์

ผู้เขียนขอเรียนเสียก่อนว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนในด้านต่างๆ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเรื่องถูกต้องจำเป็นและดีเสมอไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวควรมีอะไร เป็นอย่างไรนั้น เป็นประเด็นต่างหาก แต่ผู้เขียนก็อยากจะยกตัวอย่างสักเรื่อง คือการที่ผู้เขียนไม่เห็นมีการใช้กฎหมาย ซึ่งสามารถทำให้สังคมเห็นว่า เป็นการลงโทษผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ และเอกชนที่ฉ้อโกง หรือฉ้อฉลประชาชนแม้แต่รายเดียว

มนุษย์มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งคือ มีความฉลาดมีปัญญาที่จะปรับตัวเพื่อเปลี่ยนและควบคุมสิ่งแวดล้อม โดยการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอด ภาคเอกชนคงได้พยายามประหยัดและจัดองค์กรใหม่ เพื่อลดต้นทุนที่จะเกิดขึ้นจนอยู่ในระดับที่ดีเหมาะสม ในส่วนขององค์กรภาครัฐนอกจากการปรับโครงสร้างหน่วยราชการในด้านหน้าที่ ผู้เขียนยังไม่เห็นแม้กระทั่งแผนที่จะเปลี่ยนโลกทรรศน์ของคนในภาครัฐ อำนาจหน้าที่การจ้างและการให้ออก รวมจนถึงพันธกิจหน้าที่ภาครัฐใหม่ตั้งแต่กรมตำรวจจนถึง BOI ควรที่จะต้องมีการสร้างและวัดดัชนีคุณภาพรัฐบาลโดยนักวิชาการ ในประเด็นนี้นักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ย่อมมีอำนาจเต็มที่อยู่แล้ว

ผู้เขียนไม่มีข้อมูลมากพอว่าธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นจุดเชื่อมหรือรอยต่อที่สำคัญกับธุรกิจนั้นๆ จริง มีการปรับปรุงธรรมาภิบาล และวางระบบในการบริหารการใช้เงินฝากของประชาชน ให้มั่นคงมากขึ้นอย่างไร เพียงไร แค่ไหน องค์กรอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจำเลยสำคัญนั้น ผู้เขียนเห็นความพยายามที่จะปรับปรุงการทำงานขององค์กรภายใน เห็นความพยายามที่จะพัฒนาข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์สำหรับภายในและสาธารณชน แต่ยังไม่เห็นแผนและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาทางเลือกของโครงสร้างของแผน และวิสัยทัศน์เกี่ยวกับระบบการเงินในอนาคต เช่นบทบาทการกำกับตรวจสอบกับหน้าที่หลักของธนาคารกลาง รวมทั้งจุดยืนนโยบายที่สำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เราตกหล่มเศรษฐกิจที่ลึกมากในภาคอุตสาหกรรม

ยังไม่เห็นเป็นตัวอย่างสัก 1 อุตสาหกรรมว่ารัฐได้มีความจริงจังในการประสานผลักดันสร้างระบบเครือข่าย networking และสนับสนุนโดยรัฐเพื่อให้เกิด cluster ที่สมบูรณ์ ตามที่ได้พยายามเชิญนาย Potter มาเมืองไทย ผู้เขียนคงอยากฟังหรืออ่านวิสัยทัศน์ของรัฐบาลและนายกฯทักษิณเกี่ยวกับเรื่องปัญหาภายในประเทศ มีแผนและวิธีแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมประเมินได้ เช่นเรื่องวิสัยทัศน์ภาคเกษตร(นอกเหนือจากกองทุนหมู่บ้าน หรือพักชำระหนี้เกษตรกร) การศึกษาและการสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีมากกว่าความพยายามในขณะนี้ที่จะเป็นผู้นำเอเชียเพื่อเอเชีย

ปัญหาของภาคธุรกิจที่ยังแบกหนี้ท่วมท้นนั้นเป็นปัญหาที่หนักกว่าภาระหนี้ภาครัฐมาก ข้อมูลจากการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งของ คปน. และที่ผ่านศาลล้มละลายในกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้ข้อมูลว่า บริษัทส่วนใหญ่ปรับแต่โครงสร้างทางการเงินโดยการยืดหนี้ให้ยาวขึ้น และยังมีปัญหาการเพิ่มทุนโดยหาผู้ถือหุ้นใหม่ บริษัทจำนวนมากยังไม่สามารถกลับไปดำเนินการได้เหมือนเดิม นอกจากนี้จำนวนบริษัทที่มีการปรับโครงสร้างบริษัทและการดำเนินการจริงไม่มากเท่าที่ควร ยังเป็นเรื่องที่น่าห่วงเพราะทุกฝ่ายเหมือนซื้อเวลาไปเรื่อยๆ

วิกฤตการณ์ที่สำคัญๆ ซึ่งคนคาดไม่ถึงเช่นกรณีของประเทศไทย และเกาหลีใต้ทำให้คนในชาติ เกิดทั้งความไม่มั่นใจในความแข็งแกร่ง และความสำเร็จในอดีต พลังชาตินิยมที่บางครั้งแฝงมาในกลุ่มผู้เสียประโยชน์ เจือปนกับผู้บริสุทธิ์ที่แบกความโกรธกับทุนต่างชาติ และกระบวนการโลกาภิวัตน์ นักวิชาการต่างประเทศ และไทยจำนวนหนึ่งที่เคยเชื่อว่ากลุ่มเสือเก่า และเสือใหม่นั้น มีพัฒนาการทางสถาบัน และปัจจัยพื้นฐานที่ดีก็มีการปรับความคิด โดยส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าแม้ว่าโครงสร้างสถาบันเศรษฐกิจของไทยไม่ใช่ไม่มีข้อบกพร่อง

วิกฤตการณ์นี้เกิดจากความผิดพลาดทางนโยบายเคลื่อนย้ายทุนและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญ วิกฤตการณ์ทางการเงินประเภทนี้สามารถเกิดและเห็นมาแล้วในประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ สวีเดน แม้จะมีคุณภาพสถาบันที่ดีกว่าเรา แต่ถ้านโยบายผิดพลาด ฟองสบู่เกิดและแตกได้ทุกที่ นี่น่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประเทศไทย

วิกฤตการณ์สำคัญๆ มักทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ ในหลายประเทศเป็นไปได้ว่า พรรคไทยรักไทย และนายกฯทักษิณ กำลังจะเปลี่ยนภูมิทัศน์ และสถาปัตยกรรมทางการเมืองของไทยในระดับชาติ อย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่น่าสงสัยว่า ความพยายามสร้างพันธมิตรทั้งในเมืองและคนจนในชนบท หลายๆ กลุ่มผลประโยชน์ แต่แนบสนิทกับธุรกิจที่เป็นพันธมิตรทางการเมือง จะนำมาซึ่งนโยบาย และการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน ที่ส่งเสริมประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง ในระยะยาวมากกว่าการนำทรัพยากรไปสู่กลุ่มผลประโยชน์ ที่สามารถใช้อิทธิพลทางการเงิน และการจัดองค์กรได้ดีกว่ากลุ่มอื่นๆ

ผู้เขียนยังเชื่อว่านักการเมืองไทยยังอนุรักษ์เกินไปที่จะเป็นผู้นำ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญนั้นๆ น่าจะมาจากกลุ่มภาคประชาชนเช่นในอดีต การเมืองของพรรคไทยรักไทย มีพลังที่เป็นทั้งบวกและลบ พลังลบที่เห็นมาในสองปีคือ ให้ความสนใจน้อยมากกับการส่งเสริมทุนทางสังคม เช่น บทบาทและเสรีภาพของสื่อการยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ของนายก และนโยบายของรัฐบาลโดยนักวิชาการ การกระจายอำนาจ รวมทั้งการขาดความจริงจังกับการปราบคอร์รัปชั่นด้วย

 

กลับหน้าแรก